damn! i wrote that!saturday night
SF ; when the flower doesn't bloom
  •                                                              Funeral hall / D.O and Xiumin




    สถานที่จัดงานศพ ณ หอประชุมชั้น 9 อนุญาตให้เข้าเยี่ยมศพได้ตั้งแต่ 8.00 - 18.00 น.


    คิม มินซอกตายแล้ว


    นั่
    นคือสิ่งที่ผมได้รู้ เมื่อวาน ขณะที่กำลังตรวจการบ้านของนักศึกษาตอนเที่ยงคืนเศษ


    สาเหตุการตายคือภาวะหัวใจล้มเหลว


    กลิ่นดอกไม้ผสมโรงกับกลิ่นธูป เคล้าคลอไปด้วยเสียงร้องไห้ของแขกในงาน ผมมาถึงตอนช่วงบ่าย หลังจากจบคลาสในช่วงเช้าที่มหาวิทยาลัย แขกอาจจะไม่เยอะมากเท่าช่วงเช้า แต่เสียงร้องไห้ก็ยังดังไม่ขาดสาย เมื่อมาถึงหน้างานผมทำได้แต่ยืนมองอยู่ตรงทางเข้า ไม่อยากเข้าไปในนั้น


    "มาเคารพศพเหรอ" เสียงอู้อี้ดังขึ้นจากด้านหลัง แบคฮยอนอยู่ในสภาพอิดโรย มีแต่รอยช้ำน้ำตา จมูกเล็กฟึดฟัด ดูก็รู้ว่าคงเสียน้ำตามาตลอดทั้งคืน


    "อืม แล้วแกมานานรึยัง"


    "ฉันอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อคืน" แบคฮยอนเดินขึ้นมายืนข้างๆ ผมรู้สึกได้ เหมือนพลังงานบางอย่างได้หายไปจากแบคฮยอน มันแผ่วเบากว่าปกติที่เจ้าตัวเป็น


    "แล้วใครเป็นคนเจอคนแรก"


    "ป้าแม่บ้าน ได้ยินเสียงเหมือนใครล้มเลยเข้าไปดูในห้องนอน"


    "อืม"


    "ล้ม" เขาย้ำ "แล้วหัวใจก็หยุดเต้น ไม่ทรมาน ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีกลิ่นเลือด ไม่มีอะไรเลย"


    "มันเร็วเกินไปที่จะยอมรับสินะ หายไปง่ายๆ แบบนี้น่ะ"


    "ก็คงงั้น" ทั้งคู่เงียบและปล่อยให้เสียงรอบข้างทำงาน ผมมองรูปมินซอกที่ตั้งอยู่หน้าโลง มีรอยยิ้มกว้างประทับอยู่ มันเป็นตัวแทนของความขัดแย้ง คนจัดงานที่เลือกรูปคงไม่อยากให้แขกในงานเศร้าเกินไป ทั้งๆ ที่อาจมีคนร้องไห้จนเป็นลมไปแล้วเพราะรอยยิ้มนั่น


    "ฉันไม่อยากเชื่อ และไม่อยากทำใจยอมรับ" เสียงเรียบๆ เริ่มเปลี่ยน แบคฮยอนคงทนกลั้นน้ำตาต่อไปไม่ไหวแล้ว "ไม่อยากเชื่อว่ามินซอกจะตายแล้วจริงๆ"


    แบคฮยอนร้องไห้หนักกว่าที่เคยเห็นในทุกครั้ง เสียงหายใจขัดๆ นั่นทำผมกลัวว่าเขาจะหายใจไม่ทัน จึงได้แต่ลูบหลังปลอบและหวังว่าเขาจะไม่เป็นอะไรมาก


    "แกนี่เข้มแข็งดีจังนะ ไม่ร้องไห้เลยสักแอะ ดูฉันสิ แทบจะบ้าตายอยู่แล้ว" เขาแสร้งหัวเราะ มือบางกุมหน้าตัวเองพยายามปกปิดร่องรอยน้ำตาไว้


    ใครเป็นคนนิยามว่าคนที่ไม่เสียน้ำตา คือคนที่ไม่เสียใจ คนที่เสียน้ำตาย่อมเจ็บปวดกว่า และอ่อนแอกว่า


    มันก็แค่
    น้ำตาของผมมันไม่ยอมไหลออกมาก็เท่านั้นเอง







    สามเดือนผ่านไปหลังเสร็จพิธีงานศพ ทุกคนรอบข้างอาการดีขึ้น เริ่มกลับไปใช้ชีวิตตามที่เป็นอยู่อย่างปกติ มีบ้างบางครั้งที่เรื่องของมินซอกที่หยิบยกมาเป็นหัวข้อสนทนาในบางคราวยามดื่มเหล้า


