Dark Tales of London: The Hand of Glory (มือมาร)piyarak_s
Chapter 1: Buckle Street

  • จากที่จ่ามัสเกรฟรายงานสรุปให้ข้าพเจ้าฟังระหว่างนั่งรถม้าจากบ้านพักของข้าพเจ้าที่ฟลีทสตรีทมายังไวท์ชาเพล ศพของเจมส์ พ็อตต์อยู่ในห้องหนังสือ ยังไม่ถูกผู้ใดแตะต้อง นอกจากคลาร่า พ็อตต์ ผู้เป็นภรรยา และเป็นผู้รายงานแก่พลตระเวน ที่ออกตรวจตราในช่วงเช้าว่า สามีของตนเสียชีวิตแล้ว ห้องหนังสือดังกล่าวอยู่บนชั้นสองของตึกซึ่งใช้เป็นที่พักอาศัยของสามีภรรยาพ็อตต์ ส่วนชั้นหนึ่งและห้องใต้ดินนั้น ใช้เป็นร้านค้าและที่เก็บสินค้าตามลำดับ 


    ในสายตาข้าพเจ้า ร้านขายของเก่าของมิสเตอร์พ็อตต์ ผู้ตาย ดูเหมือนโรงรับจำนำเสียยิ่งกว่า เพราะเครื่องเรือน เครื่องเงิน และเครื่องกระเบื้องต่าง ๆ ที่วางแสดงเพื่อจำหน่ายภายในร้านอยู่นั้น หลายชิ้นเป็นของอย่างธรรมดาอันจะซื้อหาที่ใดก็ได้ หลายชิ้นดูไม่มีราคาหรือแทบหาความประณีตไม่พบ และการจัดเก็บของบางประเภทก็ไม่ถูกต้องตามหลัก เช่น เอาสำรับอาหารที่ทำจากเงินไว้นอกตู้กระจก ทำให้เกิดเป็นคราบดำไม่น่าดู ของที่เข้าท่าน่าสนใจอยู่บ้างหรือพอจะสวยหน่อย เห็นจะมีแต่พวกเครื่องกระเบื้องของจีน และเครื่องรางแปลก ๆ ต่าง ๆ ซึ่งอย่างหลังออกจะน่ากลัวมากกว่าน่าเก็บไว้ดูเล่น 


    ขณะเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน ข้าพเจ้าต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะได้ยินเสียงไม้กระดานใต้พรมลั่นจนหวั่นใจว่า ถ้าเผลอย่ำหนักไป ข้าพเจ้าซึ่งเป็นคนสูงใหญ่อยู่แล้วอาจทำให้พื้นทะลุลงไปได้ และเมื่อไปถึงชั้นพักอาศัย ข้าพเจ้าต้องแปลกใจอีกคำรบหนึ่ง เนื่องจากข้าวของเครื่องใช้ในส่วนที่พักอาศัยนั้น หลายชิ้น โดยเฉพาะที่เป็นของใหม่ จัดได้ว่าเป็นของชั้นดีผิดจากของที่ขายอยู่มาก ของบางอย่างดูจะฟุ่มเฟือยเกินฐานะด้วยซ้ำไป กิจการร้านขายของเก่าเป็นสิ่งที่สามีภรรยาคู่นี้ใช้ทำกินเลี้ยงชีพอยู่ทุกวันนี้จริงหรือ ข้อนี้ข้าพเจ้ายังสงสัย หากแต่เริ่มเข้าใจเหตุที่ผู้บังคับบัญชาของข้าพเจ้ารับเอาคดีนี้เข้าเป็นคดีในความรับผิดชอบของสก็อตแลนด์ยาร์ดขึ้นมาบ้าง เพราะที่มาของรายได้ของพวกเขาไม่ปกตินัก แต่มาจากไหนนั้น ยังไม่ทราบได้ 


    “สารวัตรเฟย์” ชายหน้ากลม สูงสันทัด อายุราวสี่สิบปลาย ซึ่งยืนอยู่ที่ปากประตูห้องร้องทักและสัมผัสมือกับข้าพเจ้า “ผมคือสารวัตรเจมส์ แบล็ก จากดิวิชั่นเอช เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับสารวัตรสืบสวนคนใหม่ของสก็อตแลนด์ยาร์ด” 


