Smiles of SorrowMs.Ambiguous
Goodbye sadness


  • ผมเคยคิดว่าการมีแกลเลอรีและหาเงินได้เยอะๆคือความสำเร็จที่แท้จริง แต่มาตอนนี้ ผมกลับคิดว่าความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่มีเงินมากพอจนซื้อบ้านหรือเปิดหน้าร้านของพู่แกลเลอรี แต่คือการได้จัดนิทรรศการแสดงภาพวาดของตัวเองต่างหากที่ทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตที่ผ่านมาไม่มีอะไรสูญเปล่าหรือน่าเสียดายเลย

     

    ตอนนี้พู่แกลเลอรีกำลังไปได้สวย หลังจากเปิดหน้าร้านมาได้ซักพักผมก็เริ่มคิดที่จะจัดนิทรรศการของตัวเอง ผมเห็นศิลปินคนอื่นนำผลงานไปจัดแสดงแล้วอดคิดไม่ได้ว่าถ้าวันหนึ่งผมได้เป็นเจ้าของงาน ได้เป็นคนออกแบบคอนเส็ปต์และเลือกรูปต่างๆด้วยตัวเองมันจะดีแค่ไหนกัน

     

    นั่นจึงเป็นที่มาของนิทรรศการ แปด สิบเจ็ด ยี่สิบเอ็ด ที่จัดขึ้นในย่านศิลปะกลางกรุงปักกิ่ง โดยชื่อของนิทรรศการมาจากช่วงอายุที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตผม ตอนแปดขวบคือช่วงที่ผมตกหลุมรักชายผู้เป็นแรงบันดาลใจในการวาดภาพ ตอนอายุสิบเจ็ดคือช่วงที่บินกลับเกาหลี และช่วงอายุยี่สิบเอ็ดคือตอนที่ผมเริ่มก่อตั้งพู่แกลเลอรีอย่างเป็นทางการ

     

    ผมจัดแสดงภาพวาดทั้งหมดยี่สิบเจ็ดชิ้น มีทั้งภาพเก่าที่เก็บไว้ไม่เคยจัดแสดงที่ไหน และภาพใหม่ที่เพิ่งวาดเสร็จได้ไม่นาน ทุกภาพถูกวาดในช่วงเวลาที่ต่างกัน แม้แต่ภาพวาดชิ้นแรกในชีวิตอย่าง รถของเล่นสีแดง ก็ถูกนำมาจัดแสดงด้วย นอกจากนี้ยังมีภาพมาสเตอร์พีซอย่าง หญิงสาวกับผ้าซาติน และภาพ ปาร์คซียอนในความทรงจำของข้าพเจ้า หญิงชาวเกาหลีที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้านอกจากพู่ซินอี้ แต่กลับเป็นที่พูดถึงมาตลอดเกือบสิบปี

     

     ผมเปิดให้ทุกคนเข้าชมภาพวาดทั้งหมดเป็นเวลาแปดวันโดยเก็บค่าเข้าชมแค่ห้าหยวนเพราะอยากให้ทั้งคนที่สนใจหรือแค่เดินผ่านไปมาได้มีโอกาสเห็นภาพวาดในช่วงเวลาต่างๆ น่าแปลกที่การมีนิทรรศการของตัวเองครั้งแรกกลับเป็นที่สนใจของสื่อแขนงอื่นที่ไม่ได้มีแค่สายศิลปะ ทั้งๆที่ก่อนหน้าผมเคยถูกพูดถึงมาแล้วหลายหน แต่พวกเขาก็เพิ่งมาทำข่าวและขอสัมภาษณ์ถึงที่มาของภาพทุกชิ้นโดยมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง จนถึงตอนนี้ปริศนาที่ผมหายไปสองปีก็ยังมีคนอยากรู้ตลอด แต่ผมเลือกที่จะไม่ตอบเพราะไม่อยากให้ผู้คนมาที่นี่เพราะเรื่องในอดีตแทนที่จะเป็นเพราะพรสวรรค์ของผม

     

    พี่อี้ชิงมานิทรรศการสามครั้ง ทุกครั้งที่พี่มามักจะมีสื่อมาขอถ่ายรูปคู่ของเราเสมอ บางคนก็ยังพยายามคะยั้นคะยอจะสัมภาษณ์ให้ได้ พวกเขาอยากรู้ว่าภาพวาดชิ้นที่สิบหกที่เป็นรูปสิงโตนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรเพราะใต้รูปเขียนไว้ว่าเจ้าของภาพวาดคืออู๋อี้ฟาน แถมมีภาพอีกหลายชิ้นที่เป็นของเขา พวกสื่อก็เลยอยากรู้ถึงความสัมพันธ์ของเราสามคนเพื่อนำไปเล่นข่าว แต่ผมกับพี่ไม่มีใครหลุดปากพูดออกมาแม้แต่คำเดียว

     

    ในวันที่สี่ที่ผมจัดแสดงภาพ พี่อี้ชิงก็เดินทางมาที่งานเพียงลำพัง ผมตกใจมากเพราะคิดว่าเลิกงานเหนื่อยๆเขาคงอยากกลับบ้านไปพักผ่อน แต่พี่กลับตรงดิ่งมาที่นี่ก่อนจะขอร้องให้ผมพาเขาเดินชมภาพวาดทุกชิ้น แล้วเราก็พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกกัน

     

