#ฤดูต้องมนตร์ [Yaoi,BL]Silently.
ฤดูที่ : หนึ่ง
  • คำเตือน : ทุกเหตุการณ์ในนิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของนักเขียนเท่านั้น

    #ฤดูต้องมนตร์

    Writer : Silently.






    เสียงวิ่งเล่นหัวเราะเฮฮาชอบใจของเหล่าบรรดาเด็กน้อยที่มารวมกลุ่มกันวิ่งไล่จับกลางสวนดอกไม้ร่มเย็นที่แม้จะอยู่กลางแจ้ง หากแต่แดดร้อนไม่อาจส่งความร้อนเข้ามาทำลายความสนุกของเด็กๆได้ 

    มะลิน้อยในเก้าขวบและกลุ่มเด็กๆที่เป็นลูกของแม่บ้านและสาวรับใช้ในบ้าน ไม่บ่อยนักที่จะได้ออกมาเล่นด้วยกันเช่นนี้ มะลิต้องรอเหล่าเพื่อนๆถึงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ถึงจะได้เจอกันครั้งหนึ่ง เนื่องด้วยตนเองนั้นถูกสั่งห้ามไม่ให้ออกไปไหนมาไหนให้เป็นขี้ปาก เรื่องที่คุณดนัยมีลูกนอกสมรสอีกคนนั้นถูกคนในบ้านเก็บเงียบเป็นความลับ แม้กระทั่งตัวตนของเด็กน้อยเองก็ถูกปิดบังและถูกเก็บงำให้อยู่แต่อาณาเขตรั้วบ้านหลังใหญ่เท่านั้น เรื่องโรงเรียนหรือการศึกษาอย่าได้คิด เพราะมะลิไม่เหมือนเด็กคนอื่นๆ ไม่ได้เข้ารับการศึกษาเหมือนเพื่อนรุ่นเดียวกัน 

    "มะลิ ทำงานบ้านเสร็จแล้วเหรอถึงได้ออกมาวิ่งเล่น" อรวรรณแม่บ้านเอ็ดเด็กน้อยด้วยเสียงที่ไม่จริงจังนัก

    มะลิทำหน้าแตกตื่นตกใจ "ผมลืมตากผ้า" พูดแล้วก็รีบกระหืดกระหอบวิ่งสี่คูณร้อยเข้าไปทางหลังบ้าน

    "มะลิหายไปไหนมา เอาผ้าไปตากเร็ว ประเดี๋ยวคุณนายมาเห็นแล้วจะเป็นเรื่องใหญ่" พี่น้อยสาวใช้ที่กำลังยกกองผ้าที่เพิ่งปั่นแห้งออกจากเครื่องซัก ดันตะกร้าขนาดกลางให้มะลิรับไว้ 

    เด็กรับตะกร้าไว้อย่างว่าง่าย จากนั้นก็เดินไปยังอีกฝั่งของบ้านซึ่งเป็นลานกว้างแดดร้อนส่องถึงแทบจะตลอดเวลาไว้สำหรับตากผ้านวมผ้าปูที่นอนและสารพัดผ้าที่มีขนาดใหญ่ น้อยเลือกหยิบแต่ผ้าปูที่รอนที่มีน้ำหนักเบาให้มะลิเอาไปตาก ส่วนเธอก็เลือกตากผ้านวมที่มีน้ำหนักมากแทน

    "มะลิวันนี้อย่าไปเล่นซนที่ไหนนะ ไปช่วยป้าอรในครัวเพราะเย็นนี้จะมีแขกมา"

    "ครับ" 


    ...



