เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
above the cloudsployapha.j
เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปสมัครแอร์





  • กลับมาแล้วจ้าาาาา





    กลับมาเขียนเกี่ยวกับการสมัครสายการบิน Emirates แล้วนะคะ หลังจากที่เราเขียนแชร์ประสบการณ์การสมัครไปที่สนามสิงคโปร์เมื่อตอนนู้นนานมาแล้วก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีพอสมควร (ปลื้มใจ <3)



    หลังจากเราแชร์บล็อกนั้นไปก็มีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายคนถามเข้ามามากมายเกี่ยวกับขั้นตอนการเตรียมตัวว่าทำยังไงบ้าง แถมเดือนมีนาที่จะถึงนี้ก็มีมาเปิดรับสมัครที่ประเทศไทยอีกด้วย วันนี้ฤกษ์งามยามดี ว่างๆจากการบินไปๆมาๆ เราเลยรวบรวมวิธีการเตรียมตัวของเรามาเล่าให้ทุกๆคนฟังค่ะ :)







    1. ภาษา

    ก่อนอื่นต้องขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่าพื้นฐานภาษาอังกฤษของเราไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรีค่ะ เพราะตั้งแต่เข้ามหาลัยแทบจะไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเลย เราลงเรียนแค่วิชาบังคับตอนปีหนึ่งเทอมหนึ่งและกดโควต้าวิชาเลือกแค่ตอนปีสอง เพราะฉะนั้นเราร้างลาจากการใช้ภาษามากๆ เรียกว่าพอพูดได้ อ่านได้ แต่ถ้าจะให้เขียนเป็นความเรียงสละสลวย แกรมม่าเป๊ะทุกประโยคก็ทำไม่ได้จริงๆ ทุกวันนี้บางทีฟังหรือพูดก็ยังคงผิดๆถูกๆอยู่เล้ย เจอบางสำเนียงที่ฟังยากก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันนะ ฮา


    แต่อย่าได้ท้อใจไป! เรื่องภาษาเราสามารถฝึกฝนกันได้ โดยส่วนตัวแล้วเราใช้วิธีดู youtube ค่ะ ดูหมดตั้งแต่แต่งหน้า ท่องเที่ยว ทำอาหาร จนกระทั่งแคสเกม ไม่ก็ดูหนังดูซีรี่ย์แบบปิดซับก็ช่วยได้เหมือนกันนะ นอกจากนั้นก็ฟัง podcast ต่างๆและฟัง TED ค่ะ


    อีกเรื่องนึงคือเราแนะนำให้ไปลองสอบ TOEIC ไว้ค่ะ แม้ว่าสายเราจะไม่เอาผลคะแนนนี้ แต่สายการบินอื่นๆส่วนใหญ่เขาจะกำหนดเป็นคุณสมบัติไว้ว่าต้องมีคะแนนในส่วนนี้ และอีกอย่างเราก็พอจะประเมินตนเองว่าสกิลด้านภาษาของเราโอเคมั๊ย อยู่ในระดับไหน ต้องพัฒนาด้านไหนบ้าง



    ตอนแรกเราก็ท้อๆเหมือนกันนะ เพราะเห็นคนที่ได้เป็นแอร์สายการบินนี้โปรไฟล์สวยมาก ภาษาดีมาก อยากจะบอกว่าอย่าเพิ่งหมดกำลังใจถ้ายังไม่ได้พยายามนะฮ้าฟ ;)







    2. แหล่งข้อมูล

    พอสอบ TOEIC เรียบร้อยก็เริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับการสัมภาษณ์ต่างๆ ตอนแรกก็งงๆอยู่เหมือนกันว่าควรจะเริ่มอะไรตรงไหน เพราะอยู่ๆก็เปลี่ยนใจปุบปับไม่ทำงานกฎหมายแล้ว พอ จบ เลิก! ครั้นจะไปถามใครคนรอบตัวก็ทำงานสายกฎหมายกันไปหม๊ด เราก็อาศัย google ข้อมูลไปเรื่อยๆค่ะ เข้าไปไล่อ่านกระทู้ในเว็บบอร์ด http://www.thaicabincrew.com และโชคดีที่เจอกรุ๊ป cabin crew wannabes ในเฟสบุ๊คซึ่งเป็นแหล่งรวมคนที่อยากติดปีกเหมือนกันที่เข้ามาแชร์ประสบการณ์ อัพเดตข่าวสารการเปิดรับสมัครแอร์ มีมาตั้งคำถามต่างๆ ส่งต่อชุดสูท ให้กำลังใจ โอ๊ยเยอะแยะ ถ้าใครอยากเป็นแอร์เข้าไป join กรุ๊ปนี้เถอะ ได้ประโยชน์มากๆ