    ผมยอมรับว่ารู้สึกแปลกใจนิดหน่อยเมื่อเห็นพี่จ้องภาพ ปาร์คซียอนในความทรงจำของข้าพเจ้า อยู่นาน ตั้งแต่เราเดินเล่นด้วยกันมา พี่มองภาพนี้นานที่สุด เขาถามผมว่านี่คือรูปเหมือนของแม่จริงๆเหรอ เพราะภาพใบหน้าของแม่ค่อนข้างเละ ไม่มีองค์ประกอบของตาหูจมูกปากหรือแม้แต่สีผิวที่เหมือนมนุษย์เลย และเมื่อผมตอบว่าใช่ เขาก็ถามว่า ทำไมแกวาดหน้าของเธอไม่ชัดล่ะ? ผมจึงบอกพี่ว่า --

     

    ผมจำหน้าแม่ไม่ได้ฮะ ผมพูดเสียงแผ่ว ผมจำได้แค่กลิ่นเหม็นๆที่มาจากตัวแม่ กับผิวสีดำและน้ำเหลืองเหนียวๆเท่านั้น

     

    พี่อี้ชิงเงียบเมื่อได้ยินแบบนั้น พี่เอื้อมแขนมาลูบหลังผมเบาๆก่อนจะพูดขอโทษที่ถามอะไรทำร้ายความรู้สึก ผมบอกพี่ว่า ไม่เป็นไรฮะ ก่อนจะยิ้มหวานเพราะไม่อยากให้พี่คิดมาก

     

    ผมกับพี่คุยกันเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งผู้คนเริ่มทยอยออกจากงานจนเหลือแค่เราสองคน แม้จะเป็นเวลาเกือบชั่วโมงแล้วที่พี่อี้ชิงมาเยี่ยมชมนิทรรศการแต่ดูเหมือนจุดประสงค์ของพี่ไม่ได้มีแค่เรื่องนั้น เมื่อผมเข็นพี่ไปหยุดตรงโซฟาหน้ารูปภาพ หญิงสาวกับผ้าซาติน ที่มีป้ายเล็กๆสีขาวเขียนแปะเอาไว้ว่าเจ้าของภาพคืออู๋อี้ฟาน พี่อี้ชิงก็เงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเริ่มเกริ่นถึงจุดประสงค์ที่เขาเดินทางมาที่นี่

     

    ยังคบกับแฟนคนนั้นอยู่ไหม?

    คบฮะ ผมตอบเสียงสั่นเพราะเดาใจพี่ไม่ถูก มีอะไรหรือเปล่าฮะ?

    แกเคยบอกว่าแฟนของแกคือลูกค้าประจำที่ซื้อภาพวาด พี่อี้ชิงหันหน้ามา ก่อนจะโพล่งถามคำถามที่ทำให้ผมหัวใจหยุดเต้น ลูกค้าที่ว่านั่นชื่ออู๋อี้ฟานใช่ไหม?

     

    ผมเม้มปากแน่นแล้วจ้องหน้าพี่ที่ยังคงเรียบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แม้ว่ามันจะผ่านมานานหลายปีแล้วที่ผมกับพี่อี้ฟานแอบติดต่อกัน แต่พอถูกถามตรงๆแบบนี้ ผมไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรเพราะไม่เคยเผื่อใจว่าจะถูกพี่อี้ชิงจับได้เลย

     

    พี่ -- รู้ได้ไงฮะ?

    ไอ้อี้ฟานบอก

    เขาบอกพี่ด้วยตัวเองเหรอฮะ?

    ใช่ ถ้ามันไม่พูด แกก็ไม่คิดจะบอกฉันใช่ไหม? พี่ถามเรียบๆ แต่ผมกลับใจไม่ดีเลยเมื่อได้ยินแบบนั้น ทำไมล่ะชานเลี่ย?

    ผมกลัวพี่โกรธ ผมรู้ว่าพี่ไม่ชอบพี่อี้ฟาน

    รู้แล้วยังไปคบกับมันทำไม?

    เพราะผมรักเขา ผมน้ำตาซึมเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ พี่ฮะ ผมรักพี่อี้ฟานจริงๆนะ

     

    พี่อี้ชิงเงียบเมื่อเห็นผมเริ่มร้องไห้เพราะทำตัวไม่ถูก ทั้งๆที่โตจนอายุจะสามสิบแล้วแต่ผมก็ยังกลัวพี่โกรธเหมือนสิบปีก่อนไม่มีผิด พี่อี้ชิงถอนหายใจยาวเมื่อเห็นผมเอาแต่นั่งน้ำตาไหล เขาล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วเช็ดแก้มให้เบาๆ

     

    ก็ไม่ได้ว่าอะไร พี่พูดสั้นๆพร้อมกับบีบจมูกผม ฉันรู้นานแล้ว

    พี่รู้เมื่อไหร่ฮะ?

    ตั้งแต่ตอนไปมัลดีฟส์

    พี่อี้ฟานบอกพี่ตรงๆเลยเหรอ?

    ใช่ มันเดินดุ่มๆเข้ามาดื่มกับฉันในปาร์ตี้ พอกรึ่มได้ที่ก็ปากผีใส่ฉันเลย

    เขาด่าพี่ --”

    เปล่าหรอก มันบอกฉันต่อหน้าทุกคนว่าชอบแก พี่อี้ชิงพูดด้วยสีหน้าเอือมระอาเมื่อเล่าเรื่องในวันนั้นให้ฟัง มันยังบอกอีกว่าถ้าฉันไม่ว่าอะไร มันอยากได้แกไปเลี้ยง

     

    ผมอ้าปากค้างเมื่อได้ยินแบบนั้น ปกติแล้วพี่อี้ฟานไม่ใช่คนโผงผางที่จะพูดความต้องการของตัวเองโดยไม่มีวาทะศิลป์ เขาคงดื่มเข้าไปเยอะเพื่อเรียกความกล้า ไม่อย่างนั้นประโยคสั้นๆห้วนๆคงไม่หลุดจากปากของเขาแน่ๆ

     

    แล้วพี่ -- พี่ตอบว่าไงฮะ?

