บทความ Bigdreamblogkarnnikro
ภาพยนตร์ The Last Duel ความจริงคือของใคร
  • ภาพยนตร์มาในตีมเรื่องเล่าย้อนยุคที่ถูกบันทึกไว้ โดยส่วนตัวแล้วค่อนข้างชอบภาพยนตร์แนวนี้เป็นทุนเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง The king, Outlaw King, Game of Thrones ล้วนเป็นภาพยนตร์และซีรีส์ที่ผมแนะนำให้ดูหากใครชอบหนังแนว ๆ นี้ครับ!

    ภาพยนตร์ใช้โครงเรื่องจากหนังสือที่ชื่อว่า The Last Duel: A True Story of Trial by Combat in Medieval France ซึ่งเป็นหนังสือจากผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมยุคกลาง Eric Yager หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเล่าที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส

    ซึ่งในภาพยนตร์เป็นยุคที่อังกฤษและฝรั่งเศสยังทำสงคราม 100 ปีอยู่ ซึ่งเป็นสงครามที่บอกว่าอังกฤษหรือฝรั่งเศสใครคือเจ้าของอำนาจแห่งราชบัลลังก์ที่แท้จริง ซึ่งอัศวินของฝรั่งเศส Jean de Carrouges (ที่เล่นโดย Matt Damon) เป็นหนึ่งในแนวหน้าการต่อต้านอังกฤษ และนำรบ หลายต่อหลายครั้งเพื่อกษัตริย์ฝรั่งเศส

    ส่วนเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์

    โดยสงคราม 100 ปีที่กล่าวมาเนี้ย เป็นสงครามที่ไม่ได้รบกันต่อเนื่องยาว 100 ปีนะ แต่เป็นสงครามที่เดี๋ยวรบเดี๋ยวหยุดซึ่งกว่าจะได้ข้อสรุปสุดท้ายก็กินเวลาไป 100 ปี โดยเรื่องโดยย่อก็คือ กษัตริย์ ของอังกฤษ และฝรั่งเศสในสมัยนั้น มันมีความซับซ้อนของวงตระกูล เนื่องจากใช้ระบบการปกครองแบบฟิวดัล จึงทำให้ต้นตระกูลของทั้งคู่มีความเกี่ยวพันกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คือเป็นญาติห่าง ๆ ถึงห่างมาก ซึ่งการปกครองในสมัยนั้นก็จะถูกส่งต่อโดยทายาท พอนึกภาพออกไหมครับ? คือทั้งสองตระกูลก็เคลมว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะเป็นกษัตริย์โดยชอบทำของพื้นแผ่นดินฝรั่งเศสนั้นเอง จึงทำให้มีสงครามอันนี้เกิดขึ้น เพราะในช่วงเวลาที่เกิดสงครามกษัตริย์ของอังกฤษก็ยังควบสองตำแหน่งคือนอกจากกษัตริย์ของอังกฤษแล้วยังควบตำแหน่งดยุกของเมืองหนึ่งในฝรั่งเศสอีกด้วย

    กลับมาที่ตัวภาพยนตร์

    ผมชอบภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องที่ทำจากหนังสือ เหตุผลเพราะว่ารูปแบบการเล่าเรื่องมันแตกต่าง The last duel ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่การนำเสนอมันแตกต่าง คือเขาเล่าผ่านมุมมองของตัวละคร 3 ตัวด้วยกัน Jean de Carrouges (โดย Matt Damon) , Jacques Le Gris (โดย Adam Driver) และปิดท้ายที่ Marguerite de Carrouges (โดย Jodie Comer) เรียงตามลำดับ ซึ่งเป็นมุมมองที่ตัวละครแต่ละตัวมองตัวเองว่าเป็นอย่างไรและตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นอย่างไร

    เริ่มที่ Jean de Carrouges

    ผู้ซึ่งมองภาพตัวเองเต็มไปด้วยเกียรติยศ ซึ่งในการดำเนินเรื่องตอนแรกเราจะเห็นว่า Matt Damon เท่มาก ๆ เลยใช่ไหมล่ะครับ ตอนแรกผมก็ยังไม่รู้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเล่าเรื่องแบบไหน จึงเห็นว่า ตัวเองในบทบาท Jean de Carrouges จะเป็นอัศวินผู้จงรักพักษ์ดี และ มีเกียรติ รวมทั้งเป็นผู้ที่เสียสละและรักภรรยาที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ซึ่งมันสะท้อนว่าเขามองตัวเองแบบไหนนั่นเอง ซึ่งเรื่องราวของเขาถ้าเล่าจากมุมเดียวก็จะดูเป็นคนที่น่าประทับใจมาก ๆ เก่งกาจในการสู้รบและทรหดอดทน ถึงแม้เพื่อนจะหักหลังหรือได้รับสิ่งที่ไม่เป็นธรรมก็ยังใจกว้างใช้ชีวิตเดินหน้าต่อไปได้ถึงแม้ตัวเองจะยากลำบาก แต่ขออยู่แบบมีเกียรติ

