มองโลกด้วยอารมณ์Armmie Born TobeBrave
SMS "สวัสดีปีใหม่"
  •    ช่วงเวลาที่ทุกคนตั้งตาคอยที่สุดในคืนส่งท้ายปีเก่า คือช่วงวินาทีสุดท้ายของปี ก่อนที่จะกลั้นหายใจ และลมตด บนับถอยหลัง 5...4...3..2...1 ไปพร้อมกับคนอื่น 
       สิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะต่อมาในทันที ก็คือ เสียงสั่นของโทรศัพท์ เหล่าบรรดา message notification เตือนขึ้นมารัวๆ ไม่ว่าจะเป็น line,facebook,whatapp หรือแม้แต่ tinder
     
       บางข้อความ มันเป็นการส่งข้อความตู้มทีเดียว ในกลุ่มไลน์ใหญ่ๆ ที่ส่งเข้าไปในกรุปเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมในกลุ่มนั้นว่าไม่ได้หายไปไหน 
       บางข้อความส่งและได้รับเป็นการส่วนตัว จากเพื่อนสนิท จากสมาชิกครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน คนพิเศษที่กำลังคุยกันอยู่ หรือแม้แต่กระทั่งจากความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก แต่เราดีใจทุกครั้งที่เค้าปรากฏตัวเด้งขึ้นในมือถือเรา แม้จะเป็นแค่เพียงการกดไลก์หรือแค่การส่งสติ๊กเกอร์
        พวกเราทุกคนต่างรอคอย(ไม่นับคนที่อนามัยนอนเร็ว หรือเมาแอ๋สลบไปก่อนปีใหม่) รอคอยข้อความสักข้อความ และส่งผ่านความหวังดีและคำอวยพรปีใหม่ ไปให้กับคนที่เราจำเป็นต้องส่ง และคนที่เรารักปรารถนาดีกับเค้าจริงๆ
        ทุกวันนี้ เราทำสิ่งนี้ได้ง่ายแค่เพียงลัดนิ้วมือ เพลิดเพลินกับสีสัน ความดุ๊กดิ๊ก เอฟเฟคต์ สีฟัน ความแฟนซีต่างๆที่ App  มีให้ 
        copy ข้อความเดียวกันส่งกระจายไปซ้ำให้กับคนที่จำเป็นต้องส่ง แต่พิมพ์อย่างละเอียดบรรจง ส่งผ่านความรักความหวังดี ให้กับคนที่สำคัญจริงๆ
        ทุกอย่างมันรวดเร็ว มันทันสมัย มันเกร๋
        แต่ระหว่างนั้น ฉันได้รับข้อความหนึ่ง จาก SMS
      
        ย้อนกลับไปเมื่อสัก ห้า หก ปีก่อน
        ช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่าของพวกเราทุกคน ค่อนข้างจะยากกว่านี้สัก 0.5  ระดับ
        ทั้งๆที่สิ่งเหมือนกันคือ ไม่ว่าจะทำอะไร คืนวันนนั้น เราต่างรอคอยวินาทีสุดท้ายของปี
        เพื่อจะส่งข้อความและคำอวยพรให้แก่ใครก็ตามที่เราแคร์ แต่เราไม่สามารถอยู่กับเค้าได้ในคืนนั้น
      
       การเตรียมตัวนั้นเริ่มตั้งแต่ ประมาณสองถึง สามทุ่ม(บางคนเตรียมตัวเป็นวันๆ)
       เพื่อลิสต์รายชื่อคนที่เราต้องส่งข้อความให้ 
       (มันจำเป็นที่ต้องลิสต์เพราะ ส่งข้อความแต่ละทีเสียเงิน  3 บาท ต้องดูว่า เงินที่เติมในมือถือนั้นมีเพียงพอรึเปล่า ถ้าไม่พอก็ต้องไปซื้อบัตรเติมเงินมาขูด ตั้งแต่เนิ่นๆ ถ้าเงินไม่พอต้องตัดคนที่สำคัญน้อยกว่าออกก่อน)
         จากนั้นก็มาพิมพ์ข้อความเป็น Drafe เตรียมไว้  โดยมันจะแบ่งข้อความออกเป็นสามประเภท คือ

         1. ข้อความทั่วๆไป  พิมพ์คำอวยพรธรรมดา ความหมายกลางๆ รวมๆ เหมาๆ ความเฉพาะเจาะจงแบบกว้างๆ เพื่อประโยชน์ในการ copy เอาไว้ส่งให้กับคนที่ความสนิทแบบกลางๆ กว้างๆ  ที่เราแคร์นะ แต่ไม่ได้แคร์ขนาดนั้น 555555 เช่น
    "สว้สดีปีใหม่ครับ สุขภาพแข็งแรง มีเรื่องดีๆตลอดปี ตลอดชาติ เย่!"