    "ป้าอรมีอะไรให้มะลิช่วยไหมครับ" เด็กน้อยมาตรงเวลาและออกปากถามก่อนจะมีใครใช้เสียอีก เขาไม่กล้านิ่งดูดายอยู่ในบ้านคนอื่นเพราะสำเหนียกไว้ตลอดว่าตนเองเป็นเพียงผู้อยู่อาศัย

    "แกไปล้างผักนะ" อรวรรณชี้นิ้วสั่งเด็กชายเสียงแหลม ทำให้มะลิต้องรีบกุลีกุจอวิ่งไปทำงานของตนเองตามคำสั่งของป้าแม่บ้าน เด็กน้อยทำตามอย่างว่าง่ายและไม่มีท่าทีอิดออด

    "ใครจะมาเหรอจ๊ะป้า ดูเตรียมของเยอะเชียว"

    "คุณหญิงเครือวัลย์กับลูกชายน่ะ" อรวรรณตอบอย่างขอไปที นึกรำคาญในความขี้สงสัยของเด็กน้อยขึ้นมา "ล้างผักไป อย่าถามมาก"

    มะลิพยักหน้ารับรู้ ตั้งหน้าตั้งตาล้างผักต่อไป วันนี้ป้าอรทำออกมาหลายเมนู ไม่ลืมที่จะตักเผื่อใส่ถ้วยเล็กๆไว้ให้เจ้ามะลิน้อยหอบกลับบ้านเล็กไปด้วย

    ถึงจะเป็นคนที่ชอบพูดด้วยวาจาร้ายกาจ หากแต่อรวรรณก็เอ็นดูมะลิดั่งหลานแท้ๆ ทุกๆครั้งที่เห็นเด็กชายถูกทำโทษ หากทำได้หล่อนก็อยากเป็นฝ่ายโดนทำโทษเสียเอง 

    "ผมช่วยยกไหมครับป้า"

    "เดี๋ยวป้ากับนังน้อยยกไปเอง เธอไปล้างจานเถอะ" 

    อรวรรณนึกเห็นใจเด็กน้อยที่อยากมีส่วนร่วม แต่ไม่อาจออกไปพบหน้าใครได้ยกเว้นเสียแต่ว่าต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ก้นครัว เพราะโดนคุณนายมาลาสั่งห้ามเด็ดขาดว่าห้ามเหยียบขึ้นบ้านใหญ่

    สายตาเล็กเฝ้ามองดูครอบครัวอีกฝ่ายแล้วนึกน้อยใจในโชคชะตา อยากให้มารดาของตนรักและใส่ใจตนอย่างที่ครอบครัวอื่นเป็น แต่ก็ได้แค่นึกปรารถนากอดตัวเองอย่างโดดเดี่ยวในทุกค่ำคืน

    จังหวะที่เดินออกจากบ้านใหญ่เพื่อกลับไปบ้านเล็กของตนนั้น พอดีกับที่ใครบางคนเดินสวนเขาเข้าไปในตัวบ้าน ทำให้ไหล่เล็กถูกชนเข้าอย่างจังจนล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้น มะลินึกหงุดหงิดใจที่ไร้คำขอโทษแถมยังแสร้งทำไม่รู้ร้อนรู้หนาว

    "นี่ชนแล้วไม่ขอโทษเลยหรือไง นิสัยไม่ดี" ด่าเขาทั้งๆที่ตัวเองยังนั่งแหมะอยู่กับพื้นลุกไม่ขึ้นเพราะรู้สึกปวดจี๊ดตรงแก้มก้น

    เด็กชายวัยแปดขวบซึ่งเป็นคุณหนูของตระกูลเก่าแก่ปรายหางตามองมะลิด้วยแววตาเย้ยหยัน ยิ่งทำให้มะลิรู้สึกหงุดหงิดกับท่าทางดูถูกด้วยสายตาเหล่านั้น

    'นิสัยไม่ดี'

    ปากเล็กของคุณหนูขยับขึ้นลงไม่ออกเสียงพร้อมแลบลิ้นใส่คนที่กำลังนั่งจุมปุ๊กมองคู่กรณี

    อยู่ๆมะลิก็เกิดฮึด พยุงตัวลุกขึ้นพุ่งตัวไปผลักอีกฝ่ายเต็มแรง

    ผลั่ก!

    ทันทีที่ผลักร่างของคุณหนูก็ล้มลงไปกองกับพื้น พร้อมแผดเสียงร้องไห้จ้าราวกับว่าตนเองเจ็บปวดแสนสาหัส

    "ไอ้มะลิ! แกทำอะไรคุณหนู!" เสียงตวากลั่นของคุณนายมาลาที่มาพร้อมกับแขกในบ้านที่ออกมาดูเหตุการณ์ ส่วนคุณหญิงเครือวัลย์ก็รีบปลอบใจลูกชายให้หยุดร้อง 



    ...


