จากเรื่องราวทั้งหมด1452a
โพสต์นี้มีเนื้อหาที่อาจไม่เหมาะสมกับเยาวชน เชื่อผมสิ มันต้องสนุกแน่


  • ท่ามกลางแสงสียามราตรีของมหานคร ช่วงเวลาเที่ยงคืนกับอีกสิบสี่นาที แดงชาด คราม และนิลุบล ผันแปรเหลือเพียงแสงกระทบสีเขียวนวลจากป้ายบอกทางหนีไฟ แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในเวลานี้ฉาบไปทั่วทั้งบริเวณ ผนังที่ควรเป็นสีเทากลายเป็นสีเขียวแปล่งๆ เว้นไว้เพียงเงาทอดยาวของใครบางคน จากมุมหนึ่งของทางพักบันไดเคลื่อนสู่อีกมุมหนึ่ง สถานที่ปิดทั้งยังเงียบสนิท เสียงรองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นบันไดทีละขั้น สะท้อนสู่กำแพง กลับเข้าโสตประสาททางการได้ยิน ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า

    นอกจากเสียงฝีเท้าแล้วยังมีอีกเสียงที่เบามาก หากตั้งใจฟังให้มากขึ้น ตัดทุกเสียงที่ได้ยิน ตัดทุกสิ่งที่คิดว่าได้ยิน ให้เหลือเพียงเสียงนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบา ถ้อยคำเรียงร้อยด้วยเสน่ห์ หวานล้ำกว่าน้ำผึ้งเดือนห้า จมลงไปในความเมามายยิ่งกว่าสุราในมือ

    'ไม่เหนื่อยเหรอ?’ ช่างฟังดูราวกับเสียงของเด็กตัวเล็กๆ เสียงของเด็กผู้ชายที่ไม่ได้ยินมาแสนนาน นอกจากน่าหลงไหล สิ่งที่ทำให้ชายคนหนึ่งเดินตามเสียงนี้มาเรื่อยๆคงเป็น… ความคิดถึง

    “มีเรื่อง… ให้เหนื่อยกว่านี้เยอะเลยล่ะ” ร่างสูงเอ่ยตอบขณะก้าวต่อไปเรื่อยๆ วนไปมาไม่สิ้นสุด สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ละก้าวที่เบาสบาย เริ่มหนักขึ้น กระทั่งช่วงเวลาหนึ่งที่เขาไม่เหนื่อยอีกแล้ว ช่วงเวลาที่จิตใจหวนถึงความเหนื่อยล้าที่ยิ่งกว่าความรู้สึกทางกาย

    'ทรมานรึเปล่า?’

    เป็นคำถามชวนคิด ขณะที่เท้ายังก้าวต่อไป ตัวเขาก็พยายามไขว่ขว้าบางอย่างที่ซัดมากับคลื่นความคิด เอื้อมมือไปจับแสงสว่างน้อยนิดใต้ท้องสมุทรดำมืด แม้จะจมลงมาจนไม่เห็นผิวน้ำก็ยังตะเกียดตะกายเพื่ออะไรสักอย่างที่ลืมไปนานแล้ว แต่แขนขายังแหวกว่าย ดูไร้ความหวังเหลือเกิน สิ่งที่จับไว้ได้ ไม่มี...

    จับอะไรไม่ได้สักอย่าง

    “ไม่รู้สิ ไม่รู้เหมือนกัน”

    ตรงหน้านั้นไม่ใช่คำตอบ มันคือประตูบานสุดท้าย ไม่มีบันไดให้ก้าวต่อไปแล้ว เส้นทางนี้สิ้นสุดแค่ตรงนี้ หรือเพียงแค่เปิดประตูนี้ไป จะเปิดรึเปล่า? เสียงเล็กๆนั้นเอ่ยถามอีกครั้ง แท้จริงแล้วมันไม่ใช่คำถามแต่เป็นคำเชิญชวน

