Dark Tales of London: The Hand of Glory (มือมาร)piyarak_s
Chapter 3: The Hand of Glory
  • (3)

    ดร. ฟอล์กเนอร์ฟังข้าพเจ้าเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในร้านของเก่าที่บัคเคิลสตรีทอย่างละเอียด โดยไม่เอ่ยขัดหรือถามแทรกแม้แต่น้อย ทำเพียงแค่พยักหน้าเป็นครั้งคราว และทำเสียงในลำคอเป็นบางที ท่าทีของเขาแสดงให้เห็นว่า เขากำลังตั้งใจฟังและคิดตามสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดอยู่ตลอดเวลาที่ฟัง เมื่อฟังจบแล้ว เขามองหน้าข้าพเจ้านิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเอ่ยถาม 


    “ในเมื่อมีรอยมือบนลำคอของผู้ตาย บนหน้าต่างที่เปิดอยู่ก็มีรอยนิ้ว ทำไมสารวัตรถึงยังไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือของมือปีศาจนั่น” 


    เป็นคำถามที่ข้าพเจ้าไม่คิดว่าเขาจะถาม แต่สีหน้าและน้ำเสียงของเขาจริงจังเกินกว่าที่จะพูดล้อเล่น 


    “ผมตอบตามตรงนะ คุณหมอ” ข้าพเจ้ากล่าวกับเขา “ผมทำคดีให้จบด้วยการสรุปว่า เจมส์ พ็อตต์ถูกมือปีศาจ หรือ ‘เดอะ แฮนด์ ออฟ กลอรี่’ ที่เขาซื้อมาฆ่าตายไม่ได้ สก็อตแลนด์ยาร์ดมีคดีที่สรุปไม่ลงมากพอแล้ว ถ้าจะต้องสรุปว่าเขาตายด้วยฝีมือสิ่งเหนือธรรมชาติ สก็อตแลนด์ยาร์ดคงต้องถูกหัวเราะเยาะอีกแน่”


    เขาเลิกคิ้วน้อย ๆ เป็นเชิงถามข้าพเจ้าว่า นั่นคือเหตุผลที่แท้จริงของข้าพเจ้าจริงหรือ 

    ข้าพเจ้ายืดหลังขึ้นนั่งตัวตรง “ผมไม่เชื่อว่า เจมส์ พ็อตต์ตายเพราะมือผีนั่น เพราะมีข้อบ่งชี้หลายอย่างที่แสดงให้ผมเห็นว่า เขาตายด้วยฝีมือมนุษย์… มนุษย์ที่ใช้มันมาเบี่ยงเบนความสนใจจากตำรวจและผู้พบเห็น และยังเชื่อด้วยว่า ‘เดอะ แฮนด์ ออฟ กลอรี่’ น่าจะมีความหมายสำหรับคนร้ายมากกว่าเป็นแค่ของมีค่าหรือเครื่องรางหายากที่ต้องขโมยไปให้ได้” 


    “เช่น?” 


    “เช่น เจมส์ พ็อตต์อาจตั้งใจใช้มือผีนั่นในการรีดเอาทรัพย์จากบุคคลผู้หนึ่งมากกว่าตั้งใจขายให้บุคคลผู้นั้น” ข้าพเจ้าบอก “และบุคคลดังกล่าวอาจไม่ต้องการให้เรื่องแพร่งพรายจึงต้องการฆ่าเขาเพื่อปิดปาก และเอามือนั้นไปเสีย โดยทำทีว่าเขาถูกสิ่งลึกลับทำให้ตาย” 


    “ซึ่งเป็นการพยายามอำพรางคดีที่เหลวไหลและไร้ประโยชน์สิ้นดี…” ดร. ฟอล์กเนอร์ออกความเห็นขึ้นเป็นครั้งแรก “เพราะอย่างไรเสีย ตำรวจย่อมต้องหา ‘คน’ ที่เป็นฆาตกรมาให้ได้ เนื่องจากไม่สามารถสรุปว่า เขาตายเพราะสิ่งเหนือธรรมชาติ และคนที่จะถูกเพ่งเล็งมากที่สุด ย่อมไม่พ้นคนที่ต้องการซื้อ ‘เดอะ แฮนด์ ออฟ กลอรี่’ นั่นเป็นคนแรก” 


