คลังเก็บฟิคของคูลแคทcoolcat_ww
(2)short fic : ซีเหยา (หลานซีเฉิน/จินกวงเหยา)
  • มิติดอกท้อ

    Pair : จินกวงเหยา หลานซีเฉิน Jin Guangyao/Lan Xichen

    Rate : PG

    Author : Cool Cat/ Honey Mikoto

    Summary : หลังจากเหตุการณ์ในวัดกวนอิม ทั้งร่างและวิญญาณของจินกวงเหยาถูกผนึกและฝังไปพร้อมกันกับเนี่ยหมิงเจวีย หลานซีเฉินพบมีดสั้นเล่มหนึ่งที่ได้รับมาเมื่อครั้งออกล่ารัตติกาลกับจินกวงเหยาในอดีต

    (ฟิคเรื่องนี้อ้างอิงจากปรมาจารย์ลัทธิมารฉบับนิยาย)


    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------




    ณ ห้องเก็บของวิเศษสกุลหลาน หลานซีเฉินเดินไปตามทางเดินระหว่างชั้นวางของ ในมืออุ้มกล่องไม้ยาวสีดำที่ภายในบรรจุกระบี่วิเศษที่เขาได้มาจากการออกล่ารัตติกาลครั้งล่าสุด ชายหนุ่มเดินผ่านชั้นวางลูกแก้วเวทมนตร์ ชั้นเครื่องดนตรีโบราณ เข้ามายังส่วนลึกสุดซึ่งเป็นที่เก็บอาวุธวิเศษ บนชั้นไม้สีดำเรียงรายไปด้วยกล่องใส่อาวุธสั้นบ้างยาวบ้าง ชายหนุ่มนำกล่องในอ้อมแขนตัวเองวางลงบนชั้นที่ว่างอยู่


    การจะได้ของวิเศษสักชิ้นจากการออกล่ารัตติกาลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาเคยได้มาเพียงสองชิ้น คือกระบี่ที่เขาเพิ่งเอามาเก็บเล่มนี้ กับมีดสั้นที่งดงามมากอีกเล่มหนึ่ง… เมื่อนึกถึงมีดสั้น ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคนที่ออกล่ารัตติกาลด้วยกันในครั้งนั้น


    ชายร่างเล็กในชุดปักลายโบตั๋นขาวดาราทองคลื่นหิมะ


    ทันทีที่นึกถึงจินกวงเหยา ความโศกเศร้าสายหนึ่งก็จู่โจมหัวใจ ผ่านมาสามปีกว่าแล้วตั้งแต่เหตุการณ์คืนฝนตกในวัดกวนอิม แต่ทุกครั้งที่นึกถึงน้องร่วมสาบาน ในใจของหลานซีเฉินก็ยังคงมีแต่ความเสียใจและรู้สึกผิด หลังจากที่จินกวงเหยาตาย ความสะเทือนใจผลักดันให้หลานซีเฉินกักขังตัวเอง ปิดด่านฝึกวิชาอยู่สิบเดือนเต็ม เมื่อออกมาอีกครั้ง สถานที่แรกที่เขามุ่งหน้าไปคือชิงเหอ เขาทั้งคาดคั้น ทั้งขอร้องเนี่ยหวายซังให้อีกฝ่ายเห็นแก่มิตรภาพที่เคยมีให้กันมา บอกความจริงว่าวินาทีที่จินกวงเหยาตายนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ โดยสัญญากับอีกฝ่ายว่าไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร เขาก็จะไม่โกรธหรือเคียดแค้นอีกฝ่าย 


    เขาจากชิงเหอมาด้วยความรู้สึกเหมือนใจได้รับการปลดปล่อยจากโซ่ตรวนแห่งความสงสัยที่พันธนาการเขามาตลอดสิบเดือน 


    จินกวงเหยาไม่เคยคิดทำร้ายเขา ความจริงที่ได้ยินจากปากเนี่ยหวายซังข้อนี้ทำให้เขาทั้งโล่งใจและเสียใจไปพร้อมๆกัน โล่งใจที่รู้ว่าน้องสามของเขาพูดความจริงเรื่องที่ว่าไม่เคยคิดทำร้ายเขา เสียใจที่รู้ว่าตนได้ฆ่าคนที่ไม่เคยคิดทำร้ายตนลงกับมือ