    “ยินดีเช่นกันครับ” ข้าพเจ้าตอบรับสั้น ๆ ด้วยไม่อยากคุยให้มากความ “ศัลยแพทย์ตำรวจ*  กับช่างภาพ**  มาแล้วหรือยัง” 


    ดูท่าสารวัตรแบล็กจะผิดหวังกับท่าทีไม่เอาใจใส่จะพูดจาทำความรู้จักกันฉันมิตรของข้าพเจ้าอยู่พอดู


     “มาแล้ว รออยู่ในห้องหนังสือนั่นแน่ะ” 


    เขานำข้าพเจ้าและจ่ามัสเกรฟเข้าไปในห้อง แนะนำข้าพเจ้ากับศัลยแพทย์ตำรวจและช่างภาพ การบันทึกภาพและการตรวจศพในที่เกิดเหตุก่อนเคลื่อนย้าย เป็นระบบที่เพิ่งนำมาใช้หลังเกิดกรณีแจ็คเดอะริปเปอร์นี่เอง เมื่อทำความรู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันแล้ว ข้าพเจ้าก็ให้ช่างภาพทำการถ่ายรูปห้องและศพเอาไว้ ก่อนแพทย์ที่ถูกตามตัวมาชันสูตรทำงานของตนเองต่อไป


    ข้าพเจ้านำสมุดบันทึกและดินสอออกมาจากกระเป๋าเสื้อ วาดแผนที่ห้องคร่าว ๆ และจดสิ่งที่สังเกตเห็นลงไป


    สภาพทั่วไปของห้องหนังสือของมิสเตอร์พ็อตต์ค่อนข้างเรียบร้อย มีพวกหนังสือ ภาพเขียน และเครื่องรางอีกจำนวนหนึ่งอยู่ในตู้ เพื่อรอติดฉลากราคาก่อนนำลงไปขายในร้านข้างล่าง ส่วนที่เป็นพิรุธที่สุดมีเพียงจุดเดียว คือ บริเวณโต๊ะทำงานของเขา ซึ่งมีหนังสือ และกระดาษต่าง ๆ กระจุยกระจายไปทั่ว หมึกดำสำหรับเขียนหนังสือหกนองไปทั่วโต๊ะไม้มะฮอกกานี และไหลหยดลงบนพื้นพรมเบื้องล่างเป็นรอยด่างวงใหญ่ ขณะเดินสำรวจภายในห้อง ข้าพเจ้ารู้สึกหนาวเยือกจนต้องกระชับเสื้อฟร็อกเข้าหาตัว เมื่อมองไปรอบ ๆ จึงได้สังเกตเห็นว่าหน้าต่างด้านหลังห้องถูกดึงขึ้น ทำให้อากาศหนาวภายนอกไหลเข้ามาทางช่องเปิดนั้นได้ ซึ่งการเปิดหน้าต่างห้องทิ้งไว้ในช่วงเดือนธันวาคมเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะทำกัน และเมื่อพินิจให้ถ้วน ก็พบว่าบนกลอนและขอบไม้ของหน้าต่างด้านล่างนั้นก็มีรอยนิ้วมือเปื้อนหมึกติดอยู่ด้วย


    “สารวัตรพอจะทราบไหมว่า หน้าต่างเปิดอยู่ก่อนแล้ว หรือตำรวจเป็นคนเปิดในภายหลัง” ข้าพเจ้าหันไปถามสารวัตรแบล็ก เขาไม่ตอบ หากโบกมือเรียกพลตระเวนซึ่งเข้าถึงที่เกิดเหตุคนแรกมาหาข้าพเจ้า


    “กระผมไม่ทราบขอรับ” พลตระเวนผู้นั้นตอบ “เมื่อเข้ามาถึงห้อง กระผมก็กันเอาคนออกไปข้างนอกหมด ไม่ได้แตะต้องศพหรือสิ่งใด ใช้ให้สาวใช้ในบ้านไปตามตำรวจจากสถานีมา ส่วนกระผมอยู่เฝ้าหน้าห้องโดยตลอด กระทั่งสารวัตรแบล็กมาถึงขอรับ” 


