#ficohayoxjo1ohayogozaimasx
#5 but right now I can’t see nothing through these tears
  • #ficohayoxjo1
    #5 but right now I can’t see nothing through these tears
    pairing : Tsurubo Shion x Kitagawa Reito
    warning : aged-up characters



    มันก็ผ่านมา 3 ปีแล้ว หลังจากวันนั้นที่เราทะเลาะกัน


    มันป่วยการที่จะมาหาว่าใครเป็นคนผิด ปัญหาที่แท้จริงมันคืออะไรก็ต่างไม่มีใครรู้ มันเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ไม่กี่เรื่องจนกลายเป็นการปะทะที่รุนแรงระหว่างเราสองคน


    จนในวันนั้นเป็นผมเองที่หนีออกมา


    เราไม่ได้บอกเลิกกันอย่างชัดเจนด้วยซ้ำแต่เราก็แค่ไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลยมาเป็นระยะเวลา 3 ปี 


    จนกระทั่งเมื่อวานนี้ที่ชิองส่งข้อความมาว่า 'ออกมาเจอกันหน่อยไหม?'  ยอมรับว่าโทรศัพท์แทบจะร่วงจากมือตอนเห็นข้อความนั้น ในตอนแรกคิดว่าเขาจะกลับมาขอคืนดีแต่ข้อความถัดไปดันเป็น


    'อย่างน้อยก็มาเลิกกันอย่างชัดเจนกันเถอะ'


    เขาว่ามาแบบนั้นแหละ 


    เหมือนโดนค้อนทุบแรง ๆ เข้าที่หัว ในใจมันดันคิดไปแว้บนึงว่าเขาจะกลับมาขอคืนดี แต่มันก็ 3 ปีมาแล้ว ถ้าเขาจะกลับมาขอคืนดีก็คงกลับมานานแล้ว 


    "เรย์โตะ!"


    ชิองวิ่งมาพร้อมกับสายตาของผู้คนนับสิบแถวนั้นที่จ้องเขาเป็นตาเดียวกันพร้อมหันไปกระซิบกระซาบ ทำเหมือนกับว่าตัวเองไม่ใช่คนดังเหมือนเคย ผมได้แต่ถอนหายใจออกมากับท่าทีของเขาที่ไม่โตขึ้นเลยสักนิด


    "รอนานไหม?"


    "10 นาที"


    "ยังชอบมาเร็วเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย"


    "ยังชอบมาสายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย"


    เขาทำเพียงหัวเราะออกมากับคำต่อว่าของผมแล้วเอามือมาดันหัวเบา ๆ เท่านั้น 


    ทั้ง ๆ ที่เป็นสถานที่ที่มาเดินเป็นประจำ แต่ในวันนี้กลับดูต่างออกไป อาจจะเป็นเพราะคนข้าง ๆ ที่เปลี่ยนไปด้วยล่ะมั้ง 


    ส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ผมที่เพิ่งตัดมา เสื้อผ้าที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน กลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไป มีเพียงสร้อยคอเส้นนั้นที่ยังเหมือนเดิม รวมถึงรอยยิ้มนั่นก็ยังคงเหมือนเดิม


    เราตัดสินใจเข้าไปนั่งในร้านกาแฟที่มีคนนั่งทำงานอยู่เพียงเล็กน้อย กลิ่นของกาแฟทำเอาคิดถึงอดีตขึ้นมานิดหน่อย ในตอนเช้าผมมักจะตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นกาแฟที่เขาชง กลิ่นกาแฟที่ผมเกลียดมัน


    "เรย์โตะ ดื่มกาแฟได้แล้วเหรอ?"


    "อื้อ ทำไมเหรอ?"