    นอกจากนี้เราก็นั่งอ่านกระทู้รีวิวสมัครแอร์ในพันทิปไล่ไปจนกระทั่งบล็อกต่างประเทศรวมถึงนั่งดูคลิปในยูทูปว่าจะต้องเตรียมตัวอะไรยังไงบ้างเพราะว่าเราอยากรู้ อยากเห็นภาพบรรยากาศว่าเป็นยังไง เข้าไปสมัครแล้วจะต้องเจอสถานการณ์ประมาณไหนบ้าง อ่านเยอะมากกว่านั่งอ่านเนติ์อีกแหละ ฮาาาาา







    3. ถ่ายรูป

    จากการค้นคว้าหาข้อมูลของเราก็พบว่ารูปถ่ายสำคัญมากกกกกกกกกกก ในใบสมัครหลายร้อยใบ ถ้ากรรมการสนใจโปรไฟล์เราขึ้นมาแล้วพลิกๆมาดูรูป ถ้าปังก็ผ่าน ถ้าไม่ปังก็ตกรอบงี้ เราเลยเสียเงินเสียทองไปกับการถ่ายรูปมากพอสมควร



    เราไปถ่ายรูปในสตูดิโอ 2 รอบ ที่แรกคือ Photolista อันโด่งดัง เพื่อนที่ไปสมัครแอร์ก่อนหน้าเราก็บอกว่าร้านนี้ปังมากแก คนที่เรียนติวแอร์กับสถาบันดังๆก็มาถ่ายรูปที่ร้านนี้ ซึ่งจุดนั้นใครบอกอะไรเราก็เชื่อหมด จัดการจองเสร็จสรรพ ไปถ่ายรูปมา บอกพี่ช่างแต่งหน้าว่าสมัครสายแขกค่ะพี่ เลือกสูทสีแดงด้วยนะ แต่งหน้าออกมาคมเป๊ะสุดอะไรสุด ขนตางอนมากทีเดียว








    ตอนได้รูปคือแบบ เฮ้ยยยยยยย นี่ใคร ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่ดิฉันเลยค่าาาาาาาา สวยกว่าตัวจริงมากเกินไปแล้ววววว













    ส่วนรูปเซ็ตที่สองเราถ่ายกับร้าน Studioroom ค่ะ เพราะว่าจะลองสมัครสายการบินบางกอกแอร์เวย์แล้วรู้สึกว่ารูปที่มีอยู่มันแดงแรงฤทธิ์ไปนิดนึง เลยไปถ่ายใหม่ เอาแบบใสๆซอฟท์ๆ



    ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเราชอบของ Studioroom มากกกว่าล่ะ ดูเป็นตัวของตัวเองดี ไม่ได้รีทัชมากจนสวยเวอร์ แต่อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบนะคะ ลองไปหาข้อมูลของแต่ละสตูดิโอเนอะ ราคาไม่ได้ห่างกันมาก อยู่ในงบ 2,000 บาทค่ะ







    4. ชุดสูท

    ได้รูปแล้วก็เริ่มหาชุดสูทแขนสั้นสำหรับสมัครแอร์​ เราไปตัดที่ร้านในสยามค่ะ (จำชื่อร้านไม่ได้แล้ว ขออภัย) จริงๆก็มีร้านดังๆอยู่ในซอยละลายทรัพย์นะ แต่เราสะดวกไปที่สยามมากกว่า