    ฉันไม่ตอบ พี่อี้ชิงแค่นหัวเราะ แต่ฉันเอาขวดไวน์ฟาดหัวมัน

    พี่!” ผมร้องเสียงหลงเมื่อรู้ว่าใครคือคนฝากรอยเย็บไว้ตรงหัวพี่อี้ฟาน พี่ไปทำเขาทำไมล่ะฮะ?!”

    ใครใช้ให้มันปากหมาล่ะ! ปากไม่มีหูรูดแบบนั้นมันน่าตีให้เย็บซักสิบเข็ม!

     

    ทั้งๆที่พี่อี้ชิงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นด้วยความหงุดหงิด แต่ผมกลับรู้สึกเขินแปลกๆ พี่เล่าให้ฟังว่าพี่อี้ฟานพูดอะไรบ้าง เขาให้สัญญากับพี่อี้ชิงว่าจะดูแลผมอย่างดี จะรักและทะนุถนอม จะคอยสนับสนุน จะไม่ทำให้ผมเสียใจ หลายสิ่งหลายอย่างที่เขาให้สัญญานั้นมีแต่เรื่องดีๆจนผมกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้ พี่อี้ฟานไม่เคยบอกผมด้วยคำพูดสวยๆพวกนั้น แต่เขาก็พิสูจน์ตัวเองให้เห็นมาตลอดว่าเขารักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับพี่อี้ชิงเป็นอย่างดี และในวันนี้พี่ก็เดินทางมาที่นี่เพื่อคุยกับผม เพราะอยากรู้ว่าพี่อี้ฟานได้ทำตามสัญญาหรือเปล่า

     

    แน่นอนว่าผมเล่าเรื่องของเราให้พี่อี้ชิงฟังด้วยความเต็มใจ ทุกๆเหตุการณ์ ทุกๆคำพูดคือเรื่องจริงที่ไม่ต้องปั้นแต่งเพราะพี่อี้ฟานดีกับผมมากกว่าที่พี่อี้ชิงจะจินตนาการได้ ผมเล่าให้เขาฟังทั้งตอนที่เราทำบ้านด้วยกัน ตอนที่ผมป่วยจนเข้าโรงพยาบาล และหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อให้พี่สบายใจว่าเพื่อนสนิทของเขาไม่ได้พูดโกหกเลยซักนิด

     

    ตลอดเวลาที่ผมเล่า สีหน้าของพี่อี้ชิงไม่ได้ดูปลาบปลื้มหรือดีใจเลยเมื่อผมบอกว่าเราสองคนกำลังมีความสัมพันธ์ที่ดีขนาดไหน ผมรู้ในทันทีว่าพี่ยังคงไม่ชอบพี่อี้ฟานอยู่ และไม่ว่าผมจะยืนยันถึงความมั่นคงและความบริสุทธิ์ใจของเขาอย่างไร พี่ก็ยังไม่เห็นดีเห็นงามด้วยอยู่ดี

     

    แกดูรักมันมากนะ พี่อี้ชิงที่ฟังผมเล่าทุกอย่างจนจบพูดขึ้น รู้ไหมว่าตอนที่มันสารภาพความผิดของตัวเอง แววตาของมันเหมือนแกตอนนี้เปี๊ยบเลย

    แววตาของพี่อี้ฟานเป็นยังไงเหรอฮะ?

    เป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความรัก พี่พูดก่อนจะยกมือลูบหัวผมที่ยังคงนั่งอยู่ข้างๆ ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้เห็นแววตาแบบนั้นจากมัน

     

    ผมอมยิ้มเมื่อได้ยินพี่อี้ชิงพูดจบ แม้พี่จะยังไม่บอกว่าคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรา แต่แค่รู้ว่าพี่อี้ฟานแสดงออกให้พี่เห็นว่าเขารักผม แค่นั้นผมก็ไม่รู้สึกกังวลอะไรอีก ผมเชื่อว่าพี่อี้ชิงมีเหตุผลมากพอ เขาเองก็เคยมีแฟน แถมยังแต่งงานมีครอบครัวแล้วด้วย พี่ต้องเข้าใจแน่ๆว่าความรักสำคัญมากแค่ไหน

     

    พี่ฮะ

    ว่าไง?

    ผม -- ผมคบกับพี่อี้ฟานได้ใช่ไหมฮะ?

    แน่ใจเหรอแล้วว่าอยากคบกับผู้ชายแบบนี้? พี่อี้ชิงถามย้อน ไอ้อี้ฟานทั้งบ้างาน ทั้งเห็นแก่ตัว ความคิดของตัวเองมันยังไม่มี แกจะคบผู้ชายที่เคย -- แตะตัวแก-- ตั้งแต่ยังเด็กจริงๆเหรอ?

