Smiles of SorrowMs.Ambiguous
21



  • พู่แกลเลอรีเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ยี่สิบเจ็ดพฤศจิกา เป็นวันเกิดครบรอบอายุยี่สิบเอ็ดปีของผม โดยเริ่มต้นจากการขายภาพวาดสีน้ำมันฝีมือของพู่ชานเลี่ยทั้งหมดสามสิบสี่ชิ้นบนเว็บบล็อกที่ผมสร้างขึ้นเอง

     

    สัปดาห์แรกที่เปิดแกลเลอรี มีกลุ่มศิลปินติดต่อชวนให้นำภาพบางส่วนไปจัดแสดง แน่นอนผมตอบตกลงทันทีเพราะความฝันสูงสุดอีกอย่างหนึ่งคือการได้นำงานของตัวเองไปวางโชว์ในนิทรรศการศิลปะ ตอนที่มีคนติดต่อมาผมเอาแต่กระโดดโลดเต้นเพราะไม่คิดว่าพวกเขาจะสนใจในฝีมือของผม ทั้งๆที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่กี่วันและยังไม่มีกระแสมากมายอะไร แต่พอได้นำภาพไปโชว์ในงานก็มีสื่อในวงการศิลปะมาทำข่าวเต็มไปหมด   

     

    ผมกับพี่อี้ฟานช่วยกันเลือกสามภาพที่ดีที่สุดเพื่อนำไปจัดแสดง หนึ่งในนั้นมีภาพหญิงสาวกับผ้าซาตินในเรือนเพาะชำรวมอยู่ด้วย เขาบอกว่าทุกคนควรจะได้เห็นภาพวาดมาซเตอร์พีซชิ้นนี้เยอะๆก็เลยอนุญาตให้ผมนำไปแขวนในนิทรรศการเป็นเวลาสิบสี่วัน

     

    ภาพวาดของผมถูกพูดถึงเป็นวงกว้างทั้งในอินเตอร์เน็ตและสื่อสิ่งพิมพ์ มีนักข่าวและคอลัมนิสต์ติดต่อขอสัมภาษณ์ถึงแรงบันดาลใจและผู้ที่อยู่เบื้องหลังโดยไม่มีการถามถึงเรื่องในอดีตซักคำ  ผมตอบไปว่าคนที่จุดประกายพรสวรรค์ของผมคือพ่อ ส่วนคนที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่เสมอก็คือพี่ พวกเขาตีความกันว่าพี่ที่ผมพูดถึงคือพี่อี้ชิง แต่เปล่าเลย เขาคือพี่อี้ฟาน ทว่าผมกลับไม่สามารถเอ่ยชื่อของเขาได้เพราะไม่อยากเป็นประเด็นให้ใครขุดคุ้ยเรื่องของพู่ตงอีก

     

    ก้าวแรกของผมถือว่าประสบความสำเร็จมากกว่าที่คาดไว้ แม้แต่พี่อี้ชิงที่ไม่ค่อยสนใจงานศิลปะยังเดินทางมานิทรรศการด้วยตัวเอง ส่วนพี่อี้ฟานมักจะแอบมาชั่วโมงสุดท้ายก่อนหมดเวลาเข้าชม ผมไม่เก็บมาคิดน้อยใจเพราะรู้ว่าเขาไม่อยากให้ผู้คนซุบซิบนินทา ดังนั้นทุกครั้งที่เขามา ผมก็มักจะไม่อยู่และเราไม่เคยเจอกันในงานเลย

     

    หลังนิทรรศการจบลง ผมก็เป็นที่กล่าวถึงในอินเตอร์เน็ตนานเกือบสัปดาห์ พวกเขาชื่นชมว่าผมเป็นศิลปินที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งของจีน บางคนก็นำผมไปเปรียบเทียบกับพี่ในด้านดีๆ พวกเขาบอกว่าผมมีพรสวรรค์และทัศนคติที่ดีเหมือนพี่ บ้างก็ชมว่าพ่อเลี้ยงลูกเก่ง เพราะทั้งพู่อี้ชิงและพู่ชานเลี่ยต่างประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย แถมภาพลักษณ์ของพู่ตงก็กลับมาดีจนยอดขายเพิ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อนักข่าวเขียนทำนองว่าเราสองคนเป็นพี่น้องที่รักกันมากจนกระแสข่าวลือเรื่องแย่งสมบัติเมื่อหลายปีก่อนหายไปจนหมด

