Amor Fati #JamSung [Omegaverse]mindicypumpkin
Chapter 2: Coincidence
  • Title: Amor Fati
    Pairing: JamSung [NaJaemin x ParkJisung]
    Genre: Angst, Omegaverse, Romantic, Yaoi
    Chapter: 2 - Coincidence
    Author: icypumpkin
    Noted: First try of my life ever and ever, hope you all enjoy reading it.





    ความบังเอิญ


    ของแบบนั้นมันมีที่ไหนกันบนโลกใบนี้







    "จีซอง ชอบกินข้าวที่นี่เหมือนกันหรอ" เสียงทุ้มที่มาพร้อมแรงสะกิดช่วงต้นแขนทำเอาคนที่กำลังเพลิดเพลินกับเสียงเพลงชะงักหันมอง ดึงหูฟังออกข้างหนึ่งก่อนจะพยักหัวเป็นเชิงทักทาย



    "ไม่นะครับ แค่ใกล้ห้องที่จะเรียนต่อน่ะครับ" เขาตอบรับ เห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับรู้



    "วิชาต่อไปเรียนที่ไหนล่ะ" 



    "ตึกเรียนรวมข้างๆ"



    "ที่เดียวกันเลย กี่โมง บ่ายโมงไหม" บางทีเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจท่าทางที่ดูตื่นเต้นจนออกหน้าออกตากับรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้านั้นอยู่ตลอดเวลา มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเสียหน่อย 



    "ครับ" ปาร์คจีซองอุปมากับตัวเองว่านาแจมินน่าจะเป็นคนดัง ไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง เพราะเขาเห็นสายตาของคนหลายคู่ที่จ้องมองมา ความจริงจีซองเองก็ไม่ได้สนใจอะไรนักหรอก เขาถูกมองมาจนชินเสียแล้วพร้อมกับคำกล่าวซ้ำซาก



    เป็นโอเมก้าอยู่ดีไม่ว่าดี กระเสือกกระสนอยากจะเรียนไปทำไมกัน


    เป็นแค่โอเมก้าแท้ๆ จะเรียนไปทำไม รู้ดีอยู่แก่ใจว่าสู้คนอื่นเขาไม่ได้


    เป็นโอเมก้าก็ควรจะอยู่ให้ห่างจากคนอื่นเพื่อไม่สร้างความเดือดร้อนไหม


    ท่าทางจะอยากหาอัลฟ่าจนตัวสั่นถึงขนาดลงทุนมานั่งเรียนทั้งๆ ที่เรียนไปก็ไม่รู้เรื่องแท้ๆ


    และอีกมากมายสารพัด



    สิ่งที่น่าสนใจกว่าสายตาผู้คนรอบข้าง ก็คือคนข้างกายที่ดูจะไม่สนใจใยดีกับสายตาพวกนั้นที่มองมามากกว่า เขาไม่เคยคลุกคลีกับอัลฟ่า ไม่แม้แต่จะคิด เพราะฉะนั้นจึงไม่รู้ว่าลักษณะนิสัยพื้นฐานเป็นอย่างไร แต่กับนาแจมินคนนี้แม้จะมีบ้างที่หันไปยิ้มกับคนอื่นแต่เกินเก้าสิบเปอร์เซนต์ของบทสนทนาก็เอาแต่จ้องมองใบหน้าของเขาอยู่แบบนั้น




    "เวลาคุยกันเขาให้มองหน้าคู่สนทนาด้วยนะจีซอง" ไม่พูดเปล่า มือเรียวจับเข้าที่ปลายคางก่อนจะจับใบหน้าเขาให้มองตรงไปยังระดับสายตา เพื่อให้ดวงตาของเราสบกันพอดี ปาร์คจีซองไม่ขยับไปไหน หากแต่จ้องตากันได้ครู่เดียวเขาก็หลุบตาหนีอยู่ดี



