Dark Tales of London: The Hand of Glory (มือมาร)piyarak_s
Prologue

  • บทนำ
    ลอนดอน, ธันวาคม 1888 


    ใกล้สิ้นปี 1888 ข้าพเจ้าได้ของขวัญชิ้นใหญ่ในโอกาสฉลองวาระครบสิบปีแห่งการทำงานในกรุงลอนดอน คือ วันหยุดหนึ่งวันเต็ม และคำสั่งโยกย้ายจากแผนกสืบสวนคดีอาชญากรรมดิวิชั่นเอ็น เขตอิสลิงตัน ให้ไปเป็นสารวัตรสืบสวนแผนกสืบสวนคดีอาชญากรรม หรือ ซีไอดี (Crime Investigation Department) ประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ไวท์ฮอลล์ ซึ่งคนส่วนใหญ่รู้จักสถานที่นี้ในนาม ‘สก็อตแลนด์ยาร์ด’ หรือ ‘เดอะ ยาร์ด’ *


    แม้เพื่อนร่วมงานที่อิสลิงตันต่างพร้อมใจกันแสดงความยินดี แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงลังเลอยู่จนบัดนี้ว่า ควรดีใจหรือเสียใจกับเรื่องดังกล่าวกันแน่ ถ้าแมรี่ ภรรยาของข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าคงมีคนคอยรับฟังเรื่องน่ายินดีระคนหนักใจและให้คำแนะนำในฐานะคู่คิดได้บ้าง ทว่าหล่อนได้จากไปร่วมสิบปีแล้ว 


    ความก้าวหน้าครั้งสำคัญหนนี้ทำให้ข้าพเจ้าอยากกลับไปเยี่ยมหลุมศพของแมรี่ที่วิทบี้ เพื่อบอกกล่าวให้หล่อนได้รับรู้  ถึงจะฟังดูเหลวไหล แต่การได้กลับไปหาความสงบสุขในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ อาจทำให้ข้าพเจ้าตั้งตัวเตรียมใจได้มากขึ้น กระนั้น ข้าพเจ้าคงทำได้เพียงแค่คิด เพราะอาชญากรรมในลอนดอนไม่เคยรอท่าให้ตำรวจอย่างข้าพเจ้าได้ตั้งหลัก 


    ปี 1878 หรือเมื่อสิบปีก่อน เป็นปีแรกที่ข้าพเจ้าย้ายจากสถานีตำรวจในภูมิภาคนอร์ํํธไรดิ้ง**  หรือยอร์กเชียร์ตอนเหนือและยอร์กมาสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลในลอนดอน ในปีนั้น มีการก่อตั้งสืบสวนคดีอาชญากรรมกลางขึ้นแทนที่แผนกสืบสวนสอบสวนเดิม เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงที่เสียหายจากน้ำมือของตำรวจสืบสวนบางนายที่ก่อเรื่องอื้อฉาวในคดีฉ้อราษฎร์บังหลวง*** จนเป็นเหตุให้ต้องปฏิรูประบบตำรวจสืบสวนเสียใหม่เป็นปีแรก จึงนับได้ว่าข้าพเจ้าเติบโตในหน้าที่การงานและผ่านร้อนผ่านหนาวมาพร้อมกันกับแผนกสืบสวนอาชญากรรมก็คงได้ 


    ข้าพเจ้ายังจดจำได้ดีว่า  ครั้งแรกที่ย้ายที่ทำงานของตนเข้ามาในมหานครลอนดอน ทุกอย่างดูเป็นเรื่องแปลกใหม่ไปเสียหมดสำหรับตำรวจจากเมืองในชนบทอย่างข้าพเจ้า การใช้ชีวิตตามลำพังในถิ่นฐานที่ไม่รู้จักไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างกระเสือกกระสนเกินจำเป็น เพราะอย่างน้อยที่สุด ข้าพเจ้าค่อนข้างมีโชคในการหาที่อยู่อาศัย มีเจ้าของบ้านที่น่ารัก และมีเพื่อนร่วมบ้านเช่าที่เข้ากันได้ดี 