    “แม้จะไม่ใช่การรีดเอาทรัพย์ แต่คนที่ซื้อของพิศดารนั้นจากเจมส์ พ็อตต์ย่อมตกเป็นผู้ต้องสงสัยอย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว” ข้าพเจ้าว่า “และหากเป็นการรีดเอาทรัพย์จริง แม้จะเป็นการกระทำที่ดูเขลาไปสักหน่อย แต่เมื่อคนเราจนตรอกขึ้นมาแล้ว เขาก็อาจจะเลือกทำในสิ่งที่สิ้นคิดที่สุดก็เป็นได้ไม่ใช่หรือ คุณหมอ” 


    “สารวัตรเชื่อว่าคนที่ฆ่าเขา คือ เซอร์เอ็ดเวิร์ด สแตนตันที่ซื้อ ‘เดอะ แฮนด์ ออฟ กลอรี่’ อย่างนั้นหรือ” 


    ข้าพเจ้าส่ายหน้า “เซอร์เอ็ดเวิร์ดเป็นแค่ผู้ต้องสงสัยคนหนึ่ง ผมยังสรุปไม่ได้ว่า เขาเป็นคนฆ่าเจมส์ พ็อตต์จริงหรือไม่ หรือใครเป็นคนฆ่ากันแน่ จนกว่าจะได้ทราบสาเหตุการตายที่แท้จริงของเขาจากแพทย์… ทั้งมิสซิสคลาร่า พ็อตต์ และเจนนี่ สาวใช้ของครอบครัวพ็อตต์ ล้วนอยู่ในข่ายผู้ต้องสงสัยด้วยกันทั้งสิ้น”


    ดร. ฟอล์กเนอร์ฟังคำตอบของข้าพเจ้าแล้วก็นิ่งไปครู่หนึ่ง จึงยิ้มออกมา นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเห็นรอยยิ้มของเขา ซึ่งรอยยิ้มนั้นทำให้เขาดูเป็นมิตรกว่าเดิมมาก แต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยเข้าใจความหมายของรอยยิ้มนั้นนัก


    “ผมพูดอะไรผิดหรือ คุณหมอ” 


    “เปล่าครับ ขออภัย” เขายิ้มกว้างกว่าเดิม “มีคนเคยบอกสารวัตรไหมว่า สารวัตรเหมาะกับอาชีพตำรวจหรือนักสืบ” 


    คำถามของเขาทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจ “แมรี่ ภรรยาของผมเคยบอกผมเช่นนั้น แต่หล่อนเสียชีวิตไปนานแล้ว” 


    “เสียใจด้วยครับ” เขากล่าว และหันซ้ายขวามองหาเพื่อนของตน “อัลเฟรดคงจะลืมชาของสารวัตรเสียแล้ว” 

    “ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องก็ได้” ข้าพเจ้าบอก เมื่อเห็นเขาลุกขึ้นจะไปจัดการเรื่องชาให้เสียเอง “ยกเว้นคุณหมอต้องการชาด้วย” 


    “ถ้าอย่างนั้นเราก็คุยธุระของเราให้เสร็จดีกว่า” ดร. ฟอล์กเนอร์นั่งลงกับที่ “สารวัตรบอกผมได้ไหมว่า ทำไมสารวัตรถึงคิดว่า เจมส์ พ็อตต์ตายด้วยฝีมือมนุษย์” 


    “เพราะถึงจะมีรอยมือเปื้อนหมึกอยู่บนลำคอของเขา แต่รอยมือนั้นเป็นแค่รอยที่ทาบอยู่บนลำคอ ไม่ได้บอกลักษณะว่ากำและบีบคอเขาจนถึงตาย” ข้าพเจ้าอธิบาย “ถ้ามือผีนั่นเคลื่อนไหวเองได้จริง และมือนั้นเปื้อนหมึกอยู่ ก็ควรจะมีรอยหมึกหยดไปทั่ว อย่างน้อยก็แถวโต๊ะถึงตัวผู้ตาย และจากผู้ตายไปถึงหน้าต่าง แต่ที่ผมเห็นรอยมือเปื้อนหมึกมีแค่บนคอของนายพ็อตต์และบนขอบหน้าต่าง และหยดหมึกเล็ก ๆ บนเสื้อเขาเทานั้น ซึ่งลักษณะของหมึก ที่หยดเป็นดวงกลม ๆ และจุดเล็ก ๆ เป็นลักษณะของการหยดระยะใกล้ และในแนวราบ”


