#ficohayoxjo1ohayogozaimasx
#4 at this hill where you smiled for me I want to see you once again
  • #ficohayoxjo1
    #4 at this hill where you smiled for me I want to see you once again
    pairing : Kinjo Sukai x Kimata Syoya



    "โชยะ ดูนั่นสิ เครื่องบินล่ะ"


    เด็กผู้ชายที่อายุไล่เลี่ยกับผมชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าฤดูร้อนที่แสงแดดแยงตาจนแสบตาไปหมดระหว่างที่เดินขึ้นไปบนเนินด้วยกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมองเห็นเครื่องบินลำเล็ก ๆ คงเป็นเพราะระยะห่างระหว่างพื้นดินกับท้องฟ้าบินผ่านพวกเราสองคนที่ยืนอยู่โดยทิ้งไว้เพียงแค่ควันที่มองแล้วคล้ายกับก้อนเมฆบนท้องฟ้า


    "ลำเล็กเป็นบ้า เครื่องบินที่ฉันพับยังใหญ่กว่าเลยนะ สุไก!"


    "ก็เพราะว่ามันไกลมันเลยลำเล็กไง จริง ๆ เครื่องบินน่ะใหญ่กว่าตัวนายอีกนะ"


    สุไกที่เดินอยู่ข้าง ๆ หยุดเดินแล้วพยายามวาดมือให้ใหญ่ที่สุดเพื่อบรรยายความใหญ่โตของเครื่องบินที่ผมเคยเห็นแค่ในโทรทัศน์เข้าใจ อยู่บ้านนอกที่ไกลจากความเจริญแบบพวกเราคงไม่มีโอกาสได้เห็นมันใกล้ ๆ หรอก เมืองที่พวกเราอยู่ไม่มีแม้แต่สนามบินด้วยซ้ำต้องลงจอดที่เมืองข้าง ๆ แล้วนั่งรถบัสต่อเข้ามาเท่านั้น


    "งั้นเหรอ ช่างหัวเรื่องเครื่องบินไปเถอะ ไปจับด้วงกันดีกว่า แล้วเอาไปขายราคาแพง ๆ"


    "ขายในโรงเรียนประถมมันจะได้สักเท่าไหร่กันเชียว"


    อีกฝ่ายถอนหายใจออกมาก็จริงแต่ก็เดินตามผมที่วิ่งนำหน้าไปด้วยความตื่นเต้นมาอยู่ดี ถ้าไม่มีสุไกมาด้วย ผมคงไม่ได้ออกมาเที่ยวเล่นแบบนี้


    เป็นเพราะว่าร่างกายที่ค่อนข้างอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่เลยไม่ค่อยวางใจให้ออกไปเที่ยวคนเดียวเพราะกลัวว่าจะไปเป็นอะไรเข้า แต่พอมีสุไกที่คอยไปไหนมาไหนด้วยก็เลยออกมาเที่ยวเล่นได้เยอะกว่าเดิม ซึ่งผมก็รู้สึกขอบคุณเขามาก


    ถึงบางครั้งจะรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาก็เถอะแต่ก็ไม่เคยพูดออกไปให้เขาลำบากใจหรอก


    "ได้แล้ว!"


    ผมเอาตาข่ายจับแมลงจับด้วงที่เกาะอยู่บนต้นไม้อย่างว่องไว โดยมีสุไกยืนทำหน้าเหยเกใส่กล่องที่เต็มไปด้วยแมลง เขาบอกว่ายังไงก็ทำใจจับมันไม่ได้ ทั้งที่ตัวโตกว่าแท้ ๆ แต่ดันขี้ขลาดเป็นบ้า


    "ตัวใหญ่มากเลยแหะ ต้องขายได้ราคาดีแหง ๆ"


    "เลิกคิดเรื่องที่จะเอาไปขายสักที จับแล้วก็ปล่อย ๆ มันไปเถอะน่า"


    "ถ้าจับแล้วปล่อยจะจับทำไมล่ะ"