    "ครับ ทราบแล้วครับ" ตอบอ้อมแอ้มก่อนจะได้รับเสียงหัวเราะคิกคักไม่จริงจังนัก



    "แล้วมากินข้าวกับใคร ไปนั่งกินด้วยกันสิ" ตั้งท่าจะเอ่ยปฏิเสธ



    "มีแค่พี่ มาร์คแล้วก็เจโน่ สามคน ไม่น่ากลัวอะไรหรอก ไปๆ" ก็โดนอีกฝ่ายจับข้อมือและลากไปอยู่ดี คราวนี้ไม่ใช่แค่หลายคนที่จ้องมอง หากแต่เป็นทุกๆ คนที่เขาเดินผ่านเสียด้วยซ้ำ




    ให้ตายเถอะ


    ปาร์คจีซองเกลียดการตกเป็นเป้าสายตามากจริงๆ อยากอยู่เงียบๆ ใช้ชีวิตธรรมดาแท้ๆ




    "เห จีซอง มาได้ไงกัน" เป็นมาร์คที่ทักขึ้นก่อน จีซองพยักหัวทักทายรุ่นพี่ทั้งสองคนที่นั่งอยู่ก่อน แต่ยังไม่ยอมนั่งลงจนแจมินกดไหล่อีกฝ่ายลงและนั่งข้างๆ ตามหลัง



    "แล้วพวกดงฮยอกไปไหนล่ะ" มาร์คเปิดบทสนทนาอีกครั้ง



    "กำลังมาครับ" อีกฝ่ายพยักหน้ารับรู้ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นดูก่อนจะเก็บลงกระเป๋า ทำไมถึงยังไม่โทรมาสักทีนะจะได้มีเรื่องขอตัวไม่ต้องนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะ




    "ใครอะ" เสียงดังขึ้นทำเอาทุกคนหยุดการกระทำ จีซองเงยหน้าขึ้นมองคนที่นั่งข้างพี่มาร์ค เจ้าของเรือนผมสีดำกับผิวขาวและเครื่องหน้าไร้ที่ติ แม้จะโค้งทักทายตามมารยาทแต่เอาจริงเขาก็ไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายคือใคร



    "ปาร์คจีซอง ส่วนจีซองนั่นอีเจโน่" เขาได้รับรอยยิ้มจากอีกฝ่ายจึงพยักหัวรับแกนๆ อีเจโน่เป็นคนที่ยิ้มแล้วไม่จบแค่ริมฝีปากแต่ยังลามไปถึงดวงตาเลยสินะ



    "แจมิน รู้จักการแนะนำตัวไหม มันไม่ใช่แค่รู้ชื่อปะวะ" มาร์คขัดขึ้นก่อนจะพูดต่อ "จีซอง เด็กที่ฉันสอนพิเศษอยู่ที่เคยเล่าให้ฟัง ส่วนจีซอง นี่เจโน่ เพื่อนพวกพี่เอง"



    "ครับ สวัสดีครับพี่เจโน่"



    "พูดยาวๆ ก็ได้นี่น่า" คนพูดหัวเราะน้อยๆ 



    "ยินดีที่ได้รู้จักครับจีซอง" 



    "รีบๆ กินข้าว เรียนบ่าย" ก่อนแจมินจะขัดขึ้น เรียกรอยยิ้มจากคนนั่งตรงข้ามได้เป็นอย่างดี จีซองเพียงแค่หันมองหน้าคนข้างกายที่ไม่พูดอะไร และเริ่มกินข้าวของตัวเองต่อ





    "เดี๋ยวพี่ไปส่งที่ห้องเรียน" หลังหันไปพูดอะไรสองสามคำจนพี่มาร์คกับพี่เจโน่เดินจากไป เขาก็เป็นอันต้องงงอีกครั้ง



    "ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมเดินไปเองก็ได้"



    "พี่จะไปส่ง" เสียงถูกกดต่ำลงจนจีซองรู้สึกถึงแรงกดดันรอบตัว เขาเลือกเงียบไม่พูดอะไรต่อ.... อารมณ์ของอัลฟ่าน่ากลัว