    “ถ้ามือนั้นเปื้อนหมึกมาก่อน และบีบคอเขาจริง รอยเปื้อนของหมึกจะต่างออกไป โดยเฉพาะเมื่อผู้ตายกำลังนั่งหรือยืน หมึกที่หกอยู่บนโต๊ะนั้น ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่มีใครปัดขวดหมึกหก แต่คนร้ายจงใจเทใส่มือผีนั่น ให้เหมือนขวดหมึกถูกปัดหก แล้วเอามาทาบทำรอยที่ศพกับหน้าต่าง และนำมันไปซ่อนหรือทำลายทิ้งที่ไหนสักที่มากกว่า เพราะถ้าทำหมึกหก แล้วเอามือลงไปจุ่ม แอ่งหมึกที่หกบนโต๊ะจะเป็นอีกแบบหนึ่ง” 


    “ดูสารวัตรจะชำนาญเรื่องหยดหมึกหรือร่องรอยพวกนี้ทีเดียว” เขาตั้งข้อสังเกต “ผมเคยเป็นเสมียนมาก่อน เคยสังเกตดู ก็เลยพอมีความรู้บ้าง” ข้าพเจ้าตอบ “มีเรื่องแปลกอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือ ใบหน้าของผู้ตายแสดงความหวาดกลัวสุดขีด แต่กลับไม่พบร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีร่อยรอยการรื้อค้น นัยน์ตาขาวของเขามีจุดเลือดออกเต็มไปหมด ที่ปากมีคราบน้ำลาย บนเนื้อตัวไม่มีบาดแผลอื่น ผมนึกไม่ออกว่า มันเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร ถ้าไม่มีใครใช้กำลังกับเขา แต่ต้องมีใครสักคนทำให้เขากลัวสุดขีดและไม่มีทางต่อสู้” 


    ดร. ฟอล์กเนอร์ยกขาขึ้นไขว่ห้าง ประสานมือไว้บนตัก “สารวัตรเคยได้ยินเกี่ยวกับอำนาจลึกลับของ ‘เดอะ แฮนด์ ออฟ กลอรี่’ มาบ้างหรือเปล่า” 


    “อำนาจสะกดคนให้หลับ หรือเคลื่อนไหวไม่ได้น่ะหรือครับ” เขาไม่ตอบ หากท่องบทกวีขึ้นมาบทหนึ่ง น้ำเสียงของเขาทำให้ข้าพเจ้านั่งนิ่งเหมือนถูกสะกด เย็นเยือกไปทั้งตัว



    “At the spell of the Dead Man's hand!
    Sleep, all who sleep! -- Wake, all who wake!
    But be as the dead for the Dead Man's sake!” 


    อำนาจแท้จริงของ ‘เดอะ แฮนด์ ออฟ กลอรี่’ ทำให้คนที่หลับยังคงหลับ คนที่ตื่นยังคงตื่น ไม่เพียงแต่ทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ หากยังไร้ความรู้สึก ปราศจากการรับรู้เสมือนคนที่ตายไปแล้ว ทำให้ผู้ประสงค์ร้ายสามารถดำเนินการได้ตามอำเภอใจ 


    “นั่นเป็นอำนาจของ ‘เดอะ แฮนด์ ออฟ กลอรี่’ ที่เขียนเอาไว้ในเรื่อง The Nurse’s Story จาก Ingoldsby Legends หนังสือรวมบทกวีเล่าเรื่องภูติผีปีศาจตำนานและเรื่องลึกลับ” ดร. ฟอล์กเนอร์กล่าว “อำนาจที่ว่าไม่ได้มีที่มาที่ไปลอย ๆ ดอกนะครับ สารวัตร และเกี่ยวกับเรื่องที่สารวัตรอยากทราบเสียด้วย” 