    ถัดมาที่ Jacques Le Gris

    Adam Driver เล่นบทบาทนี้ทำให้พวกเราแอบเชื่อไปว่าเขาเป็นคน รักเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่เขารู้สึกผิดต่อตัวเองเรื่องราวถึงออกมาเป็นแบบนั้นที่เวลามีการแสดงความคิดเห็นถึง Jean de Carrouges เพื่อนร่วมรบ Jacques Le Gris มักจะบอกว่า เขานับ Carrouges เป็นเพื่อนคนหนึ่งและเคารพนับถือ

    ซึ่งตัวตนของเขาชัดเจนว่าเป็นคนพูดจาดีไหวพริบดี และอยู่เป็น ทำให้ไต่เต้าเติบโตในสายการปกครองได้อย่างไม่ต้องเสี่ยงและลงทุนลงแรงเท่ากับ Carrouges ที่ต้องไปรบเสียสละตัวเองมากมายแต่แทบจะไม่ได้ผลประโยชน์ใด ๆ กลับมาเลย ด้วยความที่เขาพูดจาดีไหวพริบดี มันต้องสะท้อนออกมาจากความเชื่อของตัวเอง ที่มองว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น และจงรักภักดีเช่นกัน รวมทั้งมองว่าสาว ๆ ที่ตัวเองเกี่ยวพันด้วยหลงเสน่ห์ตัวเองทั้งนั้น

    สุดท้ายที่ Marguerite de Carrouges

    ภาพที่ออกมาจะเห็นว่า Jodie Comer ในบทบาทนี้เป็นผู้หญิงที่น่าสงสารมากและมักเป็นฝ่ายที่โดนกระทำจากทุกคนรอบตัวมาตลอด ทั้งสามี แม่สามี เพื่อนสามี แต่ก็โชว์ในมุมที่เธอยังมีความสามารถรับมือกับเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างดีทั้งการบริหารกิจการบ้านเมืองหรือการเป็นภรรยาที่ซื่อสัตย์ มิหนำซ้ำยังเป็นผู้หญิงที่ไม่ยอมต่อความไม่เป็นธรรมอีกด้วย นั่นคือสิ่งที่เธอมองตัวเอง

    โดยส่วนตัวสำหรับผม

    ผมรู้สึกว่าการเรียงลำดับเล่าเรื่องใครก่อนและหลังมันสามารถกำหนดความคิดเห็นผู้ชมได้มากพอสมควรเลยล่ะครับสำหรับภาพยนตร์และหนังสือเรื่องนี้ ผมแอบรู้สึกว่าเรื่องนี้จะเข้าข้าง Marguerite ไปสักหน่อยโดยการเล่าของเธอเอามาปิดเป็นอันดับสุดท้าย หากสลับให้ Marguerite ขึ้นก่อน แล้วจบที่ Carrouges ความคิดเห็นของผู้ชมก็จะเป็นไปในอีกทิศทางหนึ่งได้เหมือนกัน

    (สัดส่วนของเวลาแต่ละช่วง เรื่องของ Jean de Carrouges ประมาณ 35 นาที | เรื่องของ Jacques Le Gris ประมาณ 40 นาที | เรื่องของ Marguerite de Carrouges ประมาณ 45 นาที)

    อย่างไรก็ดีมีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนเล่าเหมือนกันนั่นก็คือ เธอไม่ได้ไปเล่นชู้ด้วยตัวของเธอเอง และการกระทำมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ และในท้ายที่สุด Jean de Carrouges ก็กู้เกียรติและศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูลของตัวเองจากการประลองครั้งสุดท้ายอันเป็นที่มาของชื่อเรื่อง The last Duel

    หากถามผมว่า แล้วเราเชื่อเรื่องไหนได้ อันไหนคือความจริง?