    ที่พักของข้าพเจ้าเป็นบอร์ดดิ้งเฮ้าส์ หรือบ้านที่เจ้าของแบ่งห้องให้เช่าและรับดูแลเรื่องอาหารการกินกับความสะอาดให้ในย่านใจกลางเมือง เนื่องจากมิสซิสเพเนโลพี แอ็บเนอร์ สุภาพสตรีผู้เป็นเจ้าของบ้านที่ข้าพเจ้าเช่าอยู่เป็นหญิงม่ายตัวคนเดียว ไม่มีบุตรธิดา อีกทั้งมรดกที่สามีผู้ล่วงลับของหล่อนทิ้งไว้ให้ก็ทำให้หล่อนอยู่ได้อย่างสบายไปตลอดชีวิต ความประสงค์เพียงอย่างเดียวของหล่อนในการแบ่งห้องให้เช่าคือ ต้องการให้ชายโสดที่มีหน้าที่การงานดี ไว้ใจได้มาอยู่เป็นเพื่อนและช่วยดูแลความปลอดภัยให้เท่านั้น ประกอบกับผู้เช่าแฟลตก่อนหน้าข้าพเจ้า คือ เบ็นเน็ตต์ ดาลบี้ จิตรกรและนักวาดภาพประกอบหนังสือชาวยอร์กเชียร์ ซึ่งเช่าห้องอยู่ก่อนกำลังมองหาคนที่กำลังจะมาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายส่วนดังกล่าวเป็น เขาเป็นคนใจกว้าง อารมณ์ดี และเข้ากับใครก็ได้ เราจึงเช่าบ้านอยู่ด้วยกันอย่างไร้ปัญหามานับแต่บัดนั้น เป็นอันว่าค่าเช่าบ้านใจกลางกรุงลอนดอนและยังเป็นย่านที่เต็มไปด้วยสำนักพิมพ์กับสำนักข่าวจึงอยู่ในวิสัยที่ข้าพเจ้าสามารถจ่ายได้ โดยที่มีเงินเก็บและยังเหลือพอใช้อย่างสบายไปตลอดเดือนโดยไม่ต้องอยู่อย่างกระเบียดกระเสียร 


    ในส่วนของการงาน แม้จะมีประสบการณ์การเป็นตำรวจที่สกาเบอระมาร่วมทศวรรษ แต่งานสืบสวนในลอนดอนเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องนับหนึ่งใหม่ ข้าพเจ้าต้องทำความรู้จักกับพื้นที่ ผู้คน เพื่อนร่วมงาน และระบบการทำงานทุกอย่างให้เร็วที่สุด เพื่อให้ตามเพื่อนร่วมงานคนอื่นซึ่งเติบโตและคุ้นเคยกับเมืองหลวงแห่งนี้มาก่อนได้ทัน ไม่ให้ตนเองกลายเป็นตัวถ่วงในการทำงานของใคร ๆ ได้ ยิ่งทำงานไปนานวัน ข้าพเจ้ายิ่งได้เรียนรู้มุมมืดของเมืองหลวงมากขึ้น ได้พบเจออาชญากรรมและอาชญากรมาแทบทุกรูปแบบ ประสบทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวในการทำคดี ได้รับฟังทั้งคำชื่นชมและเสียงก่นด่ามาอย่างครบถ้วน 


    โดยเฉพาะช่วงกลางถึงปลายปี 1888 ถือเป็นปีที่สก็อตแลนด์ยาร์ดต้องพบกับบททดสอบสำคัญ คือ เหตุฆาตกรรมต่อเนื่องที่ไวท์ชาเพลโดยฝีมือของฆาตกรที่ผู้สื่อข่าวเรียกขานกันว่า ‘แจ็คเดอะริปเปอร์’ 


    ยิ่งนานวัน ความกดดันจากจำนวนหญิงเคราะห์ร้ายก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกขณะ ถึงจะมีการระดมตำรวจสืบสวนมือดีจากทุกเขตมาทำงาน ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะนำตัวฆาตกรมาลงโทษได้ ศรัทธาที่ประชาชนเคยมีต่อสก็อตแลนด์ยาร์ดจึงเริ่มเสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัด นิตยสารพันช์**** ถึงกับเขียนภาพล้อเป็นรูปตำรวจถูกปิดตา เพราะคลำหาตัวอาชญากรตัวเอ้รายนี้มาลงโทษไม่ได้ แม้จะปฏิเสธความจริงนั้นได้ยาก แต่ข้าพเจ้าซึ่งเป็นหนึ่งในสารวัตรสืบสวนที่ถูกดึงตัวไปทำงานร่วมกับทางสก็อตแลนด์ยาร์ดด้วยทราบดีว่า แผนกสืบสวนคดีอาชญากรรมทำงานกันหามรุ่งหามค่ำกันเพียงใด 


    ในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ไวท์ชาเพลครั้งนี้ ฝ่ายสืบสวนต้องระดมทุกสรรพวิทยาการมาใช้แก่การรวมรวมพยานหลักฐานและเสาะหาตัวคนร้าย ความเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุดประการหนึ่งคือ มีการใช้ภาพถ่ายภาพที่เกิดเหตุอย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีของแมรี่ เคลลี่ เหยื่อรายล่าสุดของแจ็คเดอะริปเปอร์ที่ถูกชำแหละแทบไม่เหลือชิ้นดีในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการนำภาพถ่ายศพในที่เกิดเหตุมาใช้ในการวิเคราะห์รูปการณ์แห่งคดี และภาพดังกล่าวเป็นตัวช่วยให้การสืบหาข้อเท็จจริงและช่วยให้การทำงานในคดีฆาตกรรมแมรี่ เคลลี่มีความชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเหยื่อรายก่อนหน้าที่มีเพียงแต่บันทึกเป็นตัวอักษรและภาพวาดตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้พบศพเห็นศพในที่เกิดเหตุเท่านั้น 


    ในขณะที่วิทยาการใหม่ที่นำมาใช้ในการสืบสวนบางอย่างทำให้การสืบคดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น การทดลองใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายบางเรื่องก็น่าขันและดูสิ้นหวังอยู่ไม่น้อย เช่น การถ่ายภาพดวงตาของศพไว้ เพื่อค้นหา ‘ภาพสุดท้าย’ ของฆาตกรที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในดวงตาของเหยื่อ แต่เรื่องดังกล่าวล้มเหลวไม่เป็นท่า 


    ตลอดช่วงเวลาที่ทำงานร่วมกับตำรวจนครบาล ในช่วงเวลานั้น ข้าพเจ้าและคนอื่น ๆ ในคดีดื่มชากาแฟให้ทนถ่างตาตื่นอยู่ได้เสียมากกว่าจะหาอาหารใส่ท้องให้อิ่ม และอาศัยโต๊ะทำงานต่างที่นอนติดต่อกันมาหลายวัน โดยสองสิ่งแรกที่เห็นในยามตื่นขึ้นของแต่ละวัน คือ กองสำนวนคดีและที่เขี่ยบุหรี่ที่มีก้นบุหรี่พูนจนล้น แต่ถึงกระนั้นคดีฆาตกรรมที่ไวท์ชาเพลแทบไม่คืบหน้า มิหนำซ้ำยังมีคดีอื่น ที่เกี่ยวกับแจ็คเดอะริปเปอร์บ้างไม่เกี่ยวบ้างเข้ามาอีก

    เพราะคดีในมือท่วมท้นและเริ่มจะทับถม ประกอบกับความกดดันจากประชาชนชาวลอนดอนและเสียงตำหนิจากหลายฝ่าย ทั้งที่ทำงานหนักชนิดหามรุ่งหามค่ำ เพื่อนและผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าพเจ้าหลายนายจึงลาออกไปหางานที่ดีกว่า เสี่ยงภัยน้อยกว่า โดยเฉพาะเมื่อมีลูกเมียต้องรับผิดชอบ แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงยึดมั่นอยู่กับอาชีพของข้าพเจ้า แม้จะยอมรับว่าท้อใจอยู่บ้าง ทว่ายังไม่ถึงกับหมดใจกับการทำหน้าที่ของตนเองไปเสียทีเดียว 


    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ข้าพเจ้าครุ่นคิดมาตลอดเวลาหลังจากกระแสมวลชนที่ให้ความสนใจกับฆาตกรมือมีดเริ่มสร่างซา สภาพการงานที่เป็นอยู่ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ข้าพเจ้าจะเป็นตำรวจไปได้อีกนานเท่าใด และถ้าข้าพเจ้ายังเป็นตำรวจต่อไป ข้าพเจ้าจะมีความสามารถเพียงพอสำหรับการเป็นสารวัตรสืบสวนสังกัดกองบัญชาการกลางตำรวจนครบาลหรือไม่ เพราะข้าพเจ้าได้ประจักษ์แล้วว่า งานสืบสวนของกองบัญชาการกลางนั้นสาหัสกว่างานสืบสวนของสถานีตำรวจนครบาลทั่วไปมากนัก แต่ข้าพเจ้ายังไม่ทันหาคำตอบให้ตัวเองได้ ก็มีคำสั่งให้เข้าสังกัดแผนกสืบสวนอาชญากรรมกลางเสียก่อน 



    สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ข้าพเจ้าอดย้อนนึกถึงช่วงปีสุดท้ายที่ข้าพเจ้าเป็นตำรวจอยู่ที่สกาเบอระ ก่อนจะย้ายเข้ามาทำงานในเมืองหลวงไม่ได้ ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าไม่มีวันลืมได้ลง เพราะเป็นช่วงเวลาหลังจากที่แมรี่แท้งลูกของเราเป็นครั้งที่สอง ในเวลานั้น ข้าพเจ้าเริ่มคิดว่าตนเองอาจคิดผิดที่มาเป็นตำรวจจนทำให้หล่อนขาดคนดูแลและคิดจะลาออกจากงานกลับไปเป็นเสมียนเช่นที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้ แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน ข้าพเจ้ากลับได้ทำคดีร่วมกับนายตำรวจมากฝีมือจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล เขาผู้นั้นออกปากหลังจากคดีคลี่คลายลงด้วยดีว่า อยากสนับสนุนให้ข้าพเจ้าย้ายไปเป็นตำรวจสืบสวนสังกัดตำรวจนครบาลในลอนดอนซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ไม่ง่ายนัก 


    การสูญเสียที่เกิดขึ้นในครอบครัวทำให้ข้าพเจ้าต้องตรึกตรองให้ถี่ถ้วนเกี่ยวกับอนาคต เพราะการไปจากสกาเบอระในช่วงเวลาที่สุขภาพของแมรี่ยังอ่อนแออยู่ อาจทำให้อาการของหล่อนทรุดลง แม้จะมีทางเลือกอีกทางหนึ่ง คือ ให้ข้าพเจ้าล่วงหน้าไปลอนดอนก่อนและให้แมรี่กลับไปพักฟื้นที่บ้านเดิมของหล่อนที่วิทบี้ เมื่อข้าพเจ้าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงค่อยกลับมารับหล่อนไปอยู่ด้วยกันที่ลอนดอน แต่ท้ายที่สุดแล้ว แมรี่ก็อาจต้องใช้ชีวิตในลอนดอนตามลำพังและต้องดูแลตัวเองเช่นเดิมอยู่นั่นเอง ทางเลือกสุดท้ายของข้าพเจ้าจึงวนกลับไปที่จุดเดิม คือ ลาออกจากตำรวจ กลับไปทำงานเป็นเสมียนเช่นเดิมเพื่อจะได้มีเวลาให้หล่อนมากขึ้น และหวังว่าเราจะไม่เสียลูกไปอีก


    อย่างไรก็ตาม เมื่อข้าพเจ้าพูดคุยกับแมรี่ถึงเรื่องดังกล่าวในวันหนึ่ง หล่อนบอกข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าจะเลือกทางใดก็ได้ เว้นเสียแต่ลาออกจากตำรวจเพื่อมาดูแลหล่อน เพราะหล่อนเห็นว่า ข้าพเจ้าไม่เหมาะกับการนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะ และดูมีความสุขกับการเป็นตำรวจมากกว่าตอนที่ยังเป็นเสมียนในสำนักงานทะเบียนของที่ว่าการเมืองอยู่เสียอีก ยิ่งไปกว่านั้น หล่อนไม่อยากให้ข้าพเจ้ามาแย่งงานในบ้านไปทำจนหล่อนไม่เหลืองานจะทำ ได้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ ทั้งวัน โดยทำตัวให้เป็นประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้ หรือถ้าข้าพเจ้าอยากจะรับภาระงานบ้านของหล่อนไปเป็นของข้าพเจ้าทั้งหมดจริง ๆ หล่อนก็ไม่ขัดขวาง แต่อย่างน้อย ขอให้เหลืองานขัดกระดุมเงินบนเสื้อเครื่องแบบของข้าพเจ้าให้หล่อนทำบ้างก็ยังดี หล่อนพูดถึงขนาดนี้แล้ว เรื่องลาออกจากตำรวจจึงเป็นอันตกไป และได้ข้อสรุปกันว่า หล่อนจะกลับไปอยู่ที่บ้านที่วิทบี้ก่อน ส่วนข้าพเจ้าเดินทางไปลอนดอน กระทั่งข้าพเจ้าจัดการทุกอย่างลงตัวแล้ว จึงค่อยกลับมารับหล่อนไปอยู่ด้วยกัน 


    ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี แต่ทว่ามีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น เพราะหนึ่งสัปดาห์หลังจากแมรี่กลับไปอยู่ที่บ้าน ข้าพเจ้าก็ได้รับโทรเลขให้ข้าพเจ้ารีบเดินทางไปที่วิทบี้โดยด่วน เนื่องจากหล่อนป่วยหนัก เมื่อไปถึง อาการของหล่อนก็เพียบหนักจนแทบไม่รู้สติไปเสียแล้ว 


    โดโรธี พี่สาวของหล่อนบอกข้าพเจ้าว่า แมรี่มีไข้สูง เวียนหัว หน้ามืด และหัวใจเต้นแรงติดต่อกันมาหลายวัน แพทย์ที่พี่สาวของหล่อนตามมาดูอาการจ่ายยาให้แล้วก็ยังไม่ดีขึ้น แพทย์จึงตัดสินใจรักษาด้วยการระบายเลือดของหล่อนออกเพื่อลดความดัน ซึ่งไม่ได้ผลแต่อย่างใด มิหนำซ้ำ ดูจะทำให้ร่างกายของหล่อนอ่อนแอลงกว่าเก่า ตั้งแต่นั้นหล่อนก็นอนหลับและอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น แทบไม่สามารถพูดคุยกับใครได้มาตลอด 


    โดโรธีเล่าให้ข้าพเจ้าฟังด้วยว่า แมรี่ห้ามมิให้ตามข้าพเจ้ามา เพราะไม่อยากให้ข้าพเจ้าเป็นห่วง แต่โดโรธีมองออกว่าหล่อนอยากพบข้าพเจ้าที่สุด จึงขอให้บิดาส่งโทรเลขแจ้งข้าพเจ้า เนื่องจากเกรงว่าน้องสาวจะอยู่ได้อีกไม่นาน 


    โทรเลขจากวิทบี้ฉบับนั้นทำให้ข้าพเจ้านั่งไม่ติดที่ ไม่มีสมาธิกับงานที่ทำเลยแม้แต่น้อย ใจของข้าพเจ้าอยู่กับภรรยาที่กำลังเจ็บหนัก แต่ตัวยังไม่สามารถไปไหนได้ เพราะติดเป็นพยานในศาล กระทั่งเสร็จภารกิจ ข้าพเจ้าก็รีบกลับบ้านไปเก็บกระเป๋า และจับรถไฟเที่ยวสุดท้ายที่ออกจากสกาเบอระไปยังวิทบี้ทันที 


    เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปหาแมรี่ในห้องนอน ภาพของภรรยาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงทำให้ข้าพเจ้าใจหาย หล่อนแทบไม่มีเค้าของหญิงสาวผู้ร่าเริงคนเดิมหลงเหลืออยู่ มีเพียงร่างบอบบางที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อเท่านั้น 


    ข้าพเจ้านั่งลงบนเตียงข้างหล่อนและเอ่ยเรียกชื่อหล่อน แมรี่ดูเหมือนจะรับรู้ ลืมตาขึ้นมามอง และพยายามยิ้มให้ข้าพเจ้า สีหน้าของหล่อนทำให้ข้าพเจ้าใจสั่นและพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ ทว่าเมื่อหล่อนยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้ายอมรับอย่างไม่อายว่า น้ำตาของข้าพเจ้าไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว หล่อนเองก็เช่นกัน ข้าพเจ้ารู้ว่าหล่อนแทบไม่เหลือกำลังที่จะมีชีวิตต่อไปอีกแล้ว แต่หล่อนก็ยังอดทนรออยู่เพื่อพบหน้าข้าพเจ้า 


    แม้รู้ดีว่านี่อาจเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย แต่เราต่างไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้ ข้าพเจ้าจูบหล่อนที่หน้าผากและริมฝีปาก จับมือของหล่อนเอาไว้จนถึงนาทีสุดท้าย 


