In love with Intania ขอทิ้งใจไว้ลานเกียร์chaphabet
Chapter 02: ยุทธการเมาเหล้าคนคอโคตรแข็ง
  • A piece of Kel

    ทำไมชีวิตนิสิตสาวแสนสวยของฉันมันถึงได้หนักหนาสาหัสนักนะ ไม่คิดมาก่อนเลยว่าการเรียนเเค่ครึ่งวันจะสามารถดูดพลังชีวิตไปได้มากมายขนาดนี้ ไหนจะกิจกรรมบลา ๆ อีก ของคณะยังไม่พอของหอในนี่ยิ่งเเล้วใหญ่ อยากลาออกจากการเป็นฉันในตอนนี้จริง ๆ TTOTT

    "เกล วันนี้ซ้อมเต้นถึงสามทุ่มนะ" เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเดินมาบอกฉันในขณะที่กำลังนั่งปั่นผลแล็บอยู่

    "โอเค งั้นเราขอขึ้นไปส่งงานก่อนเดี๋ยวตามไป"

    แม้จะเป็นซ้อมเต้นสันทนาการ แต่ไอ้ที่ฉันเต้นมันไม่ได้บ้าบอเหมือนการเต้นสันทั่วไป เพราะมันเป็นการเต้นแนวสตรีทแจ๊สซึ่งก็เป็นสิ่งที่ฉันถนัดอยู่เเล้ว ก็เริ่มเต้นตั้งเเต่ม.ต้นจนถึงตอนนี้ หรือที่จริงฉันเริ่มเต้นตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่ในท้องแม่จ๋ากันนะ -O-

    ถามว่าซ้อมไปเพื่ออะไรน่ะเหรอ?

    ก็อีกไม่กี่วันจะมีการสันโต้ระหว่าง วิทยา วิศวะ และบัญชี อีกอย่างฉันไม่อยากให้งานมันออกมาพัว ก็ทีมวิทยามีฉันทั้งคนมันต้องปังปุริเย่สิโว้ย!

    "แกจะกลับหอพร้อมฉันเลยไหม"

    ยัยลัล เพื่อนสนิทคนแรกในรั้วมหาลัยเดินเข้ามาหา ก่อนจะทิ้งน้ำหนักตัวลงบนที่นั่งด้านตรงข้ามฉันพร้อมกับวางกระเป๋า

    "กลับคนเดียวเหงา ๆ ไปก่อนนะ วันนี้ฉันมีซ้อมเต้นต่อ เดี๋ยวปั่นแล็บเสร็จก็ไปละ แกจะเอาไปดูไหม"

    "จะเหลือเหรอเพื่อนรัก แต๊งกิ้วนะ เดี๋ยวฉันส่งให้ ว่าแต่ช่วงนี้เเกดูโทรมไปหรือเปล่าวะ ยังไงก็พักผ่อนเยอะ ๆ เดี๋ยวจะไม่มีแรงเต้นวันจริงเอา ว่าแต่ปริมจะมาไหม"

    "อันนี้ก็ไม่รู้อะ ถ้ามาคงโทรหาแหละ"

    ปริมที่ยัยลัลพูดถึงคือเพื่อนที่ฉันรู้จักกันที่บ้านรับน้อง เธออยู่คณะรัฐศาสตร์ โปรไฟล์เด่น ๆ คือเป็นผู้หญิงแมน ๆ ตัวสูงมากและหล่อกว่าผู้ชายหลายคน แล้วพวกเราก็สนิทกันมากด้วย ชนิดว่าไปไหนก็ตัวติดกันตลอดเวลาอย่างกับอยู่คณะเดียวกัน 555

    "งั้นฉันไปละ กลับช้ากว่านี้รถป๊อปคนเต็มแน่เลย"

    "โชคดี ๆ "

    แล้วฉันก็กลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง ฟังเพลงหน่อยดีไหม ก่อนจะไปเต็มที่กับการซ้อมเต้น

    เมื่อเวลาผ่านไปขณะหนึ่ง ฉันก็ตัดสินใจเดินไปหาเพื่อน ๆ ที่กำลังซ้อมเต้นกันอย่างจริงจัง แน่นอนว่าฉันจะต้องเเวะไปทักรุ่นพี่ตามธรรมเนียมสักหน่อย