    "ขอโทษที หงุดหงิดนิดหน่อย ให้พี่ไปส่งได้ไหมครับ" หลังลมหายใจลึกยาว นาแจมินหันกลับมาคุยกับคู่สนทนาอีกครั้งด้วยอารมณ์ปกติแบบที่เคยเป็น



    "ครับ" ทั้งๆ ที่เลือกปฏิเสธก็ได้ แต่จีซองไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไรถึงตอบไปแบบนั้น แรงกดดันเมื่อกี้ที่ยังฟุ้งอยู่ ใบหน้าเรียบเฉยขณะกินข้าว หรือสีหน้าสุดท้ายที่กลับมาเป็นปกติแม้รอยยิ้มจะไม่ได้กว้างเหมือนทุกที







    ปาร์คจีซองไม่เชื่อเรื่องความบังเอิญ
    จนกระทั่งชีวิตของเขาพบกับนาแจมิน







    "โอ๊ะ.." ปาร์คจีซองร้องเมื่อหนังสือเล่มที่ตนเองกำลังจะหยิบถูกมือของใครอีกคนฉวยไปต่อหน้าต่อตา



    "อ้าว จีซอง" และเมื่อหันไปก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลกับรอยยิ้มแสนคุ้น



    "สวัสดีครับพี่แจมิน" ค้อมหัวทักทายอีกฝ่ายแบบที่ชอบทำ



    "ดูเล่มนี้ไว้เหมือนกันหรอ" อีกฝ่ายยื่นหนังสือเล่มนั้นกลับมาให้



    "ครับ พอดีมีอาจารย์สั่งรายงาน แต่พี่แจมินใช้ก่อนเลย" เพราะความจริง เขาจดชื่อและเลขการค้นหาของหนังสือที่สามารถใช้อ้างอิงกับรายงานที่จะต้องทำเผื่อไว้แล้วอีกสี่หรือห้าเล่ม



    "พี่ใช้เล่มอื่นก็ได้ เราเอาไปเถอะ ความจริงแค่จะหาหนังสืออ่านเล่นเฉยๆ" ขมวดคิ้วน้อยๆ ให้กับคำตอบนั้นพลางมองชื่อหนังสืออีกครั้ง 



    คนเราเลือกหนังสืออ่านเล่นด้วยเรื่องหนักสมองแบบนี้ด้วยหรอ



    "ทำไมทำหน้างั้น ไม่เชื่อคำพูดหรอ" แจมินหัวเราะ เคาะสันหนังสือลงบนกลุ่มผมหนุ่มเบาๆ จนอีกคนหรี่ตาตามสัญชาตญาณ ก่อนจะยอมรับหนังสือมาถือไว้



    "เปล่าครับ แค่สงสัย ขอบคุณครับสำหรับหนังสือ" 



    "ไม่เป็นไร สงสัยอะไร"



    "คำถามไร้สาระครับ"



    "ถ้าเป็นเรา ไม่มีคำว่าไร้สาระหรอก" รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะนิดหน่อยกับคำพูดนั้น



    "ปกติพี่อ่านหนังสือหนักสมองแบบนี้ตลอดเลยหรอครับ ผมหมายถึงขนาดหนังสืออ่านเล่น" นาแจมินหัวเราะน้อยๆ กับคำถามนั้น



    "ไม่หรอก พอดีจะสอบแล้วมันเป็นไม้ต่อเลยคิดว่าจะหนังสือเล่มนี้ไปอ่านทวน ไม่จริงจังมาก" ผิดคาด ดูภายนอกเป็นคนสบายๆ เหมือนไม่ค่อยสนใจเรื่องเรียนแท้ๆ



    "ครับ"



    "แล้วนี่มาหาหนังสือไปทำรายงานเหลือเล่มไหนอีก พี่ช่วยหาไหม" 



    "มะ.... อ่า ขอบคุณนะครับ" กำลังจะเอ่ยปฏิเสธหากแต่กระดาษโน้ตใบเล็กในมือกลับถูกฉวยไปอยู่ในมืออีกฝ่ายเสียนี่ เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลมองกระดาษนั้นปราดเดียวก่อนขายาวจะก้าวออกเดิน