    เมื่อประตูที่ปลายทางนั้นเปิดออกสายลมแรงเข้าปะทะใบหน้า เจ็บจนต้องหันหนี ทว่าชั่วพริบตาที่จ้องมองก็ไม่อาจละสายตาได้อีก ภาพตรงหน้านั้นไม่ใช่กำแพงสีเขียวแปลกๆหรือบันไดขั้นต่อไปอีกแล้ว มันคือท้องฟ้ากว้างที่เต็มไปด้วยแสงสว่างนับล้าน ทั้งจากบนฟ้าและบนดิน อากาศบริสุทธิ์ที่หาไม่ได้จากด้านล่างนั้น ทั้งยังเงียบสงบ ไร้สิ่งรบกวนใดๆ เวลานี้มีเพียงตัวเขาและเสียงนั้น

    'มาตรงนี้สิ'

    ทั้งที่ไม่เห็นแท้ๆกลับรู้ว่าเสียงนั้นเรียกเขาไปที่ไหน ที่ขอบสุด จุดที่เบื้องหน้าไม่มีอะไรให้ก้าวเดินต่อไปได้ จุดที่คิดว่าสิ้นสุดแล้วกลับไม่ใช่จุดจบ แต่ในนั้นก็ไร้ทางที่จะก้าวต่อไปได้เช่นกัน ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงก้าวไปหาเสียงนั้น ไร้การยับยั้งชั่งใจ ไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงและอันตราย

    แต่ละก้าวทำให้เขายิ่งเห็นอะไรได้ชัดขึ้น เห็นที่มาของเสียงได้ชัดขึ้น มากขึ้น ดวงตาที่สบกันมากความหมาย รอยยิ้มที่ได่รับมานั้นอบอุ่นในหัวใจเกินกว่าจะบรรยาย เหมือนกับครั้งแรกที่ได้พบกัน ความรู้สึกที่ว่ามีผีเสื้อนับร้อยบินอยู่ในท้องไม่ได้เกินจริง แล้วน้ำตาก็ได้ไหลออกมาไม่รู้ตัว ใบหน้านั้นคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เฝ้าหามาตลอด ความพยาบามที่จะเข้าใกล้พาเขามาอยู่ที่ขอบของตึก เขาละสายตาจากใบหน้านั้นลง เบื้องล่างเต็มไปด้วยผู้คน คนที่เคยดูยิ่งใหญ่จากตรงนี้ก็ตัวเล็กเทียบเท่ากับทุกคน พลุกพล่านวุ่นวาย เสียงจุกจิกที่ดังขึ้นมาถึงข้างบนไม่ได่อยู่ในความสนใจของเขา สายตากลับมาจ้องมองคนตรงหน้าอีกครั้ง

    “นี่มันถูกต้องแล้วเหรอ” ชายหนุ่มเอ่ยถาม

    ต้นเสียง ชายหนุ่มอีกคน ยื่นมืออกมาพร้อมรอยยิ้มที่ยากจะลืม ช่างสดใส เปลี่ยนวันแย่ๆให้กลายเป็นวันที่ดีเสมอมา กล่าววาจาอันเต็มไปด้วยเสน่ห์อีกครั้ง

    'เชื่อผมสิ มันต้องสนุกแน่'

    'คุณไม่เชื่อใจผมเหรอ?’

    จะให้ปฏิเสธไปได้อย่างไร เขายิ้มตอบ ในอกเต็มไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่ได้สัมผัสมาหลายปี ไม่ต้องเอ่ยตอบใดๆ ร่างกายนั้นไม่เคยจะโกหก เขาเอื้อมมือออกไป สัมผัสอบอุ่นส่งผ่านมือ อุณหภูมิที่โหยหา เขายิ้มออกมาทั้งน้ำตา

    “ผมเชื่อคุณเสมอ”


    เบื้องล่างที่พลุกพล่าน ด้านหน้าของโรงแรมหรู ผู้คนมากมายแต่งตัวด้วยสูท เดรส เครื่องประดับละลานตา หากกวาดสายตาทั่วๆก็จะพบผู้มีชื่อเสียงมากมาย ทุกคนต่างมาด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน มาดื่ม มาพบปะผู้คนที่ไม่ได้พบกันมานาน เข้าสังคม สิ่งที่ทำให้ทุกคนที่เต็มไปด้วยความแตกต่างนี้หันมามองในจุดเดียวกันได้ตอนนี้ก็คงจะเป็นบางสิ่งที่ร่วงลงมากระทบพื้น เสียงจอแจกลายเป็นเสียงกรีดร้อง และกรีดร้อง และโวยวาย และกรีดร้องอีกครั้ง