    ในความคิดเห็นของผมก็คือ ทุก ๆ เรื่องคือความจริง ซึ่งเป็นความจริงที่แต่ละคนถือกันคนละชุด คนละชุดความจริง ซึ่งบ่งบอกถึงทัศนคติที่แต่ละคนมีและมองตัวเอง สำหรับผมคือในทั้งสามมุมมองของตัวละครนั้นจึงไม่มีอันไหนเลยที่เป็น Absolute True หรือที่เป็นความจริงแท้แน่นอนแบบผลทดลองทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นความจริงที่เติมความคิดเห็นและสิ่งที่คิดของตัวละครไปด้วย

    ถ้าถามความต้องการของภาพยนตร์
    และหนังสือว่าต้องการส่งสารอะไรให้คนรุ่นหลัง

    ผมเชื่อว่าผู้เขียนและผู้สร้างภาพยนตร์ต้องการส่งสารว่า ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ไม่ยอมในเรื่องของความไม่เป็นธรรมในเรื่องเพศ และขนบธรรมเนียมประเพณีเดิม ๆ ที่กล้าที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองอาจจะเสี่ยงชีวิตได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนได้ไม่น้อยเลยล่ะครับ

    ในขณะเดียวกันอีกมุมหนึ่ง หากภาพยนตร์ต้องการส่งสารว่า Jean de Carrouges เป็นบุคคลที่มีเกียรติ และเป็นบุคคลประวัติศาสตร์นั้นก็จะเล่าโดยการลำดับเรื่องแตกต่างไปเช่นเดียวกัน

    แต่เห็นได้ชัดว่าผู้เขียนประวัติศาสตร์และเรื่องราวเลือกส่งต่อประเด็นแรกมากกว่า ซึ่งอย่างไรก็ดีผู้สร้างภาพยนตร์ พยายามทำให้เป็นการเปิดกว้างทางความคิดให้ผู้ชมไปตัดสินกันเองอยู่ดีว่าคิดว่าความจริงในเรื่องนี้เป็นอย่างไร แต่ก็แอบมีการให้ข้อมูลมาด้วยนะว่า Marguerite de Carrouges ไม่แต่งงานใหม่อีกเลยและบริหารพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างดี

    กลับมาที่เรื่องของนักแสดง

    อีกบทบาทหนึ่งที่ผมค่อนข้างเซอร์ไพรส์ นั่นก็คือ Pierre d’Alençon ที่เล่นโดย Ben Affleck ในตอนแรกผมมองไม่ออกจริง ๆ ว่านั่นคือ Ben หรอ!

    ซึ่งที่ค่อนข้างเซอร์ไพรซ์เพราะว่า Ben Affleck จะไม่ค่อยเล่นบทบาทแนว ๆ นี้สักเท่าไหร่ ผมคุ้นชินกับความที่เขาเป็นหนึ่งในตัวเอก ที่ถูกคาดหวังจากผู้ชมว่าเป็นสุภาพบุรุษ คนดีคนเดิม แต่ดูแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ พี่ Ben บอกว่าชอบที่สุดเรื่องหนึ่งอีกด้วยเพราะเหมือนได้ปลดล็อกความคาดหวังและรู้สึกเป็นอิสระจากการเล่นเรื่องนี้ ซึ่งผมคิดว่ามันก็จริงแหละ การได้รับบทตัวร้าย ๆ มันก็ดีตรงที่ว่ามันทำผิดพลาดได้ แต่หากทำดีขึ้นมานิดหนึ่งเราก็จะดูดีขึ้นทันที กลับกันหากเราได้รับบทที่แสนดี หากทำผิดพลาดมานิดหนึ่งเราก็จะกลายเป็นคนที่แสนร้ายได้เช่นเดียวกัน (ชีวิตจริงของพี่ BEN นักแสดงคนโปรดของผมคงผ่านมาเยอะ)

    โดยสรุปบทสุดท้าย

    โดยภาพรวมแล้วการเลือกตัวละครผมมองว่า ทำได้ดีมาก — มากที่สุด ในภาพยนตร์เรื่องนี้ การเล่าเรื่องมีเสน่ห์มาก ๆ ภาพและเสียงผมมองว่าลงตัว ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ควรค่าแก่การดูอีกหนึ่งเรื่องครับ หากมีเวลาผมก็คงไปหาหนังสือ The Last Duel: A True Story of Trial by Combat in Medieval มาอ่านแน่ ๆ เหมือนเรื่องที่ผมดูจบแล้วก็ซื้อหนังสือมาอ่านทันทีอย่าง Gone GirlMaze Runner5 wave และ Game of Thrones

    ทุกคนดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วมีความคิดเห็นว่าอย่างไรบ้าง ความจริงของใครเป็นความจริง จริง ๆ สำหรับความคิดเห็นของคุณ คอมเมนต์บอกกันได้เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันนะครับ!

    คำคมจากหนัง

    พระเจ้าไว้ชีวิตคนพูดความจริง และความจริงชนะ ผมไม่กลัว

    Sir Jean de Carrouges

    Reference: https://www.bigdreamblog.com/2022/01/18/the-last-duel/

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in