    แมรี่จากไปอย่างสงบในวันที่ข้าพเจ้าไปถึงโดยที่เราต่างไม่ได้เอ่ยคำลาใด ๆ ต่อกัน 


    ข้าพเจ้าอยู่จัดการพิธีฝังศพของแมรี่ที่สุสานโบสถ์เซนต์แมรี่ที่วิทบี้จนเสร็จ จึงเดินทางกลับสกาเบอระ ความตายของหล่อนทำให้ข้าพเจ้าไม่ลังเลใจที่จะย้ายไปสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลในลอนดอนอีกต่อไป เพราะข้าพเจ้าทนใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่เราเคยอยู่ร่วมกันมาถึงสิบปีตามลำพังไม่ได้ นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าก็ไม่เคยนึกถึงการลาออกจากการเป็นตำรวจอีกจนบัดนี้ 


    เมื่อพูดถึงแมรี่ ข้าพเจ้ายังมองไม่ออกว่า นอกจากหล่อนแล้ว จะมีใครคนไหนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของข้าพเจ้าเช่นนี้ได้อีก และนั่นคือเหตุผลที่ข้าพเจ้ายังครองสถานะเป็นม่ายและยังคงสวมแหวนแต่งงานวงเดิมมาจนถึงทุกวันนี้ 


    ถึงหล่อนจะมิได้เป็นหญิงสาวที่งามเลิศสะดุดตาและห่างไกลจากคำว่า ‘นางฟ้าในบ้าน’*****  ถึงขั้นที่มารดาของหล่อนเคยทำใจไว้แล้วว่า คงไม่มีผู้ชายหน้าไหนอยากได้แมรี่ เอลิซาเบธ แลงก์เดล ผู้หญิงที่เถียงผู้ชายกลับได้ทุกคำอย่างหล่อนไปเป็นภรรยาแน่ แต่ก็มีข้าพเจ้าที่มาชอบพอจนกระทั่งขอหล่อนแต่งงาน 


    จริงอยู่ แมรี่ไม่ใช่แม่ศรีเรือนในอุดมคติของผู้ชายส่วนใหญ่ แต่หล่อนเป็นคนเดียวที่ทำให้ข้าพเจ้าสนใจได้ตั้งแต่แรกพบ และเป็นหญิงเดียวที่ข้าพเจ้ารัก บ้านที่มีหล่อนอยู่ก็เป็นบ้านที่อบอุ่นที่สุดสำหรับข้าพเจ้า หล่อนเป็นคนฉลาด มีอารมณ์ขัน อยู่ด้วย พูดคุยด้วยแล้วมีความสุข และบางครั้ง หล่อนยังรู้ใจข้าพเจ้ายิ่งกว่าข้าพเจ้ารู้ใจตัวเองเสียอีก 


    ความสูญเสียครั้งนั้นทำให้ข้าพเจ้ายังไม่พร้อมเปิดใจรับผู้หญิงคนไหนอีก 


    ณ วันนี้ แมรี่จากข้าพเจ้าไปสิบปีแล้ว เวลาช่างผ่านไปเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ตลอดสัปดาห์ของพิธีศพและจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับหล่อนให้เรียบร้อยในความรู้สึกของข้าพเจ้า ณ ตอนนั้นยาวนานราวกับชั่วกัลปาวสาน  การใช้ชีวิตในลอนดอนโดยปราศจากหล่อนมาตลอดสิบปีนั้น ข้าพเจ้าสามารถประคองชีวิตของตนเองให้ผ่านพ้นช่วงที่ทุกข์โศกสาหัสจากการสูญเสียมาได้ไม่ได้ย่ำแย่อย่างที่ข้าพเจ้าเคยคิด เว้นเสียแต่ในเวลาที่เผชิญปัญหา มีเรื่องที่คิดไม่ตก หรือมีเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งผ่านเข้ามา ข้าพเจ้าก็ยังอดเสียใจอยู่บ้างไม่ได้ที่ไม่มีคนที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขอยู่ข้างกายเพื่อรับรู้เรื่องราวเหล่านั้นด้วยกัน 


    ข้าพเจ้าหยิบหนังสือคำสั่งจากลิ้นชักขึ้นมาพิจารณาดูอีกครั้ง… ช่วงเวลาครบรอบสิบปีของการจากไปของภรรยาที่รักของข้าพเจ้าและสิบปีของการเป็นตำรวจในลอนดอน เป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าต้องพบบททดสอบสำคัญของชีวิตอีกครั้ง และคราวนี้ข้าพเจ้าต้องตัดสินใจเองแต่เพียงผู้เดียว เสียงเคาะประตูห้องพักทำให้ข้าพเจ้าสะดุ้งตื่นจากห้วงความคิด 