    ข้าพเจ้าโน้มตัวเข้าไปหาเขา “ได้โปรดบอกผม คุณหมอ” 


    “แน่นอนครับ” เขารับคำ “คำว่า ‘the Hand of Glory’ นี้ เชื่อว่ามีที่มาจากคำว่า ‘La Main de Gloire’ ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า ‘Mandragora’ หรือ ‘mandrake’ ซึ่งเป็นชื่อของพืชในตำนานอีกทีหนึ่ง และคำว่า ‘ลา แม็ง เดอ กลัวร์’ ก็คือคำว่า ‘เดอะ แฮนด์ ออฟ กลอรี่’ ในภาษาอังกฤษนั่นเอง” 


    “มันดราโกรา หรือ แมนเดรก หรือ ‘ลา แม็ง เดอ กลัวร์’ เป็นพืชในตำนานที่เล่ากันว่า หัวหรือรากของมันมีรากเป็นรูปมนุษย์เมื่อถอนขึ้นมาจากดินจะส่งเสียงกรีดร้องทำให้ผู้ที่ถอนกลายเป็นคนวิกลจริตได้ ในการถอนมันดราโกรา จึงต้องอุดหูใช้สุนัขสีดำถอนมันขึ้นมา” เขายิ้มเหยียด “ซึ่งหมายความว่า สุนัขต้องรับเคราะห์แทนคนที่อยากได้มันไป แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ…” 


    เขาเปลี่ยนท่าจากนั่งไขว่ห้าง มานั่งตัวตรง และพูดกับข้าพเจ้าด้วยท่าทางจริงจังกว่าเก่า “สิ่งที่ผมอยากให้สารวัตรตั้งใจฟัง คือ ที่มาของมันดราโกราและคุณสมบัติของมัน…” 


    จากคำอธิบายของ ดร. ฟอล์กเนอร์ ตามตำนานนั้น ว่ากันว่า จะสามารถพบมันดราโกราหรือ ‘ลา แม็ง เดอ กลัวร์’ ได้ในบริเวณตะแลงแกงสำหรับแขวนประจานผู้ร้ายฆ่าคน และน้ำเชื้อของคนที่ถูกประหารด้วยการแขวนคอหยดลงบนดิน เชื้อพันธุ์ของอาชญากรผู้นั้นจะก่อให้มันดราโกรางอกงามขึ้นมา ส่วน ‘เดอะ แฮนด์ ออฟ กลอรี่’ มีที่มาจากการตัดเอามือซ้าย ซึ่งเชื่อว่าเป็นมือแห่งความชั่วร้าย หรือเป็นมือข้างขวาที่ใช้กระทำความผิดของฆาตกรที่ถูกแขวนคอประจานอยู่ริมถนนมา แล้วนำไปผ่านกรรมวิธีตามความเชื่อและทำให้แห้ง เพื่อใช้เป็นเชิงเทียนรองรับแท่งเทียนที่ทำจากไขมันมนุษย์ หรือนำไปจุ่มลงในไขมันมนุษย์ที่ถูกแขวนคอ เพราะก่ออาชญากรรมร้ายแรง แล้วจุดไฟบนปลายนิ้วทั้งห้า เพื่อสะกดคนในบ้านไม่ให้เคลื่อนไหว 


    “สารวัตรพอจะเห็นหรือยังครับว่า มันดราโกรา และ ‘เดอะ แฮนด์ ออฟ กลอรี่’ มีจุดเชื่อมโยงกันอย่างไร” เขาถามข้าพเจ้าข้าพเจ้าพยักหน้ารับ จุดเชื่อมโยงนั้น คือ ทั้งสองสิ่งมีที่มาจากอาชญากรที่ถูกแขวนคอเช่นเดียวกัน 


    “แล้วคุณสมบัติของมันเล่า คุณหมอ”