    การไล่จับแมลงในฤดูร้อนของผมยังคงดำเนินต่อไป โดยมีสุไกที่ไม่ได้ช่วยอะไรมากเดินตามหลังอยู่ ในป่ากลางฤดูร้อนแบบนี้มีแต่เสียงแมลงดังไปทั่ว ตัวก็เหนียวไปหมดเพราะเหงื่อออก หรือจริง ๆ เราควรจะนอนตากแอร์อยู่บ้านกันนะ


    "นี่ สุไก ช่วยจับต้นไม้นั่นไว้แล้วจับแขนฉันไว้ทีสิ"


    จากที่คิดว่าจะถอดใจแล้วกลับบ้านก็ดันต้องเปลี่ยนความคิดเพราะหันไปเห็นแมลงปีกแข็งตัวใหญ่เกาะอยู่บนต้นไม้ที่อยู่ตรงทางลาดลงไปตรงแม่น้ำที่ไหลค่อนข้างแรง ถ้าสุไกไม่จับผมไว้ก็อาจจะไถลตกลงไปในแม่น้ำได้ เขาทำแค่พยักหน้าให้เป็นการตอบตกลง


    "อีกแค่นิดเดียว..."


    "โชยะ ระวังด้วยนะ"


    สุไกจับมือผมเอาไว้แน่นแล้วพูดออกมาด้วยความเป็นห่วงว่าผมจะลื่นตกลงไปในแม่น้ำ


    "ได้แล้ว!"


    ผมดีใจจนเผลอตัวแล้วปล่อยมือที่จับไว้กับสุไกและลื่นตกลงไปตามทางลาดนั่น ภาพที่เห็นคือเขาพยายามจะเอื้อมมือมาคว้าผมไว้แต่มันก็ไกลเกินไป


    "โชยะ!"


    นั่นเป็นเสียงสุดท้ายที่ผมได้ยินก่อนที่ร่วงตกลงไปในแม่น้ำ


    และเห็นเจ้าแมลงตัวนั้นบินหนีไปต่อหน้าต่อตาเสียด้วย


    เจ็บใจชะมัด




    เพดานสีขาว


    นั่นเป็นสิ่งแรกที่เห็นตอนลืมตาตื่นขึ้นมา โรงพยาบาลอีกแล้วสินะ พอยกมือขึ้นจับหัวของตัวเองก็รู้สึกได้ว่ามีผ้าพันแผลโพกอยู่ พอหันไปข้าง ๆ ก็เจอสุไกนั่งหลับอยู่ข้าง ๆ เตียงพร้อมกอดกล่องใบใหญ่ไว้ในมือ ด้วยความสงสัยก็เลยชะโงกหน้าไปดู


    ในกล่องนั้นเต็มไปด้วยเครื่องบินกระดาษ


    "เฮ้ย!"


    สุไกตะโกนออกมาหลังจากลืมตาขึ้นมาแล้วเจอผมนั่งมองกล่องในมือของเขาอยู่ ผมหัวเราะออกมากับท่าทีที่ตกใจของเขาออกมาเล็กน้อย เพราะมันหาดูยากน่ะ


    "ฟื้นแล้ว ฉันหลับไปนานแค่ไหนกันเนี่ย"


    "ไม่นานหรอก ไม่กี่วันเอง"


    นอกจากหัวที่เจ็บแล้วทุกอย่างก็ปกติดี จำได้แค่ว่าลื่นตกลงไปในแม่น้ำ สุไกคงช่วยผมเอาไว้สินะ


    "สุไก ขอบคุณนะ"


    "ฉันเป็นคนทำให้ตกลงไป จะขอบคุณทำไม ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษนายก่อน ขอโทษนะ!"