    “สารวัตรเฟย์! สารวัตรเฟย์ครับ” เสียงซึ่งข้าพเจ้าจำได้ว่าเป็นเสียงของผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าพเจ้าดังลอดประตูเข้ามาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งตึงตังขึ้นบันไดตรงมาที่ห้องพัก 


    ข้าพเจ้าเก็บคำสั่งลงในลิ้นชัก ลั่นกุญแจ ลุกขึ้นจากโต๊ะเขียนหนังสือ เดินไปเปิดประตูให้ 


    “เกิดอะไรขึ้น” 


    สีหน้าของจ่าวิลเลียม มัสเกรฟซีดขาวสลับแดง ยังเหนื่อยจากการเดินทางเกินกว่าที่จะพูดคำใดกับข้าพเจ้าได้ แม้แต่คำทักทาย กิริยาอาการทั้งหมดก็ทำให้ข้าพเจ้าประเมินออกทันทีว่า เหตุด่วนที่ชักนำเขามาหาข้าพเจ้าไม่ปกตินักและคงจะร้ายแรงพอตัว 


    “มีคนถูกฆ่าตายในร้านขายของเก่าที่บัคเคิลสตรีทครับ สารวัตร” เขาบอกออกมาในที่สุดทั้งที่ยังหอบอยู่ไม่หาย “ผู้ตายชื่อ เจมส์ พ็อตต์ เป็นเจ้าของร้าน สภาพศพไม่ปกตินัก มีรอยมืออยู่ข้างหนึ่งอยู่บนลำคอ ไม่มีของมีค่าอื่น ๆ สูญหาย เว้นแต่ของชิ้นหนึ่งที่เขาเพิ่งได้มาหายไป ชาวบ้านแถวนั้นร่ำลือกันว่าเป็นฝีมือของสิ่งที่เขาเพิ่งเอามา ท่านผู้บังคับการกองสืบสวนมอบหมายให้สารวัตรเป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้ และให้รีบมาแจ้งสารวัตรให้ไปยังที่เกิดเหตุโดยเร็วขอรับ” 


    บัคเคิลสตรีทอยู่ในดิวิชั่นเอช เขตไวท์ชาเพล ไม่ใช่เขตอิสลิงตันที่ข้าพเจ้าเคยสังกัด การได้รับมอบหมายให้ทำคดีนอกเขตที่เคยรับผิดชอบนั้น ตอกย้ำสถานะของข้าพเจ้าว่า ถูกนับเป็นสมาชิกแผนกสืบสวนกลางไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย และข้าพเจ้าก็ยังหาข้ออ้างที่จะขอย้ายหรือลาออกไม่ได้ ตราบใดที่คดีนี้ยังไม่เสร็จสิ้นหรือหาคนใหม่มาทำแทนได้ ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลโดยสังเขปของคดีที่เกิดขึ้นที่ถนนบัคเคิลมีอะไรบางอย่างที่กระตุ้นความสนใจของข้าพเจ้าได้มาก


    ออกจะเป็นเรื่องแปลกอยู่สักหน่อย ที่คดีฆาตกรรมพ่อค้าของเก่ากลายเป็นคดีของสก็อตแลนด์ยาร์ด แทนที่จะเป็นคดีในความรับผิดชอบของแผนกสืบสวนในสถานีตำรวจนครบาลประจำเขต แต่นี่ยังไม่ใช่เวลาที่จะหาคำตอบสำหรับเรื่องดังกล่าว 


    ข้าพเจ้าหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กและดินสอใส่กระเป๋าเสื้อกั๊ก ลุกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ ถอดเสื้อคลุมอยู่กับบ้านโยนพาดพนักเก้าอี้เอาไว้ ตรงไปหยิบเสื้อฟร็อกมาสวม ตามด้วยเสื้อโค้ตยาวทับอีกชั้น พันผ้าพันคอ คว้าหมวกมาสวมกึ่งเดินกึงวิ่งตามวิลเลียม มัสเกรฟลงบันไดไปยังรถม้าที่จอดรออยู่หน้าแฟลต