    "เปล่า แค่คิดว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วสินะ อะไรแบบนั้นน่ะ"


    "ดื่มกาแฟแปลว่าเป็นผู้ใหญ่เหรอ ตรรกะแบบไหนกัน"


    ผมที่นั่งดื่มลาเต้ร้อนในมือแค่นหัวเราะออกมา หลังจากวันนั้นพอตื่นมาตอนเช้าโดยปราศจากกลิ่นกาแฟมันก็ทำเอาผมเหงาขึ้นมานิดหน่อย 


    ถึงจะไม่อยากยอมรับก็เถอะแต่หลังจากนั้นผมก็ฝึกดื่มกาแฟอยู่คนเดียว ถึงแม้ว่ามันจะทำให้คิดถึงเขาทุกครั้งที่ดื่มก็เถอะ นอกจากขมแล้วยังทำให้รู้สึกเศร้าขึ้นมาอีก 


    "แล้วนายสบายดีไหม?"


    "ก็เรื่อย ๆ ชิองก็ดูสบายดีนะ"


    "รู้ได้ยังไง"


    "ก็เห็นในทีวีนี่นา"


    เขาหัวเราะออกมาอย่างเขินอายกับคำพูดของผม ทั้ง ๆ ที่หน้าจอเป็นคนที่มีความมั่นใจแท้ ๆ แต่ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน เขากลับดูขี้อายขึ้นมาซะดื้อ ๆ แต่ผมก็ไม่ได้เกลียดมันหรอกนะ แถมยังรู้สึกพิเศษที่เป็นคนเดียวที่ได้เห็นด้านนี้ของชิองอีก


    แต่ก็ไม่ได้เห็นมา 3 ปีแล้ว


    "จริง ๆ ช่วงนี้กำลังเดทกับผู้หญิงคนนึงอยู่น่ะ"


    เขาหันซ้ายหันขวาไปก่อนจะพูดกระซิบออกมา


    ก็ไม่รู้หรอกนะว่าคาดหวังรีแอคชั่นแบบไหนจากผม อาจจะเป็นการพ่นกาแฟที่อยู่ในปากตอนนี้หรือยกแก้วกาแฟในมือสาดใส่หน้าเขาทั้งน้ำตาราวกับคนบ้า แต่สิ่งที่ผมทำมีเพียงแค่นั่งก้มหน้าแล้วเหลือบตาขึ้นไปมองเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


    "งั้นเหรอ"


    นอกจากคำนี้แล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกไป


    "เพราะงั้นก็เลยอยากจะมาบอกเลิกกันให้ชัดเจน"


    "อ่าหะ เข้าใจแล้ว"


    "แต่ก่อนหน้านั้น ไปเดทกันเถอะ"


    ชิองวางแก้วกาแฟในมือที่ตอนนี้ว่างเปล่าลงบนโต๊ะแล้วลุกขึ้น ผมมองเขาที่ทำแบบนั้นก่อนจะวางแก้วกาแฟในมือที่ยังไม่หมดตาม 


    "เราไปเดทกันเพื่อเลิกกันเถอะ"


    นั่นเป็นสิ่งที่เขาพูดออกมา


    เดทของเราก็เป็นเหมือนอย่างทุกที เราชอบเดินช็อปปิ้ง เลือกเสื้อผ้าให้กัน ถึงบางครั้งจะไม่ชอบเสื้อที่เขาเลือกให้แต่ผมก็ตัดสินใจซื้อมันเพราะเพียงเขายิ้มให้แล้วบอกว่า 'เหมาะกับนายมากเลยนะ'  ไม่มีครั้งไหนเลยที่ปฏิเสธได้


    ผมเกลียดเสื้อตัวนั้นก็จริงแต่ผมชอบที่เขายิ้มให้ตอนผมใส่มัน


    น้ำเน่าเป็นบ้า


    "นี่ เรย์โตะ มาทำแบบทุกทีกันเถอะ"


    "หมายถึงให้เลือกเสื้อผ้าให้น่ะเหรอ"


    "อือ ไม่ได้ทำมาตั้ง 3 ปีแล้วนะ ไหน ๆ ก็ครั้งสุดท้ายแล้ว"


    เราเดินกันไปสักพักแล้วไปหยุดอยู่ที่หน้าร้านเสื้อผ้าร้านหนึ่ง ผมแอบเหลือบมองปฏิกิริยาของเขาที่ในตอนนี้ทำเพียงแหงนมองป้ายชื่อร้านอย่างเหม่อลอย 


