Dark Tales of London: The Hand of Glory (มือมาร)piyarak_s
Chapter 2: The Police Surgeon
  • (2) 

    “เราอยู่กันที่นี่ครับ สารวัตร” มร. อัลเฟรด คอร์ทนีย์บอกข้าพเจ้า เมื่อเราสองคนลงจากรถม้า 


    ชายหนุ่มเจ้าเนื้อ หน้ากลมนำข้าพเจ้าไปที่ประตู ควานหากุญแจในกระเป๋าเสื้ออยู่พักหนึ่งจึงได้กุญแจออกมาไขเข้าบ้าน พาข้าพเจ้าเข้าไปภายในที่พักซึ่งเขาขอแบ่งเช่าอาศัยอยู่กับคนที่ข้าพเจ้าต้องการพบ


    ด้วยชื่อเสียงที่กล่าวขวัญกันว่า เป็นคนเข้าถึงยากและไม่ยอมตกปากรับคำทำสิ่งไรให้ใครอย่างง่าย ๆ ข้าพเจ้าจึงไม่อยากผลีผลามเข้าพบเขาเพื่อให้ตนเองถูกปฏิเสธกลับมาให้เสียการ เพราะข้าพเจ้ารู้ว่า คนเช่นนี้ ยิ่งรบเร้ามากเท่าใด ก็จะยิ่งแข็งขืนมากขึ้นเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงต้องสืบข้อมูลเสียก่อนที่จะไปหา เพื่อให้รู้ว่า เขาเป็นคนเช่นไรและต้องวิสาสะกับเขาอย่างไรจึงจะถูกอัธยาศัย ทว่าจากการพูดคุยกับตำรวจที่ไวท์ชาเพลแล้ว ข้าพเจ้ากลับรู้สึกเหมือนตนเองเดินเข้าหาทางตัน ยิ่งสอบถาม ก็ยิ่งมองไม่เห็นทางจะพูดคุยกับเขาโดยไม่มีอุปสรรคได้เลย เพราะตำรวจหลายรายบอกข้าพเจ้าว่า เขาไม่ชอบวิสาสะกับพวกตำรวจนัก ก่อนที่จะจนใจมากไปกว่านี้ สารวัตรแบล็กก็นึกถึงเพื่อนร่วมบ้าน นพ. โทเบียส ฟอล์กเนอร์ขึ้นมาได้ 


    เหตุที่สารวัตรแบล็กรู้จักกับเพื่อนสนิทของ ดร. ฟอล์กเนอร์นั้น เนื่องจาก มร. คอร์ทนีย์เคยทำงานเป็นนักข่าวของโปลิศกาแซ็ตต์* ซึ่งเป็นนิตยสารข่าวตำรวจ และเคยรับผิดชอบติดตามข่าวสารของเขตไวท์ชาเพลมาก่อน จึงรู้จักมักคุ้นกันพอควร แม้จะออกจากที่ทำงานเดิมไปเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการของนิตยสารคอร์นฮิลล์** นิตยสารปกิณะและวรรณกรรมมีชื่อ แต่ มร. คอร์ทนีย์ก็ยังแวะเวียนมาในย่านนี้เป็นครั้งคราวเพื่อหาข้อมูลสำหรับงานเขียน 


    อาจเป็นโชคดีของข้าพเจ้าที่ยังพอมีหวังในการติดต่อศัลยแพทย์ตำรวจที่นายแพทย์เวสต์แนะนำให้ เพราะระหว่างที่ข้าพเจ้าออกจากบ้านที่เกิดเหตุนั้น สารวัตรแบล็กก็เห็นอัลเฟรด คอร์ทนีย์ยืนชะเง้อชะแง้ปะปนอยู่กับชาวบ้านและนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ทราบข่าวการตายของเจมส์ พ็อตต์พอดี จึงได้แนะนำให้ข้าพเจ้ากับเขาได้รู้จักกัน ครั้นทราบเรื่องแล้ว เขาก็ให้ความร่วมมือแก่ข้าพเจ้าเป็นอย่างดี และนำข้าพเจ้าไปที่บ้านของเขาเพื่อพบกับ ดร. ฟอล์กเนอร์ 