    “คุณสมบัติในการสะกดคนให้ไม่รู้สึกตัวของ ‘เดอะ แฮนด์ ออฟ กลอรี่’ ก็คือ คุณสมบัติหนึ่งของมันดราโกรา” เขาตอบ “รากของมันดราโกรามีคุณสมบัติในทั้งกดประสาท กล่อมประสาท และในขณะเดียวกันก็มีฤทธิ์หลอนประสาทด้วย แม้จะมีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่ถ้าใช้อย่างไม่ระมัดระวัง นอกจากทำให้ผู้ได้รับพิษจากมันดราโกราประสาทหลอนแล้ว คุณสมบัติในการกดประสาทอาจไปกดการทำงานของระบบหายใจ ทำให้คนผู้นั้นหายใจไม่ออกจนตายได้” 


    เขาโน้มตัวมาหาข้าพเจ้า แตะปลายนิ้วบนขอบสมุดบันทึกที่ข้าพเจ้าใช้จดรายละเอียดสิ่งที่ได้ฟังจากเขา 


    “ในขณะที่มันดราโกราเป็นพืชที่มีอยู่จริง สามารถพบได้ในประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน แต่มือผีที่เรียกว่า ‘เดอะ แฮนด์ ออฟ กลอรี่’ นั้น ใกล้เคียงกับตำนานเสียยิ่งกว่า เพราะนอกจากคำบอกเล่าแล้ว ณ เวลานี้ แทบไม่มีใครเคยเห็นกับตาเลยว่า ของจริงเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าผมได้มันมา ผมจะไม่ขาย แต่จะนำออกแสดงหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองเหมือนอีตาบาร์นัม หรือทอม นอร์แมนเสียให้รู้แล้วรู้รอด นี่คือความเห็นของผม” 


    ข้าพเจ้าเงยหน้าขึ้นจากสมุด สบตากับเขา “คุณหมอหมายความว่า เจมส์ พ็อตต์อาจจะตายเพราะพิษมันดราโกรา” 


    “ข้อนั้นผมยังไม่อาจบอกได้ จนกว่าจะมีการตรวจศพพิสูจน์ ซึ่งยากที่จะบอกว่าเขาตายเพราะพิษของมันดราโกราหรือไม่ เพราะสารวัตรบอกผมเองว่า ยังไม่พบหลักฐานในที่เกิดเหตุที่บ่งชี้ถึงสิ่งนี้ และยังไม่มีพยานคนไหนพูดถึงมัน อย่าเพิ่งเชื่อผมจนกว่าจะรู้สาเหตุการตายที่แท้จริงของเขา” เขาเตือน “สารวัตรอย่าลืมว่า ในคดีนี้ยังมี ‘เดอะ แฮนด์ ออฟ กลอรี่’ ที่ทำจากมือมนุษย์ของจริงอยู่ และน่าจะเป็นสิ่งที่มีความหมายอะไรบางอย่างตามที่สารวัตรสันนิษฐานมาตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นส่วนที่ทางตำรวจต้องแสวงหาความจริงกันต่อไป ถ้าสารวัตรต้องการทราบอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมยินดีช่วย เท่าที่ผมจะช่วยได้”


    การเสนอตัวให้ความช่วยเหลือของเขานั้น ข้าพเจ้ายอมรับว่าเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยคาดคิดและคาดหวังมาก่อน และผิดไปจากสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ยินเกี่ยวกับตัวเขามาก แต่นั่นก็ทำให้ข้าพเจ้ามั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า เขาพูดออกมาจากใจจริง มิใช่พูดตามมารยาท และไม่ถือเอาคำพูดตนเป็นเรื่องจริงจัง


    “ขอบคุณคุณหมอมาก” ข้าพเจ้ากล่าว เก็บสมุดจดและดินสอเข้ากระเป๋า “ถ้าผลการพิสูจน์ศพของเจมส์ พ็อตต์ออกมาเมื่อใด ผมคงต้องขอพบคุณหมอเพื่อขอคำปรึกษาอีก”


    “ด้วยความยินดีครับ” ดร. ฟอล์กเนอร์ยิ้มให้ข้าพเจ้า “ศพของเจมส์ พ็อตต์อยู่ที่ไหน”