    “ตอนที่ผมมาถึง ก็ยังไม่ได้แตะต้องอะไรในห้องเหมือนกัน” สารวัตรแบล็กบอกโดยไม่รอให้ข้าพเจ้าถาม “ยกเว้นให้คนเอาผ้ามาคลุมศพกันอุจาดตาเท่านั้น” 


    “แล้วทราบได้อย่างไรว่าของหายไปชิ้นเดียวโดยไม่มีของมีค่าอย่างอื่นหายไปอีก” 


    “สอบถามจากมิสซิสพ็อตต์แล้ว หล่อนบอกอย่างนั้น… ผมสั่งให้หล่อนอยู่แต่ในห้องกับสาวใช้ เสร็จจากตรงนี้ แล้วสารวัตรไปถามหล่อนซ้ำอีกครั้งก็ได้” เขาตอบ ชี้ไปที่กล่องบุกำมะหยี่บนโต๊ะทำงาน “ของที่เคยอยู่ในกล่องนั้นหายไป ลิ้นชักต่าง ๆ ไม่มีร่องรอยการเปิดหรือรื้อค้น ส่วนพวกเงินที่ได้จากการค้าขาย” 


    “ของนั้นคืออะไร” ข้าพเจ้าถาม แม้จะทราบอยู่แล้วว่าสิ่งนั้นคืออะไร 


    “มือมนุษย์ทำแห้ง” สารวัตรแบล็กทำสีหน้าขยะแขยงสิ่งที่พูดถึงอย่างไม่ปิดบัง “ที่เขาเรียกกันว่า The Hand of Glory สารวัตรเคยได้ยินอยู่บ้างกระมัง” ข้าพเจ้าพยักหน้ารับ


     ‘เดอะ แฮนด์ ออฟ กลอรี่’ คือ เชิงเทียนที่ทำจากมือผู้ร้ายฆ่าคน ซึ่งพวกอาชญากร โดยเฉพาะพวกปล้น เชื่อกันว่ามีอำนาจลึกลับสะกดคนในบ้านให้หลับสนิท ไม่อาจเคลื่อนไหว ไม่มีทางต่อสู้ได้ แต่ข้าพเจ้ายังนึกไม่ออกว่า คนธรรมดาจะอยากได้ของน่าสยดสยองนี้ไปเพื่ออะไร และถ้าพวกโจรอยากได้ พวกมันจะเอาไปแค่มือผีแห้ง ๆ อย่างเดียว โดยไม่ค้นเอาของมีค่าที่พอจะมีอยู่ในห้องนี้ไปด้วย และถ้ามีคนร้ายเข้ามาจะไม่มีใครในบ้านได้ยินเสียงใดเลยเชียวหรือ 


    “เจมส์ พ็อตต์ไปเอามือนี้มาจากไหน สารวัตรได้ถามมิสซิสพ็อตต์หรือไม่” ข้าพเจ้าซักต่อ ชี้มือบอกช่างภาพให้เดินไปถ่ายรูปตรงหน้าต่างที่เปิดอยู่เอาไว้ 


    “ถามซี ถาม” เขาตอบด้วยท่าทางกระตือรือร้นขึ้น เมื่อข้าพเจ้าให้ความสำคัญกับเขามากขึ้นกว่าคราวแรก “หล่อนบอกว่า สามีของหล่อนได้มาจากกลาสีเรือคนหนึ่งเมื่อสักห้าวันก่อน และเมื่อสักสองสามวันก่อน เขาก็ทำท่ากระหยิ่มยิ้มย่อง บอกหล่อนและพูดกับเพื่อนฝูงที่โรงเหล้าว่า มือผีนี้ให้ลาภนัก เพราะได้มาไม่นานก็ขายมือผีนี้ได้ในราคาดีเสียด้วย” 


    “ใครกันที่อยากซื้อของพรรค์นี้” ข้าพเจ้าขมวดคิ้ว นอกจากพวกที่นำของแปลกหรือคนแปลกไปจัดแสดงอย่างทอม นอร์แมน***  หรือ พี ที บาร์นัม****  หรือพวกนิยมสะสมของแปลกไว้ในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว***** แล้วจะมีใครได้อีก 