    "ยัยเกล เป็นไงบ้างยะ ซ้อมไปถึงไหนเเล้ว"

    เจ้ยาหยี ตัวเเม่เเห่งกองสันทนาการทักทายฉันด้วยสีหน้าเบิกบาน

    "ก็โอนะเจ้ เเหม คนเต้นเก่งก็ไม่ได้มีแค่เกลคนเดียวไหม"

    "จ้า คาดหวังนะคะ สันโต้ครั้งนี้ต้องเริ่ด ต้องเล่นใหญ่ ต้องปัง ต้องฟาด เข้าใจนะซิส"

    "ค่ะ! "

    หลังจากที่บทสนทนาได้สิ้นสุดลง ฉันก็เดินกลับมาหาเพื่อน ๆ แน่นอนว่าพวกเธอเหล่านั้นยิ้มทักฉัน และงานที่เหนื่อยหนักสำหรับฉันต่อจากนี้ก็คือการสอนพวกเธอเต้นนั่นเอง บางคนที่มีพื้นฐานดีก็ไม่ได้ทำให้เหนื่อยมากนัก แต่กับคนที่ไม่เคยเต้นจริงจังมาก่อนเนี่ยสิ เฮ้อ!

    09.00 pm

    และแล้วการซ้อมเต้นสำหรับวันนี้ก็สิ้นสุดลง ก่อนจะสลายตัวกันนั้น พวกเราก็ประชุมสรุปแผนงานที่ต้องทำทั้งหมดในวันจริงที่จะมาถึงไม่ช้า หรือจะเรียกว่าเป็นการทวน action plan ทั้งหมดที่วางไว้ตั้งเเต่ต้นเลยก็ถูกนะ

    ดูเหมือนว่างานนี้จะเป็นสเกลที่ใหญ่อยู่นะ ต้องจัดกันทุกปี เเถมยังเป็นที่น่าสนใจของคนทั่วไปอีกด้วย พวกรุ่นพี่จึงดูจริงจังกันมาก แล้วนั่นก็เป็นสิ่งที่ฉันควรจะจริงจังด้วย

    เพราะการเต้นของฉันไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง โดยเฉพาะตัวฉันเอง!

    เมื่อเวลาผ่านไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมง พวกเราก็เเยกย้ายกันกลับหอ แต่ก็มีบางส่วนที่ตกลงว่าจะไปหาอะไรกินก่อนกลับสักหน่อย

    และก็เป็นดังที่ทุกคนคิดล่ะ ว่าฉันคือหนึ่งในคนที่ยังไม่กลับหอแน่

    ก็คนมันหิว อย่ายื้อเลย - -;

    เป้าหมายครั้งนี้ของพวกเราคือร้านส้มตำเจ้อ้อย มีฉัน ยัยลอฟ ยัยหมิว เจ้ยาหยีเเละบรรดาอาเจ้ทั้งหลาย อีกอย่างฉันก็ได้ยินเสียงลือลั่นมานานนมว่าร้านนี้ทำส้มตำอร่อย เลยอยากไปลิ้มลองสักครั้ง เพราะตั้งเเต่มาอยู่ที่นี่ยังไม่มีส้มตำร้านไหนอร่อยถูกจริตปากฉันเลย

    พอคิดไปคิดมาในหัวตัวเองอย่างเรื่อยเปื่อย ฉันก็เกิดสงสัยเรื่องหนึ่งขึ้นมาว่า

    'ทำไมคณะนี้ของมหาลัยนี้ มันมีกะเทยเยอะจังวะ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเพื่อนหรือรุ่นพี่ก็ดี แต่ละคนต่างเป็นตัวเเม่กันทั้งนั้นเลย เกลเพลีย- -;'

    ที่บ่นก็ไม่ใช่ว่าฉันไม่ชอบพวกเขานะ แต่พอดีว่าความจริงแล้วฉันเป็นคนเอเนอจี้น้อย ชอบความสงบมากกว่าเข้าสังคม ฉันจึงรู้สึกเหนื่อยง่ายเวลาอยู่กับคนเยอะ ๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่เอเนอจี้เยอะแบบนี้ เหมือนต้องงัดกลุ่มพลังก้อนสุดท้ายในชีวิตออกมาใช้อะไรทำนองนั้น