    “อยู่นี่เอง” หลานซีเฉินพึมพำแผ่วเบา ยื่นมือหยิบกล่องไม้แคบสั้นใบหนึ่งจากชั้นเก็บอาวุธวิเศษ เมื่อเปิดกล่องออก มีดสั้นงดงามเล่มหนึ่งก็ปรากฏสู่สายตา มีดสั้นเล่มนี้งดงามจนพาให้ผู้พบเห็นต้องลืมหายใจ ตัวใบมีดทำขึ้นจากโลหะลึกลับ มองพริบตาแรกเป็นสีขาวน้ำนม แต่หากเพ่งมองดีๆจะเห็นว่ามีบางสิ่งคล้ายหมอกขาวหมุนวนอยู่ในเนื้อโลหะใสกระจ่าง ตัวด้ามจับสีแดงเข้มราวโลหิต แกะสลักลายดอกท้อ งดงามประณีตราวกับมีชีวิต


    หลานซีเฉินได้มีดสั้นเล่มนี้มาระหว่างออกล่ารัตติกาลกับจินกวงเหยา พวกเขาปราบภูติโบราณที่สาปให้บริเวณสิบลี้โดยรอบกลายเป็นทุ่งน้ำแข็ง และค้นพบมีดสั้นอยู่ในถ้ำของภูติตนนั้น คนที่ค้นพบมีดสั้นคือจินกวงเหยา ตอนที่หยิบขึ้นมาไม่ทันระวังจึงโดนบาด แต่เพราะตัวมีดไม่มีไอมาร อีกทั้งหลังจากผ่านไปก็ไม่มีสิ่งผิดปกติอะไรเกิดขึ้นกับร่างกาย ทั้งสองจึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้อีก ภายหลัง จินกวงเหยามอบมีดเล่มนี้ให้กับหลานซีเฉิน บอกว่าตอบแทนที่เขามาช่วยปราบภูติ ภูติตนนี้จินกวงเหยาบอกว่ามีคนมาไหว้วานหอเกล็ดทองให้ช่วยปราบ แต่มาตอนนี้ขณะจ้องมองมีดสั้นในกล่อง หลานซีเฉินกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง การจะไหว้วานหอเกล็ดทองให้ช่วยปราบปีศาจจะต้องใช้เงินทองมหาศาล ส่วนมากจะเป็นผู้ที่เดือดร้อนจากการรบกวนของปีศาจหรือภูติโดยตรงถึงจะมาขอให้ช่วย แต่สถานที่ที่พวกเขาไปปราบภูติโบราณตนนี้กลับอยู่ในหุบเขาลึก รกร้างห่างไกล หมู่บ้านแห่งสุดท้ายอยู่ห่างไกลออกไปหลายลี้ ใครเล่าจะทุ่มเงินทองมากมายมหาศาลให้ตระกูลเซียนช่วนปราบภูติที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอันใดให้กับตน อีกทั้งครั้งนั้นจินกวงเหยายังออกล่าด้วยตนเอง ไม่ได้ส่งศิษย์ในสำนักออกไปจัดการเช่นทุกที คิดยังไงก็ไม่ชอบมาพากล


    แต่ไม่ว่าจะมีเงื่อนงำอะไร ในตอนนี้จินกวงเหยาก็ไม่อยู่อธิบายให้เขาฟังแล้ว คิดได้ดังนั้น หัวใจของหลานซีเฉินก็ยิ่งหนักอึ้งไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ไม่ว่าจะเศร้าเสียใจ หรือรู้สึกผิด หรือแม้กระทั่งความคิดถึง... หมุนวนพันกันจนแยกไม่ออก หลานซีเฉินยื่นมือแตะมีดสั้น ทันใดนั้น ภาพตรงหน้าก็หมุนคว้างและดับวูบลง


    เขารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้ง ยังไม่ทันลืมตาก็ถูกลมเย็นสดชื่นเจือกลิ่นดอกท้อเบาบางสายหนึ่งพัดปะทะใบหน้า เมื่อลืมตาขึ้น สิ่งที่เห็นคือท้องฟ้าสีครามกระจ่างใส เมื่อลุกขึ้นนั่งจึงพบว่าตัวเองอยู่บนเนินหญ้า เบื้องหน้าคือป่าท้อไกลสุดลูกหูลูกตา เนินหญ้าเขียวขจีลูกแล้วลูกเล่า ถูกปกคลุมด้วยต้นท้อที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง สีชมพูแซมขาว ตัดกับหญ้าเขียวและท้องฟ้าสีคราม เกิดเป็นทัศนียภาพงดงามจับใจ