    แต่เขาเปลี่ยนไปแล้วนะฮะ เขาไม่ใช่คนที่ฟังแต่หม่าม้าเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

    แหงสิ แม่มันตายไปแล้วนี่ พี่หัวเราะเยาะ ที่พูดนี่เพราะเป็นห่วง ฉันไม่อยากเห็นแกต้องอยู่อย่างไม่มีความสุขจริงๆนะชานเลี่ย

    ผมรู้ฮะ ผมเข้าใจความรู้สึกของพี่

    ถึงจะไม่อยากให้แกคบกับมัน แต่ฉันก็ไม่อยากเป็นพี่ชายที่เห็นแก่ตัวด้วยการเอาความคิดของตัวเองมาบีบบังคับชีวิตแกเหมือนกัน

     

    พี่อี้ชิงพูดแค่นั้นแล้วก็เงียบไปชั่วครู่ก่อนจะยกมือขึ้นแตะแก้มผมเบาๆเป็นเชิงเรียกให้เงยหน้ามาสบตากัน

     

    วันนั้นพอฉันฟาดขวดไวน์ใส่หัวมัน รู้ไหมอี้ฟานพูดว่าอะไร? พี่ยิ้มบาง มันตะโกนใส่หน้าฉันว่า ไอ้คนเห็นแก่ตัว! เสียงดังลั่นหาด

    พี่อี้ฟานทำแบบนั้นกับพี่เหรอฮะ?

    ใช่ มันทำเพราะกำลังเมาอยู่ พี่หัวเราะ มันเอาแต่ด่าฉันว่าเห็นแก่ตัว มันหาว่าฉันแต่งงานมีครอบครัวแล้วทิ้งน้องให้อยู่คนเดียวแทนที่จะยอมยกแกให้มันดูแล รู้ไหมฉันโกรธมากขนาดไหนตอนที่มันบอกว่าฉันจะทิ้งแก โกรธจนอยากวิ่งไปหยิบขวดไวน์แล้วทุบหัวมันให้ตาย

     

    ผมขำไม่ออกเลยซักนิดเมื่อได้ยินพี่อี้ชิงเล่าถึงเหตุการณ์ที่พวกเขาทะเลาะกัน ผมบีบมือของพี่ที่ประคองแก้มเอาไว้แน่นก่อนจะสบตากับพี่เพื่อเว้าวอนขอความเห็นใจ ในเมื่อทั้งผมและพี่อี้ฟานรักกันมากขนาดนี้ ผมก็อยากให้พี่อี้ชิงยอมรับและช่วยเข้าใจความรู้สึกของเราด้วย

     

    เอาเถอะ ชีวิตของแก อยากรักใครก็รัก พี่ยิ้มบาง ถ้าการคบกับไอ้อี้ฟานมันไม่ได้ทำให้ชีวิตพังหรือแย่ลงก็ตามใจ แต่อย่าหาว่าฉันไม่เตือนล่ะ มันทำแกเสียใจเมื่อไหร่ ฉันจะพูดสมน้ำหน้าสามครั้งใส่หน้าแก

     

    ผมหัวเราะขำให้กับคำประชดของพี่อี้ชิงก่อนจะเอนหัวซบไหล่พี่อย่างออดอ้อน พี่เอื้อมมือมายีหัวผมเบาๆก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วถามถึงอนาคตของเราสองคน พี่ถามว่าผมกับพี่อี้ฟานจะอยู่กันอย่างไร ใครจะย้ายไปไหน และคิดจะแต่งงานหรือเปล่า ผมไม่กล้าบอกพี่ตรงๆว่าที่จริงแล้วพี่อี้ฟานไม่เคยขอผมเป็นแฟนเลย เราก็แค่รู้กันโดยที่ไม่ต้องพูด แต่เพราะกลัวว่าพี่อี้ชิงจะเปลี่ยนใจไม่ให้คบกัน ผมก็เลยต้องข้ามเรื่องนี้ไป

     

    ผมบอกพี่ว่าเรายังไม่มีแผนอะไร พี่อี้ฟานแวะเวียนมาหาบ้างแต่ส่วนใหญ่เราจะออกไปเที่ยวด้วยกันข้างนอกมากกว่า พี่ถามถึงช่วงเวลาส่วนตัวของเราอีกนิดหน่อยก่อนจะพยักหน้ารับเมื่อรู้ว่าพี่อี้ฟานดูแลผมดีขนาดไหน พี่อี้ชิงคงสบายใจมากขึ้นเมื่อได้เปิดอกคุย ผมเองก็เช่นกัน เหมือนภาระทุกอย่างที่เคยแบกไว้ถูกยกออกจากบ่า ผมทั้งรู้สึกดีใจและโล่งใจเมื่อคิดว่าหลังจากนี้เราสองคนคงไม่ต้องหลบๆซ่อนๆหรือปิดบังความสัมพันธ์ของเราอีกแล้ว

     


     

    ผมจัดแสดงภาพมาแล้วทั้งหมดแปดวัน และเหลืออีกสองชั่วโมงสุดท้ายเท่านั้นก่อนที่นิทรรศการจะจบลง ตอนนี้เป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว ทว่าคนสำคัญที่สุดอีกคนหนึ่งในชีวิตกลับยังมาไม่ถึง ปกติพี่อี้ฟานมาที่นี่ทุกวัน เขามักจะมาชั่วโมงสุดท้ายก่อนปิดแสดงเพราะไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของใคร ผมถอนหายใจยาวเมื่อผู้ชายที่ผมชอบไม่ยอมตอบข้อความ เหลือเวลาอีกแค่สามสิบนาทีสุดท้ายแล้ว แต่ทำไมเขายังไม่มาเสียที

     