         2. ข้อความเฉาพะเจาะจง เป็นการพิมพ์เฉพาะบุคคล เน้นข้อความที่คนอ่านรู้ได้ทันทีที่อ่าน ว่านี่เราพิมพ์ถึงมันโดยเฉพาะ เน้นให้กับเพื่อนที่สนิท หรือคนที่เราอยากให้รู้ว่าเราแคร์เค้านะจ๊ะ
    " ตัวอ้วน  สวัสดีปีใหม่ ปีนี้จะทำตัวดี เล่น Dot A ให้น้อยลง พาไปกินขนมเพิ่มขึ้น รัก จากตัวเตี้ย"
     "ไอ่ตูด สัสดีปีใหม่ ปีนี้ขอให้สิวที่ก้นมึงน้อยลง มีสิวที่หัวนมเพิ่มขึ้น จีบหญิงติดสักที  มีความสุขมากๆ มีแรงพากูไปส่องสาวอักษรทุกวัน" 
    " สวัสดีปีใหม่ค่ะ คุณโหระพา ขอให้กิจการค้ากบรุ่งเรือง มีเงินทองมากมาย แล้วใช้เงินสองแสนแปดคืนดิฉันเร็วๆนะคะ ขอบคุณค่ะ....จาก จตุรัสจิต"

        3.ข้อความที่เน้น เอฟเฟคต์ แบบที่เป็นรูป พลุระเบิด รูป ห้วใจ รูป หมีกอดกัน ที่ sms พอจะเอื้อเฟื่อให้มันเป็นไปได้ โดยการพิมพ์ตัวอักษร ตัวเลขต่างๆ อย่างขยันขันแข็ง ทีละยึกสองยึก อันนี้บางคนถึงกับลงทุนไปซื้อหนังสือ ที่สอนการกดอะไรพวกนี้ มานั่งกดตั้งแต่หลังกินข้าวเที่ยง อันนี้เน้นใช้ในสายพยายาม สายทุ่มเท สายครีเอทีฟ หรือ สายที่อยากเกร๋ไม่เหมือนคนอื่น (ที่ส่วนใหญ่สายนี้จะ ใช้วิธี copy สายแรกมาอีกที) มันเกร๋มากๆ  แต่อย่าลืมนะจ๊ะคนดี ว่า มันจะมีปัญหามาก เพราะโทรศัพท์แต่ละเครื่องขนาดจอไม่เท่ากัน  บางเครื่องมันเลื่อนแน่ๆ หมีที่คุณส่งให้ อาจจะกลายเป็นผี ในโทรศัพทคนรับก็ได้ 

       ทุกประเภทนั้น ถูกเตรียมไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ 
       รอวินาทีแห่งทองคำนั้น เกิดขึ้น
       ทันทีที่เสียงพลุปีใหม่ระเบิด ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ ทุกคนจะคว้ามือถือ ขึ้นมา กดส่งให้เร็วที่สุด ให้ทัน เวลาในเครื่องที่ยังเป็น 00:00 อยู่
       ทุกคนจริงจังอย่างเอาเป็นเอาตาย เหมือนกับคนที่ส่งไม่ทันนาทีนั้น จะกลายเป็น loser ไปตลอดปีใหม่ 

        ชีวิตคนในสมัยนั้นไม่ได้ง่ายอย่างทุกวันนี้ ปัญหาแรกที่จะต้องเจอคือ
    "ข้อความเกิน 70 ตัวอักษร" 
          ใช่ค่ะ ถ้ามันเกิน   70 มันจะต้องถูกแบ่งเป็นสองข้องความ (ต๊ายยยย น้อยกว่า twitter อี๊กกก) ประเด็นคือ มันต้องเสียเงินเพิ่มไง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นใหญ่ การถูกแบ่งงสองข้อความ ทำให้คนอ่านเกิดอาการ  "ค้างครึ่ง" ข้อความขาดๆเกินของเราอาจทำให้คนอ่านอึ้งได้ ยิ่งพวกส่งเป็นรูปหมี ข้อความแรกจะเห็นหมีคอขาด  ส่วนอีกข้อความจะเริ่มต้นด้วยจิ๋มหมี แหม น่ารักซะ 