    “ในที่สุดท่านก็มาสักที” 


    เสียงทุ้มนุ่มของคนคุ้นเคย ที่เขาไม่ได้ฟังมาเกือบสี่ปีและคิดว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้ฟังอีกแล้วดังขึ้นจากทางด้านหลัง หลานซีเฉินนิ่งค้าง ไม่ได้หันไปในทันที


    “ทำไมถึงไม่หันมาล่ะ ท่านไม่อยากเห็นหน้าข้าขนาดนั้นเลยรึ” จินกวงเหยาซึ่งนั่งพิงลำต้นของต้นท้อเอ่ยเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมหันมาสักที “หรือท่านกำลังคิดว่าข้าวางแผนทำร้ายท่าน พาท่านมาติดอยู่กับข้าที่นี่ชั่วนิรันดิ์...” 


    “ไม่ใช่!” หลานซีเฉินโพล่งออกมา ราวกับทนฟังคำพูดเหล่านั้นของจินกวงเหยาไม่ได้ ในที่สุดเขาก็หันหน้ามองจินกวงเหยา


    เจ๋ออู๋จวินผู้ได้ชื่อว่าเป็นบุรุษงดงามอันดับหนึ่งในบรรดาบุรุษตระกูลเซียน บัดนี้ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวดูไม่ได้ ปากสั่นระริก ขอบตาแดงก่ำ ราวกับกำลังกลั้นน้ำตาอย่างสุดกำลัง 


    “ท่านทำหน้าอะไรของท่านกัน พี่รอง ท่านตั้งใจให้ข้าขำตายอีกรอบหรือ” จินกวงเหยาหัวเราะออกมา เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูสบายไร้กังวลราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ


    หลานซีเฉินไม่เคยเห็นน้องสามของเขาคนนี้หัวเราะอย่างสบายใจเช่นนี้มาก่อน ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าจินกวงเหยาไม่ได้กำลังเสแสร้ง ใจของซีเฉินสงบลงบ้าง ความรู้สึกอยากร้องไห้ค่อยๆซาไป เปลี่ยนเป็นแววตาอ่อนโยนขณะมองใบหน้าที่ไม่ได้เห็นมานาน 


    “ที่นี่คือ…” 


    “มิติหนึ่งภายในมีดสั้น” จินกวงเหยาตอบพร้อมกับยิ้ม น้ำเสียงและสายตาที่เขาใช้มองหลานซีเฉินยังคงเหมือนเมื่อครั้งอดีตไม่มีผิดเพี้ยน


    “เจ้าเคยบอกข้าว่าภูติตนนั้นมีคนไหว้วานหอเกล็ดทองให้ช่วยกำราบ นั่นไม่ใช่ความจริงใช่หรือไม่”


    “มาตอนนี้ท่านคงไม่แปลกใจแล้วกระมัง หากมีอีกสักเรื่องสองเรื่องที่ข้าไม่ได้บอกท่านตามตรง”


    “เจ้ารู้อยู่แล้วสินะ ว่ามีดสั้นเล่มนั้นมีพลังวิเศษอะไร”


    “ใช่” จินกวงเหยายอมรับ มองหลานซีเฉินที่นั่งนิ่งไม่เอ่ยคำราวกับกำลังรอให้เขาอธิบายต่อ “มีดสั้นเล่มนั้นมีชื่อว่ามีดหั่นวิญญาณ เป็นอาวุธเทพที่จับพลัดจับผลูเข้ามาอยู่ในโลกมนุษย์เมื่อนานมาแล้ว ข้าอ่านเจอตำนานของมันจากบันทึกโบราณที่ได้มาโดยบังเอิญ หลังจากนั้นก็ตามหาอยู่นานจนในที่สุดก็แน่ใจว่าอยู่กับภูติตนนั้น…


    มีดหั่นวิญญาณ ตามชื่อของมัน คือสามารถตัดแบ่งวิญญาณออกเป็นสองส่วน หากกายเนื้อถูกบาด เศษเสี้ยวหนึ่งของวิญญาณก็จะถูกกักไว้ในมีด”


    “ตอนนั้นเจ้าตั้งใจให้ตัวเองถูกบาด…”


    จินกวงเหยายิ้ม 


    “ทำไมถึงได้มอบมีดเล่มนั้นให้กับข้า เจ้าวางแผนจะทำอะไรกันแน่”


    รอยยิ้มบนใบหน้าจินกวงเหยาเลือนหาย ปรากฏแววเจ็บปวดสายหนึ่งในดวงตา จินกวงเหยาระเบิดเสียงหัวเราะ “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!! ไม่เจอกันหลายปีแต่ท่านก็ยังไม่เปลี่ยนไปสักนิด ยังคงเห็นข้าเป็นจอมวางแผน!”