    “เซอร์เอ็ดเวิร์ด สแตนตัน” สารวัตรแบล็กกระซิบให้ได้ยินกันเพียงสองคนชื่อนั้นทำให้ข้าพเจ้านิ่งตะลึง ก้มลงมองหน้าคนพูดอย่างไม่อยากเชื่อหูตนเอง 


    “เซอร์เอ็ดเวิร์ด สแตนตัน มหาเศรษฐีนักเดินเรือและหนุ่มสังคมตัวยงคนนั้นนั่นละ ไม่ผิดดอก” เขาย้ำ “สารวัตรคิดว่า มันน่าแปลกไหมเล่าที่คนระดับเซอร์เอ็ดเวิร์ดจะดั้นด้นมาหาซื้อของพิสดารอย่างนี้จากร้านของเก่าปลอม ๆ อย่างร้านของตาเจมส์ พ็อตต์” 


    “ร้านของเก่าปลอม ๆ อย่างนั้นหรือ” 


    ดูเหมือนสารวัตรแบล็กจะรู้ตื้นลึกหนาบางของผู้ตายอยู่พอควรทีเดียว 


    “สารวัตรเดินผ่านในร้านมาแล้ว คิดว่ามันเหมือนร้านขายของเก่าหรือไม่เล่า” คู่สนทนาของข้าพเจ้าทำเสียงหึในลำคอ “ถึงจะทำมาหากินด้วยการขายของเก่า แต่เบื้องหลังทำทั้งปล่อยกู้ รับจำนำของเป็นอาชีพหลัก จะจับเขาหรือ นอกจากเปิดกิจการผิดประเภทแล้ว ก็ยังไม่เห็นว่าทำผิดอะไร จับไปแล้ว ชาวบ้านที่ไม่มีปัญญาจะไปยืมเงินจากธนาคาร จะไปเอาเงินจากไหนมาใช้ ก็เลยช่างมันไปก่อน” 


    “แสดงว่าสารวัตรก็รู้จักกับเจมส์ พ็อตต์อยู่บ้าง” 


    “ถูกต้อง รู้จักบ้าง แต่ไม่ถึงกับรู้จักดีหรือสนิทสนมอะไร” เขารับ “เพราะรู้จักเลยไม่ค่อยอยากทำคดีนี้ด้วยตัวเอง และเพราะเห็นว่ามีคนในสังคมชั้นสูงเกี่ยวข้อง จึงได้แจ้งให้ทางสก็อตแลนด์ยาร์ดส่งนักสืบมาอย่างไรเล่า” 


    “เข้าใจแล้ว” ข้าพเจ้าบอก “ขอบคุณมากที่แจ้งเหตุไป ถ้ามีข้อมูลหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับผู้ตายเพิ่มเติมในภายหน้า ผมคงต้องขอความช่วยเหลือจากทางสารวัตรอีก” 


    “ด้วยความยินดี” เขายิ้มให้ “ถ่ายภาพเสร็จแล้ว สารวัตรจะให้หมอตรวจศพผู้ตายเลยไหม” 


    “ดีเหมือนกัน” ข้าพเจ้าเห็นด้วย และหันไปหา ดร. เบนจามิน เวสต์ ซึ่งยืนรออยู่ “ขอโทษด้วยครับ ที่ทำให้คุณหมอต้องรอ” 


    นายแพทย์เวสต์เป็นชายร่างเล็กอายุประมาณห้าสิบปีเศษ ไว้หนวดและเครา ผมสีดำหยักศกของเขาเริ่มมีสีเทาแซมอยู่บ้าง สีหน้าท่าทางเป็นคนใจเย็น และใจดีทีเดียว 


    “ไม่เป็นไร” เขาตอบยิ้ม ๆ และบอกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเปิดผ้าคลุมศพที่นอนอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานออกให้ 