    ระหว่างที่ฉันเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยท่ามกลางเสียงตะโกนคุยโหวกเหวกโวยวายเหมือนทะเลาะกันตลอดเวลา

    แม้คนนอกมองมาอาจไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่พวกเราต่างรู้กันดีว่านี่คือการเล่นใหญ่ของเหล่าผองเพื่อน
    ในที่สุดพวกเราก็มาถึงร้านส้มตำเจ้อ้อยเสียที โชคดีที่ไม่ต้องรอโต๊ะ แต่ต้องรอคิวสั่งอาหารแทน
    TTOTT ส่วนร้านเจ้อ้อยก็มีคาแรกเตอร์ตามที่ฉันคาดไว้ตั้งแต่แรก เป็นร้านแนว street ที่แปลว่ากินข้างริมฟุตบาทน่ะ 555

    เเต่ก็ดีที่เวลานี้ไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่าน อย่างมากก็แค่มอเตอร์ไซด์ของชาวบ้านเเถวนี้ที่ขับออกมาซื้อของตอนกลางคืน

    สายตาของฉันกำลังมองสอดส่องเข้าไปในร้านขายของชำที่เปิดข้าง ๆ ร้านส้มตำ เผื่อว่าจะมีขนมกรุบกรอบพอประทังชีวิตได้ในระหว่างรอส้มตำอย่างคนหิวโหย แต่ยังไม่ทันได้มองดูดี ๆ ยัยลอฟก็สะกิดแขนฉันให้หันกลับไปสนใจบทสนทนาของคนในโต๊ะ

    เฮ้อ! ดูเหมือนว่าจะหาเรื่องกินเหล้ากันอีกแล้ว ฉันล่ะเบื่อจริง ๆ

    "ยัยเกล ไปเอาแก้วกับน้ำแข็งเป็นเพื่อนเจ้หน่อยสิ"

    ฉันพยักหน้าตอบพร้อมกับลุกขึ้นยืนอย่างเต็มความสูง ก่อนจะก้าวขาเดินตามเจ้ยาหยีไป เเน่นอนว่าฉันไม่มีทางที่จะลืมหยิบกระเป๋าเงินติดตัวมาด้วย เพราะฉันจ้องเจ้าข้าวเกรียบข้าวโพดถุงใหญ่ในร้านขายของชำนั่นไว้เเล้ว อุวะฮะฮ่า

    ตุ๊บ!

    "อ๊ะ! " ฉันยกมือขึ้นถูจมูกของตัวเองโดยอัตโนมัติ หลังจากที่บังเอิญเดินไปชนกับแผ่นหลังของใครบางคนเข้า เพียงเสี้ยววินาทีนั้น คนตัวสูงที่ฉันเดินชนก็หันกลับมามองฉัน

    "เป็นอะไรหรือเปล่าครับ อ้าว! เกลเองเหรอ"

    "พี่ซิน! สวัสดีค่ะ O.O" ฉันยกมือไหว้ร่างสูงตรงหน้าด้วยความตกใจ

    บังเอิญอะไรเบอร์นั้น ฮื้อ! แล้วทำไมฉันต้องมาเจอหนุ่มหล่อเลิศในสภาพโทรมไปด้วยเหงื่อทั้งตัวด้วยวะเนี่ย ขอกดปุ่มอิโมติคอนโกรธให้พระเจ้า TTOTT

    "เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ?"

    "ไม่เจ็บเลยค่ะ เกลซุ่มซ่าม เดินไม่ระวังเอง ขอโทษด้วยนะคะ"

    "แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไรจริง ๆ ทำไมหน้าแดงล่ะเนี่ย เมื่อกี้นี้เอาแก้มชนเหรอ" ร่างสูงกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย

    ใครมันจะไปเอาแก้มชนล่ะ แล้วฉันก็ไม่ได้เขินนะ เเง้ง!