    ปาร์คจีซองคงต้องยอมรับว่าการมีนาแจมินเข้ามาช่วย ทำให้การหาหนังสือนั้นรวดเร็วกว่าเขาเดินหาเองเป็นไหนๆ เหมือนในสมองจดจำระบบการเก็บหนังสือของห้องสมุดได้หมดโดยไม่ต้องเดินหาให้เสียพลังงาน หรือแม้กระทั่งตำแหน่งการวางของหนังสือตามชั้นต่างๆ ก็ดูหยิบจับคล่องมือไปหมด




    "เข้าห้องสมุดบ่อยหรอครับ" ระหว่างเดินตามอีกฝ่าย เป็นจีซองบ้างที่เริ่มบทสนทนา ความจริงการอยู่กันแบบเงียบๆ ไม่ได้ทำให้เขาอึดอัด แต่ก็อยากลองถามดูจากความคล่องแคล่วนั้น



    "อื้อ" แจมินตอบรับในลำคอ สองเท้าก้าวอย่างสม่ำเสมอและมั่นคงในจังหวะไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไป 



    "แต่ไม่ได้มาอ่านหนังสือหรอกนะ มาหาที่นอนน่ะ" ก่อนจะหัวเราะร่วนจนจีซองเผลอยิ้มตาม



    ยอมรับตามตรง ปาร์คจีซองรู้สึกเสพติดรอยยิ้มของนาแจมินแปลกๆ เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของคนตรงหน้ามีเสน่ห์น่ามอง ไม่เคยเห็นเวลาแจมินยิ้มให้คนอื่นหรืออยู่กับคนอื่นเลยสักครั้ง แต่จีซองชอบรอยยิ้มของคนตรงหน้าที่มีให้เขา ยิ่งเห็นและเจอกันบ่อยก็ยิ่งรู้สึก 





    "ยิ้มแล้วน่ารักนะ"





    "ครับ?" จีซองคิดว่าเขาหูฝาด



    "พี่บอกว่าจีซองยิ้มแล้วน่ารัก" ก่อนนิ้วจะจับลงบนแก้มใสและบีบมันเบาๆ ดวงหน้าคมเลื่อนเข้าใกล้ยิ่งกว่าในห้องน้ำครั้งแรกที่เราเจอกัน จีซองเอนหลังหนีก่อนจะพบว่าถูกอีกฝ่ายรวบเอวเอาไว้ คนเจ้าเล่ห์ยกยิ้มเมื่อรู้ว่าเขารู้ตัว ไม่รู้หรอกว่ากำลังทำหน้าแบบไหนแต่ใบหน้านั้นยังคงเลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ สุดท้ายไม่รู้จะทำอย่างไรจึงเลือกที่จะหลับตาลง




    "วันหลังยิ้มบ่อยๆ สิ" 




    เสียงนั้นกระซิบลงข้างใบหู ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่ากับสัมผัสหยุ่นแผ่วเบาบริเวณปรางค์แก้ม เพราะตอนนี้หน้าเขาเห่อร้อนไปหมด 




    ให้ตายเถอะ ปาร์คจีซองรู้สึกเสียศูนย์ 




    "ทำไมหน้าแดงแบบนั้น หรือจีซองอยากให้พี่ทำมากกว่าพูดกระซิบข้างหูหรอครับ" ยิ่งนาแจมินพูดด้วยรอยยิ้มแบบนั้น



    "เปล่าฮะ" ตอบเสียงเบาเลยคราวนี้ รอยยิ้มยังคงไม่จางหายจากใบหน้าก่อนมืออุ่นจะแตะลงบนกลุ่มผมนุ่ม



    "ต่อไปเวลาใครเข้าใกล้ อย่าไปหลับตาแบบนั้นนะโดยเฉพาะกับอัลฟ่า รีบผลักออกแล้วก็วิ่งหนีไปเลย หรือไม่งั้นก็โทรหาพี่ เข้าใจไหม" จีซองพยักหน้ารับ เดินตามอีกฝ่ายไปทั้งๆ ที่ยังมีคำถามคาใจ



    "พี่แจมิน" สุดท้ายก็ทนความอยากรู้ของตัวเองไม่ไหว



    "ครับ?"