    “ไม่ใช่!” หลานซีเฉินโพล่งออกมา ตกใจในท่าทีที่เปลี่ยนไปกะทันหันของจินกวงเหยา รอยยิ้มราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ สายตาและน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเมื่อครั้งอดีตจางหาย ฉับพลัน เขารู้สึกเหมือนตนเองย้อนกลับไปยังเหตุการณ์คืนฝนตก ณ วัดกวนอิมอีกครั้ง เผชิญหน้ากับจินกวงเหยาที่ถูกซั่วเยว่ปักอก ใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ความเจ็บปวดและผิดหวังจ้องมองเขา


    “ไม่ใช่เช่นนั้นรึ แล้วคำถามนี้หมายความว่าอะไร!” 


    “ตอนนี้ข้าเชื่อแล้วว่าเจ้าจะไม่ทำร้ายข้า...” 


    จินกวงเหยาเค่นเสียงหัวเราะ


    “พี่รอง ท่านไม่คิดว่ามันสายไปหน่อยรึ ที่จะมาบอกว่าเชื่อข้าเอาตอนนี้ ถ้าท่านเชื่อข้าตั้งแต่แรก เรื่องในวัดกวนอิมก็คงไม่เกิดขึ้น!” จินกวงเหยาโพล่ง ดวงตาแดงก่ำ บอกไม่ได้ว่าด้วยความแค้น ความเจ็บปวด หรือความผิดหวัง “และถึงตอนนี้ท่านจะเชื่อแล้วว่าข้าไม่มีทางทำร้ายท่าน ...แต่ก็ยังไม่เชื่อว่าข้าจะไม่ยืมมือท่านเพื่อทำร้ายคนอื่นอยู่ดี เพราะยังไงข้าก็เคยทำเช่นนั้นมาแล้ว…”


    หลานซีเฉินขอบตาร้อนผ่าว ไม่สามารถเอ่ยคำ


    “...ท่านคิดว่าข้ามอบมีดเล่มนี้ให้ท่าน เพราะมีแผนจะหลอกใช้ท่านเพื่อให้ตัวเองได้กลับไปยังโลกมนุษย์ เพื่อไปล้างแค้นทุกคนที่ทำให้ข้าต้องมีจุดจบเช่นนี้ ข้าพูดถูกหรือไม่” 


    หลานซีเฉินไม่อาจเอ่ยคำว่า “ไม่ใช่” ออกไปได้ แต่จะโทษเขาได้หรือ ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่ารู้จักคนตรงหน้าดีที่สุดในโลก แต่ในท้ายที่สุดกลับพบว่าตนเองแทบไม่รู้จักคนๆนี้เลย เรื่องเดียวที่เขาแน่ใจคือจินกวงเหยาจะไม่ทำร้ายเขา… แต่เรื่องนอกเหนือจากนั้นเขาจะมั่นใจได้อย่างไร สิ่งที่เรียกว่าความไว้เนื้อเชื่อใจ ก็เหมือนกับแก้วบอบบาง หากถูกทำให้เกิดรอยร้าว ก็ยากที่จะกลับมาเป็นดังเดิม 



    จินกวงเหยาหัวเราะ เป็นเสียงหัวเราะที่พาให้ผู้ฟังเจ็บปวดใจ เงียบกันไปสักพัก ราวกับต่างคนก็ต่างจมอยู่กับความคิดความรู้สึกของตัวเอง ในที่สุด หลังจากสูดหายใจเฮือกหนึ่งเพื่อปรับอารมณ์ จินกวงเหยาก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ มีดสั้นเล่มนี้ก็เป็นเพียงทางหนีสุดท้ายที่ข้าเตรียมไว้ให้ตัวเอง ทางหนีที่ข้าไม่คิดว่าจะมีวันได้ใช้มันด้วยซ้ำ…”