    "คือเกลพึ่งออกกำลังกายมา เอ่อ... พอดีซ้อมเต้นมาน่ะค่ะ เกลหน้าแดงง่ายอยู่แล้วด้วย คือหน้าแดงเป็นปกติ" ฉันพูดตะกุกตะกักพลางลูบแขนตัวเองแล้วก็หัวเราะกลบเกลื่อน

    "อ๋อ เป็นงั้นเอง" คนตรงหน้าลากเสียงยาวเหมือนจะหยอกล้อ

    “จริง ๆ นะคะ”

    “ยังไงก็มานั่งคุยด้วยกันได้นะ โต๊ะพี่อยู่ตรงโน้น” ร่างสูงพูดอย่างเป็นมิตรพร้อมกับชี้นิ้วไปทางโต๊ะที่กล่าวถึง

    "ค่ะ งั้นเกลไปช่วยเจ้ยาหยีถือของก่อนนะคะ"

    ร่างสูงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินกลับไปยังที่นั่งที่เขาพึ่งจะชี้บอกฉัน

    ส่วนฉันตอนนี้น่ะเหรอ สติได้กระเจอะกระเจิงไปไกลแล้ว ทำไมพี่เขาน่ารักจัง นี่ถ้าไม่ได้ไปกับเจ้โต๋เต๋วันนั้น ฉันก็คงไม่ได้มายืนคุยกับพี่เขาแบบนี้หรอก

    เรื่องจริงสุดช็อคในวันนั้นคือพวกเราไปต่อกันอีกร้านหนึ่ง แม้ฉันพอจะจำได้ว่าตัวเองสลบเหมือดด้วยฤทธิ์เหล้า แต่ก่อนหน้านี้ฉันก็ไม่รู้เลยว่าไปเมาอีท่าไหน ถึงได้ตื่นขึ้นมาแล้วซบคาอกพี่ซินอยู่อย่างนั้น ผละออกแทบไม่ทันเลย น่าอายที่สุด

    'เราน่ะไปเศร้ามาจากไหน ดูสิร้องไห้จนตาลืมตาไม่ขึ้นแล้วเนี่ย แถมเสื้อพี่ก็เปียกไปหมด ถ้ายังไม่หยุดร้องพี่จะคิดว่าเราอยากซักเสื้อให้พี่นะ 555'

    'เอ่อ ขอโทษนะคะ เกลก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปเศร้ามาจากไหน'

    'เป็นงั้นไป ยังไงก็ขอให้ move on ได้ไว ๆ นะครับ'

    'ขอบคุณมากค่ะ เกลว่าเกลจะไม่กินจนเมาอีกแล้ว ไม่รู้ตัวเลยว่าทำอะไรลงไปบ้าง'

    'ทำไปเยอะเลยแหละ'

    'ว่าไงนะคะ? '

    'ไม่มีอะไรครับ พี่แค่จะบอกว่ามันก็มีช่วงหนึ่งที่เราอยากจะทิ้งความเป็นตัวเองไป เพียงเพราะไม่อยากแบกรับอะไรบางอย่างไว้ พี่เองก็มีช่วงเวลานั้นเหมือนกัน แต่เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เข้มแข็งไว้นะ'

    เฮ้อ! ฉันคงทำเรื่องหน้าอายไว้เยอะแน่ ๆ กลัวความจริงจนไม่กล้าถามเลย

    ยังไงก็ตาม ตอนนี้ฉันควรกลับมาสนใจส้มตำ คอหมูย่าง ไส้ทอดกระเทียม ต้มแซ่บกระดูกหมูได้แล้ว ไม่อย่างนั้นฉันจะกลายเป็นผู้แพ้ในสงครามการกินครั้งนี้ ;P

    "แล้วก็ถึงเวลาอันสมควรแก่การเล่นเกมของเรานะคะ ปรบมือ! "

    เจ้เอ็มม่าพูดขึ้นพร้อมกับเอาขวดแก้วเปล่าขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ

    "เราจะมาเล่นเกม Dare or Truth กัน โดยกติกาครั้งนี้พิเศษและสนุกมากตรงที่ว่าถ้าปากขวดชี้ใครให้คนนั้นต้องตอบคำถามที่พวกเราในที่นี้อยากจะรู้หนึ่งข้อ แต่ถ้าก้นขวดชี้ใครให้คนนั้นเล่นเกมความกล้า และเงื่อนไขนั้น ๆ สร้างสรรค์โดยเอ็มม่าและยาหยีค่า! "

    เวรละ! ไม่อยากเล่นเลย ฉันยิ่งแต่มีดวงดี ๆ กับของพวกนี้อยู่ มีสักครั้งไหมที่เล่นแล้วมันจะไม่หมุนมาโดนฉัน

    "อ้าว หมุนละนะ"

    ลุ้นค่ะ ลุ้นโว้ย

    มันใกล้หยุดละ ขอร้องล่ะ อย่าโดนฉันเลย

    ผ่าง...