    "ที่ให้รีบผลักออกเวลามีใครเข้าใกล้




    รวมถึงพี่ด้วยหรือเปล่าครับ" 




    จีซองไม่เข้าใจว่าทำไมคนตรงหน้าเขาถึงยิ้มกว้างแบบนั้น ยิ้มแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน มือเรียวยกขึ้นปิดเสี้ยวหน้าของตัวเองไว้สักครู่ก่อนจะเอาลง เขาเห็นนะว่าหัวเราะจนตัวสั่นเลย




    "พี่ขอถามเรากลับแล้วกัน ว่าขอพี่เป็นข้อยกเว้นของจีซองได้ไหมครับ"




    "แล้วผมก็ยังไม่มีเบอร์พี่เสียหน่อย" เขาเฉไฉเปลี่ยนเรื่องจนคนตรงข้ามยกยิ้มกว้าง มือขาวยื่นมาตรงหน้า



    "ขอโทรศัพท์ครับ จะได้เมมเบอร์พี่ไว้ให้" เมื่อเห็นว่าคู่สนทนายังไม่ตอบรับ แจมินจึงกล่าวสำทับ



    "พูดเองนะครับว่ายังไม่มีเบอร์พี่เสียหน่อย ยอมลงทุนเปลี่ยนเรื่องขนาดนี้ ถ้าไม่ให้เบอร์อีกพี่เสียใจแย่เลยนะ" บ้าจี้ดีที่พอได้ยินแบบนั้น จีซองยื่นโทรศัพท์ออกไปให้อย่างง่ายดาย



    "ต่อไปเราโทรหาพี่ได้ตลอด จะมีเรื่องหรือไม่มีก็โทรได้"



    "ครับ" พยักหน้ารับคำก่อนจะรับโทรศัพท์คืนเก็บเข้ากระเป๋า



    "ถ้าพี่โทรหาเรา จีซองจะอนุญาตไหม" พอเห็นเขาไม่ตอบ แจมินไม่เซ้าซี้ถามต่อ หากแต่หันหลังและก้าวเดินต่อเพื่อหาหนังสือเล่มถัดไป



    "ครับ" ไม่รู้เพราะเหตุอะไร เขาถึงยอมตอบรับไปแบบนั้น



    "ครับที่พูดหมายถึง อะไรนะครับ หรือ ครับ ได้ครับ ตอบให้ชัดหน่อยได้ไหม พี่ไม่อยากดีใจเก้อ" ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายก็น่าจะรู้คำตอบดีแก่ใจอยู่แล้วแท้ๆ



    "ครับ ได้ครับ"



    "เด็กดี" 







    เคยนึกสงสัยไม่น้อยว่าทั้งๆ ที่ช่วงเวลากับสถานที่ที่ใช้คาบเกี่ยวกันเยอะขนาดนี้ เพราะเหตุใดปาร์คจีซองถึงไม่เคยพบหน้านาแจมินเลยสักครั้ง ก่อนจะตัดมันทิ้งไปเมื่อนึกได้ว่าชีวิตของเขาไม่ได้มีความสนใจต่อมนุษย์รอบข้างเยอะเท่าใดนัก







    "รายงานยังไม่เสร็จอีกหรอ" เอาจริงๆ ไม่ต้องมองเสียด้วยซ้ำก็รู้ว่าใคร เพราะมีเพียงไม่กี่คนหรอกที่เขารู้จัก และนี่ก็เดือนกว่าแล้วที่เขามีนาแจมินมาวนเวียนอยู่ในชีวิตแบบนี้ 