    “แกมันเด็กนิสัยเสีย” เสียด่าทอจากคุณนายมาลาดังขึ้นเป็นระยะแล่นวนในความรู้สึกของมะลิ พร้อมมือที่ง้างขึ้นสูงเพื่อฟาดไม้เรียวลงบนน่องเล็ก

    เด็กน้อยไม่คิดร้องไห้เมื่อถูกตีด้วยไม้เรียว น่องเล็กขึ้นสีแดงริ้วจากก้านไม้ที่โดนฟาดที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วทุกอนูของความรู้สึก

    มะลิเจ็บปวดหากแต่ต้องอดทน ถ้าเผลอร้องไห้ปล่อยน้ำตาไหลเพียงหยด เขาอาจจะโดนตีซ้ำและอาจจะถูกอดข้าวอย่างที่แล้วมาไม่ได้อดทนเพราะความขลาดเขลาต่อความเจ็บปวดซ้ำๆ แต่อดทนเพื่อใครอีกคนที่คอยเป็นร่มเงาให้เขาได้พักพิงและสั่งสอนให้แข็งแกร่งต่ออุปสรรค

    “ตายแล้ว นังน้อยแกรีบไปบอกคุณลาพิสเดี๋ยวนี้เลย” เสียงกระซิบกระซาบจากอรวรรณแม่บ้านวัยกลางคนที่แอบชำเลืองมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น โดยที่คุณนายมาลาไม่คิดจะยั้งมือเลยแม้แต่น้อย “ขืนปล่อยไว้เจ้ามะลิต้องตายคาไม้เรียวแน่” คนแก่พูดอย่างร้อนใจ

    น้อยรับคำและรีบซอยเท้าวิ่งไปยังห้องสมุดที่อยู่ชั้นบนสุดของเรือนใหญ่ หนทางตั้งแต่บ้านเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณหลังสวนดอกไม้ลากยาวไปจนถึงห้องสมุดชั้นบนสุด มันคงจะแปลกใจไม่น้อยถ้าหากสาวใช้วิ่งโดยไร้อาการหืดหอบ

    สาวใช้วิ่งมาหยุดยังหน้าประตูทางเข้า ไม่เคาะให้เสียเวลา น้อยรีบดันบานประตูใหญ่เข้าไปด้วยใจที่ร้อนรน จนป่านนี้มะลิน้อยของเธอจะโดนลงไม้ไปกี่แผลแล้ว

    “คุณลาพิสคะ..” น้อยเพิ่มเสียงให้ดังขึ้นอีกเมื่อไร้เสียงตอบรับจากเจ้าของชื่อ “คุณลาพิส!”

    “ว่าอย่างไรพี่น้อย เรียงซะดังเชียว”

    ลาพิสพี่สาวคนโตของตระกูลเดินออกจากอีกมุมของชั้นหนังสือ ในมือก็ถือหนังสือสอนภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน

    “หนะ..หนูมะลิ” น้อยพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ “หนูมะลิโดนคุณนายตีค่ะ”

    “อะไรนะ ตีทำไม” ลาพิสตาเบิกโตพร้อมทิ้งหนังสือในมืออย่างไม่ใยดี “น้องอยู่ไหน”

    “บ้านเล็กค่ะ”



    “เด็กเหลือขออย่างแก” คุณนายมาลาชี้นิ้วเข้าหาเด็กชายที่ยืนกอดอกก้มหน้าสำนึกผิด “กล้าดียังไงมาทำให้ฉันขายขี้หน้า วันนี้ฉันจะหวดแกให้ตายคาไม้เรียวเลยคอยดู!”