    แม้จะเห็นศพมานักต่อนัก แต่สภาพศพของผู้ตายรายนี้ก็ทำให้ทั้งศัลยแพทย์ตำรวจ ช่างภาพ และข้าพเจ้าผงะไปชั่วครู่ เพราะใบหน้าบิดเบี้ยวของเขาเป็นใบหน้าของคนที่ตกอยู่ในความหวาดกลัวสุดขีดก่อนถึงแก่ความตาย ข้าพเจ้านึกเห็นใจช่างภาพอยู่ไม่น้อย เพราะเขาทำหน้าเหมือนอยากจะอาเจียน แต่ก็สะกดใจตนเองให้ทำหน้าที่ต่อไปได้ 


    ดวงตาที่ลืมค้างอยู่ของเจมส์ พ็อตต์เหลือกลานจนแทบถลนออกมานอกเบ้า ในตาขาวมีจุดสีแดงปรากฎอยู่เต็มไปหมด ปากที่เปิดอ้ามีคราบน้ำลายแห้งติดอยู่ทั้งสองข้างของมุมปาก กล้ามเนื้อในร่างกายของเขาบิดเกร็งไปทั้งร่าง สองมือหงิกงอ ปลายนิ้วทั้งสิบจิกพื้นพรมบนห้องแน่น เป็นอาการที่บ่งบอกถึงการกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดมากกว่าการพยายามต่อสู้ บนลำคอของเขามีรอยมือข้างซ้ายที่เปื้อนหมึกดำปรากฏอยู่ เป็นรอยมือขนาดเล็กและผอมบางเหมือนมีแต่กระดูก รอยมือส่วนที่เป็นนิ้วโป้งประทับอยู่บริเวณลูกกระเดือก ส่วนอีกสี่นิ้วที่เหลือพาดอยู่ข้างลำคอ บนเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขามีรอยหมึกหยดกระเซ็นเป็นดวงเล็ก ๆ หลายรอย


    ดร. เวสต์คุกเข่าลงข้างศพเพื่อสำรวจร่อยรอยอื่นที่อาจมีอีกให้ชัดเจนขึ้น ข้าพเจ้าตามเขาเข้าไปดูใกล้ ๆ ในขณะที่สารวัตรแบล็กยืนมองอยู่ข้างหลัง และไม่มีร่องรอยอื่นอีกนอกจากรอยมือดังกล่าว เมื่อยกศีรษะของศพขึ้น ก็พบว่าด้านหลังศีรษะมีรอยปูดเพราะถูกกระแทกอยู่รอยหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพราะตกจากเก้าอี้ที่ล้มอยู่ใกล้ ๆ กันมากกว่าถูกทำร้ายเจมส์ พ็อตต์เป็นคนตัวใหญ่หนาและยังดูแข็งแรงจนไม่น่าเชื่อว่า มือซ้ายเล็ก ๆ ข้างนั้นจะบีบคอเขาจนตายได้ แต่ถ้าไม่ใช่ผลจากการกระทำของมือนั่น แล้วอะไรที่ทำให้เขาตายได้ 


    ข้าพเจ้าถาม “เท่าที่ดู คุณหมอคิดว่าเขาตายมานานเท่าใดและด้วยสาเหตุอะไร”ดร. เวสต์เงยหน้าขึ้นมามองข้าพเจ้าแล้วถอนใจ “คะเนจากการแข็งตัวของศพก็น่าจะตายมาได้ประมาณ 10-12 ชั่วโมงแล้ว ส่วนสาเหตุการตายนั้น ผมยังตอบตรงนี้ไม่ได้ ต้องรอตรวจอย่างละเอียดก่อน” 


    “ถ้าอย่างนั้น ก็ให้คนมาย้ายศพไปไว้ที่โรงเก็บของโรงพยาบาลได้แล้ว” สารวัตรแบล็กสรุปและสั่งการกับผู้ใต้บังคับบัญชา ส่วนจ่ามัสเกรฟซึ่งยืนฟังอยู่และช่วยข้าพเจ้าบันทึกข้อมูลที่ได้อีกทางหนึ่งออกไปขอน้ำและสบู่มาให้ ดร. เวสต์ชำระมือหลังตรวจศพเสร็จ 