    เขาพนมมือแล้วพูดขอโทษออกมาเสียงดังแล้วก้มหน้าอยู่สักพัก ผมเอามือแตะที่ไหล่เขาเพื่อให้เงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้มให้เพื่อไม่ให้เขารู้สึกผิด


    "ไม่เป็นไรหรอก ฉันซุ่มซ่ามเองแหละ"


    "โชคดีแค่ไหนที่นายไม่ไหลไปตามแม่น้ำ แต่หัวฟาดหินเต็มๆเลยนะ ดีนะ ที่ไม่เป็นอะไรมาก ตอนเห็นเลือดอาบหัวนี่ฉันคิดว่าจะตายซะแล้ว"


    อีกฝ่ายบ่นออกมาไม่หยุด ทั้ง ๆ ที่ปกติไม่ใช่คนพูดมากอะไรขนาดนั้นแท้ ๆ อาจจะพูดเพราะเป็นห่วงล่ะมั้ง


    "แล้วนั่นน่ะ อะไรเหรอ?"


    ผมชี้ไปยังกล่องที่เขาถืออยู่ สุไกรีบหยิบมันหลบไปด้านหลังทันที


    "ความลับ"


    "เห็นหมดแล้วน่า พับเครื่องบินกระดาษมาทำไมกัน"


    "ก็บอกว่าอยากเห็นเครื่องบินไม่ใช่เหรอ"


    สุไกพูดพลางลุกขึ้นแล้วเดินไปที่หน้าประตูห้องพักผู้ป่วยก่อนจะหยิบเครื่องบินกระดาษจากในกล่องปาขึ้นไปบนอากาศทีละอัน ๆ จนห้องนี้เต็มไปด้วยเครื่องบินกระดาษที่บินว่อนเต็มไปหมด มีบางลำที่ตกลงมาบนเตียง ผมหยิบมันขึ้นมากางดูก็เจอคำว่า 'ขอโทษนะ โชยะ!' ที่เขียนด้วยลายมือหวัด ๆ ของเจ้าตัวคนที่ปาอยู่บนกระดาษ


    "ไว้สักวันไปดูเครื่องบินของจริงด้วยกันเถอะ"


    สุไกมองมายังผมที่นั่งอยู่บนเตียงแล้วยิ้มออกมา


    "อื้ม"


    ผมเองก็ยิ้มตอบกลับไปให้เขาที่ยืนอยู่หน้าประตูเช่นกัน


    #

    "สุไก เครื่องบินล่ะ"


    ผมพูดขึ้นมาระหว่างเดินขึ้นเนินกับคนข้าง ๆ ที่ยังเป็นคนเดิมในตอนประถม เพียงแต่ว่าตอนนี้เราทั้งคู่ใส่ยูนิฟอร์มฤดูร้อนของนักเรียนมัธยมปลายกันทั้งคู่


    "ไหน?"


    สุไกที่เดินอยู่ข้าง ๆ พยายามมองหาเครื่องบินบนฟ้า แต่เขาเงยหน้าขึ้นมองช้าเกินไป ในตอนนี้เครื่องบินลำนั้นทิ้งไว้เพียงควันเท่านั้น


    ตอนนี้สุไกที่ชอบมองท้องฟ้าในวันเด็กกลับชอบมองหน้าขอโทรศัพท์เครื่องเล็ก ๆ มากกว่าเสียแล้ว กลายเป็นตัวผมเองที่สังเกตท้องฟ้ามากกว่าเขา


    "มัวแต่เล่นโทรศัพท์คงจะเห็นหรอก"


    "ก็คุยกับพวกรุ่นพี่เขาอยู่ โชยะไม่พกโทรศัพท์ นายไม่เข้าใจฉันหรอก"


    "ยังไม่เลิกคบกับพวกนั้นอีกเหรอ ต้องมีอีกกี่แผลถึงจะพอใจ"


    ผมเอานิ้วชี้จิ้มแก้มเขาที่มีพลาสเตอร์ยาแปะอยู่ ผมนี่แหละที่แปะเองกับมือ หลังจากสุไกขึ้นมัธยมปลายก็ไปคบกับพวกรุ่นพี่ที่ชอบต่อยตีไปทั่ว เขาเองก็เลยตามไปด้วยเหมือนกัน ผมบ่นไปจนปากเปื่อยแล้วก็ยังคงไม่เลิกอยู่ดี


    "โชยะน่ะไม่เข้าใจหรอก"


    "แล้วอยากให้เข้าใจไหมล่ะ?"