    ทั้งๆ ที่ในบางครั้งเขามองหา กลับไม่เคยเจอ เหมือนจะเจอได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายอยากให้เจอเท่านั้น



    "เสร็จแล้ว ส่งไปแล้วครับ" จีซองวางปากกาลงและเงยหน้ามองคนตรงข้ามที่ถือวิสาสะวางกระเป๋าเป้และนั่งลงโดยไม่ขออนุญาตร่วมโต๊ะใดๆ 





    "มองหน้าพี่แบบนั้นคืออะไรครับ" แจมินเลิกคิ้ว



    "พี่ไม่คิดว่าที่ตรงข้ามผมจะมีใครนั่งหรอครับ" เพียงเท่านั้นคนตรงข้ามก็ยิ้มออกมา



    "ไม่เลยครับ"



    "ผมดูไม่มีคนคบขนาดนั้น"



    "เราไม่ชอบอยู่กับคนอื่นต่างหาก" จีซองพยักหน้ารับกับคำพูดนั้น เถียงไม่ออกหรอกเพราะมันคือเรื่องจริง แต่น่าแปลกใจไหมที่ยังยอมให้ใครอีกคนมานั่งตรงข้ามกันแบบนี้ 



    จีซองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจตัวเองนักหรอก เพียงแต่ทุกครั้งที่ได้อยู่ด้วยกัน เขารู้สึกสงบและปลอดภัย แถมยังสบายใจมากกว่าที่รู้สึกกับพี่มาร์คเสียอีก ทั้งๆ ที่เพิ่งจะรู้จักพี่แจมินได้ไม่นานนัก



    "ไม่มีเรียนหรอครับ" เห็นอีกฝ่ายมองนาฬิกาแต่ไม่ใคร่หยิบหนังสือหรืองานอะไรขึ้นมา ก็เลยเกิดความสงสัย



    "เรียนอีกทีบ่ายสาม ขอหลับสักงีบ รบกวนจีซองปลุกพี่หน่อยนะครับ" คนฟังพยักหน้า เขามีเรียนบ่ายสามครึ่ง ยังอยู่ที่นี่อีกสักพัก




    "จีซองอา" กำลังจะหยิบหูฟังขึ้นมาเสียบโทรศัพท์เพื่อฟังเพลงฆ่าเวลา เสียงเรียกทำเอาเขาหันมองคู่สนทนาอีกครั้ง



    "ลองให้พี่สอนไหม"



    "สอน?" 



    "ที่ไปติวกับมาร์คอยู่ทุกอาทิตย์น่ะ พี่สอนให้ไหม" จีซองนิ่งคิดกับคำถามนั้น 



    "ไม่ต้องจ่ายเงินพี่เหมือนที่จ่ายให้มาร์คหรอก แต่สอนแค่เรานะ ไม่สอนคนอื่น"



    "แล้วพี่มาร์ค" 



    "ไม่ต้องเป็นห่วงพี่ไปคุยให้เอง" 



    "ไว้ผมบอกอีกทีได้ไหมครับ" 



    "เรามีปัญหาหรือเปล่า" แจมินย้อนถาม



    "นิดหน่อยครับ กำลังคิดเรื่องเพื่อนอีกสามคนด้วย" ไม่ใช่แค่กับพี่มาร์คหรอก เพื่อนอีกสามคนล่ะจะทำยังไง จะโอเคหรือเปล่ากับการที่เขาจะเลิกเรียนไปกลางคันแบบนี้



    "พี่ทดลองสอนก่อนก็ได้นะ ถ้าไม่เข้าใจก็ไปเรียนกับมาร์คต่อเหมือนเดิม" คนพูดยิ้มกว้างให้กับประโยคค่อนแขวะตัวเอง



    "ไม่นอนแล้วหรอครับ" เพราะรู้ดีว่าที่อีกฝ่ายทักขึ้นคงเพราะเห็นหนังสือกับสมุดเลคเชอร์ตรงหน้าเขา



    "เจอเรื่องสำคัญกว่าการนอนแล้วครับ" รู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะบ่อยจังช่วงนี้



