เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
#เรื่องเล่าท้ายคาบoriental_tomato
#4 อ้อมจนเกือบหลงทาง②: การเลี่ยงบาลีสไตล์เกียวโต
  • สวัสดีค่า~ o(* ̄▽ ̄*)ブ
    เรื่องเล่าท้ายคาบวันนี้จะเล่าต่อจากครั้งที่แล้ว
    ใครยังไม่ได้อ่าน อย่าลืมไปอ่านตอนแรกเพื่ออรรถรสและความต่อเนื่องกันด้วยนะคะ

    กลับมาเข้าประเด็นวันนี้ดีกว่า
    อย่างที่เกริ่นเอาไว้ในตอนที่แล้ว
    สไตล์การพูดอ้อม ๆ ไม่ว่าจะในสถานการณ์ไหนเป็นเอกลักษณ์ของคนญี่ปุ่นอยู่แล้ว
    แต่ก็ยังมีสิ่งเหนือชั้นกว่าคือ การพูดอ้อมของคนเกียวโต

    แต่ลักษณะการพูดอ้อมนี้ไม่ใช่แค่ตอนที่อยากถ่อมตัวนะคะ แต่รวมถึงตอนที่แอบเหน็บ(嫌味)คนอื่นด้วย 
    ตัวอย่างเช่น ประโยคเด็ด 「ぶぶ漬けはどうですか?」(เอาโอจาซุเกะมั้ย)  ที่จริง ๆ แล้วหมายถึง 「そろそろ帰ってください」
    เลยกลายเป็นที่ถกเถียงในหมู่คนญี่ปุ่นด้วยกันว่า ทำไมคนเกียวโตถึงพูดอย่างใจอย่างขนาดนี้!? 

    เหตุผลจริง ๆ คือ....?
    อันที่จริงแล้ว คำถามนี้ก็ไม่มีคำตอบชัดเจนนะคะ
    เนื่องจากไม่สามารถวัดได้ว่าสไตล์การพูดอ้อมแบบสุดโต่งนี้มันเริ่มมาตั้งแต่ยุคสมัยไหน

    อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีข้อสรุปชัดเจน แต่ก็มีการตั้งข้อสันนิษฐานมากมายเลยค่ะ
    จะขอรวบรวมข้อที่น่าสนใจมาเขียนเอาไว้ 
    1. เกียวโตมีวัฒนธรรมเก่าแก่
    เกียวโตในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมากค่ะ เพราะเป็นเมืองศูนย์กลางที่ยิ่งใหญ่ จึงเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมสำคัญด้วย เช่น วัฒนธรรมราชสำนัก วัฒนธรรมนักรบ ลองนึกภาพในหมู่คนใหญ่คนโต จะพูดอะไรคำหนึ่งก็ต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะขืนพูดพล่อยไปอาจจะส่งผลร้ายแรง เลยทำให้ต้องระวังคำพูดคำจามาก ๆ ใช่มั้ยคะ ดังนั้น เลยเกิดข้อสันนิษฐานว่า นี่คือเหตุผลที่ทำให้ชาวเกียวโตระวังคำพูดม๊ากมาก ต้องพูดอ้อมจนต้องแปลญี่ปุ่นเป็นญี่ปุ่น หรือเปล่า? 

    2. รากเหง้าของคนเกียวโต
    อีกข้อสันนิษฐานที่มักยกขึ้นมาบ่อย ๆ คือเรื่องรากเหง้าของคนเกียวโตค่ะ เค้าว่ากันว่าเพราะเกียวโตเป็นเมืองเก่าที่ทรงคุณค่าทั้งทางด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ คนเกียวโตเลยมีความภูมิใจในบ้านเกิดตัวเองมาก แถมบางคนยังมาจากครอบครัวที่สืบเชื้อสายคนดังในประวัติศาสตร์ อิมเมจคนเกียวโตก็จะดูเป็นผู้ดีมาก ๆ เลยจะมีอิมเมจ "หยิ่ง" แถมมาด้วย เลยมีข้อสันนิษฐานว่า เพราะแบบนี้เลยชอบพูดจาเหมือนดูดี แต่ลึก ๆ แล้วแอบกดคนอื่นอยู่รึเปล่านะ

    แต่ยังไงข้อสันนิษฐานก็คือข้อสันนิษฐานนะคะ
    มีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยเหมือนกัน 
    โดยเฉพาะคนเกียวโตรุ่นใหม่ก็มักออกมาโต้บ่อย ๆ ว่า มันเหมารวมเกินไปรึเปล่า คนรุ่นก่อนอาจจะมีพูดแบบนี้บ้าง แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยมีใครใช้กันแล้วนะ!