    “คุณแม่พอค่ะ” ลาพิสยื้อแย่งไม้เรียวจากมือมารดา “ตีน้องทำไม”

    “มันผลักหนูชวินทร์”

    ลาพิสกระตุกยิ้มแกมสมเพช “แม่ด่าว่ามะลิเป็นเด็กเหลือขอ เด็กที่ชื่อชวินทร์นั่นเขาเรียกอะไรคะ ขาดผู้ใหญ่คอยอบรมสั่งสอน คำนี้ใช้ได้หรือเปล่า”

    “เมื่อไหร่แกจะเลิกเข้าข้างไอ้ลูกชู้นี่ซะที” เสียงแหลมของคุณนายมาลาดังขึ้นจนมะลิต้องรีบวิ่งมาหลบหลังพี่สาวต่างมารดาเพราะกลัวว่าตนจะโดนลูกหลงไปอีกรอบ

    “แม่เป็นผู้ใหญ่ แม่ไม่ควรพูดแบบนี้กับเด็ก เผลอใครเขามาได้ยินเข้า แม่จะเสียการเคารพนับถือ”

    “นี่แกสอนฉันเรอะลาพิส” พลันสายตาก็ตวัดกลับมามองมะลิอีกครั้งพร้อมชี้นิ้ว “แกต้องไปขอโทษหนูชวินทร์”

    “แต่เขาเดินชนผมก่อน” เด็กน้อยแย้งพลางหลบหลังพี่สาว

    “ยังจะเถียงนะ!” คุณนายมาลาง้างมือพยายามจะตีเข้าที่แขนซ้ายของมะลิที่ตอนนี้มีทั้งรอยเล็บและรอยจิก หากแต่โดนเข้าทีแขนของลาพิสที่ยกมือป้องน้องชายแทน

    “แม่พอเถอะพิสขอ”

    สุดท้ายคุณนายจึงยอมรามือแต่โดยดี “จะไปตายที่ไหนก็ไปเลยนะ อย่าเสนอหน้ามาให้ฉันเห็นอีก”

    เสียงตะโกนไล่หลังของคุณนายมาลา ทำให้เด็กน้อยวันเพียงเก้าขวบเกิดความหวาดกลัวสุดใจข้างกันก็มีลาพิส พี่สาวต่างมารดาที่พยายามที่จะปลอบประโลมด้วยความสงสารจับใจ

    เด็กน้อยร้องไห้กระจองอแงจนมาถึงบ้านเล็กซึ่งเป็นเรือนคนใช้ที่อยู่เรียงกันสามหลัง นั่นเป็นที่พักพิงเดียวของเขาที่มีอรวรรณคอยดูแลอยู่

    “ป้าอรคะ พิสฝากทำแผลให้มะลิหน่อยนะคะ เดี๋ยวพิสจะไปคุยกับคุณแม่ก่อน” ลาพิสทำท่าเหมือนนึกอะไรได้อีกอย่าง “เดี๋ยวเย็นนี้พิสจะแวะซื้อยาแก้ปวดมาให้นะคะ”

    “ได้ค่ะ”



    ...



    19.30น

    ก๊อกๆๆ..

    เสียงเคาะประตูดังขึ้น มะลิลุกขึ้นจากมุมของเตียงนอนเพื่อมาหาต้นเสียง มือเล็กบิดประตูอย่างระมัดระวัง

    “พี่เอง” ลาพิสส่งเสียงพร้อมยื่นถุงขนมเค้กมาตรงหน้า “ให้พี่เข้าไปได้ไหม”

    เด็กน้อยรับถุงขนมมาด้วยแววตาที่เป็นประการลืมความเจ็บปวดไปเสียชั่วขณะ..

    “เป็นไงบ้าง ยังเจ็บไหม” เด็กน้อยส่ายหน้าสีหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ลาพิสต้องรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ลองกินเค้กส้มนี้ดู พี่สั่งเขาทำพิเศษมาเลยนะ”

    “อร่อยครับ” พยักหน้ากลมๆพลางเคี้ยวตุ้ยๆ “พี่พิส..”

    “ว่าไงเอ่ย”

    “มะลิไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”

    ลาพิสเลิกคิ้วกับความคิดของน้องชายต่างมารดา “ทำไมล่ะ แล้วมะลิจะไปอยู่ที่ไหน”

    เด็กน้อยเงียบไปชั่วครู่พร้อมกับน้ำตาที่คลอหน่วยพร้อมที่จะล้นขอบดวงตาได้ทุกนาที

    “วัด”

    “ห๊ะ” ลาพิสแทบหลุดขำเมื่อได้ยินคำตอบของน้องชาย จนเธอต้องเอื้อมมือไปลูบกลุ่มผมนิ่มเบาทั้งสงสารกึ่งเอ็นดู