    “ผมให้เอาไปไว้ที่ห้องเก็บศพของโรงพยาบาลแล้ว” ข้าพเจ้าตอบ “ถ้าอย่างนั้น เราไปโรงพยาบาลกัน” 


    เขาลุกขึ้นจากโซฟา เดินไปที่ห้องพักของตนเอง แล้วกลับออกมาโดยสวมเสื้อโค้ต หมวก ถือไม้เท้าและกระเป๋าอุปกรณ์ของแพทย์ออกมาพร้อมในเวลาไม่กี่อึดใจ ข้าพเจ้าได้แต่ยืนตะลึงกับการตัดสินใจอันรวดเร็วของเขา 


    “ประเดี๋ยวก่อน คุณหมอ”


    “ไม่เดี๋ยวแล้ว สารวัตร” เขาว่า “ถ้าไม่พิสูจน์ดู จะรู้หรือว่าเขาตายด้วยสาเหตุอะไรแน่” 


    เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่มีทางอื่นนอกจากนำเสื้อนอกและหมวกที่ฝากแขวนไว้ขึ้นมาสวม และเร่งฝีเท้าตามเขาลงไปชั้นล่าง แต่เมื่อเดินมาถึงบันได ข้าพเจ้าก็เห็นกลุ่มควันบางอย่างลอยออกมาจากทางห้องครัว ในเวลาเดียวกับที่คนเดินนำหน้าข้าพเจ้าชะลอฝีเท้าลง เพราะสังเกตเห็นสิ่งเดียวกัน


    “คุณพระช่วย!” ดร. ฟอล์กเนอร์อุทาน เมื่อไปถึงปากประตูห้องครัว ซึ่ง มร. คอร์ทนีย์เข้ามาต้มน้ำชงชา แต่ดูเหมือนว่า ฝ่ายหลังกำลังง่วนอยู่กับการจดอะไรลงในสมุดบันทึกระหว่างรอให้น้ำเดือด จนลืมไปเสียสนิทว่าทำสิ่งใดค้างไว้ เพราะน้ำที่เขาตั้งไว้เดือดจนระเหยไปหมด เหลือแต่กลุ่มควันและกลิ่นไหม้ลอยออกมาเต็มห้อง ส่วนคนที่อยู่ในครัวก็จดจ่อกับงานเสียจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เพิ่งจะมารู้ตัวยามได้ยินเสียงร้องของสหายร่วมแฟลตนั่นเอง 


    “หา! เกิดอะไรขึ้น!” มร. คอร์ทนี่ย์สะดุ้ง และเมื่อหันไปตามทิศที่ ดร. ฟอล์กเนอร์ชี้ เขาถึงกับอุทานลั่นด้วยความตกใจ และรีบตรงเข้าไปที่เตาเพื่อหยิบกาน้ำออก 

    “อัลเฟรด อย่าทำแบบนั้น” ดร. ฟอล์กเนอร์ก้าวเข้าไปถึงตัวของ มร. คอร์ทนีย์อย่างทันท่วงที ก่อนอีกฝ่ายจะเผลอใช้มือเปล่ายกกาน้ำลงจากเตาด้วยอารามรีบ ดึงเสื้อของเขาให้ถอยออกมาและกันออกไปให้พ้นทาง ใช้ไม้เท้าเกี่ยวหูของกาน้ำบนเตา ยกออกมาวางบนแผ่นไม้สำหรับรองภาชนะร้อน ส่วนข้าพเจ้ารีบตามเข้าไปดึงหน้าต่างขึ้น เพื่อระบายควันออกนอกครัว และใช้เหล็กเขี่ยถ่านราไฟในเตาให้อ่อนลงเมื่อทุกอย่างสงบ เราต่างยืนสบตากันยิ่งอยู่ครู่ใหญ่ แล้วถอนใจด้วยความโล่งอกออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย 