    หลังจากรอจนหงุดหงิดผมก็เดินไปยังโต๊ะหน้านิทรรศการ ผมถามพี่จิงเหม่ยว่าวันนี้พี่อี้ฟานมาหรือยัง เธอตอบว่า ยังไม่เห็นนะ ก่อนจะส่งสมุดเยี่ยมให้ผม ตลอดแปดวันที่จัดแสดงมีผู้คนมากมายเขียนข้อความสนับสนุนและให้กำลังใจเยอะมากจนต้องมีสมุดเยี่ยมสองเล่ม ผมรับมันมาถือก่อนจะส่งยิ้มเจื่อนๆกลับไป เพราะตอนนี้ผมไม่มีความสุขเอาเสียเลย

     

    ผมถือสมุดเยี่ยมเดินย้อนกลับเข้าไปในห้องจัดแสดงด้วยความน้อยใจ ผมเดินเตร่ไปยังโซนภาพช่วงอายุสิบเจ็ดก่อนจะทิ้งตัวนั่งบนโซฟากำมะหยี่สีแดงพลางเปิดสมุดเยี่ยมฆ่าเวลาเพราะไม่อยากหงุดหงิดคนผิดสัญญาบางคนที่บอกว่าจะมา แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นหน้าเลย

     

    พอได้อ่านข้อความในสมุดผมก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย มันมีทั้งข้อความจากพี่อี้ชิง พี่ซือซือ พี่จิงเหม่ย พี่ซานซาน หรือแม้แต่เลขาฮวังก็มี พวกเขาเขียนอวยพรขอให้ผมประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเองและเป็นพู่ชานเลี่ยที่น่ารักแบบนี้ตลอดไป ผมยิ้มจนแก้มแทบปริเมื่ออ่านสมุดเยี่ยมเล่มแรกจบก่อนจะต้องรู้สึกแย่เมื่อไม่เจอข้อความของพี่อี้ฟาน

     

    ผมเปิดสมุดเล่มสองด้วยความหดหู่นิดหน่อย ทั้งๆที่เขามานิทรรศการทุกวันแต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่เขียนอะไรลงในสมุดเยี่ยมเลย ผมน้อยใจจนเริ่มพลิกหน้ากระดาษข้ามไปมาเรื่อยเปื่อย ผมไม่ได้สนใจถ้อยคำในนั้นเพราะคิดว่ามันคงไม่มีข้อความของเขา ทว่าหน้าสุดท้ายของสมุดเยี่ยมเล่มที่สองก็ทำให้ผมชะงัก ก่อนจะต้องหลุดยิ้มเมื่อเห็นลายมือของผู้ชายที่ผมชอบ


     

    Congratulations my happiness, my only happiness

     

    Your Wu Yi Fan

     

    จิงเหม่ยบอกว่ามีเด็กขี้งอนหนีมาอ่านสมุดเยี่ยมอยู่แถวนี้

     

    เสียงของพี่อี้ฟานที่ไม่รู้ว่ามาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่เรียกให้ผมต้องหันมอง ผมยู่ปากเพราะโดนแซวก่อนจะเขยิบให้เขานั่งด้วยกันบนโซฟาสีแดง

     

    พี่เขียนตั้งแต่เมื่อไหร่ฮะ? ผมไม่เคยเห็นพี่จับสมุดเลย

    เขียนตอนที่นายไม่อยู่

     

    เขายิ้มก่อนจะโคลงหัวผมเบาๆ แล้วเราก็ไม่พูดอะไรกันอีกนอกจากเหม่อมองภาพสิงโตที่แขวนอยู่ตรงหน้าพอดี ผมเงียบเพราะกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องคราวก่อนที่เรายังคุยกันไม่จบ ทีแรกผมจะถามเขาว่าตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนั้นได้หรือยัง แต่ข้อความในสมุดก็ทำให้ผมอยากเลื่อนเรื่องเครียดๆออกไปเพราะอยากคุยกับเขามากกว่า

     

    ในสมุดเยี่ยม พี่เขียนว่า Congratulations my happiness ผมหันไปมองหน้าเขา ผมคือความสุขของพี่จริงๆเหรอฮะ?

    จริงสิ นายคือความสุขของฉัน พี่อี้ฟานขานรับในลำคอทั้งๆที่ยังนั่งมองภาพสิงโตด้วยกัน เป็นความสุขอย่างเดียวที่ฉันมี

     

    ผมพึมพำว่า ขอบคุณฮะ แล้วซบหน้าลงบนไหล่กว้างของผู้ชายที่ผมชอบ แม้ประโยคเมื่อครู่จะไม่มีคำว่ารักหลุดออกมาจากปากของพี่อี้ฟาน แต่ผมกลับรู้สึกพอใจกับมันมากเสียจนอยากดึงเขามาหอมแก้มฟอดใหญ่เพื่อแทนคำขอบคุณสำหรับทุกอย่าง

     

    จะไม่ย้ายมาอยู่ด้วยกันจริงๆเหรอ?

    พี่ก็รู้ว่าผมไม่ชอบบ้านหลังนั้น มันทำให้คิดถึงแต่เรื่องเก่าๆ ผมพูดตามตรง ไม่เป็นไรหรอกฮะ ถ้าพี่จะไม่ย้ายออกเพราะเป็นห่วงบ้าน ผมเข้าใจ นั่นเป็นบ้านที่ป่าป๊าสร้าง พี่คงไม่อยากทิ้งมัน

    ใช่ ฉันผูกพันกับบ้านหลังนั้นมาก พี่อี้ฟานพึมพำด้วยใบหน้าเครียดๆเหมือนคนกำลังใช้ความคิด แต่ฉันก็อยากอยู่กับนายเหมือนกัน

     

    ผมเม้มปากแน่นเมื่อได้ยินแบบนั้น เขาเองก็รู้ว่าผมเพิ่งซื้อบ้าน เพิ่งตกแต่งแกลเลอรีและลงทุนก้อนใหญ่ไปกับการรีโนเวท แต่ดูเหมือนพี่อี้ฟานจะอยากให้ผมย้ายกลับไปอยู่ด้วยกันในบ้านหลังนั้นซึ่งผมไม่ชอบเลย ไม่ว่าเมื่อไหร่การได้เห็นภาพเก่าๆกับบรรยากาศเศร้าๆก็ทำให้ผมจิตตกอยู่เสมอ

     

    พี่อี้ชิงรู้เรื่องของเราแล้วใช่ไหมฮะ?