    "ตัวแค่นี้จะไปทำอะไรใครเขาได้"


    สุไกเอื้อมมือมาเขกหัวผมเบา ๆ แต่ก็จริงอย่างที่เขาว่าผมจะไปสู้ใครเขาได้


    หลังจากเรื่องในตอนนั้นที่ผมตกลงไปในแม่น้ำ แม่มาเล่าให้ฟังทีหลังว่าสุไกมาขอโทษยกใหญ่ตอนที่ผมสลบอยู่ แม่ผมก็ตักเตือนเขาไปเยอะด้วย 


    หลังจากวันนั้นเขาก็สัญญาว่าจะดูแลผมอย่างดีโดยการที่ตอนเช้าเดินไปโรงเรียนด้วยกัน ตอนเย็นกลับบ้านด้วยกัน สถานที่นัดเป็นเนินเขาเดิมที่เจอกันประจำตั้งแต่เด็ก


    ในตอนเช้าผมมักจะตื่นสายอยู่เสมอ พอเดินขึ้นเนินมาก็จะเจอสุไกยืนหาวเล่นโทรศัพท์ยืนรออยู่ตั้งแต่กี่โมงก็ไม่รู้เป็นประจำทุกวัน เป็นภาพที่ชินตา ถ้าวันไหนผมมาก่อนเขาคงใจหายน่าดู แต่ก็ยังไม่เคยมีวันนั้น ไม่ว่าจะฝนตก หิมะตก หรือแดดร้อนจนแทบบ้า ถ้าเดินขึ้นเนินนี้มาก็จะเจอเขายืนอยู่ตรงนั้น


    "อาทิตย์หน้าจะมีนิทรรศการมาจัดที่เมืองของเราด้วยนะ"


    "เมืองของเราเนี่ยนะ?"


    ผมแค่นหัวเราะออกมาแล้วหันไปถามสุไกที่เดินอ่านข้อความในโทรศัพท์ ปกติแล้วเมืองของเราเงียบสงบมากหรือเรียกอีกอย่างว่าความเจริญเข้าไม่ถึงนั่นเอง


    "อื้อ เขาจะเอาพวกเครื่องบินเก่า ๆ มาจัดแสดงน่ะ"


    "อะไรนะ!"


    "นี่ จะตื่นเต้นเกินไปแล้วนะ จะชอบเศษเหล็กพรรค์นั้นอะไรขนาดนั้นกันเล่า"


    สุไกเอามือดันหัวผมที่พยายามจะชะโงกหน้าไปอ่านข้อความในโทรศัพท์ของเขา


    "ก็เกิดมายังไม่เคยได้เห็นสักครั้งเลยนี่นา"


    "มีเวลาอีกตั้งเยอะ เดี๋ยวสักวันนายก็ออกจากเมืองนี้ไปอยู่ดี"


    "จะไปไหนรอดกันล่ะ อย่างดีก็คงเมืองข้าง ๆ สุไกจะออกไปที่ไหนงั้นเหรอ?"


    สุไกชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยุดเดินแล้วเงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้ากลางฤดูร้อนที่แสงแดดแยงตาจนผมมองตรง ๆ ไม่ได้


    "นั่นสินะ..."


    เสียงนั้นแผ่วเบาราวกับพูดออกมากับตนเองมากกว่าตอบคำถามของผม


    "นิทรรศการนั่นจัดอาทิตย์หน้าน่ะ ไว้ไปด้วยกันไหม?"


    "เอาสิ"


    "วันอาทิตย์หน้าแล้วกัน วันสุดท้ายของปิดเทอมฤดูร้อนด้วยพอดี"


    "ทำไมต้องไปวันสุดท้ายด้วยล่ะ?"