    เป็นเหตุการณ์ประจวบเหมาะอย่างเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายคดีแรกในฐานะสารวัตรสืบสวนของสก็อตแลนด์ยาร์ดที่ดีอยู่ไม่ใช่น้อย อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าไม่กล้าหวังอะไรมากนัก เพราะหากคนที่ข้าพเจ้าอยากพบไม่ให้ความร่วมมือเสียแล้ว ข้าพเจ้าก็คงต้องแสวงหาทางที่จะรู้เรื่องนั้นด้วยตนเองต่อไป 


    เมื่อพูดถึงชานเซอรี เลน อันเป็นที่ตั้งของแฟลตซึ่ง ดร. โทเบียส ฟอล์กเนอร์พักอาศัยแล้ว ในคราวแรกที่ทราบจาก ดร. เวสต์ ข้าพเจ้าแปลกใจเล็กน้อยที่เขาอยู่ที่นั่น เพราะย่านนั้นเป็นย่านพักอาศัยของผู้พิพากษา ตุลาการ ทนายความ และเสมียนทนายเป็นส่วนมาก เนื่องจากอยู่ใกล้กับศาลและสำนักอบรมทนายความแห่งเนติบัณฑยสภาอังกฤษทั้งสี่แห่ง คือ เกรย์สอินน์ ลิงคอล์นอินน์ อินเนอร์เทมเพิล และมิดเดิลเทมเพิล*** ใกล้เคียงกันนั้นก็คือถนนฮอลบอร์น ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยของผู้มีอันจะกินและนักธุรกิจทั้งหลาย กระทั่ง มร. คอร์ทนีย์เล่าให้ฟังระหว่างทาง ข้าพเจ้าจึงได้เข้าใจเหตุที่นายแพทย์ที่ทำงานในลอนดอนตะวันออกอย่างเขาจึงพำนึกอยู่คนละฟากฝั่งของเมือง


    เซ็ปติมัส ฟอล์กเนอร์ บิดาของ ดร. ฟอล์กเนอร์ รวมถึงพี่ชายของเขาอีกสามคนล้วนแต่เป็นหมอความฝีปากเอก แม้จะมีบ้านของครอบครัวและสำนักงานหลักอยู่ในเซอร์รีย์ แต่การต้องเดินทางมาว่าความในลอนดอนอยู่บ่อยครั้งทำให้พ่อลูกฟอล์กเนอร์ตัดสินใจซื้อแฟลตหลังนี้ไว้เพื่อจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนหาที่พักและสถานที่จัดเตรียมเอกสารสู้คดี 


    เมื่อชราลงและมีโรคประจำตัวที่ทำให้ไม่สะดวกในการเดินทาง เซ็ปติมัส ฟอล์กเนอร์จึงเน้นรับว่าความในคดีที่ไม่ต้องเดินทางมากนัก ส่วนทิโมธี ฟอล์กเนอร์ บุตรชายคนโตของทนายใหญ่ก็สมรสและลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาล่างของเซอร์รีย์ บุตรที่เป็นทนายความคนอื่นก็รับช่วงสำนักงานในท้องถิ่นทำให้ไม่ค่อยได้เดินทางเข้าเมืองหลวงมากครั้งอย่างแต่ก่อน พอดีกับที่เวลานั้น ดร. โทเบียส ฟอล์กเนอร์ซึ่งเป็นน้องชายคนสุดท้องปลดประจำการจากการเป็นแพทย์ทหาร เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากสมรภูมิอาบูเคลีย ในสงครามมาห์ดิสต์ ที่ซูดาน**** พักฟื้นจนหายดี ได้ตัดสินใจกลับมาเป็นศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลในลอนดอนตามคำชักชวนของอาจารย์ก็ได้ขอซื้อแฟลตนี้จากบิดาและพี่ชายเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัย ส่วน มร. คอร์ทนีย์ เพื่อนเก่าแก่ของ ดร. ฟอล์กเนอร์มาตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนกินนอนจนถึงมหาวิทยาลัย กำลังหาที่อยู่ใหม่ เพราะต้องการความสงบสำหรับเขียนหนังสือพอดี จึงขอแบ่งเช่าแฟลตนั้นและอาศัยอยู่เป็นเพื่อนกัน