    เขาบอกนายเหรอ?

    ฮะ พี่บอกผมเมื่อวันก่อน

    อี้ชิงว่าอะไรไหม? เขาตำหนินายหรือเปล่า?

    ไม่ฮะ พี่ไม่พูดอะไร ผมส่ายหน้ายิ้มๆเมื่อเห็นพี่อี้ฟานดูกระวนกระวายเพราะกลัวว่าจะถูกพี่อี้ชิงกีดกัน พี่แค่บอกว่านี่คือชีวิตของผม ผมจะรักใครก็ได้ แต่ถ้าเลิกกันเมื่อไหร่เขาจะพูดสมน้ำหน้าสามครั้ง

     

    พี่อี้ฟานหัวเราะเมื่อได้ยินแบบนั้น เขาพูดว่า ไม่มีวัน ก่อนจะเลื่อนมือมากุมมือผมแล้วบีบแน่น พี่อี้ฟานไม่ได้เล่าว่าเขาผ่านด่านพี่อี้ชิงอย่างไร เขาพูดด้วยถ้อยคำแบบไหนพี่ถึงยอมปล่อยให้เราคบกัน สิ่งที่เขาทำมีแค่การพิสูจน์ตัวเองว่าเขารักผม ทั้งรักและหวง จนบางทีเราก็เริ่มเหมือนพ่อลูกมากกว่าคนเป็นแฟนกันแล้ว

     

    ถ้าสมมติว่าอี้ชิงเปลี่ยนใจห้ามไม่ให้เราคบกัน พี่อี้ฟานหันมาหาผม นายจะยอมทำตามที่เขาสั่งไหม?

    พี่คิดว่าไงฮะ?

    นายอาจจะฟังเขา พี่อี้ฟานพูดเสียงแผ่ว นายอาจจะทำตามที่อี้ชิงขอ

    ผิดถนัดเลย เพราะผมจะไม่สนคำห้ามของพี่ต่างหาก ผมหัวเราะ เมื่อเห็นสีหน้าจ๋อยๆของผู้ชายวัยสามสิบเจ็ดที่แสดงออกชัดเจนว่ากลัวถูกทิ้งขนาดไหน ตอนนี้ผมยี่สิบเจ็ดแล้ว พี่อี้ชิงบอกว่าผมมีสิทธิ์ทำตามความต้องการของตัวเอง

    แล้วความต้องการของนายมีอะไรบ้าง?

    ความต้องการของผมเหรอฮะ? คงมีเรื่องวาดรูปและเรื่องของพี่ ผมเอียงคอพลางทำสีหน้าครุ่นคิด มีแค่สองสิ่งนี้เหมือนเดิม เสมอมาและตลอดไป

     

    พี่อี้ฟานเขกหัวผม เมื่อได้ยินผมล้อเลียนด้วยประโยคที่เขาเคยพูดในเรือนเพาะชำ เราสองคนนั่งเอนไหล่ซบกันอยู่ชั่วครู่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเดินเข้ามาบอกว่าหมดเวลาจัดแสดง และผมต้องเก็บภาพวาดให้เสร็จก่อนที่อาคารจะปิดตอนสี่ทุ่ม ดังนั้นผมจึงไม่มีโอกาสได้คลอเคลียเขาต่อนอกจากรีบลุกขึ้นยืนแล้วจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย

     

    ผม พี่จิงเหม่ย พี่อี้ฟาน และผู้ช่วยร้านอีกสองคนช่วยกันปลดภาพออกจากผนังแล้วใช้บอร์ดประกบหน้าหลังก่อนจะแรปพันทั้งสี่ด้านเตรียมนำใส่กล่อง ตลอดเวลาที่แพ็คของมีเพียงแค่พี่จิงเหม่ยกับผู้ช่วยเท่านั้นที่คุยกัน ส่วนผมกับพี่อี้ฟานก็แค่แพ็คลงกล่องเงียบๆ ผมมัวแต่ยุ่งเรื่องภาพวาดจนไม่ทันสังเกตบรรยากาศโดยรอบ กว่าจะรู้ตัวอีกทีเราก็ได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองอีกแล้ว

     

    ผมอยากให้พี่เก็บเรื่องที่เราเคยคุยไปคิดอีกครั้ง ผมเริ่มต้นพูดในขณะที่แรปภาพด้วยความรวดเร็ว ถึงบ้านของผมจะเล็กและไม่ค่อยมีพื้นที่เท่าไหร่ แต่ผมอยากอยู่กับพี่จริงๆนะฮะ

     

    พี่อี้ฟานเงียบ ผมรู้ว่าเขาคงกำลังคิดหนักเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะผมเห็นสีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนยุ่งเหยิง ผมรอคำตอบจากพี่อี้ฟานอยู่นานก่อนที่เขาจะถอนหายใจ และผมก็รู้ในทันทีว่าเขายังตัดใจจากบ้านหลังนั้นไม่ได้

     