    "วันสุดท้ายมักจะมีอะไรพิเศษกว่าวันอื่นไม่ใช่หรือไง"


    สุไกหันมายิ้มให้ผมด้วยรอยยิ้มที่เหมือนกับตอนเด็ก ๆ แน่นอนว่าผมก็ทำแค่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเขาเหมือนเคย


    "รอที่เดิมนะ เดี๋ยวฉันขี่จักรยานมารับ"


    "อือ เจอกันบ่ายโมงแล้วกัน"


    ในที่สุดก็ได้ทำตามสัญญาในตอนนั้นแล้ว ถึงจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ก็เถอะ แต่สักวันคงได้เห็นเครื่องบินจริง ๆ ที่ไม่ใช่เดินดูเทศกาลด้วยกันแน่ ๆ 


    นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิด



    "บ่ายสองสี่สิบห้า"


    มองนาฬิกาบนข้อมือแล้วพูดออกมากับตัวเองที่ยืนรออยู่เป็นชั่วโมงแล้ว สุไกไม่เคยสาย นี่เป็นครั้งแรกที่เดินขึ้นเนินมาแล้วพบกับความว่างเปล่า แถมท้องฟ้าก็เมฆหนาครึ้มราวกับฝนจะตก แมลงปอบินว่อนเต็มท้องฟ้า เสียงแมลงในฤดูร้อนที่เคยรำคาญก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผมในตอนนี้


    หลังจากนั้นไม่นานฝนก็เทลงมาจากท้องฟ้า พลาดเองที่ไม่อ่านพยากรณ์ก่อนออกจากบ้านเพราะชะล่าใจว่าฤดูร้อนฝนคงไม่ตกหรอกเลยไม่พกร่มออกมา สิ่งเดียวที่พอจะกำบังฝนได้ตอนนี้คือต้นไม้แต่หยดน้ำจากใบไม้ก็ยังหยดใส่หลังจนหนาวเย็นไปหมด


    เมื่อไหร่สุไกจะมากันนะ ถ้ามาถึงเมื่อไหร่จะบ่นให้หูชาเลยคอยดู


    "ไม่เป็นไรหรอก ยังไงเขาก็มาแน่นอน"


    ผมพูดปลอบใจตัวเองแล้วยืนกอดตัวเองเพราะความหนาวเย็น จามจนเจ็บจมูกไปหมด แต่ก็ยังไม่ก้าวขาออกจากสถานที่นัดแม้แต่ก้าวเดียว เดี๋ยวสุไกก็คงมา ที่มาช้าคงมีเหตุผลอะไรบางอย่างล่ะมั้ง


    ถ้าแม่ของผมรู้ว่ามายืนตากฝนรอสุไกนานขนาดนี้มีหวังหมอนั่นโดนด่าอีกแหง ร่างกายของผมแข็งแรงขึ้นจากตอนเด็กก็จริงแต่ก็ยังเจ็บป่วยง่ายอยู่ดี ถึงจะกลับไปแล้วป่วยแต่อย่างน้อยก็คงเดินดูนิทรรศการวันนี้ด้วยกันได้แหละ


    ผมชะโงกหน้ามองเผื่อจะเห็นเงาจักรยานของสุไกขับขึ้นเนินเขามาแต่ก็ไม่เห็นอะไรนอกจากสายฝนที่ตกลงมาแรงกว่าตอนแรก เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้ ฝนไม่มีทีท่าจะหยุดตก เริ่มจะปวดหัวขึ้นมาเล็กน้อยซะแล้วสิ 


    ต่อให้สลบไปสุไกก็คงแบกกลับบ้านอีกตามเคย ให้ตายเถอะ นี่ผมคิดจะพึ่งพาเขาไปจนถึงเมื่อไหร่กัน


    "โชยะ!"


    เสียงอันคุ้นเคยตะโกนฝ่าเสียงฝนมา ผมหันไปมองตามเสียงนั้นก็เห็นเป็นเงาของคนที่ผมกำลังรอคอยปั่นจักรยานขึ้นมา หรือว่าอาจจะปวดหัวจนเห็นภาพหลอนของเขาแล้วกันนะ


    "ช้าชะมัด..."


    นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่หลุดออกจากปากผมก่อนที่สติจะดับวูบลง



    เพดานสีขาว อีกแล้ว


    โรงพยาบาลอีกแล้วสินะ


    ผมหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาสุไกที่ปกติเวลาลืมตาตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลจะเห็นเขานั่งอยู่ข้าง ๆ เตียงเสมอ แต่วันนี้กลับไม่มีเขาอยู่ มีเพียงแม่ของผมเท่านั้น


    "ผมหลับไปนานแค่ไหนเหรอครับแม่?"


    "แค่วันเดียว"


    ดันทำสุไกพลาดงานนิทรรศการนั้นซะแล้วสิ ผมคงต้องไปขอโทษเขาเสียแล้ว


    "สุไกไปไหนเหรอครับ?"


    แม่ของผมเงียบไปสักพัก ผมยังคงนั่งรอคำตอบจากคำถามที่ถามไปเมื่อครู่อยู่ หรือแม่จะดุสุไกจนเขาไม่กล้ามาเยี่ยมกันนะ


    "ไม่อยู่ที่เมืองนี้แล้วล่ะ"


    เป็นประโยคสั้น ๆ แต่ความรู้สึกของผมกลับหล่นวูบไปอยู่ที่ปลายเท้า


    ในวันนั้นที่ผมไปยืนรอเขาแล้วเป็นลมไป สุไกเป็นคนพาผมมาที่โรงพยาบาลแล้วติดต่อแม่ของผม แต่สภาพของสุไกในตอนนั้นเต็มไปด้วยบาดแผล คงจะไปมีเรื่องชกต่อยก่อนมาเลยเป็นสาเหตุที่ทำให้มาช้า 


    แต่นอกจากจะเป็นวันสุดท้ายของการปิดเทอมแล้ว ยังเป็นวันสุดท้ายของเขาที่อยู่ในเมืองนี้อีกด้วย


    ครอบครัวของสุไกย้ายไปทำงานในเมืองหลวง แน่นอนว่าเขาต้องพาลูกชายของพวกเขาไปด้วย และวันที่ย้ายออกไปคือวันสุดท้ายของปิดเทอมฤดูร้อนหรือเมื่อวานนี้นั่นเอง


    ถ้าหากผมไม่สลบไป เขาคงได้บอกเรื่องนี้ตอนไปเดินนิทรรศการด้วยกันสินะ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่อยากจะยอมรับเรื่องที่จะไม่ได้เจอสุไกอีกแล้ว


    ผมถอดสายน้ำเกลือที่เกะกะออกแล้ววิ่งออกไปทั้งชุดผู้ป่วยของโรงพยาบาลโดยไม่สนใจเสียงของแม่ที่ตะโกนไล่หลังมา


    ไม่จริงหรอก ไม่มีทาง สุไกไม่มีวันทิ้งผมไปเด็ดขาด


    ในหัวของผมมีแต่คำพวกนี้วนไปวนมาอยู่เต็มไปหมด


    ผมวิ่ง วิ่งออกไปที่สถานที่ประจำของพวกเรา ถ้าเดินไปตามถนนสายนี้ก็จะได้เจอเขาที่ยืนทำหน้าเบื่อหน่ายเพราะรอผมที่เอาแต่ไปสายเสมอ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงหันมาเรียกชื่อพร้อมกับยิ้มให้และไม่ถือโทษโกรธผมที่เป็นแบบนั้น 


    เป็นครั้งแรกที่รีบวิ่งขึ้นเนินโดยไม่สนใจแรงโน้มถ่วงที่ทำให้หายใจแทบไม่ทัน ถ้าขึ้นไปถึงด้านบนจะต้องเจอสุไกยืนรออยู่แบบทุกทีแน่ ๆ 


    แต่การวิ่งขึ้นเนินมานั้นราวกับต้องการตอกย้ำตัวเองด้วยความจริงเร็วกว่าเดิม ที่ตรงนั้นว่างเปล่า เหมือนกับเมื่อวานนี้ มีเพียงเสียงแมลงที่ดังเต็มไปหมดราวกับเยาะเย้ยที่บนเนินแห่งนี้ว่างเปล่า เยาะเย้ยตัวผมที่ไม่เหลือใคร 