    “เกือบได้เช่าโรงแรมนอนกันคืนนี้เสียแล้วไหมเล่า พ่อนักเขียนใหญ่ เรื่องฟืนไฟนี่ประมาทไม่ได้เลยทีเดียว” ดร. ฟอล์กเนอร์ว่า ก้มเก็บหมวกที่ปล่อยทิ้งลงกับพื้นระหว่างเข้าขวางผู้ที่เขาเอ่ยถึงมิให้ได้รับอันตรายจากการสัมผัสโลหะร้อน “เขียนต้นฉบับไม่ทันหรืออย่างไร ถึงจะได้เอามือไปจับกาน้ำร้อนให้เจ็บตัว หาข้ออ้างเลื่อนส่งงาน” 


    ถึงจะพูดเหมือนดุ หากข้าพเจ้าไม่รู้สึกถึงสำเนียงตำหนิในน้ำเสียงของเขาเลยแม้แต่น้อย คงมีแต่ความโล่งใจเสียมากกว่า ส่วน มร. คอร์ทนีย์ซึ่งยังยืนหน้าซีด ใช้มือยันโต๊ะในห้องครัวอยู่ด้วยยังไม่หายตกใจดีนัก หากยังพอยิ้มออกบ้าง เมื่อได้ยินคำของอีกฝ่ายหนึ่ง 


    “ไม่ใช่อย่างนั้นดอก ฉันแค่นึกอะไรออก เลยรีบจดลงกระดาษเสียก่อนที่จะลืม ไม่นึกเลยว่าจะเป็นเรื่องขึ้นมา ขอบใจแกมาก ไม่เช่นนั้นฉันคงจะไม่มีมือไว้เขียนหนังสือไปพักใหญ่” อัลเฟรด คอร์ทนีย์ยิ้มเก้อ ๆ ขยับคอเสื้อให้หายใจได้คล่องขึ้น “ขออภัยเถิดนะครับ สารวัตร และต้องขอโทษแกด้วย โทบี้ เกือบทำให้แกต้องเดือดร้อนเสียแล้ว”


    “ไม่เป็นไรครับ” ข้าพเจ้าตอบ “ช่างมันเถิด” ดร. ฟอล์กเนอร์ว่า “ถ้าควันกับกลิ่นไหม้หายไปหมดแล้ว ฉันฝากแกปิดหน้าต่างห้องครัวที ประเดี๋ยวความร้อนในบ้านจะสูญไปหมด” 


    “สารวัตรกับแกจะไปไหนกันรึ” มร. คอร์ทนีย์ถาม เมื่อสังเกตเห็นอีกฝ่ายอาศัยกระทะต่างกระจกเงาสำหรับสำรวจดูตนเอง และจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ทั้งยังมีหมวกและไม้เท้าพร้อมสำหรับออกไปข้างนอกเต็มที่ “แล้วชาของแกเล่า” 


    “เอาไว้ก่อนเถอะ กาน้ำไหม้ไฟไปเสียแล้วนี่นะ” เขาบอก “สารวัตรกับฉันมีธุระที่โรงพยาบาล ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ วันนี้แกคงต้องไปกินอาหารค่ำเองแล้ว” 


    “ไม่มีปัญหา” มร. คอร์ทนีย์ยิ้มน้อย ๆ และยื่นมือมาสัมผัสมือกับข้าพเจ้า “ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ สารวัตร”


    “เช่นกัน ขอบคุณในความช่วยเหลือด้วยครับ” ข้าพเจ้าตอบ 


    สีหน้าและท่าทีของเขาข้าพเจ้าทำให้ข้าพเจ้าอดรู้สึกไม่ได้ว่า เขากำลังแสดงความยินดีในความสำเร็จของข้าพเจ้า และนึกประหลาดใจว่า ข้าพเจ้าสามารถทำให้เพื่อนของเขากระตือรือร้นจะช่วยเหลือข้าพเจ้าถึงเพียงนี้ได้อย่างไร 


    ดร. ฟอล์กเนอร์เปิดประตูให้ข้าพเจ้าออกไปก่อน “ไปกันเถิดครับ สารวัตร”