    เพราะเศษเสี้ยวหนึ่งของวิญญาณถูกกักเก็บไว้ในมีดสั้น ทำหน้าที่คล้ายบ้านหลังที่สอง ทำให้เขาสามารถย้าย “จิต” และ “ความนึกคิด” ไปมาระหว่างวิญญาณของตนที่ถูกผนึกไว้ในโลงด้วยกันกับเนี่ยหมิงเจวีย กับเศษเสี้ยววิญญาณที่ถูกกักไว้ในมิติภายในมีดสั้น แน่นอนว่าชายหนุ่มไม่อยากติดอยู่กับวิญญาณของเนี่ยหมิงเจวียที่แผ่รังสีอำมหิตโกรธแค้นใส่เขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จึงได้มาใช้มิติภายในมีดสั้นเป็นสถานที่หลบภัย


    “แต่ถ้าท่านไม่เชื่อ ข้าก็จะบอกวิธีให้กับท่าน” จินกวงเหยาเอ่ยเสียงเบา “วิธีง่ายๆที่จะทำให้ท่านไม่ต้องมาเจอข้าที่นี่ ไม่เจอข้า จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะถูกข้าหลอกใช้” 


    ชายหนุ่มเลื่อนสายตาขึ้น จ้องมองเข้าไปในดวงตาของหลานซีเฉิน  “อย่าคิดถึงข้า” เขาเอ่ย “ถ้าท่านไม่คิดถึงข้า ต่อให้ท่านจับมีดเล่มนั้นให้ตายท่านก็ไม่มาอยู่ที่นี่!” 


    หลานซีเฉินได้แต่จ้องมองจินกวงเหยาอย่างตะลึงงัน คาดไม่ถึงว่า ความคิดถึง คือตัวแปรที่ดึงเขาเข้ามาสู่มิติแห่งนี้ ดึงเขาให้มาพบกับจินกวงเหยาอีกครั้ง…


    “ทำไมข้าถึงมอบมีดเล่มนี้ให้กับท่านงั้นรึ… ก็เพราะในโลกใบนี้หากจะมีใครสักคนที่ยังคิดถึงข้าบ้าง ก็คงจะมีแต่ท่าน” 


    ...บนโลกใบนี้หากยังมีใครที่ข้าอยากเจออีกสักครั้ง ก็คงจะมีแต่ท่าน 


    เหตุผลง่ายดายเช่นนี้เอง


    เมื่อจ้องเข้าไปในดวงตาแฝงแววรวดร้าวของจินกวงเหยา หลานซีเฉินก็ไม่อาจห้ามน้ำตาได้อีกต่อไป 


    “ข้าขอโทษ” หลานซีเฉินเอ่ยเสียงแผ่วเบา 


    ...ขอโทษที่ฆ่าเจ้า ขอโทษที่เชื่อหวายซังแทนที่จะเชื่อเจ้า ขอโทษที่แม้แต่ตอนนี้ก็ยังสงสัยเจ้า...



    จินกวงเหยามองหลานซีเฉินที่เอ่ยคำขอโทษออกมาทั้งน้ำตา ตั้งแต่รู้จักกันมานี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นอีกฝ่ายร้องไห้ ในใจมีความรู้สึกยากอธิบาย ทั้งดีใจที่อีกฝ่ายเสียน้ำตาให้กับตน ทั้งอยากเข้าไปใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาให้  ท้ายที่สุดก็โกรธต่อไปไม่ลง จินกวงเหยาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “รู้ไหมว่าข้าโกรธท่านมากที่ท่านฆ่าข้า โกรธจนอยากพาท่านให้ตายตกไปพร้อมกันกับข้า แต่ข้าก็ทำไมลง” 


    ...และข้าก็ดีใจที่ตัวเองทำไม่ลง 


    จินกวงเหยามองหลานซีเฉินร้องไห้ ยิ่งมอง ยิ่งค้นพบความจริงน่าขบขันบางประการที่ทำให้เขาปั้นหน้าเคร่งขรึมต่อไปไม่ไหว สุดท้ายจินกวงเหยาอดไม่ได้หลุดหัวเราะออกมา “พี่รอง หน้าท่านตอนร้องไห้ดูไม่จืดจริงๆ”


    หลานซีเฉินหน้าแดง ปกติเขาไม่ร้องไห้ จำไม่ได้แล้วว่าร้องครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ชายหนุ่มรีบยกชายแขนเสื้อบังหน้า “...”