    ตัวผมที่ค่อย ๆ เดินอย่างอ่อนแรงก็เหลือบไปเห็นว่าที่นัดประจำของเรานั้นไม่ได้ว่างเปล่าแต่มีเครื่องบินกระดาษยับ ๆ ลำนึงถูกหินวางทับไว้อยู่ ผมเดินไปหยิบเครื่องบินกระดาษลำนั้นแล้วคลี่ออกมา


    'โชยะ ขอโทษที่ฉันไปสายนะ'


    มีเพียงข้อความนี้เขียนอยู่บนกระดาษ มันถูกเขียนด้วยลายมือที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อยของสุไก


    "พูดอะไรมากกว่านี้ไม่ได้หรือไง..."


    ผมพึมพำกับตัวเองออกมาเบา ๆ ก่อนจะพับเครื่องบินกระดาษลำนั้นให้กลับไปเป็นดังเดิม แล้วปามันขึ้นไปบนท้องฟ้าในช่วงปลายฤดูร้อนที่แสงแดดยังคงแยงตาจนมองตรง ๆ มันได้


    มันแสบตาเสียจนน้ำตาผมไหลออกมาเมื่อมองขึ้นไปตรง ๆ 


    ตอนปลายฤดูร้อนปีนั้น ผมได้รับรู้ว่าการจากลามันง่ายดายเพียงแค่ลืมตาตื่นขึ้นมา แค่นั้นเอง


    #


    "รู้อะไรไหม ถ้าเดินขึ้นเนินนี้ไปจะเจอปีศาจด้วยล่ะ"


    "จริงเหรอ!?"


    "โกหกน่ะ"


    ผมหัวเราะออกมาใส่เด็กอนุบาลที่เดินอยู่ข้าง ๆ เขาเชื่อคำโกหกของผมเข้าเต็มเปา เด็ก ๆ นี่มันดีจังเลยนะ อำอะไรเล่นนิดหน่อยก็เชื่อไปเสียหมด


    ตรงหน้าเป็นถนนเส้นที่คุ้นเคย เนินที่เดินขึ้นเป็นประจำ แต่ก็เป็นเส้นทางที่พยายามหลีกเลี่ยงมันมานานมากแล้ว เพราะเดินขึ้นไปมันก็ไม่มีอะไรอยู่ มันไม่มีอะไรอยู่บนนั้นอีกต่อไปแล้ว 


    บางทีถ้าหากขึ้นไปแล้วเจอปีศาจจริง ๆ ก็อาจจะดีเสียกว่า


    "ดูนั่นสิ เครื่องบินล่ะ!"


    เด็กที่ตัวเล็กกว่าผมจนต้องย่อลงไปคุยด้วยชี้ขึ้นไปบนฟ้า ผมมองตามขึ้นไปก็เห็นเครื่องบินลำนึงบินผ่านไปอย่างเคย นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้เงยหน้ามองท้องฟ้าแบบนี้


    "นี่ มาแข่งกันไหมว่าใครจะวิ่งไปถึงด้านบนก่อนกัน"


    ผมโน้มลงไปถามเด็กที่ตัวเล็กกว่า เขาพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น เห็นแล้วคิดถึงตัวเองตอนเด็กขึ้นมานิดหน่อยแหะ


    หลังจากนั้นเขาก็รีบวิ่งขึ้นไป เขาเด็กหรือว่าผมเริ่มแก่ตัวแล้วกันนะ ผมทำเพียงมองตามเด็กคนนั้นที่วิ่งจนจะถึงยอดแล้วถอดใจปล่อยให้เขาวิ่งขึ้นไปคนเดียว ส่วนผมจะค่อย ๆ เดินอย่างไม่รีบร้อนก็แล้วกัน


    "ปีศาจ!"


    เขาตะโกนออกมาเสียงดัง มีคนอยู่บนเนินนั้นเหรอ ผมไม่น่าไปแต่งเรื่องหลอกเขาเลย ให้ตายเถอะ


    "เฮ้ย น้อง หล่อแบบพี่จะเป็นปีศาจไปได้ไง"


    มีเสียงคนอยู่จริง ๆ ด้วย ต้องรีบวิ่งขึ้นไปขอโทษ พอคิดได้แบบนั้นผมก็รีบวิ่งตามขึ้นไปทันที


    "มีปีศาจอยู่อย่างที่บอกจริงด้วย!"