    ชื่อโทเบียสนั้นค่อนข้างแปลกหู เพราะโดยมากแล้ว ชื่อนี้จะออกเสียงว่า 'โทไบอัส' ข้าพเจ้าจึงถาม มร. คอร์ทนีย์ก่อนเข้าไปภายในบ้านอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจอีกครั้งว่าตนเองฟังมาไม่ผิด เพื่อจะได้เรียกชื่อของ ดร. ฟอล์กเนอร์อย่างที่เขาต้องการให้เรียกและจะได้ไม่ทำให้เขาขุ่นเคืองใจในความไม่รู้ ไม่เตรียมการของข้าพเจ้า และได้รับคำตอบจากเพื่อนของเขาว่า ชื่อของเขาออกเสียงตามชื่อของคุณตาทวดซึ่งเป็นนักวิชาการเชื้อสายสแกนดิเนเวียที่มาสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยในอังกฤษ ที่ออกเสียงว่า 'โทเบียส' นั้น ข้าพเจ้าออกเสียงถูกต้องแล้ว และข้าพเจ้าคิดถูกในเรื่องที่เขาออกจะหน่ายใจกับการต้องคอยแก้การออกเสียงชื่อของเขาอย่างขอไปทีอยู่มากทีเดียว


    “วันนี้ มิสซิสดาร์ลตัน ผู้ดูแลบ้านของเราไม่อยู่ อาจไม่ได้รับความสะดวกบ้าง ต้องขออภัยสารวัตรด้วย” มร. คอร์ทนีย์บอกระหว่างนำข้าพเจ้าเข้าไปภายในบ้าน


    เขาเปิดประตูเข้าไปในห้องรับแขก และแนะนำให้ข้าพเจ้ารู้จักกับบุคคลที่นอนอยู่บนโซฟาหน้าเตาผิง 


    “สารวัตรเฟย์… นี่คือโทเบียส ฟอล์กเนอร์” 


    นายแพทย์โทเบียส ฟอล์กเนอร์ เป็นชายหนุ่มรูปร่างเพรียว สวมแว่นสายตา ใบหน้าของเขาเป็นใบหน้าของผู้ชายที่ ค่อนไปข้างงามมากกว่าหล่อเหลา อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหน้าตาและบุคลิกดี แต่ทว่าท่าทางของเขาดูจะไม่เป็นมิตรกับใครง่ายดายนัก 


    และเป็นอย่างที่เพื่อนร่วมงานของเขานิยามไว้ คือ เหมือนแมว และเป็นแมวที่กำลังไม่สบอารมณ์เพราะถูกรบกวนความสงบยามอ่านหนังสืออยู่เสียด้วย ถึงไม่พองขนขู่ฟ่อ แต่ก็อาจกางเล็บตะปบได้ทันทีเมื่อเข้าใกล้จนเกินควร 


    เมื่อได้ยินเสียงแนะนำ ดวงตาสีเขียวที่จดจ่ออยู่กับเนื้อหาของหนังสือก็เปลี่ยนทิศมาจับจ้องยังใบหน้าของสหายร่วมแฟลตของเขาซึ่งเป็นผู้นำข้าพเจ้าเข้ามา ตามด้วยใบหน้าของข้าพเจ้า 


    ท่าทีของเขาเขาดูเหมือนแมวตัวใหญ่แต่ปราดเปรียวที่แสดงอาการระแวดระวัง และพร้อมกระโจนหนีคนแปลกหน้าอย่างข้าพเจ้าได้ตลอดเวลา แม้แววตาจะแสดงความสงสัย ทว่าริมฝีปากของเขายังคงปิดสนิท ไม่กล่าวทักทายหรือตั้งคำถาม


    “ดร. ฟอล์กเนอร์” ข้าพเจ้าแนะนำตัว “ผมชื่อไมเคิล เฟย์ เป็นสารวัตรสืบสวนจากสก็อตแลนด์ยาร์ด ขอโทษด้วยที่มารบกวนเวลาพักผ่อน แต่เรามีเรื่องจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ” 


    “ถ้าสารวัตรต้องการแพทย์ตรวจศพ สารวัตรควรไปหา ดร. เวสต์ที่เข้าเวรอยู่ ไม่ใช่ผมที่ลาพักในวันนี้” 