    ตอนเลือกแบบเลือกผ้าก็หนีบเพื่อนไปด้วยคนนึง เลือกเอาที่เราคิดว่าถูกชะตาและคิดว่าสามารถใส่ไปสมัครได้หลายๆที่ทั้งสายตะวันออกกลางและในเอเชียด้วยกันเอง ก็จบด้วยสูทสีครีม ซึ่งตั้งแต่ตัดมานั้น… ไม่เคยได้ใช้เลยจ้า เพราะตอนไปสมัครที่สิงคโปร์เราใส่สูทแขนยาวสีดำของคุณแม่ทุกวันเพราะรู้สึกว่ามันดู Professional มากกว่าสูทแขนสั้นสีครีม คือเราคิดว่าสายการบินเอเชียอาจจะใส่แล้วดูอ่อนหวานสุภาพน่ารัก แต่เราว่าสายตะวันออกกลางใส่แบบดำ ขาว หรือสีเข้มๆที่ดูสุภาพจะเหมาะกว่านะ ก็ดูเอาตามกาละเทศะและสเป็กของสายการบินด้วยนะจ๊ะว่าเขาต้องการแอร์สไตล์ไหนเนอะ








    5. Grooming

    จากเด็กกะโปโล ใส่เสื้อยืดยีนส์แตะไปมหาลัย หน้าตาโทรมๆเมือกๆไปทำกิจกรรมนู่นนั่นนี่ นั่นล่ะฮะ… เพื่อการสมัครแอร์เราก็ต้องพัฒนาตัวเองกันนิดนึงเนอะ




    แต่งหน้า-ทำผม

    เราอาศัยดูยูทูปแล้วแต่งหน้าตามเลยค่ะ ลุคที่เราแต่งตามคือคลิปของโมเมพาเพลินนั่นแหละ และพยายามหาคลิปที่ลูกเรือ EK มาสอนแต่งหน้า แล้วก็หัดทำตาม แล้วถามความคิดเห็นของคนอื่น ซึ่งส่วนมากคือน้องสาวเรานี่แหละ (ขอบคุณน้องพิณมา ณ ที่นี้ เลิฟฟฟฟฟ <3) ส่วนเรื่องผมก็หัดเกล้ามวยผมให้เรียบร้อย ซ้อมบ่อยๆ ทำบ่อยๆ เดี๋ยวก็ได้เอง ส่วนตัวสารภาพว่าทำได้แค่ทรงเดียวคือทำเป็นบันกลมๆนั่นแหละ เบสิกสุด ง่ายสุดแล้ว ฮาาา

    สาเหตุที่มาหัดทำเองเพราะเราไปสมัครที่สิงคโปร์ ต้องทำเองหมดทุกอย่าง แต่ถ้าสมัครที่สนามประเทศไทยจะติดต่อช่างให้มาแต่งหน้าทำผมให้ก็ได้นะคะ สวยและเป๊ะปังแน่นอน


    ส่วนเรื่องของสีลิปสติก จริงๆแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องทาปากแดงไป ก็ได้นะคะ เลือกการแต่งหน้าและโทนสีให้เหมาะกับตัวเองก็พอค่ะ เราเห็นหลายคนที่แต่งหน้าโทนสีส้มและชมพูหลายคนเหมือนกันนะ แต่ส่วนตัวเราก็ปาดลิปแดงแรงฤทธิ์ไปทุกวันค่ะ ไหนๆก็ซื้อมาแล้วเนอะ ใช้ซะหน่อยละกัน

    ถ้าทาปากแดงแล้วเกิดเจิดจรัสก็ทาไปเลยค่ะ เพราะกรรมการจะสามารถมโนมองเห็นภาพเราในชุดยูนิฟอร์มออก แล้วก็จะอ้อ… เออคนนี้เข้ากับ standard ของสายการบินเรานะ เป็นต้น (อันนี้คิดเอาเองนะ อิอิ)



    เล็บ

    สำหรับเรื่องเล็บ เราทาเล็บแดงไปค่ะ ทาทั้งมือและเท้าเลยเพราะตอนเอื้อมแตะต้องถอดรองเท้า เผื่อกรรมการเขาจะสังเกตในจุดเล็กๆน้อยๆ (นี่ก็คิดมากไปเองอี๊ก) แนะนำให้ไปทำเล็บเจลเพราะจะดูแวววาวและโอกาสที่สีเล็บหลุดลอกมีน้อยมาก เราทาเล็บแบบปกติไปเองต้องมานั่งลบแล้วทาใหม่ทุกวันค่ะ เสียเวลาไปอี๊กกกกก แถมทาเองก็ไม่ค่อยจะสวยด้วยนะ แต่ถ้าใครมีสกิลเรื่องทำเล็บทาเล็บเองก็จัดการโลดเลยค่ะ แดงเฉดไหนก็ได้ หรือจะทำ French Manicure ก็ได้นะจ๊ะ