    เขารีบวิ่งเข้ามากอดผมทันทีผมวิ่งขึ้นไปถึง


    "ขอโทษด้วยนะครับ บางทีเด็กคนนี้ก็ชอบพูดอะไรไม่รู้เรื่อง"


    "โชยะ?"


    ผมเอาแต่ก้มหัวขอโทษโดยจับหัวของเด็กที่พูดจาไม่รู้ความก้มตามไปด้วยโดยไม่ทันมองหน้าของคนที่ยืนอยู่บนเนินนั่น ทำไมเขาถึงรู้จักชื่อผมล่ะ ผมเลยค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นไปมองคนตรงหน้า


    "สุไก?"


    "เอาจริงดิ นี่นายกับลูกของนาย?"


    สุไกชี้ไปยังเด็กที่ยังคงมองเขาด้วยตาหวาดระแวงเพราะคำพูดโกหกของผม


    "เปล่า ฉันเป็นครูสอนที่โรงเรียนอนุบาลน่ะ แค่พาเขาไปส่งที่บ้านเฉย ๆ"


    "งั้นเหรอ ไปส่งคนอื่นที่บ้านแล้วแหะ"


    สุไกถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกแล้วหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะนั่งลงตรงหน้าผมแล้วพยายามจะจับมือเด็กอนุบาลที่ยังคงมองเขาด้วยความหวาดกลัว


    "พี่ไม่ใช่ปีศาจหรอกนะ เป็นเพื่อนของคุณครูเขาต่างหาก"


    "ก็อย่างที่เขาบอกนั่นแหละ"


    เด็กที่หลบอยู่หลังผมได้ยินแบบนั้นก็ยื่นมือไปจับมือของสุไกที่นั่งอยู่


    "เก่งมาก"


    สุไกชมแล้วลูบหัวเด็กคนนั้นเบา ๆ ผมยังคงมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง


    "พอดีมีรอบบินที่เมืองข้าง ๆ น่ะสิ เลยอยากแวะมาสักหน่อย"


    เขาพูดออกมาก่อนราวกับอ่านใจผมได้ว่ากำลังสงสัย


    "เดี๋ยวนะ นายเป็นกัปตัน?"


    "อืม ได้เห็นเครื่องบินจนเอียนเลยล่ะ"


    สุไกปัดฝุ่นบนกางเกงสองสามทีก่อนจะยืนขึ้นมามองหน้าผมตรง ๆ เขาสูงขึ้นด้วยรึเปล่านะ กี่ปีแล้วที่ไม่ได้เจอกัน แต่ในความรู้สึกผมสุไกก็ยังคงเป็นสุไกเหมือนเดิมนั่นแหละ


    "ยินดีต้อนรับกลับนะ สุไก"


    ผมยิ้มให้เขาหลังจากพูดจบ สุไกนิ่งไปสักพักก่อนจะหัวเราะออกมาแล้วยิ้มตอบกลับมาเหมือนอย่างทุกที


    "อืม กลับมาแล้วนะ โชยะ"


    อย่างน้อยในฤดูร้อนวันนี้บนเนินก็ไม่ได้ว่างเปล่าเหมือนทุกวัน



    //

    ก็แค่อยากเขียนอะไรสักอย่างในวันวาเลนไทน์ ฮา คือมันไม่มีอะไรเลย เรียบๆ ไม่หวือหวา แถมยังรียูสพล็อต ใครคุ้นๆก็เงียบไว้ มันเป็นมู้ดโทนที่เราชอบมากแต่คนอ่านอาจจะเบื่อ แนะนำให้ฟังเพลง giniro hikousen ตอนอ่านด้วยนะคะ คำแปลเข้ามาก เพลงดีด้วย สุขสันต์วันแห่งความรักนะคะทุกคน แหะ #ficohayoxjo1




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in