    คำที่แมรี่เคยกล่าวกับข้าพเจ้าเอาไว้ในคืนวันหนึ่ง ซึ่งเราพูดคุยกันเรื่องแผนการของชีวิตที่ข้าพเจ้าอาจต้องเลือกระหว่างกลับไปทำงานเป็นเสมียนกับเป็นตำรวจต่อไปหวนกลับมาในความทรงจำ


    “เธอเชื่อในสิ่งที่ถูกกำหนดเอาไว้ไหม ไมเคิล… ที่เธอเงียบ เพราะเธออาจยังสงสัย ฉันยอมรับว่าในบางครั้งฉันก็สงสัย แต่เมื่อเราต้องทำอะไรบางอย่างที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือมีเหตุให้เปลี่ยนไปทำสิ่งอื่นไม่ได้ เราก็หาคำอธิบายอื่นไม่ได้ นอกจากต้องบอกตัวเองว่า นี่คือชะตาที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว” 


    เสียงของหล่อนในวันวานสะท้อนแจ่มชัดในความทรงจำของข้าพเจ้าในวันนี้ยิ่งกว่าหนไหน 


    “การที่เธอเป็นตำรวจ ฉันคิดว่า นี่เป็นสิ่งที่เธอเลือกแล้วว่าเป็นอาชีพที่ต้องกับนิสัยของเธอ ไม่ใช่โชคชะตาพาไป ตราบใดที่เธอบ่นเหนื่อย แต่ไม่เคยบ่นเบื่อ บ่นว่างานหนัก แต่ยังมีแก่ใจที่จะออกไปทำคดีใหม่ และเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนั้น เราจะพนันกันสักชิลลิงก็ได้ว่า เธอไม่มีทางเลิกเป็นตำรวจได้หรอก”  


    สิ่งที่แมรี่เคยกล่าวไว้เอ่ยอาจถูกต้องแล้วก็เป็นได้ และข้าพเจ้าเป็นฝ่ายแพ้พนัน… 



    To be continued.... 


    ------------------------------------------- 

    Cover image: Reflections on the Thames, Westminster, 1880 (by John Atkinson Grimshaw, 1836 – 1893)


    * สก็อตแลนด์ยาร์ด (the Scotland Yard) เดิมมีที่ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 4 ไวท์ฮอลล์ เพลส (Whitehall Place) เหตุที่เรียกชื่อกองบัญชาการตำรวจนครบาลว่า ‘สก็อตแลนด์ยาร์ด’ เนื่องจากทางเข้าด้านหลังอาคาร ซึ่งใช้เป็นทางเข้าออกของบุคคลทั่วไปที่มาติดต่อราชการตั้งอยู่บนถนนเกรทสก็อตแลนด์ยาร์ด (Great Scotland Yard) จึงกลายเป็นชื่อเรียกของกองบัญชาการกลางตำรวจนครบาลไปด้วย
    ** North Riding Police Constabulary
    *** Turf Fraud Scandal (1877) เป็นคดีที่ตำรวจระดับสูงจำนวนหนึ่งของสก็อตแลนด์ยาร์ดใช้อำนาจสืบสวนสอบสวนในทางที่มิชอบ และรับสินบนเพื่อที่จะไม่ดำเนินคดี รวมถึงช่วยเหลือตำรวจด้วยกันในการกระทำความผิด เป็นเหตุให้สก็อตแลนด์ยาร์ดต้องปฏิรูปหน่วยสืบสวน และเปลี่ยนชื่อเป็นแผนกสืบสวนอาชญากรรม (Crime Investigation Department หรือ CID) ในปี 1878
    **** Punch Magazine หรือ the London Charivari เป็นนิตยสารรายสัปดาห์แนวขำขันและล้อเลียนเสียดสี ก่อตั้งขึ้นโดย Henry Mayhew และ Ebenezer Landells ในปี 1841 มีจุดเด่นที่ภาพการ์ตูนล้อเลียนเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
    ***** ‘The Angel in the House’ (1854) เป็นบทกวีที่แต่งโดย Coventry Patmore บรรยายถึงผู้หญิงที่เป็นแม่ศรีเรือนในอุดมคติคือ ดูแลลูกและงานบ้านเป็นอย่างดี เชื่อฟังและเคารพสามี ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของผู้หญิงสมัยวิคตอเรียน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Ornalin Eyck Pimsamsee (@fb2102545806457)
คิดถึงจังเลยค่ะ