    คงจะยังจำได้อยู่สินะ


    มันเป็นร้านแรกที่เราซื้อเสื้อผ้าให้กัน


    พอเดินเข้าร้านไปก็แยกย้ายกันหาเสื้อผ้าให้อีกฝ่าย ทำเอาคิดถึงวันเก่า ๆ ขึ้นมา ในระหว่างที่หยิบเสื้อผ้าที่ราวมาดูก็รู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมานิดหน่อย


    ไม่ได้ จะมาร้องไห้เอาตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด


    ผมกัดริมฝีปากตัวเองไว้แน่นก่อนจะเลือกหยิบเสื้อแจ็คเก็ตตัวนึงจากราวแล้วเดินหาเขาที่อยู่ตรงส่วนอื่นของร้านเพื่อเอาเสื้อตัวนี้ให้ 


    "ชิอ..."


    น้ำเสียงของผมขาดหายไปเพราะเห็นเขากำลังยืนอยู่ตรงหน้าราวแขวนเสื้อและเขายกมือปาดน้ำตาบนใบหน้าตัวเองลวก ๆ ไม่สิ มันอาจจะเป็นแค่เหงื่อก็ได้ แต่ผมก็ไม่กล้าส่งเสียงทักออกไป เพราะถ้าพูดออกไปตอนนี้เสียงของตัวเองคงสั่นจนโดนจับได้แน่นอน


    "อ้าว เรย์โตะ เลือกได้แล้วเหรอ?"


    "อื้ม"


    "รอแปปนึงนะ"


    ชิองที่หันมาเจอผมยืนมองเขาเงียบ ๆ เป็นฝ่ายทักขึ้นมาก่อน ในใจเขาคงภาวนาว่าไม่ให้ผมเดินมาเห็นก่อนหน้านั้นแต่ก็ไม่ทันแล้ว เขาร้องไห้ ยืนยันได้จากเสียงสั่น ๆ เมื่อกี้เลย


    "ได้แล้ว"


    เขาหยิบคาร์ดิแกนสีครีมตัวนึงขึ้นมา ซึ่งนั่นทำเอาผมตกใจขึ้นมานิดหน่อย เพราะปกติเขาไม่หยิบอะไรแบบนั้นมาให้


    "ที่ผ่านมาไม่ชอบเสื้อผ้าที่เลือกให้เลยใช่ไหม?"


    "ก็บางตัว..."


    "ถึงจะเห็นแบบนี้แต่ความจริงก็ใส่ใจนะ ชอบแบบนี้ใช่ไหมล่ะ รอบนี้เดาถูกใช่ไหม"


    "อือ ชอบ"


    หลังจากนั้นระหว่างเราก็ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบ บรรยากาศแปลกไป ไม่สิ มันไม่ได้แปลก มันแค่กำลังจะกลับไปเป็นแบบเดิม


    "ว่าแต่ ไหนเสื้อที่นายหยิบมาล่ะ"


    ชิองตัดสินใจพูดทำลายบรรยากาศนั้นขึ้นมา ซึ่งผมรู้สึกขอบคุณเขาในเรื่องนี้มาก ไม่งั้นมีหวังน้ำตาได้ไหลออกมาแหง ๆ 


    ผมยื่นเสื้อแจ็คเก็ตไปตรงหน้าเขา ชิองเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยหลังจากเห็นเสื้อตัวนั้น


    "นั่นมันเสื้อที่ฉันยกให้เมื่อประมาณ 4 ปีก่อนไม่ใช่เหรอ?"


    "ก็มันเหมาะกับชิองนี่..."