    รองเท้า

    ในส่วนของรองเท้า เราใส่รองเท้ารับปริญญาสีดำส้นไม่สูงมากค่ะ อย่าลืมว่าเราต้องนั่งๆยืนๆเดินๆทั้งวัน โอกาสเมื่อยมีสูงมาก เพราะงั้นหารองเท้าที่ใส่สบายไปด้วยจะดีกว่านะคะ




    ฟันและรอยยิ้ม

    สุดท้ายคือเรื่องฟัน เป็นแอร์ก็ต้องยิ้มสวยและฟันขาวใช่มั๊ยล่ะ เพราะฉะนั้นก่อนหน้าที่จะไปสมัครเราก็ไปฟอกสีฟันมาค่ะ (รู้สึกว่าทุ่มเทมากจริงๆ) ไปทำแบบเลเซอร์ หาโปรถูกๆใน ensogo นั่นแหละ เสียวฟันไปสามวัน T___T







    6. เอกสารต่างๆและรูปถ่าย

    เอกสารที่ต้องใช้ก็มี

    • สำเนาพาสปอร์ตสี 2 ชุด
    • รูปถ่ายสวมสูทแขนยาวติดกระดุม ไม่รีทัช เต็มตัว 1 รูป
    • รูปถ่ายสวมสูทครึ่งตัว ไม่รีทัช ขนาดพาสปอร์ต 8 รูป
    • รูป casual เต็มตัวและครึ่งตัว ขนาด 4×6” อย่างละ 1 รูป
    • Updated CV 1 ชุด
    • สำเนาใบจบการศึกษาระดับสูงสุด


    เราเตรียมเอกสารทุกอย่างไปเกือบครบ ยกเว้นรูปถ่าย Final ที่ยืนตรงและใส่สูทสีดำ (ดูตัวอย่างรูปได้ในบล็อกตอน Final Interview นะคะ) กับใบจบเพราะตอนนั้นยังไม่ได้

    สาเหตุที่ไม่ได้ถ่ายรูปใส่สูทไปเพราะรู้สึกว่าที่ผ่านมาหมดเงินไปกับการถ่ายรูปเยอะแล้วและไม่คิดว่าจะเข้ารอบไฟนอลเลยไม่ได้เตรียมไปจ้า แต่ถ้าคิดว่าสมัครสายการบินนี้แน่ๆไม่สมัครสายอื่นก็ถ่ายรูปใส่สูทแขนยาวแค่เซ็ทเดียวไปเลยก็ได้นะคะ แล้วใช้ยาวโลดตั้งแต่ตอนต้นเลย เสียตังรอบเดียวจบเลยสวยๆงี้





    ว่ากันด้วยเรื่องของ CV


    ตัวอย่างนี้สามารถหาได้ทั่วไปเลยค่า ในบอร์ด thaicabincrew ก็มีนะ ของเราทำไปแค่หน้าเดียว บรีฟข้อมูลชีวิตอย่างย่อๆ และแปะรูปเสร็จสรรพ ปริ้นเลเซอร์ใส่กระดาษที่ค่อนข้างแข็งหน่อย จริงๆทำไปสองหน้าก็ได้ไม่ว่ากัน แต่ถ้าอัดลงหน้าเดียวได้จะประเสริฐมากเพราะตอน Drop CV วันแรกกรรมการจะได้ไม่ต้องพลิกไปมา มองปาดๆก็เห็นข้อมูลครบหมดแล้ว



    รูป Casual


    บางคนไปถ่ายในสตูดิโอ รวมกับแพกเกจถ่ายรูปแอร์ แต่เราชวนเพื่อนแบกกล้องไปถ่ายที่สวนลุมเลยจ้า ถ่ายไปเยอะๆ อัดเตรียมไปหลายๆรูปแล้วเอาไปให้กรรมการเลือกตอน Final Interview จะได้มีอะไรคุยกับกรรมการ เป็นการ ice breaking กันไปในตัว บรรยากาศการสัมภาษณ์จะได้ผ่อนคลายเป็นกันเอง เราก็จะได้ไม่เครียดด้วย ชิวววววว :)









    7. ไปเรียนติวสมัครแอร์มั๊ย?