    แต่ ผมยังคงจมอยู่ หลังจากวันนั้นผมก็ไม่มีสมาธิกับงานสอนอีกเลย จึงตัดสินใจไม่ไปเยี่ยมมินซอกทุกวันเหมือนที่ตั้งใจไว้ ยกเว้นพิธีฝัง เหมือนร่างกายสูญเสียการควบคุมและสติเองก็ไม่ยอมกลับมาสักที เหมือนว่าความตายครั้งนี้พรากมันไปด้วย


    ทุกครั้งที่หลับตา ในหัวจะมีแต่ภาพของงานในวันนั้น ความสูญเสีย ความเศร้า และกลิ่นของดอกไม้ มันทำให้ผมเวียนหัว ผมไม่อาจเข้าใจว่าความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นหลังจากเห็นภาพนั้นคืออะไร แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ยังไม่เสียน้ำตาให้มินซอก


    ผมอาจต้องยอมรับ ว่าตัวเองมีความผูกพันกับมินซอกเพียงแค่ฝ่ายเดียว มันหมายถึงเขาไม่ได้สนิทกับใครเป็นพิเศษ ปฏิบัติกับทุกคนเท่าๆ กัน อาจมีแค่ผมเท่านั้นที่รู้สึกมากไป


    ว่าแล้วก็นึกสงสัยบางอย่างขึ้นมา เราจะใช้ชีวิตอย่างปกติได้อย่างไร เมื่อคนที่เราเจอกันอยู่เป็นประจำต้องหายไป คนที่ยิ้มให้กันเวลาเจอตรงรถไฟฟ้าใต้ดิน คนที่มักจะแวะเวียนมาหาทุกคืนวันเสาร์ คนที่ต้องซื้อดอกลิลลี่ร้านใกล้บ้านไปฝากให้ทุกครั้งที่เริ่มออกเดทกับใคร


    เหมือนว่าเขาเอาชีวิตประจำวันบางอย่างที่มีร่วมกันไปจากผม


    แต่ผมไม่รู้ว่าจะไปตามคืนได้จากที่ไหน และสถานีตำรวจคงไม่รับคำร้องเรื่องนี้







    "เคยคิดมั้ยว่าจะจัดงานศพตัวเองแบบไหน?" มินซอกเอ่ยถามขณะที่ผมและเขานั่งกินไส้ย่างในคืนวันเสาร์ที่ร้านคนพลุกพล่าน


    "อะไร จู่ๆ ก็ถามแบบนี้" ผมตกใจที่ได้ยินคำถามทำนองนั้นออกจากปากเขา


    "เหอะน่า ถามแล้วก็ตอบมาเถอะ" เขาเอ่ยยิ้มๆ แล้วกระดกเบียร์เข้าปาก ผมชั่งใจสักพัก ไม่รู้ว่ามินซอกคิดอะไรอยู่ นี่คือคำถามลองเชิง หรือแค่หาเรื่องคุยสัพเพเหระ หรือเพราะอีกคนกำลังเข้าใกล้สู่ความตาย


    "ก็" ผ
    มเผลอกลั้นหายใจ "คงจัดแบบง่ายๆ เชิญแขกเฉพาะคนในครอบครัวกับเพื่อนที่สนิทกัน สัก 2 วัน แล้วก็ฝังเลย"


    "จะไม่เชิญลูกศิษย์มาเหรอ"


    "เขาคงไม่อยากมาเห็นสภาพคนแก่นอนตายอยู่ในโลงหรอก"


    "เซฮุนได้ยินแบบนี้คงเสียใจแย่" มินซอกขำเล็กๆ


    "เซฮุน? โอเซฮุนน่ะเหรอ?" ผมสงสัยว่าทำไมมินซอกถึงพูดชื่อเด็กจากคณะอักษรคนนั้น เขาไม่มีมีความผูกพันอะไรเป็นพิเศษ แค่เป็นอาจารย์ในคลาสปรัชญาตะวันออกที่ได้คุยกันเฉพาะช่วงสอนเสร็จก็เท่านั้น


    "นึกว่าเด็กนั่นปิ๊งแกซะอีก" ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ไม่ใช่ว่ายอมรับแต่เพราะมันเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียวจากทั้งหมด เซฮุนแค่ เกือบ เฉยๆ


    "แล้วแกล่ะ คิดเรื่องงานศพไว้ยังไง" ผมชวนเปลี่ยนเรื่อง


    เวลามินซอกใช้ความคิด เขามักจะเผลอเอาของในมือไปไว้ใกล้ๆ ปากไม่ว่าของสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม


    "คง.. ไม่จัดแหละ" ผมแอบตกใจเมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้น แต่มินซอกกลับยิ้มออกมาเหมือนคำพูดนั้นไม่มีอะไรพิเศษ


    "แค่ไม่อยากให้ใครมาเสียใจน่ะ อีกอย่าง ถ้าจะจัดก็อย่าเอารูปยิ้มกว้างๆ ด้วย"


    "เผื่อว่าตอนนั้นที่ตายฉันอาจจะไม่ได้มีความสุขจริงๆ "


    ผมคิดว่าเขาคงวางแผนไว้อย่างดีแล้ว แต่ผมคาดเดาอะไรไม่ได้เลยว่าที่มินซอกพูดมันจริงจังขนาดไหน เขายังคงปิ้งไส้ย่างและกระดกเบียร์ลงคอต่อไป เป็นคืนวันเสาร์ที่ชวนสับสนกับบทสนทนาเรื่องความตาย


    แต่สุดท้ายงานศพที่เขาวาดฝันไว้ ก็ไม่เป็นเช่นนั้น







    "อาจารย์ ผมกลับก่อนนะ" โอเซฮุนลุกขึ้นจากเตียงพร้อมกับคว้าเสื้อเชิ้ตที่หล่นบนพื้นมาใส่ ผมสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาในสภาพกึ่งเปลือย แสงไฟจากทางเดินสะท้อนให้เห็นรูปร่างสะโอดสะองของคนตรงหน้า


    "ไม่อยู่กินข้าวเช้าด้วยกันเหรอ" ผมดันตัวขึ้นจากเตียงเพื่อให้ได้มองเซฮุนถนัดขึ้น


    "ไม่ดีกว่า ผมอยากกลับแล้ว" เขาไม่มองหน้าผมสักนิด เอาแต่หันหลังใส่เสื้อผ้า ผมคิดว่าเขาคงอารมณ์ไม่ดีหรืออะไรสักอย่างที่พวกวัยรุ่นเขาชอบเป็นกัน จึงใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่จากเมื่อคืนคว้าตัวคนตรงหน้ามากอดบนเตียง


    "เป็นอะไรไป"


    "ผมไม่อยากเป็นคนนั้นให้อาจารย์อีกแล้ว" เขาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดชื่อนั้นออกมา เซฮุนเบือนหน้าหนีแล้วดิ้นจนหลุดจากวงแขน


    "ฉัน
    เผลอพูดมันออกมาอีกแล้วงั้นเหรอ" ผมถามเซฮุนที่นั่งหันหลังใส่


    "อาจารย์ไม่ได้เผลอ อาจารย์ตั้งใจ" เซฮุนกดเสียงเข้มตรงคำว่าตั้งใจด้วยความจงใจ ผมไม่รู้จะแก้ตัวยังไงกับเรื่องที่เกิด รู้สึกผิดเหมือนเพิ่งพรากบริสุทธิ์ใครมา เวลารู้สึกดีมากๆ ผมจะเผลอพูดชื่ออีกคนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว


    "เธอจะพอก็ได้ ฉันเข้าใจ มันเป็นความผิดฉันเอง" เราเงียบกันไปสักพักใหญ่ ปล่อยให้เสียงแอร์ทำหน้าที่พูดแทนความรู้สึกในใจ


    "อาจารย์จะไม่รั้งหน่อยเหรอ"


    "เพราะฉันคิดว่าตัวเองอาจจะทำอีก ฉันไม่อยากให้เธอรู้สึกไม่ดี" นั่นคือความจริงในใจทั้งหมดของผม ผมรักเซฮุน ผมรู้ดี และผมก็ยังทั้งรักและจมอยู่กับมินซอกเช่นกัน


    "เซฮุน คนตายน่ะไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่คนที่ยังอยู่น่ะรู้สึกนะ" ในเมื่อทุกอย่างเป็นแบบนี้ ผมจึงไม่ลังเลเลยที่จะปล่อยเด็กคนนี้ไป เขายังต้องเจออะไรอีกเยอะ อย่ามามัวเสียเวลารักคนที่ยังจมอยู่กับคนตายเลย


    "อาจารย์อย่าให้เอลบผมแล้วกัน"







    อาหารมักจะอร่อยขึ้นเสมอเมื่อเรารู้จักแบ่งปัน


    คืนวันเสาร์ถัดมา เราจูบกันที่หน้าประตูห้องนอนผม ตอนที่มินซอกขอเข้ามาใช้ห้องน้ำในบ้าน