    "ผลออกมาแล้วนะคะ และผู้โชคดีของเราในรอบแรกก็คือ ลอฟกับเกลจ้า"

    ไม่จริง ทำไมฉันต้องโดนก้นขวดด้วยล่ะ ฮื้อ TTOTT

    "สนุกแน่ล่ะงานนี้ หึหึหึ" เจ้ยาหยีกับเจ้เอ็มม่ามองฉันอย่างมีเลศนัย

    "อย่าแผลงมากนะเจ้ ไม่งั้นเกลจะกลับหอ"

    "ไม่แผลงมากหรอกที่รัก แต่จอยมากแน่ เธอเห็นผู้ที่ใส่เชิ้ตขาวเบ้าหน้ายั่วเพศนั่นไหม"
    ฉันมองไปตามที่พวกอาเจ้ชี้

    เอ๊ะ! นั่นมันโต๊ะที่พี่ซินนั่งอยู่นี่ จะว่าไปมันก็เบ้าหน้ายั่วเพศกันทั้งโต๊ะเลยไม่ใช่เหรอ = =;

    "มิชชั่นของเธอก็คือ มอมเหล้าฟอร์ต สถาปัตย์ค่ะ"

    "ฮะ! "

    "อย่าลืมเรียกพี่ด้วยนะ เขารุ่นเดียวกันกับฉัน"

    "เฮ้ย! แล้วเจ้รู้จักเขาไหมเนี่ย ไม่เอาอะ"

    "ฉันให้เวลาหล่อน 1 ชม. ในการมอมเหล้าเขา พวกฉันอนุญาตให้หล่อนมอมเขาภายในแก้วเดียวเท่านั้น"

    "ไม่เอา เกลไม่ทำ"

    "งั้นหล่อนก็เมาแทนนะ เลือกสิ เลือกมาว่าหล่อนจะเมาเอง หรือจะไปมอมเขา"

    โอ๊ย! ทำยังไงดี ฉันไม่อยากเมาแล้วทำเรื่องบ้า ๆ อย่างร้องไห้หรือทำอะไรก็ไม่รู้อีกแล้ว
    ต้องกล้า ๆ เข้าไว้สูดหายใจลึก ๆ ถ้าจะกินให้เมาในแก้วเดียวก็เหล้าเพียวเลยละกัน

    จะว่าไปฉันพกเครื่องดื่มวิตามินมาด้วยนี่ เจอกลูโคสสูง ๆ กับแอลกอฮอล์เข้าไป ถ้าไม่เมาเหมียนหมา น้องก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วนะ

    ฝากขอโทษพี่ฟอร์ตล่วงหน้าจ้ะ คิคิ

    เอาล่ะ! ฮึบ! พร้อม!

    ฉันเดินไปยังโต๊ะที่มีผู้ชายประมาณ 5 - 6 คนนั่งอยู่อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ความรู้สึกประหม่าที่แล่นเข้ามาทำให้มือที่จับแก้วเหล้าสั่นแหง่ก ๆ เหมือนจะเป็นแพนิค

    "เอ่อ..."

    "ว่าไงเกล มาหาพี่เหรอ" พี่ซินยิ้มตาหยีให้ฉัน

    "สวัสดีอีกครั้งค่ะพี่ซิน เอ่อ...ใครคือพี่ฟอร์ตคะ? "

    ผู้ชายที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวหันมาทางฉันทันที หลังจากที่ฉันเอ่ยชื่อเขาออกไป

    คุณพระ! นี่คนแน่เหรอ หล่อจนสรรหาคำมาบรรยายไม่ถูก หน้าตี๋คม ๆ ผิวขาวเนียนละเอียด เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนยิ่งขลับให้ผิวขาวเปล่งปลั่งขึ้น เขาดูมีเสน่ห์และน่าค้นหามาก แต่ติดตรงที่ว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายในไทป์ฉัน -O-

    "ครับ? ถามหาพี่แบบนี้จะมาขอไลน์กันใช่ไหมเอ่ย"

    "เปล่าค่ะ เค้ามามอมเหล้าพี่"