    “วัด มะลิจะไปอยู่วัดของหลวงตาพุท” เขาหมายถึงหลวงตาที่ออกบิณฑบาต เขามักเจอท่านในทุกๆเช้าเมื่อตามอรวรรณออกมาใส่บาตร

    ลาพิสกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ “ทำไมถึงอยากไปอยู่วัดล่ะ”

    “ก็อย่างน้อยหลวงตาก็ไม่ตีมะลิ”

    “รู้ได้อย่างไรว่าหลวงตาไม่ตี ถ้ามะลิดื้อก็จะโดนหลวงตาตีเหมือนกัน” เด็กน้อยหน้าจ๋อยลงทันทีคล้ายผิดหวัง

    “แต่มะลิไม่อยากโดนตีอีกแล้ว..”

    ลาพิสแอบเห็นน้ำตาหนึ่งหยดไหลรดแก้มเนียนชองเด็กชาย มันเป็นสิ่งที่สะท้อนในเธอได้มากเหลือเกิน คำพูดของน้องชายต่างมารดาทำให้ลมหายใจของลาพิสสะดุดไปจังหวะหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเธอไม่รับรู้การเป็นอยู่ของน้องชาย หากแต่ไม่คิดว่าการกระทำของผู้ใหญ่จะส่งผลกับเด็กคนหนึ่งได้มากถึงเพียงนี้ เธอไม่คิดโทษใคร..

    นิ้วเรียวสางผมสีดำขลับราวกับขนอีกานั่นเบาๆ “มะลิ..อยากเรียนหนังสือไหม”



    ...



    หลายปีต่อมา..

    “มะลิ พี่ติดต่อคนตัดชุดให้แล้วนะ”

    “จริงเหรอครับ ขอบคุณมากๆเลยนะครับพี่ลาพิส” สองมือกระพุ่มไหว้พี่สาวที่คอยเลี้ยงดูมาจนเรียนจบ หากไม่มีอีก มะลิคงคิดว่าป่านนี้คงถูกคุณนายมาลาขายทอดตลาดให้เสี่ยสักคนไปแล้ว

    “แล้วเรื่องงานไม่ต้องห่วงนะ พี่มีให้เธอไว้แล้ว” สองมือบีบแก้มนิ่มของน้องชายด้วยความมันเขี้ยว เด็กน้อยขี้แยของเธอในวันวานบัดดนี้ตัวโตกลายเป็นหนุ่มเสียแล้ว อีกไม่นานเธอคงได้ปล่อยมือให้เขาได้ออกจากกรงที่เธอได้สร้างขึ้นมาปกป้องอีกคนจากภัยอันตราย

    "ถ้าไม่ได้พี่ผมคงไม่มีวันนี้" ใจอยากจะตอบแทนคนตรงหน้าให้ได้มากกว่านี้ด้วนซ้ำไป บุญคุณอันมากล้นนั้นมันมากเสียจนมะลิคิดว่าอยากจจะชดใช้จนวันสิ้นลนสุดท้าย

    ในยามบ่ายแสงแดดที่สาดส่องให้ความรู้สึกอุ่นกายหากแต่ไม่ได้ร้อนจนเหงื่อผุด มะลินั่งทบทวนสิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนวันรับปริญญาจะมาถึง

    สายลมอุ่นแดดพัดเอากลิ่นอายของเหล่าดอกไม้นานาพันธุ์ที่คุณนายของบ้านได้ปลูกไว้ หากปัดตกเรื่องที่หล่อนใจร้าย ยามได้เห็นคุณนายมาลาท่ามกลางหมู่แมกไม้นั้นทำให้มะลิต้องสะดุดจ้องมองอยู่หลายครา อีกฝ่ายแม้จะอายุมากแต่กลับคงความสง่างามและน่าเกรงขามไว้ไม่เปลี่ยน