    ทุกสายตารวมกันอยู่ที่เดียว ที่ที่ร่างของชายสวมสูทกระแทกเข้ากับพื้นถนนคอนกรีต

    ก็คงเป็นอะไรแบบนี้แหละที่เรียกความสนใจของคนเราได้

    อีกหนึ่งเสียงกรีดร้องที่ดังกว่าใคร หญิงสาวคนหนึ่งลากส้นสูงมาทรุดลงตรงหน้าร่างไร้วิญญาณที่บิดเบี้ยวผิดรูป เธอร้องไห้ เสียงสะอื้นปพปนไปในเสียงกรีดร้องไร้สติ เสียงซุบซิบเริ่มดังแทรกเข้ามา อะไรกัน เกิดอะไรขึ้น มีคนโดดลงมาจากบนนั้น ใครกันล่ะ ผู้หญิงคนนั้นดาหลาไม่ใช่เหรอ แล้วใครโดดลงมากันล่ะ ชายไม่ใช่เหรอ ฉันเห็นหน้าเขาแล้วนั่นมันชาย ชายกระโดดตึก คุณธนยศน่ะนะ

    พวกเขาเพิ่งแต่งงานกันไม่ใช่เหรอ ทำไมล่ะ

    น่าสงสารจัง

    ‘…น่าสงสารเหรอ?’ เสียงนั้นกลับมาอีกครั้ง เข้าสู่ประสาทการได้ยินของคุณ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงแบบเด็กผู้ชายอีกต่อไป ตอนนี้มันกลายเป็นเสียงแบบที่คุณอยากได้ยินที่สุด ไม่ละทิ้งเสน่ห์เย้ายวนและน่าหลงไหลจนไม่อาจห้ามใจได้

    ‘ผู้หญิงคนนั้นน่ะน่าสงสาร คุณคิดแบบนั้นเหรอ?’

    ในมุมมองนี้ ร่างสั่นเทาของดาหลาช่างดูทรมาน เสียงสะอื้นปนกรีดร้องที่ได่ยินก็บาดหูเกินกว่าจะทนฟังต่อไป มันคงเกินกว่าคำบรรยายหากคนที่รัก คนที่สาบานจะอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต ร่วงลงมาจากฟ้า กลายเป็นร่างไร้ลมหายใจตรงหน้า ต่อหน้าต่อตา

    ‘คุณแน่ใจเหรอว่าป็นเสียงร้องไห้?’

    เสียงที่น่าฟังทักคุณเข้า และเมื่อมีสิ่งทำให้สะกิดใจ คุณลองฟังอีกครั้ง เมื่อฟังดีๆ ตัดเสียงซิบซิบรอบข้าง ตัดเสียงที่ได้ยิน ตัดเสียงที่คิดว่าได้ยิน ให้เหลือ้พียงเสียงของเธอคนนั้น จากเสียงแหลมสูงนั้น หากลบเสียงสะอื้นออกไป มันยังคงบาดหู แต่มันไม่ใช่การกรีดร้อง ช่างฟังดูเหมือนคนกำลังหัวเราะอย่างเสียสติและน่ารังเกียจ

    ต้นเสียงน่าฟังมากระซิบเข้าที่ข้างหูของคุณ 'ได้ยินแล้วใช่ไหม ชัดเจนเพียงพอแล้วล่ะสิ'

    ครั้งนี้เสียงหัวเราะที่น่ารังเกียจยิ่งกว่าผู้หญิงคนนั้นดังขึ้น ดังลั่นจนต้องปิดหู ไม่เหลือเสน่ห์ ไม่เหลือความน่าหลงไหล เป็นเพียงความน่าสะอิดสะเอียนจนชวนให้อาเจียน เต็มไปด้วยแรงกดดันจนอยากจะหนีไปให้ไกล แต่ไม่ว่าจะพยายามหนีแต่ไหนเสัยงหัสเราะนี้ก็จะตามคุณไปทุกที่ เสียงหัวเราะเงียบลง กล่าวคำต่อมาอย่างสนุกสนาน และน่าขนลุก

    'เห็นไหม บอกแล้วว่ามันต้องสนุกแน่ๆ!’

    เสียงนั้นได้หายไปในเวลาเที่ยงคืนและอีกเก้านาที


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in