    เมื่อนึกถึงรอยมือบนลำคอและบนหน้าต่าง ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันอย่างยิ่ง สิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิดของข้าพเจ้า เมื่อสมมุติตัวเองเป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งที่ได้ยินข่าวการตายของเจมส์ พ็อตต์ คือ มือปีศาจนั้นบีบคอผู้ที่ซื้อมันมาจนตาย แล้วเปิดหน้าต่างหนีออกไปข้างนอก 


    “สมกับที่ชาวบ้านเขาเล่าลือกันไหมเล่าว่าเจมส์ พ็อตต์ตายเพราะอ้ายมือผีนั่น” สารวัตรแบล็กว่า พลางส่ายหน้า “เพราะอย่างนี้ ก็ต้องอาศัยมือของสก็อตแลนด์ยาร์ดนั่นละมาไขคดี” 


    คำพูดที่แสดงความมั่นใจอย่างยิ่งของเขาทำให้ข้าพเจ้าได้แต่ยิ้มเฝื่อน ๆ เมื่อนึกถึงความจริงที่ว่า ยังมีคดีที่แม้แต่สก็อตแลนด์ยาร์ดเองก็ยังปิดไม่ลงอยู่อีกมาก และคดีนี้อาจกลายเป็นอีกคดีหนึ่งที่อยู่ในข่ายนั้นก็เป็นได้ 


    แม้จะยังจับต้นชนปลายไม่ถูกนัก แต่ข้าพเจ้าคิดว่า การที่คนร้ายเอาเรื่องของมือผีนั้นมาเป็นส่วนประกอบของคดี ต้องมีวัตถุประสงค์เฉพาะบางอย่าง และอาจมีนัยบางอย่างแอบแฝงอยู่ในเรื่องของมือนี้ก็เป็นได้ ถึงข้าพเจ้าจะเกิดและเติบโตในหมู่บ้านที่มีคนเรือและชาวประมงซึ่งมีความเชื่อเรื่องโชคลางและภูติผีอยู่มาก ทว่าข้าพเจ้าก็จากที่นั่นมานานมากแล้ว ความรู้เรื่องตำนานและความเชื่อที่มีอยู่ก็เป็นแบบผิวเผินเต็มที


    “คุณหมอครับ พอจะทราบเรื่อง ‘เดอะ แฮนด์ ออฟ กลอรี่’ บ้างหรือไม่”


    “ผมไม่รู้เรื่องพรรค์นั้นดอกนะ สารวัตร” ดร. เบนจามิน เวสต์บอก “แต่ถ้าสารวัตรอยากทราบ มีอยู่คนหนึ่งซึ่งผมคิดว่าสารวัตรอาจสอบถามเขาเรื่องนี้ได้”


    “ใครหรือครับ”


    “ดร. โทเบียส ฟอล์กเนอร์ ศัลยแพทย์ตำรวจประจำดิวิชั่นเอชเหมือนผมนี่ละ” 


    ดูเหมือนชื่อดังกล่าวจะทำให้สารวัตรแบล็กสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็เก็บอาการได้โดยเร็ว และอนุญาตให้สาวใช้ของสามีภรรยาพ็อตต์นำอ่างใส่น้ำล้างมือ สบู่ และผ้าเช็ดมือเข้ามาตั้งบนโต๊ะวางของใกล้ ๆ ตู้หนังสือ


    “วันนี้เขาไม่มีเวร น่าจะพักผ่อนอยู่กับบ้าน” ดร. เวสต์บอกเพิ่มเติม ขณะล้างมือในชามอ่างที่สาวใช้ของมิสซิสพ็อตต์นำมาให้ “แต่ผมไม่สามารถรับรองได้ว่า เขาจะคุยกับสารวัตรหรือเปล่า” 


    “อ้าว” ข้าพเจ้าร้องด้วยความประหลาดใจ “ทำไมเป็นอย่างนั้นเล่า” 


    คู่สนทนาของข้าพเจ้าโคลงศีรษะ “เขาออกจะแปลกคนอยู่สักหน่อย แต่ก็เป็นคนเก่ง ตำรวจในเขตไวท์ชาเพลเกรงเขายิ่งกว่า ดร. ฟิลลิป หัวหน้าศัลยแพทย์ตำรวจเสียอีก” 