    จนบางครั้งเคยเผลอคิดไปว่าเมื่อครั้งที่ยังไม่มีตนเข้ามาทำลายความสมบูรณ์แบบของวัฒนาวิภัทร คุณนายมาลาอาจดูเป็นคนจิตใจดีคนหนึ่ง ซึ่งสังเกตได้จากความเผลอตัวแสดงความอ่อนโยนออกมาเมื่อยามกำลังเดินชมเหล่าดอกไม้ที่หล่อนรัก การกระทำเหล่านั้นมันได้เผยตัวตนของอีกฝ่ายออกมาไม่มากก็น้อย

    "มะลิ..น้องมะลิครับ" ผู้มาใหม่โปกมือหยอยๆผ่านหน้าคนที่กำลังนั่งดหม่อลอย ก่อนที่จะสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงแรงสะกิด

    "อ้าว..พี่เจตน์ สวัสดีดีครับ" สองมือยกขึ้นไหว้คนอายุมากกว่าอย่างนอบน้อม "มาเมื่อไหร่ครับเนี่ย"

    "มาทันเห็นเด็กบางคนนั่งเหม่อ"

    "พอดีผมยุ่งๆกับเรื่องรับปริญญาที่นั่งเหม่อก็เพราะเรื่องนี้..ผมตื่นเต้น"

    "โอ๋ๆนะ.." เจษฎาเลื่อนจานปีกไก่ทอดมาตรงหน้า "หายคิดมากยัง"

    คนหนุ่มกว่าตาลุกวาวเมื่อเห็นของโปรดสีเหลืองกรอบแสนหอมฉุย "พี่เจตน์ไปซื้อมาจากไหนครับ"

    "ร้านใกล้คอนโดพี่ ลาพิสโทรสั่งให้พี่ซื้อมาให้เธอ"

    มะลิมือไม้อ่อนกระพุ่มไหว้ผู้ใหญ่ใจดีอีกครั้ง ปีกไก่ทอดกรอบพร้อมน้ำจิ้มสูตรพิเศษมีขายอยู่ที่เดียว ซึ่งลาพิสมักจะแวะซื้อมาฝากเขาทุกครั้งที่ขับรถผ่าน

    พี่สาวคิดถึงเขาเสมอ..

    "คุณเจตน์"

    เสียงเข้มปนดุที่ฟังแล้วรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องดังขึ้นจากด้านหลัง ไม่ใช่ใครที่ไหนนั่นคือเจ้าของสวนดอกไม้เบื้องหน้าที่มะลิเผลอชื่นชมความอ่อนโยนเมื่ออยู่กลางแมกไม้ของหล่อน แต่บัดนี้กำลังยืนกอดอกจ้องเขม็งมาทางเขาอย่างไม่วางตาราวกับมีเรื่องสะสาง

    "สวัสดีครับคุณหญิงมาลา"

    คนอาวุโสกว่ารับไหว้พร้อมรอยยิ้ม "เชิญข้างในดีกว่านะคะ อยู่ข้างนอกนานๆ มันร้อน" ซึ่งก็มิวายทิ้งประโยคเหน็บแนมมะลิ และมีแค่เขาเท่านั้นที่เข้าใจความหมาย

    ชายหนุ่มจากไปแล้ว บัดนี้เหลือเพียงแต่ความเงียบงันแม้เสียงลมโชยก็ไม่สามารถกลบความเงียบที่น่าสยดสยองนี้ได้ สายตาคมดุราวกับเหยี่ยวที่เจอเหยื่ออันโอชะตวัดมองร่างเด็กหนุ่มตรงหน้า

    "ฉันรู้นะว่าแกกำลังจะทำอะไร"

    "…" พี่ลาพิสเคยสอนว่าไม่ให้เถียงคุณนาย..

    "หอกข้างแคร่" นิ้วชี้เรียวพร้อมเล็บยาวจิกแทงเข้าตรงขมับขวา ก่อนที่ศีรษะของมะลิจะเอนเอียงไปตามแรงผลัก "ไปจัดกระเป๋าซะ"

    "ครับ?" เด็กหนุ่มเผลอเอ่ยตอบโดยไม่ตั้งใจ

    "ฉันจะส่งแกไปทำงานที่ไร่" ร่างระหงของหญิงสัยกลางคนเดินเข้ามาประชิด "ถึงคราวที่แกต้องทดแทนบุญคุณให้ลูกสาวของฉันบ้างแล้วนะ"


    TBC

    #ฤดูต้องมนตร์



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in