    อุ๊ปส์! ตายจริง นิสัยประจำตัวมาโผล่อะไรตอนนี้ล่ะเนี่ย คือว่าฉันเป็นโรคพูดอ้อมไม่เป็นน่ะ ขวานในปากฉันพร้อมผ่าทุกสิ่งจริง ๆ = =;

    "หือ? อะไรนะ มอมเหล้าไอ้ฟอร์ต พูดเป็นเล่น" ผู้ชายอีกคนพูดขึ้นมา เขาดูหล่อนะ เเต่หล่อเเบบแบดบอย ดูอันตรายอย่างบอกไม่ถูก

    "บอกก่อนเลยว่าเหล้าเป็นถังก็ทำอะไรมันไม่ได้หรอก ถ้าจะมอม มามอมพี่ดีกว่านะสาวน้อย" ผู้ชายหน้าตาน่ารักยิ้มแป้นให้ฉัน

    ว่าไงนะ! มิน่าล่ะ ที่พวกเจ้แกตั้งเงื่อนไขแบบนั้นขึ้นมา เพราะคิดเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าฉันต้องทำไม่สำเร็จ คงกะจะแกล้งฉันให้เมาสุด ๆ ไปเลยสิท่า

    เเต่ขอโทษนะ รู้จักควีนเกลน้อยไปละ ฉันจะชนะให้ดู!

    "ถ้าพี่ฟอร์ตกินแก้วนี้รับรองหมอบแน่ค่ะ" ฉันพูดพลางยื่นแก้วไปให้เขา และปฏิกิริยาโต้ตอบของพี่ฟอร์ตที่มีต่อคำพูดนั้น ก็คือการมองหน้าฉันสลับไปมากับแก้วด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย

    "ถ้าพี่กินแล้วไม่หมอบล่ะ"

    "ก็แล้วแต่พี่จะสะดวกใจเลยค่ะ สำหรับเค้า แค่พี่เมาก็พอใจ"

    "เกล พี่ว่าอย่าดีกว่า นี่เราโดนใครแกล้งมาใช่ไหม เดี๋ยวพี่ไปจัดการให้" พี่ซินจับแขนฉันพร้อมกับฉายแววตาจริงจังออกมา

    "ก็ต้องโดนแกล้งสิคะ ถึงต้องมาทำแบบนี้ ถ้าทำไม่ได้เกลก็ต้องเป็นคนเมาเอง เกลไม่อยากเมาอีกแล้ว! "

    "อ๋อ นึกออกละ นี่มันเด็กที่มึงเคยพูดถึงนี่! ใช่ไหมไอ้ซิน? " พี่ฟอร์ตพูดขึ้นพร้อมกับหลี่ตามองพี่ซินกับฉันสลับกัน

    "เออ" พี่ซินตอบด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

    "น้องชื่ออะไรนะ เกลใช่ไหมคะ งั้นพี่จะกินตามคำขอของเรา แต่ถ้าพี่ไม่เมา เราต้องไปต่อที่ห้องพี่ โอเคไหม? "

    "เฮ้ย! "

    ไม่ใช่เฉพาะเสียงของคนทั้งโต๊ะ แต่เป็นเสียงของฉันด้วย มันเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่บ้าบอมาก และฉันไม่มีทางยอมแน่

    "โอเค งั้นกินแล้วนะทุกคน! คัมปาย กานเบ่ย"

    ขอร้องล่ะ เมาทีเถอะ TT.TT

    To be continued


  • คุยกับไรต์ชา:

    อะแฮร่ม! สวัสดีจ้ะชาวมินิมอร์ที่น่ารัก คิดว่าถ้ามีคนอ่านมาถึงตรงนี้ ก็แสดงว่าโดนไรต์ป้ายยาสำเร็จแล้วถูกไหม 555

    ทั้งนี้ไรต์มีแผนจะอัพนิยายเรื่อง In love with Intania บนแพลตฟอร์มนี้ประมาณ 2 ตอนต่อ 1 สัปดาห์

    แต่ถ้าใครไม่อยากรอแล้ว หรืออยากจะอ่านตอนต่อไปเลย ก็สามารถอ่านจนถึงตอนล่าสุดได้ตามลิงค์นี้เลยนะ >>> Link

    สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน 
    ทุกคอมเมนต์คือแรงใจให้ไรต์เขียนต่อนะ :)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in