    เป็นคำถามที่ทุกคนถามจริงๆนะ ไปเรียนรึเปล่า เรียนที่ไหน จำเป็นจะต้องไปเรียนมั๊ย ซึ่ง… เราไปเรียนติวแอร์กับเขามาเหมือนกันแหละเธออออออ ก็แหม… คนมันไม่มั่นใจอะ ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง ไอ้ที่คิดๆเตรียมๆไว้นี่มันมาถูกทางรึเปล่าหว่า ก็เลยไปลองลงคอร์ส Intensive มาค่ะ วันเดียวรู้เรื่องเลยแหละว่าดิฉันไม่พร้อมมมมมมมมมมม



    ขอพื้นที่ระบายความในใจนิดนึง คือคุณเอ๊ยยยยยยย วันนั้นไปเรียนตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงสามทุ่ม เรียนเสร็จนั่งรถไฟฟ้ากลับมาบ้านแล้วเครียดมาก เครียดจนแม่ทักว่าเป็นอะไร

    คือ ณ จุดนั้นที่ได้รับคอมเม้นท์ต่างๆนาๆมาตลอดว่าจุดนี้ยังไม่ดี ตรงนี้ต้องแก้ แบบเยอะมากค่า ท้อใจเหลือเกินแทบอยากจะขอรีเทรนตั๋วเครื่องบิน ไม่ไปแล้วแก ไปก็ไม่น่าจะรอดป่ะวะ เสียตังเปล่าๆทั้งค่าตั๋วค่าที่พัก ต้องปรับบุคคลิกหลายอย่างเยอะมาก ทั้งการเดิน การพูด Body Language แถมภาษาก็งงๆโง่ๆง่อยๆ โปรไฟล์ก็ไม่ได้งดงาม หน้าก็ไม่สวยคม โอ้ยยยยย Emirates หมวกแดงมันเกินฝันไปแล้วอ้ะ สมัครครั้งนี้ตกรอบแน่ๆแก ไม่รอดชัวร์ บายยยยยยยยยย กลับไปอ่านเนติ์ก็ได้วะ



    พอหมดช่วงโวยวายก็กลับมาตั้งสติทบทวนตัวเอง นั่งลิสต์เป็นข้อๆเลยว่าเราทำพลาดตรงไหน ต้องปรับอะไรบ้าง บอกตัวเองว่ารอบนี้ไปลองให้รู้ก่อน ลองสนามก่อนว่าเป็นยังไง สมัครครั้งแรกตกรอบเป็นเรื่องธรรมดาเว้ยแก กลับมาจะไปลงคอร์สยาวๆเลย ชีวิตต้องสู้นะ อย่าเพิ่งนอยด์ถ้ายังไม่ได้ลองทำ

    หลังจากที่คิดได้ดังนั้นก็ฝึก ฝึก ฝึก และฝึก ทั้งพูดหน้ากระจก การเดิน การตอบคำถาม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หาตัวอย่างคำถามที่เจอในตอนสัมภาษณ์มาลองนั่งคิดนั่งตอบ ฝึก ฝึก และฝึกมันเข้าไป อัดคลิปตอนตัวเองพูดแล้วมานั่งดูว่า Facial Expression และ Body Language ของตัวเองเป็นยังไง มีเมนเทอร์คือคุณแม่และน้องพิณที่คอยช่วยดูให้ตลอดว่าควรปรับยังไงบ้าง นอนก่อนเที่ยงคืน กินอาหารครบห้าหมู่ กินผักทุกวัน กินน้ำผลไม้ดอยคำวันละสองกล่อง และไปวิ่งที่สวนลุมทุกวันเลยนะเพราะเครียดมาก วิ่งไปท่องไปว่าต้องสวย ต้องสู้ ต้องได้!