    “ท่านเป็นถึงผู้ที่ถูกยกเป็นบุรุษสง่างามอันดับหนึ่งในบรรดาบุรุษตระกูลเซียน แต่ใบหน้าตอนร้องไห้ อย่าว่าแต่อันดับหนึ่งเลย เกรงว่าแม้แต่อันดับร้อยก็ยังไม่ติด”


    “ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าเจ้าเองก็พูดจาใจร้ายใส่ข้าเป็น”


    “ข้าเสียใจด้วยซ้ำที่ตอนมีชีวิตอยู่ไม่ใจร้ายใส่ท่านให้มากกว่านี้” 


    พวกเขาทั้งสองสบตากัน ดวงตาของจินกวงเหยากลับมาฉายแววอ่อนโยน แบบที่ใช้ประจำเมื่อครั้งอดีตยามจ้องมองหลานซีเฉิน 


    “ไปเถิด”


    สิ้นเสียง สำแสงระยิบระยับสีทองก็ค่อยๆลอยขึ้นจากร่างของหลานซีเฉิน ราวกับทรายในนาฬิกาทรายไหลย้อนกลับ สำแสงเหล่านั้นเจิดจ้า จนตาของหลานซีเฉินพร่ามัว… เสียงของคนๆนั้นดังก้องอยู่ในหูก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลง


    “พี่รอง...” 


    “ท่านได้ยินหรือไม่....ข้ายกโทษให้ท่าน” 



    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


    หลังจากนั้น นอกจากป้ายหยกผ่านทางสองอันที่พกติดตัวอยู่เป็นประจำแล้ว ในแขนเสื้อของเจ๋ออู๋จุนยังมีมีดสั้นเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเล่ม 


    ทว่ามีดตัดวิญญาณไม่เคยพาเขากลับไปหาจินกวงเหยาในมิติดอกท้ออีกเลย บางค่ำคืนเมื่อนั่งหลังตรงหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ มองพิจารณามีดสั้นที่แผ่รัศมีเรืองสีขาวน้ำนมบนโต๊ะ เจ๋ออู๋จุนก็ชักไม่แน่ใจ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องหนังสือเป็นความฝันหรือความจริง เขาได้พบกับวิญญาณของจินกวงเหยาที่อยู่ในมิติภายในมีดสั้นจริง หรือทั้งหมดเป็นเพียงภาพฝันอันเกิดจากความปรารถนาที่จะได้พบอีกฝ่ายอีกสักครั้ง เพื่อที่จะกล่าวคำขอโทษและได้รับการให้อภัย 


    แต่ไม่ว่าจะเป็นความฝันหรือความจริง มีสิ่งหนึ่งที่หลานซีเฉินรู้สึกได้อย่างชัดเจนภายในใจ นั่นคือหลังจากฟื้นขึ้นมาในห้องเก็บของวิเศษ ความหนักอึ้ง ความโศกเศร้าเสียใจในอกที่เกิดขึ้นยามนึกถึงจินกวงเหยาได้เบาบางลงไปมาก และถึงเขาจะไม่ต้องการ แต่ความคิดถึง ความรู้สึกอยากเจออย่างแรงกล้าภายในใจ ก็ได้ลดน้อยลงไปพร้อมกัน…


    บางทีนั่นอาจเป็นสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมเขาถึงไม่สามารถเข้าไปในมิติดอกท้อได้อีก... 


    แต่ความรู้สึกเป็นสิ่งที่ควบคุมได้เสียเมื่อไหร่กัน… ยามคิดถึงก็คิดถึงจนใจทรมาน จะเลิกคิดถึงก็ทำไม่ได้... ยามไม่คิดถึง พยายามเท่าไหร่ก็ไม่สามารถทำใจให้คิดถึงอีกฝ่ายมากขึ้นได้...


    และเดิมทีความรู้สึกคิดถึงจินกวงเหยา อยากเจอจินกวงเหยาของเขาทั้งหมดก็เพียงเพื่ออยากจะเอ่ยคำขอโทษอีกฝ่าย ตอนนี้สิ่งที่อยากพูดก็พูดแล้ว คำให้อภัยก็ได้รับแล้ว เมื่อสิ่งที่ปรารถนาได้รับการเติมเต็ม จึงเป็นธรรมดาที่ความรู้สึกจะค่อยๆลดน้อยลง


    แต่ลดลง ไม่ใช่ว่าไม่หลงเหลืออยู่เลย


    “เจ้าจะบอกว่าข้าคิดถึงเจ้าไม่พอ เลยไปพบเจ้าไม่ได้อย่างนั้นรึ” 