    อีกปัญหาที่คนสมัยนั้นลำบากมากๆก็คือ 
    "ข้อความดีเลย์" 
        เอาล่ะค่ะ สมัยนั้นทุกอย่างยังไม่เร็วปรู๊ด ปร๊าดขนาด 3G 4G 900 1800 แบบสมัยนี้ คลื่นคนส่วนใหญ่ที่ใช้เค้าเอาไว้โทร แล้วการที่คนเป็นล้านๆ ส่งข้อความพร้อมๆ กันในนาที 00:00  อย่างเอาเป็นเอาตายนั้น ไม่ไม่ได้ทำให้เรื่องนี้ดีขึ้นสักเท่าไหร่ ข้อความที่เราส่งไปตอนี บางทีอาจเป็น ชั่วโมง หรือหลายชั่วโมง ที่มันจะถึง 
        มีทีนึงที่ดิฉันตกใจ แอบบน้อยใจว่าทำไมผู้ชายไม่ส่งข้อความให้สักที ถามเค้าก็ยืนยันว่าส่งแล้ว ดิฉันงอนก้นกระดกไปทั้งคืน จนเมื่อตอน 7 โมงเช้า ข้อความนั้นเพ่ิงส่งถึง อันนี้ไม่ได้เล่าเว่อร์ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

    และปัญหา classic ของคนยุคนั้น 
    " ตังค์หมด" 
       มากๆ เคยส่งๆไปแล้วตังค์หมดกลางอากาศคาเที่ยงคืน และต้องฝ่าความมืด ลุยดงหมาจรจัด และคนเมา ออกไป 7-11 ดึกๆดื่นๆ ไปซื้อบัตรเติมเงิน  ชีวิตเสี่ยงมากค่ะ เพื่อส่งข้อความปีใหม่

       แต่มันคือเสหน่ห์ของความคิดถึงในสมัยนั้น
       เสียงโทรศัพท์จะสั่น สู้กับเสียงพลุปีใหม่ข้างนอก
       สายตาเลื่อนหาข้อความจากคนพิเศษ 
       ลิงโลด เมื่อได้รับข้อความจากเขา
       ส่งตอบกัน 
      และลบข้อความที่ส่งตามมารยาท เพื่อไม่ให้หน่วยความจำของเครื่องเต็ม

      สุดท้ายเราก็จะเหลือเฉพาะข้อความ ที่เราอยากเก็บไว้ในเครื่องเท่านั้น
      ไปรวมกับข้อความเดิมๆจากคนเดิมๆ ที่เคยส่งให้ปีที่แล้ว
      บวกกับข้อความใหม่ๆจากคนใหม่ๆ ที่เราพัฒนาความรู้สึกกับคนๆนั้นเพิ่มขึ้นมาในระหว่างปีที่แล้ว
      
     เสน่ห์ของ SMS มันคงอยู่ตรงนี้ 
     คนที่เราจะส่งข้อความให้ต้องสำคัญพอที่เราจะเสียเงินส่ง
     และเราจะเก็บข้อความไว้เฉพาะ ของคนที่มีค่าต่อความรู้สึกเราจริงๆเท่านั้น

    นั่นแหละ ทำให้ฉันฉุกคิดถึง  SMS ขึ้นมาในยุคแห่ง Line และเฟสบุคนี้
    ถึงยุคสมัยมันเปลี่ยนไป
    แต่ก็ยังมีคนส่ง  SMS ถึงฉันอยู่ ฉันรู้สึกตัวเองสำคัญพอที่ใครสักคนพอจะเสียเงินให้
    และในกรอบความคิดเดียวกันนี้
    ฉันจึงลองส่ง SMS ไปถึงคนที่สำคัญกับฉันมากพอที่ฉันจะเสียเงินบ้าง
    .
    .
    แต่ไม่มี SMS ตอบกลับมาสักข้อความ 
    มันคงหมดยุคของอะไรซักอย่างแล้ว
    เมื่อมีอะไรที่ดีกว่า
    อักอย่างก็คงได้รับการสนใจน้อยกว่า
    เป็นธรรมดา

    นี่คงคล้ายๆกับ
    เมื่อเรารักใครสักคนหมดหัวใจ
    ในวันที่เข้าไปรักคนอื่น
    ที่สำคัญกับเค้ามากกว่า 

    รัก

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in