    ทันทีที่เราออกมาข้างนอก เขาก็ร้องเรียกรถม้าโดยสารที่ผ่านมาให้ไปส่งเรายังจุดหมาย คือ โรงพยาบาลรอยัลฮอสพิทัล ที่ไวท์ชาเพล ซึ่งเป็นที่ทำงานของเขาและที่เก็บศพของเจมส์ พ็อตต์โดยไม่รอช้า ความใจร้อนอยากรู้ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าว อย่างกะทันหันของเขาทำให้ข้าพเจ้าอดขันไม่ได้ ด้วยสิ่งที่เขาทำนั้นทำให้นึกถึงแมวที่กำลังไล่ตะครุบกลุ่มไหมพรมอย่างไม่ลดละ จะต่างกันก็ตรงที่เขาไม่ได้ทำด้วยความสนุก หากเป็นเพราะสะดุดใจกับบางสิ่งบางอย่างจนปล่อยผ่านไปมิได้เสียมากกว่า


    ในการพบกันครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าในบรรดาผู้ร่วมงานของข้าพเจ้าที่พูดถึง ดร. โทเบียส ฟอล์กเนอร์ได้อย่างเป็นธรรมที่สุด เห็นจะมีแต่ ดร. เบนจามิน เวสต์ ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานของเขาเท่านั้น ที่กล่าวว่าเขาเป็นคนแปลก แต่ก็เป็นคนเก่งคนหนึ่ง 


    จากการสนทนากับเขา ข้าพเจ้าไม่กังขาในความรู้ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับตำนานและความเชื่อต่าง ๆ ที่เขามี แม้ความสนใจในเรื่องนิยายปรัมปราของเขาดูจะสวนทางกับความรู้เชิงแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่เขาใช้หาเลี้ยงชีพ แต่เมื่อถึงคราวจำเป็นก็กลับกลายเป็นเรื่องที่มีประโยชน์อย่างน่าอัศจรรย์ 


    อีกสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้ามองเห็น คือ ความรวดเร็วแต่ไม่ลนลานในการแก้ไขเหตุเฉพาะหน้า และทักษะการใช้ไม้เท้าของเขาที่ข้าพเจ้าประจักษ์แก่ตาตนเอง บ่งชัดว่า เขาคุ้นเคยกับการรับมือกับสถานการณ์คับขันเป็นอย่างดี และน่าจะมีความสามารถในการต่อสู้อยู่พอตัว ประกอบกับท่วงท่าการเดินและเคลื่อนไหวที่มีลักษณะเฉพาะตัว สอดคล้องกับข้อมูลที่ข้าพเจ้าสืบมาได้ว่า เขาเคยรับราชการเป็นศัลยแพทย์ทหารมาก่อนมากทีเดียว 


    แม้จะมีท่าทีคล้ายไม่ยี่หระกับสิ่งใด แต่เขาก็ไม่ใช่คนจองหองหรือหยิ่งทะนงในความเก่งกล้าของตนเอง อาจดูเย็นชาไปสักหน่อย แต่ก็ไม่ใช่คนไร้น้ำใจหรือไม่เห็นใครในสายตา สำหรับข้าพเจ้าแล้ว เขาเป็นเพียงคนที่ไม่ชอบสังคมกับผู้ใดโดยไม่จำเป็น ไม่รับปากอย่างขอไปที และไม่สนิทสนมกับใครง่าย ๆ จนกว่าจะวางใจแล้วเท่านั้น 


    มีอีกสองสิ่งเกี่ยวกับเขาที่ข้าพเจ้ายังไม่รู้ชัด คือ ความเชี่ยวชาญสันทัดในการชันสูตรศพเพื่อหาสาเหตุการตาย ซึ่งข้าพเจ้าคงได้เห็นเขาสำแดงฝีมือไม่ช้า และจะคอยดูว่า เขามีปฏิสัมพันธ์กับพวกตำรวจและพลตระเวนอื่น ๆ อย่างไรแน่ เหตุใดพวกตำรวจในสถานีไวท์ชาเพิลจึงได้เกรงเขากันนัก


    แม้กล่าวไปแล้วออกจะแปลกอยู่สักหน่อย แต่ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าต้องชะตากับศัลยแพทย์หนุ่มผู้นี้ไม่น้อยเลย 



    To be continued....

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in