    “ดร. ฟอล์กเนอร์นี้อายุมากแล้วหรือ” ข้าพเจ้าถาม นึกภาพตาหมอแก่เจ้าอารมณ์ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ 


    “เปล่าเลย อายุราวสามสิบปีเท่านั้น” 


    ดร. เวสต์ยิ้ม หยิบสบู่ก้อนใหม่เอี่ยมที่เจ้าของบ้านเตรียมไว้ให้มาถูมืออย่างพึงพอใจ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว แพทย์ผู้ตรวจศพมักจะได้ใช้สบู่ที่แบ่งมาจากสบู่ก้อนเก่าหรือเศษสบู่เสียมากกว่า 


    “ผมว่าสารวัตรอย่าถามผมต่อให้มากความเลย ไปพบเขาเสียก่อนเถิด แล้วจะทราบเองว่าจะเขาเป็นอย่างไร” 



    “สารวัตรเคยเลี้ยงแมว หรือชอบแมวไหม” จู่ ๆ ดร. เวสต์ก็ถามขึ้นหลังจากบอกที่อยู่ของ ดร. ฟอล์กเนอร์ให้ข้าพเจ้าจดใส่สมุด 



    แม้จะนึกฉงนอยู่ไม่น้อย แต่ข้าพเจ้าก็ตอบคำถามตามตรง “ชอบมากทีเดียว ภรรยาที่เสียไปแล้ว เคยเลี้ยงแมวไว้ด้วยตัวหนึ่ง ทำไมหรือครับ” 


    ศัลยแพทย์ตำรวจมิได้ตอบคำถามข้าพเจ้า เพียงแต่ยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากอย่างมีนัย


    “ถ้าเช่นนั้น สารวัตรก็คงรับมือกับเขาได้ไม่ยากดอก” 



    To be continued.... 


    ----------------------------------- 

    Police surgeon ในสมัยนั้น ยังไม่มีแพทย์นิติเวชที่ทำหน้าที่ชันสูตรศพโดยเฉพาะเหมือนในปัจจุบัน แต่จะใช้ศัลยแพทย์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการผ่าตัดและกายวิภาคศาสตร์มาทำหน้าที่ตรวจศพและผ่าศพพิสูจน์
    **  ในสมัยวิคตอเรียน การถ่ายภาพที่เกิดเหตุอาจทำโดยตำรวจหรือช่างภาพมืออาชีพที่ได้รับการว่าจ้างมาก็ได้ เนื่องจากกล้องถ่ายภาพยังไม่แพร่หลายมากเท่าในปัจจุบัน
     
    ***  Tom Norman หรือ Tom Noakes (7 May 1860–24 August 1930) มีฉายาว่า ‘Silver King’ เป็นนักธุรกิจการจัดแสดง (showman) ชาวอังกฤษ ซึ่งนำสิ่งของประหลาดหรือมนุษย์ที่มีลักษณะประหลาดมาแสดงให้ผู้คนได้ชม การแสดงที่โด่งดังที่สุดของนอร์แมน คือ การนำ Joseph Merrick หรือ Elephant Man ออกแสดงที่ไวท์ชาเพล ลอนดอน ในปี 1884 
    ****  P.T. Barnum หรือ Phineas Taylor Barnum (July 5, 1810 – April 7, 1891) เป็นนักธุรกิจการจัดแสดงชาวอเมริกัน เป็นผู้ก่อตั้งคณะละครสัตว์ Barnum & Bailey Circus และการจัดแสดงมนุษย์และสิงของแปลกประหลาด ซึ่งบางอย่างก็ไม่ใช่ของจริง เช่น นางเงือกฟิจิ
    ***** Cabinet of curiosity หรือห้องสารภัณฑ์ หรือห้องสะสมของพิสดาร เป็นที่นิยมของนักเดินทาง นักสำรวจ นักวิชาการที่สะสมสิ่งของแปลกประหลาด หายาก หรือตัวอย่างสัตว์ สิ่งของ และอื่น ๆ ที่ได้มา พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และธรรมชาติวิทยาลอนดอนก็มีจุดเริ่มต้นจากของสะสมใน cabinet of curiosity

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in