    มันเป็นเสื้อที่เขายกให้ตอนที่เขาไปเกาหลี ชิองบอกเราจะไม่ได้เจอกันสักพักนะ พอพูดจบแล้วก็ถอดเสื้อแจ็คเก็ตตัวนั้นใส่ให้ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่มีโอกาสได้คืนมันสักที 


    รวมถึงจะเอาไปทิ้งก็ไม่กล้าด้วย


    เราเดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อจ่ายเงินกันโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมา พนักงานมองผมแล้วยิ้มให้คงเป็นเพราะมาที่นี่เป็นประจำ ผมโค้งให้เธอเล็กน้อย พอหันไปมองชิองข้าง ๆ เขาเองก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน


    ไม่ใช่หรอกมั้ง เขาจะมาที่นี่บ่อย ๆ ทำไมกัน 


    หลังจากนั้นเราก็ไปร้านอาหารที่ชิองจองไว้ นี่เป็นสิ่งที่นับว่าเขาโตขึ้นมามากเลยล่ะ เมื่อก่อนเราจะต้องเดินเถียงกันอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงเรื่องเลือกร้านอาหาร 


    บรรยากาศของร้านอาหารที่ดูเป็นผู้ใหญ่ตามวัยของเราที่เพิ่มขึ้นทำเอาผมรู้สึกประหม่าขึ้นมานิดหน่อย ปกติพวกเราแค่ไปนั่งกินราเม็งหรือซูชิอะไรแบบนั้น แต่มันก็ผ่านมา 3 ปีแล้ว พวกเราเองก็โตขึ้นจากตอนนั้น


    "ชิอง กินผักได้แล้วเหรอ?"


    ผมถามขึ้นมาเพราะเห็นเขานั่งกินสลัดที่เพิ่งมาเสิร์ฟ 


    เมื่อก่อนเรามักจะเกี่ยงกันอยู่บ่อย ๆ ชิองชอบคีบเอาผักของตัวเองมาใส่ในจานของผมที่ไม่กินผักเหมือนกัน แต่ในตอนนี้เขากลับกินมันได้อย่างสบาย ๆ 


    "นายนั่นแหละ ยังกินผักไม่ได้อีกเหรอ เด็กน้อย"


    "กินผักได้ไม่ได้แปลว่าเป็นผู้ใหญ่สักหน่อย"


    ผมนั่งมองเขากินสลัดผักเหล่านั้นเงียบ ๆ เขาเปลี่ยนไปจริง ๆ สินะ ช่วงเวลา 3 ปี มันคงจะยาวนานมากพอที่จะเปลี่ยนใครสักคนไปจนน่าตกใจ


    "มองอะไร?"


    "เปล่า แค่คิดว่าชิองโตขึ้นนะ"


    "หมายถึงสูงขึ้นเหรอ"


    "เปล่า ทุกอย่างนั่นแหละ"


    ชิองยิ้มให้กับคำตอบนั้นแล้วหยิบแก้วน้ำตรงหน้าขึ้นมาดื่มและหันไปทางอื่นโดยไม่ตอบอะไรกลับมา ผมเองก็ทำแบบนั้นเช่นเดียวกัน


    หลังจากนั้นมื้ออาหารของเราก็ผ่านไปโดยมีบทสนทนากันนิดหน่อย เราไม่ได้กลับมาเป็นเหมือนเดิม เราไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิม สิ่งเดียวที่ทำได้คือเราทั้งคู่พยายามพูดคุยกันให้เหมือนกันยังคงเป็นเหมือนเดิม


    "ถ้างั้นฉันกลับทางนี้นะ"


    ผมชี้ไปทางสถานีหลังจากเราเดินออกมาจากร้านอาหาร 


    "มันดึกแล้ว อย่างน้อยก็ให้ฉันขับไปส่งนายที่บ้านเถอะ"


    "ไม่ต้องหรอก"


    ชิองยกมือขึ้นเกาหัวตัวเองเบา ๆ เป็นการแก้เขินจากคำปฏิเสธของผมเมื่อครู่


    ถ้าขึ้นรถคันนั้นมีหวังได้เศร้ามากกว่าเดิม รถคันที่ผมช่วยเขาเลือกตอนที่สอบใบขับขี่ได้ รถคันนั้นที่ผมนั่งด้านข้างเขาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แหกปากร้องเพลงกันในรถไม่รู้กี่ร้อยเพลง 


    "ชิอง เราเลิกกันแล้วใช่ไหม?"