    ก็นั่นแหละฮะ ถ้าถามเราว่าที่ไปเรียนช่วยทำให้เราผ่านการสัมภาษณ์มั๊ย เราก็คิดว่ามากพอสมควรเลยแหละ เพราะตอนนั้นก็ทำตัวเตรียมตัวอะไรไม่ถูก มีคนมาคอยไกด์ให้ก็ดีแหละนะ ก็เอาเป็นว่าถ้าใครยังไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เตรียมตัวมามันโอเคมั๊ยก็ไปลองเรียนดูก่อนก็ไม่เสียหายเด้อ จะทำแบบเราก่อนก็ได้คือไปลงแค่ Intensive ไว้ก่อนแล้วกลับมาเตรียมตัวเองที่บ้าน หรือถ้าใครมีกำลังทรัพย์จะเรียนคอร์สยาวเลยก็ไม่มีปัญหาค่ะ


    สำหรับใครที่สนใจว่าเราไปเรียนที่ไหน แอบมากระซิบถามกันได้นะจ๊ะ <3







    8. เตรียมเอาอะไรใส่กระเป๋าไปสัมภาษณ์ในวันจริงบ้าง

    อย่างแรกที่ต้องเตรียมไปเลยคือ สติ ค่ะ สำคัญมากกกกกก เพราะถ้าไปลกๆลนๆล่ะก็จบเลยนะจ๊ะ

    ส่วนตัวเราเองก็มีโมเม้นสติแตกเหมือนกันค่ะ ก่อนบินไปสิงคโปร์เรานอนไม่หลับเลยหยิบเอกสารมาเช็ครอบสุดท้าย พบว่ารูปถ่ายไม่ครบ (สติแตกรอบที่ 1) พอก่อนออกจากบ้านลกๆลนๆจนลืมรีเทนเนอร์ (สติแตกรอบที่ 2) ยังไม่พอ เมื่อไปถึงสิงคโปร์แล้วพบว่าซองที่ใส่รูปหล่นหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ (สติแตกรอบที่ 3)


    เพราะฉะนั้นก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ในแต่ละรอบเราจะนั่งนิ่งๆกำหนดลมหายใจเข้าออกช้าๆ อยู่กับตัวเอง นึกให้กำลังใจตัวเอง แล้วก็ไปลุยเลยยยยยย







    อย่างที่สองที่ต้องเตรียมไปคือ นาฬิกา

    เอาไว้ใช้จับเวลาสำหรับตอนทำ group discussion คือพอเราได้โจทย์จากกรรมการปุ๊บ จะมีโมเม้นที่ทุกคนเงียบก่อนที่จะพูดอะไรซักอย่างขึ้นมา เราก็จะช่วงชิงจังหวะที่ทุกคนกำลังงงๆกันอยู่ว่าจะพูดอะไรบอกกับเพื่อนๆคนอื่นว่า เดี๋ยวเราเป็น timer ให้นะ ก่อนที่จะพูดโยงเข้าไปในหัวข้อที่ต้องคุยกัน ก็จะเป็นการเปิดหัวข้อสนทนาแบบสวยๆนั่นเองงงงงงงงง







    อย่างที่สามคือ ลูกอม ยาดม ยาหม่อง

    ตื่นเต้นก็เอามาหยิบลูกอมมาอม แจกจากให้เพื่อนๆคนอื่นเพื่อเป็นการเริ่มต้นบทสนทนาที่ดี เวียนหัวก็หยิบยาดมขึ้นมาสูดฟุดฟิด มีประโยชน์มาก อย่าลืม!



    นอกจากนี้เราพกขนมปังกับช็อคโกแลตเล็กๆไว้ในกระเป๋าด้วยแหละ เวลารอผลมันนานแล้วเราก็จะหิวๆ แต่ก็ไม่กล้าลงไปหาอะไรกินเพราะกลัวว่ากรรมการจะมาแปะป้ายประกาศ แถมกินอะไรไม่ค่อยลงด้วยมันตื่นเต้นง่ะ ก็ได้แต่อาศัยหยิบๆง๊อบๆแง๊บๆเข้าปาก อย่างน้อยก็มีอะไรรองท้องนิดหน่อย เดี๋ยวเป็นลมขึ้นมาจะยุ่งเด้อ







    เท่านี้แหละค่ะ วิธีการเตรียมตัวสมัครแอร์ของเรา :)

    ขอให้ทุกคนสู้ๆตั้งใจคว้าปีกสำเร็จกันทุกคนนะฮ้า และสำหรับใครที่มีคำถามเพิ่มเติมหรืออยากรู้เกี่ยวกับการสมัครก็ถามกันได้เลยนะคะ ไม่ว่าจะทางเฟสหรือไลน์ก็ได้ ยินดีตอบทุกคำถามเลยจ้าาาาาา



    สำหรับวันนี้ สวัสดีค่าาาาาา <3


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in