    ถ้างั้นไม่เป็นไรฮะ อย่าลำบากใจเลย ผมส่งยิ้มให้พี่อี้ฟานที่เริ่มขมวดคิ้วอีกครั้ง ไว้เมื่อไหร่ที่พี่อยากเจอก็ค่อยแวะมา ผมจะรอพี่ที่บ้านนะ

     

    ผมจำได้ว่านั่นคือประโยคสุดท้ายที่เราคุยกันถึงเรื่องนี้ ผมรู้ว่าเขาไม่อยากขายบ้านเพราะมันคือสมบัติชิ้นเดียวที่ป่าป๊าเหลือไว้ให้ มันคงเป็นที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำวัยเด็กสำหรับเขา และแน่นอนว่าผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดีก็เลยไม่อยากบังคับหรือฝืนใจให้พี่อี้ฟานย้ายมาอยู่ด้วยกัน ผมอยากให้มันเป็นความสมัครใจของเราทั้งคู่ เพราะถ้าหากเขารักและคิดถึงผมจริง ผมเชื่อว่าเขาต้องหาทางมาเจอผมได้อย่างแน่นอน

     


     

    พี่อี้ฟานขับรถมาส่งผมถึงบ้านก่อนจะช่วยกันขนรูปภาพทั้งหมดไปเก็บไว้ที่ชั้นหนี่งของแกลเลอรี หลังจากภาพชิ้นสุดท้ายถูกนำมาวางด้านใน ผมก็พูดขอบคุณพี่จิงเหม่ยและผู้ช่วยก่อนจะจ่ายค่าแรงพิเศษเพิ่มให้ เราโบกมือลากันตรงรั้วบ้านก่อนที่พี่จิงเหม่ยจะขับรถออกไป เหลือแค่ผมกับพี่อี้ฟานที่ต้องเก็บกวาดแกลเลอรีอีกนิดหน่อย

     

    ทั้งๆที่ทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแต่พี่อี้ฟานก็ยังช่วยเต็มที่ เขาขนรูปบางส่วนไปเก็บไว้บนชั้นสอง แถมยังช่วยผมกวาดถูแกลเลอรีโดยไม่ปริปากบ่นซักคำ ระหว่างที่เรากำลังทำความสะอาดอยู่นั้น จู่ๆเสียงเพลงในแกลเลอรีก็ดังขึ้นพร้อมกับไฟนีออนสีขาวที่ดับลง เหลือเพียงแค่ไฟประดับผนังสีเหลืองส้มจนบรรยากาศรอบข้างดูสลัวๆเท่านั้น

     

    ผมหันไปข้างหลังก็พบพี่อี้ฟานยืนยิ้มอยู่ เขาเดินมาหาผมก่อนจะใช้มือโอบรอบเอวเพื่อถอดผ้ากันเปื้อนออกให้แล้วพูดว่า --

     

    เต้นรำกับฉันหน่อยไหม?

    พี่ก็รู้ว่าผมเต้นไม่เป็น

    ฉันจะสอนให้เอง

     

    ผมหัวเราะเพราะไม่คิดว่าพี่อี้ฟานจะมีมุมโรแมนติกแบบนี้ด้วย เขาจับมือซ้ายของผมไปวางตรงไหล่แล้วสอดประสานมือขวาของผมกับมือของเขาเอาไว้แน่น ก่อนที่พี่อี้ฟานจะวางมืออีกข้างลงบนสะบักของผม แล้วเราก็เริ่มโยกตัวไปมาเบาๆ

     

    พี่เคยเรียนเหรอฮะ?

    สมัยมัธยม เขาตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มระหว่างที่หมุนตัวไปรอบแกลเลอรีเล็กๆตามจังหวะเพลง เคยได้ยินเพลงนี้ไหม?

    ผมจำได้ว่าพี่เคยเปิดบนรถ

    ใช่ อาจจะเก่าหน่อย มันเป็นเพลงที่ป๊าเคยร้องให้ม้าฟัง

     

    ผมยิ้มเมื่อได้ยินแบบนั้น เราสองคนเอาแต่จ้องตากันตลอดไม่ยอมละสายตาไปไหน ผมปล่อยให้ตัวเองเคลื่อนไหวตามพี่อี้ฟานอย่างเนิบนาบ เสียงเพลงที่ดังคลอยิ่งทำให้บรรยากาศโรแมนติกจนผมเขินหน้าแดงเมื่อรู้สึกว่าเราเหมือนคู่บ่าวสาวที่กำลังเต้นรำในงานเลี้ยงเลย

     

    They asked me how I knew

    (พวกเขาถามผมว่ารู้ได้อย่างไร)


    My true love was true

    (ว่ารักแท้ของผมนั้นคือรักจริง)


    I of course replied

    (แน่นอนผมตอบพวกเขาไปว่า)


    Something here inside

    (บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในใจ)


    Can not be denied

    (ก็ไม่อาจปฏิเสธได้)

     

    ผมเคยได้ยินเพลงนี้ในรถของพี่อี้ฟานสองสามหน แต่เพิ่งมีโอกาสฟังเสียงร้องของเขาก็ครั้งนี้ครั้งแรก พี่อี้ฟานกำลังฆ่าผมให้ตายด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกของเขา และถ้อยคำหวานๆผ่านทางบทเพลงที่แค่ได้ยินผมก็หน้าร้อนฉ่าแล้ว

     

    ตอนนี้ผู้ชายที่ผมชอบกำลังร้องเพลงที่เขาชอบให้ฟังพร้อมกับโยกตัวไปมาจนผมกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ พี่อี้ฟานเต้นรำกับผมจนกระทั่งเพลงจบลงก่อนที่เขาจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แล้วเราก็จูบกันด้วยความรู้สึกรักท่วมท้นจนไม่อาจปิดบังได้