    ส่วนตัวแล้ว เราก็มีทั้งจุดที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยนะ อย่างเช่นเรื่องวัฒนธรรมสมัยก่อนก็อาจจะส่งผลมาถึงปัจจุบันจริง ๆ แต่ภาษาเองก็เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ระยะเวลายาวนานขนาดนั้นก็น่าจะมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการใช้ภาษาด้วยรึเปล่า? 🤔

    อีกข้อที่เราคิดเองคือ ไม่แน่อิมเมจขี้เหน็บของคนเกียวโต อาจจะเป็นเพราะเพื่อนบ้านอย่างคนโอซาก้าพูดจาเปิดเผย ตรงไปตรงมา เกินไปรึเปล่า พอขั้วตรงข้ามมาอยู่ใกล้ ๆ กัน เลยอาจจะทำให้ดูแย่กว่าความเป็นจริง ก็เป็นได้

    เอาล่ะค่ะ~
    พูดถึงเหตุผลกันไปบ้างแล้ว เราลองมาดูตัวอย่างขำ ๆ จากประสบการณ์จริงของคนญี่ปุ่น (ที่เล่าในทวิตเตอร์) กันบ้างดีกว่า 
    【電車で隣に座ったご婦人に「あなた良い香りやね」って声かけられてルンルンだったけど友達に「それ香水キツ過ぎるって意味やで。ここは京都やぞ」って言われて泣いてる】
    (รู้สึกแฮปปี้มาก เพราะคุณผู้หญิงที่นั่งข้าง ๆ ในรถไฟทักว่า "คุณตัวหอมมากเลยนะคะ" แต่พอเพื่อนบอกว่า "เค้าหมายถึงฉุนน้ำหอมต่างหาก ที่นี่เกียวโตนะ" ก็น้ำตาแตกเลยล่ะ")

    【京都でアルバイトしてて、仕事が丁寧でいいとか、あなたが商品整理してくれると売り場がめちゃめちゃ綺麗になるって、うわぁぁこの上司の方、めっちゃ褒めてくれるやん、よし頑張ろと思ってたんだけど、
    後で、仕事遅い仕事遅いって言われてたことに気づいた今日この頃ww】

    (ตอนที่ทำงานพิเศษที่เกียวโต หัวหน้าบอกว่า "ทำงานละเอียดดีจังนะ" บ้างล่ะ "เธอเนี่ยจัดของบนชั้นเรียบร้อยมากเลย" บ้างล่ะ รู้สึกแบบว่า ว้าวว หัวหน้าชมใหญ่เลย ฉันจะพยายามขึ้นไปอีก
    เพิ่งมารู้ว่าเค้ากำลังบอกว่าทำงานช้าก็ไม่นานนี้แหละ555)

    เอาเข้าจริงแล้ว วิธีการแอบเหน็บของคนเกียวโตนี่ก็เป็นการด่าอย่างมีชั้นเชิงอยู่นะ ถ้าคนไม่เก็ตก็จะไม่โกรธคนด่า (แต่ถ้าเป็นกรณีที่อยากให้ทำอะไร แต่คนฟังไม่เก็ต ก็น่าจะลำบากอยู่) หรือถึงเก็ตว่ากำลังโดนเหน็บ ก็ไม่มีสิทธิ์ไปโวยวายว่ากำลังโดนคนอื่นด่าด้วย เพราะไม่ใช่อย่างด่าอย่างเปิดเผย 

    การรู้จักสไตล์การเหน็บคนอื่นของคนเกียวโต ยังมีข้อดีคือ ทำให้เราเก็ต ネタ ที่มักปรากฏในมีเดียต่าง ๆ ของญี่ปุ่นด้วยนะคะ เนื่องจากการพูดอ้อมจักรวาลของคนเกียวโตแทบจะกลายเป็น stereotype ที่โดนเอาไปล้อในมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นอนิเมะ หรือรายการตลก 

    แต่ถึงอย่างไร ก็อย่าลืมว่า ไม่ใช่คนเกียวโตทุกคนจะพูดแบบนี้หรือมีนิสัยขี้เหน็บใครหรอกนะคะ บางทีถ้าเค้าชมเราอาจจะชมจริง ๆ ก็ได้! ต้องไม่ลืมคำนึงถึงน้ำเสียงและพิจารณาบริบทคนพูดด้วยนะคะ เดี๋ยวจะผิดใจกันเสียเปล่า! 

    ตอนนี้ก็ขอจบไว้เท่านี้ค่ะ 
    แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ 
    seeyounara~ (^∀^●)ノシ


    #เรื่องเล่าท้ายคาบ สัปดาห์นี้ ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ค่ะ 

    ヾ(^▽^*)))




    แหล่งอ้างอิง:

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
k.l.k (@k.l.k)
ถ้าเทียบกับแถบอื่นด้วยคงน่าสนใจนะคะ โอซากา แม้ใกล้กันแต่ก็ต่างกัน
Naomi (@fb1561813140636)
ตัวอย่างบันเทิงมากแล้วก็ได้ความรู้ด้วยค่าาา เคยได้ยินเรื่องราวแบบนี้อยู่บ่อย ๆ เหมือนกัน สำนวนภาษาคนเกียวโตนี่มีศิลปะชั้นเชิงดีเนอะ น่าสนใจมากๆๆๆๆ