    เจ๋ออู๋จุนเอ่ยตัดพ้อกับมีดสั้น ราวกับมีดสั้นเล่มนั้นเป็นจินกวงเหยา


    “หากคิดถึงไม่มากพอ ก็ไม่นับเป็นความคิดถึงเช่นนั้นรึ” 


    แน่นอนว่าไม่มีคำตอบ หลานซีเฉินจ้องมีดสั้นที่ยังคงเปล่งแสงเรืองสีขาวน้ำนมดังเดิม ราวกับตัดสินใจบางอย่างได้ ชายหนุ่มค่อยๆเอื้อมมือหยิบมีดสั้นเล่มนั้นขึ้นมา

     



    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


    ในมิติที่ราวกับกาลเวลาได้หยุดนิ่งลงในฤดูใบไม้ผลิ วันนี้จินกวงเหยาก็ยังคงนั่งพิงลำต้นต้นท้อบนเนินหญ้า มองป่าท้อที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาเบื้องหน้า ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่อย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน บางทีอาจจะตลอดกาล หรือจนกว่ามีดสั้นเล่มนั้นจะถูกทำลายในสักวัน 


    คนคนนั้นไม่เคยกลับมาอีกเลย


    เขาเตรียมใจไว้แล้วตั้งแต่เอ่ยคำให้อภัยออกไป ว่าความรู้สึกคิดถึง ความรู้สึกอยากพบอย่างแรงกล้าที่เป็นตัวแปรพาหลานซีเฉินเข้ามาในมิติแห่งนี้ จะมลายหายไปทันทีที่อีกฝ่ายได้รับการให้อภัยจากเขา แต่เขาจะเลือกอะไรได้ ใครใช้ให้เขาไม่สามารถทนเห็นหลานซีเฉินทรมานจากความรู้สึกผิดที่ได้พลั้งมือฆ่าเขาไปทั้งชีวิต หรือทนใช้ประโยชน์จากความทรมานของอีกฝ่าย เพื่อเติมเต็มความปรารถนาที่จะได้พบกันของตัวเองได้ลง


    ชายหนุ่มทอดถอนหายใจ ทันใดนั้นสายลมแรงเจือกลิ่นดอกท้อสายหนึ่งพัดผ่าน แรงจนเขาต้องหรี่ตา 


    เมื่อสายลมผ่านไปและเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่เข้ามาในคลองสายตาคือร่างในชุดสีขาว ผูกผ้าคาดหน้าผากลายเมฆ ยืนห่างออกไปไม่ไกล 


    จินกวงเหยากลั้นใจ ขอบตาร้อนผ่าว


    ร่างนั้นหันมาคลี่ยิ้มให้ ก้าวขึ้นเนินตรงมาหาเขา

     

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


    หลานซีเฉินวางมีดหั่นวิญญาณลง ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก เลียแผลห้ามเลือด ตอนที่เตรียมลุกขึ้นเข้านอนนั้นเอง… 


    พริบตานั้นเขาราวกับเห็นร่างในชุดปักลายโบตั๋นขาวดาราทองคลื่นหิมะ ส่งยิ้มมาให้จากใต้ต้นท้อ ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งเอ่อล้นขึ้นในใจ จนเขาอดยิ้มออกมาไม่ได้… 



    คืนนั้นเขาหลับสนิทเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี 




    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------






  • เราแค่อยากให้เหยาเม่ยมีตอนจบที่มีความสุขกับเขาบ้าง...
    พี่ซีเฉินเองก็ไม่ควรที่จะต้องแบกรับความรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต
    เป็นฟิคที่เขียนขึ้นเพื่อเติมเต็มความความปรารถนาของตัวเองแท้ๆเลย
    Factที่ไม่มีใครอยากรู้ 
    ทุ่งน้ำแข็งของภูติตนนั้น ในอดีตเคยเป็นป่าท้อ
    ป้ายหยกที่พี่ซีเฉินพกติดตัวสองอัน อันหนึ่งคือของตัวเอง อีกอันคืออันที่อาเหยาคืนมาให้
    ที่อาเหยาบอกว่าดีใจที่ไม่ได้ทำร้ายพี่ซีเฉินก็เพราะ
    การที่ยังมีใครสักคนที่เขาไม่สามารถทำร้ายได้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเขายังมีความเป็นมนุษย์


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in