     

    ผมดูดดึงพี่อี้ฟานอย่างนุ่มนวลพอๆกับที่เขาเลื่อนมือมาโอบรอบเอว หลังจากเผยอริมฝีปากให้ผู้ชายที่ผมชอบได้สอดลิ้นเข้ามาจนหนำใจ เราก็ผละตัวออก ผมหัวเราะในลำคอเบาๆเพราะรู้สึกเขินจนทำตัวไม่ถูก พี่อี้ฟานไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลย เขาไม่เคยชวนผมเต้น ไม่เคยร้องเพลงให้ฟัง หรือแม้แต่มองด้วยสายตาแบบนั้น

     

    ชานเลี่ย

    ฮะ?

    คบกับพี่ไหม?

     

    ผมเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจเมื่อพี่อี้ฟานแทนตัวเองว่า พี่ หลังจากไม่ได้ยินคำนี้มานานเป็นสิบปี สีหน้าของผมตอนนี้ต้องตลกมากแน่ๆ เพราะพี่อี้ฟานหัวเราะจนแก้มเป็นก้อนกลมเมื่อเห็นผมไม่ยอมตอบนอกจากอึ้งกับคำแทนตัวเองของเขา

     

    พี่จำได้ด้วยเหรอฮะ? ผมถามเสียงแผ่วก่อนจะเม้มปากแน่นเพราะไม่อยากร้องไห้ ผมคิดว่าพี่ลืมไปแล้วว่าเมื่อก่อนเราเคยเรียกกันยังไง

    ไม่ลืม ไม่เคยลืมด้วย เขายิ้ม เลี่ยร้องไห้ทำไม?

     

    ผมหลุดสะอื้นออกมาทันทีเมื่อพี่อี้ฟานเรียกผมว่า เลี่ย เหมือนตอนที่ยังเป็นเด็ก ความรู้สึกดีใจตีตื้นขึ้นมาจนต้องร้องไห้เพราะไม่คิดว่าเขาจะเรียกผมแบบนั้นอีกครั้ง พี่อี้ฟานหัวเราะร่วนก่อนจะดึงผมเข้าไปกอดแน่น เขาเอาแต่พูดแซวว่าผมขี้แย แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีรำคาญเลยซักนิด

     

    ตอบคำถามพี่ก่อน พี่อี้ฟานผละตัวออกแล้วเช็ดน้ำตาให้ผมที่เอาแต่สูดน้ำมูกไม่ยอมหยุดเสียที ว่าไง? เลี่ยจะยอบคบกับพี่ไหม?

    พี่ก็รู้คำตอบ พี่จะถามอีกทำไม? ผมขยี้ตาเบาๆ พี่อยากคบแบบไหนฮะ?

    มากกว่าเป็นแฟน คบแบบอยู่กินกันอย่างสามีภรรยา

    แต่ผมเป็นผู้ชาย

    ถ้าเรารักกันก็ไม่เห็นต้องคิดมากเลย เขาพูด อีกอย่าง ผู้ชายแบบเลี่ยก็เป็นเมียพี่ได้

     

    ผมทุบไหล่เขาอย่างแรงเมื่อได้ยินคำว่าเมียหลุดออกจากปาก พี่อี้ฟานเลื่อนมือลงมากุมมือผมเอาไว้แน่นก่อนจะโน้มตัวลงมาจนหน้าผากของเราชนกัน

     

    อีกไม่กี่ปีพี่จะสี่สิบแล้ว เขาพึมพำ รู้ใช่ไหมว่ายิ่งแก่ก็ยิ่งรักมาก

    ผมรู้

    รู้แล้วไม่คิดจะบอกพี่บ้างเหรอ?

    ไม่บอกหรอก บอกแล้วพี่ได้ใจ

     

    ผมหัวเราะ ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ รู้แค่ว่าวันนี้ผมมีความสุขมากจนบรรยายเป็นคำพูดไม่ถูก หลังจากโดนพี่อี้ฟานมองกดดันให้สารภาพความในใจอยู่เกือบสิบวินาที ผมก็พยักหน้ารับแล้วเป็นฝ่ายพูดบ้าง

     

    เลี่ยก็รักพี่เหมือนกันฮะ

     

    พี่อี้ฟานคลี่ยิ้มกว้างก่อนที่เราจะจูบกันอีกครั้ง คราวนี้ผมปล่อยให้เขาถ่ายทอดความรักตามใจชอบจนชั้นหนึ่งของแกลเลอรีกลับมามีสภาพเละเทะยิ่งกว่าตอนเริ่มเก็บกวาดเสียอีก รู้อย่างนี้ผมน่าจะบอกให้เขาย้ายไปทำบนบ้าน อย่างน้อยที่นั่นก็มีเตียงและผมจะได้ไม่ต้องเมื่อยหลังเพราะโก้งโค้งให้พี่อี้ฟานบอกรักซ้ำๆจนยืนไม่ไหวแบบนี้ แต่ช่างเถอะ เรายังมีเวลาด้วยกันอีกนาน ไว้ผมบอกรักพี่อี้ฟานจนเหนื่อยเมื่อไหร่ ผมค่อยตีเขาซักสองสามที โทษฐานที่ทำให้แกลเลอรีรก และทำผมเจ็บจนลุกไม่ขึ้นไปเกือบสองวัน









    Thank you for reading
    I wish you would love this work :)



    #sorrowky



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in