    "อือ เราเลิกกันแล้ว"


    "ถ้างั้นก็ดีแล้ว"


    ผมถอนหายใจออกมาหลังพูดจบ ราวกับอะไรบางอย่างที่ติดอยู่ในใจได้ถูกเอาออกไป 


    "งั้นไว้สักวันค่อยเจอกันนะ"


    "ไม่ล่ะ เราจะไม่เจอกันแล้ว"


    รอยยิ้มบนใบหน้าของชิองที่หันมาโบกมือลาผมหายไป มีเพียงรอยยิ้มบนหน้าของผมที่ยิ้มให้เขาหลังจากพูดประโยคนั้นจบ 


    "ถ้างั้น ฉันไปนะ"


    "ขับรถดี ๆ ล่ะ"


    คำบอกลาสุดท้ายของผมคือคำว่า ขับรถดี ๆ ล่ะ งั้นเหรอ ไม่โรแมนติคเอาซะเลย แต่ก็ช่างมันเถอะ


    ผมตัดสินใจหันหลังเดินจากมาก่อนโดยไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายจะยืนมองอยู่นานแค่ไหน อาจจะยืนมองจนกว่าผมจะเดินลับสายตาไปก็ได้ เพราะแบบนั้นก็เลยต้องรีบเดินไปให้พ้นจากตรงนี้


    การที่มาเจอชิองวันนี้ทำให้รู้ว่าเขาน่ะยังโกหกได้ห่วยแตกเหมือนเดิม ทุกครั้งที่เขาโกหกจะเผลอเลียปากตัวเองอยู่เสมอและเขาทำมันตอนที่บอกว่า กำลังเดทกับผู้หญิงคนนึงอยู่


    รวมถึงตอนบอกว่า อยากบอกเลิกกัน 


    เขามันโกหกได้ห่วยจริง ๆ 


    พอหันหลังกลับไปแล้วไม่เห็นเงาของอีกฝ่ายแล้ว ริมฝีปากที่เม้มสะกดกลั้นความเศร้ามาตลอดทางก็คลายลงมาพร้อม ๆ กับน้ำตาบนใบหน้าที่หยุดมันไว้ไม่ได้ มือที่ถือถุงเสื้อที่ชิองเลือกให้สั่นจนแทบจะถือไม่ไหว รวมถึงขาที่เมื่อกี้รีบเดินจนเกือบจะวิ่งหนีมาก็หมดแรงเอาดื้อ ๆ


    ผมนั่งลงบนพื้นของสวนสาธารณะตรงนั้นอย่างหมดแรงแล้วร้องไห้ออกมา น้ำตาที่สะกดกลั้นเอาไว้มาทั้งวันไหลออกมาราวกับคนบ้า 


    แต่ถึงจะมองไม่เห็นอีกฝ่ายแล้วแต่ในตอนนี้ก็คงจะนั่งร้องไห้อยู่บนรถ ชิองเองก็พยายามที่จะไม่ร้องไห้ตลอดการเดทของเราเหมือนกันนั่นแหละ


    อย่างน้อยสุดท้ายแล้วทุกอย่างระหว่างเรามันก็ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำดี ๆ ที่ผ่านมาหรือคำบอกลาเมื่อครู่ ทั้งหมดล้วนชัดเจน ถึงแม้ว่าภาพตรงหน้าของผมในตอนนี้จะเบลอไปเพราะน้ำตาที่ไหลลงมาไม่หยุดก็ตาม



    //


    ก็แค่อยากเขียนคนเลิกกัน ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ นอกจากชิองเรย์โตะก็คิดคู่อื่นไม่ออกแล้วค่ะที่จะเหมาะกับเอเนอจี้แบบนี้ เพราะงั้น... เป็นฟิคชั่ววูบที่ไม่มีอะไรเลยแต่ถ้าชอบกันก็ขอบคุณนะคะ #ficohayoxjo1






Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
junkinarak (@junkinarak)
แยกกันไปเติบโตกันในที่ใหม่ๆ เริ่มต้นใหม่นะน้องเรย์โตะ