    แม้จะมีแก่ใจแนะนำ แต่โดยนัยแล้ว ก็เป็นคำปฏิเสธที่ไร้เยื่อใยสิ้นดี ทว่าคำตอบของเขาไม่ได้เหนือไปจากความคาดหมายของข้าพเจ้าแม้แต่น้อย 


    “ดร. เวสต์แนะนำให้ผมมาขอคำปรึกษาจากคุณหมอ เนื่องจากคุณหมอเชี่ยวชาญในเรื่องเหล่านี้มากกว่า” 


    ศัลยแพทย์ตำรวจนิ่งไปครู่หนึ่ง วางหนังสือลงบนโต๊ะ เปลี่ยนจากท่านอนเหยียดขาบนโซฟามาเป็นนั่งพิงพนัก ขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ แต่ยังไม่ยอมเชิญให้ข้าพเจ้านั่ง 


    “เพราะเป็นคดีที่มีเสียงร่ำลือว่ากันฝีมือของภูตผี หรือสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือสิ่งที่อธิบายไม่ได้…” 


    “ถูกต้องแล้ว” 


    “สารวัตรไม่เชื่อว่ามันเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น…” 


    “ผมไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อมีคนพูดถึง ผมก็พร้อมจะตรวจสอบ” 


    เขามองข้าพเจ้าอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าท่าทางอย่างนั้นมีความหมายว่าอย่างไร แต่สีหน้าโล่งใจของ มร. คอร์ทนีย์ทำให้ข้าพเจ้าพอจะวางใจได้ส่วนหนึ่งว่าคำขอของข้าพเจ้าคงได้รับการตอบสนอง 


    “อัลเฟรด วานบอกให้มิสซิสดาร์ลตันชงชามาให้สักกาเถอะ” นายแพทย์ผู้เป็นเจ้าบ้านว่า เหลือบมองข้าพเจ้า แล้วลอบถอนใจเบา ๆ อย่างยอมจำนน


    เขามิได้จำนนแก่เหตุผลหรือคำยืนยันของข้าพเจ้า แต่จำนนแก่ความอยากรู้ของตนเองเสียมากกว่า


    ดร. ฟอล์กเนอร์หันมาหาข้าพเจ้า 


    “เชิญนั่งก่อนครับ สารวัตร เราอาจจะต้องคุยกันยาวสักหน่อย”


    To be continued... 


    -------------------------------------- 


    * The Police Gazette เป็นนิตยสารรายสัปดาห์ของกระทรวงมหาดไทยมีบรรณาธิการบริหาร คือ กองบัญชาการตำรวจนครบาล เริ่มจำหน่ายในปี 1772 ในชื่อ The Quarterly Pursuit ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น Hue and Cry and Police Gazette, Hue and Cry or Police Gazette (1828) และ The Police Gazette (1839) ตามลำดับเป็นการรายงานข่าวเกี่ยวกับคดีอาชญากรรม ประกาศจับและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับคดีต่าง ๆ ของตำรวจและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเป็นนิตยสารที่ยังมีขายอยู่จนถึงปัจจุบัน
    ** Cornhill Magazine เป็นวารสารวรรณกรรมและนิยาย ก่อตั้งในปี 1859 โดย George Murray Smith มีคอลัมน์หลักเป็นนิยายเรื่องยาวและบทความอื่น ๆ
    *** เนติบัณฑยสภาอังกฤษ (Inns of Court) เป็นองค์กรวิชาชีพของทนายความ (Barrister) ในสหราชอาณาจักรอังกฤษและเวลส์ประกอบด้วยสำนักอบรมสี่แห่ง ได้แก่ Lincoln's Inn, the Inner Temple,the Middle Temple, Gray's Inn 

    **** The Battle of Abu Klea (มกราคม 1885) เกิดขึ้นที่ Abu Klea ในประเทศซูดานระหว่างสงครามมาห์ดิสต์ หรือ The Mahdist War (1881-1899) เป็นสงครามอาณานิคม (colonial war) ที่เกิดขึ้นในทวีปแอฟริกาซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษในยุคนั้น เริ่มต้นจากความขัดแย้งระหว่างอียิปต์และซูดานโดยมีอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมเข้าแทรกแซง ทำให้ชาวซูดานนำโดย Mohammed Ahmed ("The Madhi") ผู้นำศาสนาในซูดานทำสงครามต่อต้าน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in