    "งั้นรบกวนด้วยนะครับ" ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธเลยสักนิด ต่อให้สุดท้ายจะยังเป็นพี่มาร์คที่สอนพิเศษเขาอยู่ แต่วันนี้ก็จะได้ทบทวนสิ่งที่เรียนไปแล้วกับคนตรงข้าม



    "ยินดีครับ" ก่อนอีกฝ่ายจะขยับเก้าอี้มานั่งข้างๆ แทนฝั่งตรงข้าม




    นาแจมินเป็นคนสอนที่เก่งคนนึง ใช้คำไม่ยากแต่บางจุดก็ไปไวจนต้องบอกให้กลับมาและอธิบายเพิ่มเติม ใจเย็นกว่าที่จีซองคิดไว้มาก กับบางจุดที่เขาใช้เวลามากก็ไม่เร่งเร้าแต่ให้เวลาคิดนานเท่าที่ต้องการ ตอบผิดก็บอกให้ลองคิดอีกทีหรืออธิบายซ้ำอีกครั้ง




    แม้ในบางจังหวะที่สอนจะชอบยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนรู้สึกถึงลมหายใจร้อนๆ เป่ารดอยู่ก็เถอะ




    "ขอบคุณครับพี่แจมิน" จีซองเอ่ยหลังใกล้ถึงเวลาที่อีกฝ่ายจะต้องไปเรียนต่อ



    "ไม่เป็นไรเลย สนุกดี หลายอย่างพี่ก็ลืมไปแล้วถือเป็นการทบทวนตัวเองเหมือนกัน" แจมินบิดขี้เกียจพร้อมกับหมุนคอไปมาตามนิสัยเพราะการนั่งท่าเดิมติดกัน



    "ยังไงก็รับพี่ไว้พิจารณาด้วยนะครับ" จีซองยกยิ้มให้กับคำพูดนั้น แปลกประหลาดดีกับอารมณ์ของการเป็นผู้ได้เลือก เพราะปกติชีวิตเขาไม่ได้มีทางเลือกอะไรมากมายนัก 




    "พี่แจมินเชื่อเรื่องความบังเอิญไหมครับ" 



    "ทำไมถึงถามแบบนั้น" อีกฝ่ายพิงพนักเก้าอี้ กอดอกถามเขากลับด้วยคำถาม



    "ก่อนหน้าที่จะรู้จักกันผมไม่เคยเห็นพี่เลยสักครั้ง แต่ช่วงหลังมานี้ ผมบังเอิญเจอกับพี่บ่อยมากๆ เลย ทั้งตึกเรียนรวม ตึกเรียนคณะ ห้องสมุด หรือแม้กระทั่งโรงอาหาร" 



    "อืม... ไม่รู้สิ"



    "จากไม่เคยเชื่อ ผมรู้สึกกำลังจะเชื่อแล้วล่ะครับ ไอ้เรื่องความบังเอิญอะไรเนี่ย" จีซองกล่าวเพราะเขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ




    "นี่จีซอง" แจมินกล่าวเรียกขณะคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นสะพาย ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง




    "ในโลกนี้มันมีอยู่นะ สิ่งที่เรียกว่า ความบังเอิญที่ซ้อนทับความบังเอิญ น่ะ" 




    อีกฝ่ายยกยิ้มกว้างมากกว่าที่เคย ไม่ใช่ยิ้มแบบรอบนั้นตอนช่วยเขาหาหนังสือ เป็นรอยยิ้มเย็นๆ เหมือนที่ชอบยิ้มแต่ยิ้มกว้างกว่าปกติ ตบเบาๆ ลงบนกลุ่มผมนุ่มและเดินจากไป ทิ้งให้จีซองนั่งเสียวสันหลังวาบไปพักหนึ่ง จนกระทั่งรวบรวมสติและกลับมาเป็นปกติ



    ความบังเอิญที่ซ้อนทับความบังเอิญ



    งั้นหรอ




    To Be Continue...
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in