    ผมแตกตื่นและอ่อนปวกเปียกเมื่อได้รับรสชาติจากปากนิ่มนั่น ไม่รู้อะไรดลใจให้มินซอกทำแบบนั้น จะว่าเมาก็คงไม่มีทางเพราะเขาคอแข็ง จึงเหลือเหตุผลเดียวคือมินซอกจงใจ


    ผมไม่เคยปล่อยให้โอกาสตรงหน้าหลุดลอยไป เราทำมัน ทั้งช้าและเร็วเหมือนกับเพลงที่เราร่วมกันเขียน และแบ่งปันความรู้สึกดี แบ่งปันจิตวิญญาณ บุญ บาป และความปรารถนาที่มีให้กันและกัน เรียนรู้ความลับในร่างกาย และท่องไปอีกมิติที่คนมักจะเรียกกันว่าขอบสวรรค์ แต่เราไม่จำเป็นต้องพยายามเลยที่จะไปถึงที่นั่น


    "พูดสิว่าชอบ" เสียงแหบพร่าของเขาทำผมหัวใจแทบวาย มันยิ่งทำให้ผมอยากทำมากกว่าเดิม


    "นายชอบมันมั้ย คยองซู อื้อ"


    "ชอบมั้ย"


    "คยองซูย่า"


    "อย่าไปทำอย่างนี้กับใครอีก" ผมจูบเขา เป็นจูบที่บอกให้เขาหยุดถามและเป็นทั้งคำสารภาพรักจากผมเช่นกัน


    นั่นคือครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมพูดออกไป และอย่างที่รู้ มินซอกปฏิบัติกับทุกคนเท่ากัน เพราะเสาร์ถัดมาเราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่เหมือนเดิม







    "แกไม่เสียใจเหรอที่มินซอกตายน่ะ"


    ผมและแบคฮยอนบังเอิญมาเยี่ยมหลุมศพมินซอกวันเดียวกัน วันที่ฝนตั้งเค้าจะตกตั้งแต่ช่วงเช้า แม้แต่ตอนที่ผมยืนอยู่หน้าหลุมศพฝนก็ยังคงตกปรอยๆ เรายืนกางร่มคุยกันหน้าหลุมศพ ทุกอย่างชุ่มช่ำ ยกเว้นใจผม


    "เพราะฉันไม่ร้องไห้เหรอแกเลยตัดสินกันแบบนั้น"


    "เปล่า" แบคฮยอนนิ่งไปสักพัก เขาจ้องมองหลุมศพตรงหน้า "ก็คงใช่ ฉันคิดแบบนั้น ขอโทษทีว่ะ"


    "แกจะคิดแบบนั้นมันก็ไม่แปลก ฉันเข้าใจ" ผมไม่โกรธแบคฮยอน และไม่โกรธใครเลยที่จะคิดแบบนั้น ผมเข้าใจว่าน้ำตาเป็นตัวแทนของความเสียใจ เป็นการแสดงออกที่ชัดเจนที่สุดของมนุษย์เวลารู้สึกเจ็บปวด


    ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากร้องไห้ ผมอยากสิ ผมปรารถนาอารมณ์โศก ผมโหยหาความทรมานจากการสูญเสีย ผมต้องการมันเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำไม มันถึงไม่ออกมา น้ำตาเจ้าปัญหานั่นเอาแต่หลบซ่อนตัวอยู่ข้างใน


    ดอกไม่เคยบานในใจผมเลยตั้งแต่วันนั้น แห้งเฉา ร่วงหล่น ยืนต้นตายไปพร้อมกับมินซอกของเขา


    เรายืนคุยกันอีกสักพัก แบคฮยอนบอกว่ามีธุระที่ต้องไปทำจึงขอตัวกลับก่อนพร้อมกับคู่สนทนาในโทรศัพท์ เดาไว้ว่าคงเป็นเซฮุน แบคฮยอนทำได้ดีในฐานะอาจารย์และหน้าที่แฟน


    ผมยืนดูหลุมศพต่ออีกสักพัก 
    คิดว่าอีกสองสามวันดอกทิวลิปที่ตั้งใจปลูกไว้ข้างๆ มินซอกคงงอกพอดี.




    อยากเขียนก็เลยเขียนขึ้นมาค่ะ 
    ไม่มีเหตุผลใดๆ เป็นพิเศษ 
    สั้นมากจริงๆ แต่ก็เหมือนว่าจะเข็นให้ยาวได้แค่เท่านี้
    #damniwrote ชื่อแท็กสิ้นคิดมากๆ
    ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ /ไหว้ย่อ
    ไอเริ้บยู
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in