     

    ถึงจะได้รับคำชื่นชมมากมายในอินเตอร์เน็ต แต่ก็ยังมีบางคนดูถูกความสามารถของผม พวกเขาบอกว่าจะไม่มีใครพูดถึงเลยถ้าผมไม่ใช่พู่ชานเลี่ยที่หายไปเมื่อสามปีก่อนและเป็นน้องชายของพู่อี้ชิงที่ถูกยิงจนพิการ ตอนแรกที่รู้ว่ามีคนไม่ชอบผมกับพี่ ผมเสียใจมาก พี่อี้ฟานปลอบว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แต่คงต้องยอมรับว่าสาเหตุที่ภาพวาดของผมกลายเป็นที่พูดถึงนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะฝีมือของผม และอีกส่วนเป็นเพราะพี่อี้ชิง

     

    พี่อี้ชิงภูมิใจนำเสนอผลงานของผมมากๆ เขามักจะโพสต์ภาพวาดฝีมือของผมลงในอินสตราแกรม เขียนแคปชั่นเป็นภาษาอังกฤษเท่ๆและวางลิ้งค์ของแกลเลอรีเอาไว้เผื่อมีใครสนใจ แน่นอนว่ามันได้ผล เพราะทุกครั้งหลังพี่อี้ชิงโพสต์ --ซึ่งบางทีก็มีพี่อี้ฟานด้วย-- ภาพพวกนั้นจะขายได้ในเวลาไม่นาน แต่มันก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกครั้ง แค่บางรูปเท่านั้นที่มีคนสนใจมากจนผมตอบอีเมลแทบไม่ทัน

     

    สองเดือนแรกผมเน้นขายแค่งานของตัวเอง พอขายออกห้าหกรูปก็เริ่มวาดใหม่และหาซื้องานของนักวาดคนอื่นๆมาขายด้วย ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าพี่จิงเหม่ยเป็นดีลเลอร์ที่เก่งขนาดไหน เธอมักจะหารูปภาพสวยๆเจ๋งๆจากนักวาดที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงมาขายให้แกลเลอรีของผมเสมอ พักหลังเรามักจะออกจากบ้านด้วยกันตั้งแต่เช้าเพื่อตระเวนดูแกลเลอรีเล็กๆตรงชานเมืองบ้าง บ้านของนักวาดที่ไม่เก่งเทคโนโลยีบ้างจนเริ่มมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อน

     

    ทีแรกผมขายแค่ลูกค้าชาวจีนเพราะไม่คิดว่าจะมีใครสนใจ แต่พอพี่อี้ชิงขยันอัปเดตภาพวาดฝีมือของผมเรื่อยๆ ลูกค้าชาวต่างชาติก็เริ่มติดต่อเข้ามา ครั้งหนึ่งเคยมีนักธุรกิจชาวรัสเซียบินมาถึงปักกิ่งเพื่อเลือกดูรูปภาพ คงต้องขอบคุณพี่อี้ชิงที่ขยันเคี่ยวเข็นจนทักษะภาษาอังกฤษของผมค่อนข้างดี ก็เลยสามารถตีตลาดกลุ่มลูกค้าต่างประเทศได้มากขึ้นจนภาพวาดฝีมือของผมทั้งสามสิบสี่ชิ้นขายหมดเกลี้ยงในเวลาสองปี

     

    พอเข้าสู่ปีที่สอง ความสนุกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อผมต้องทำทั้งวาดรูปและหารูปมาหายในแกลเลอรีไปพร้อมๆกัน วันหนึ่งระหว่างที่กำลังทานแฮมเบอร์เกอร์กับพี่อี้ฟานในร้านฟาสต์ฟู้ด เขาก็แนะนำว่า นายน่าจะลองขายในอีเบย์ดูนะ เพื่อเป็นการหาลูกค้าจากฝั่งตะวันตกมากขึ้นแทนที่จะรอกลุ่มลูกค้าของพี่อี้ชิงอย่างเดียว

     

    ผมเห็นด้วยกับพี่อี้ฟานเพราะระยะหลังรูปในแกลเลอรีเริ่มปล่อยยาก ดังนั้นผมจึงตัดสินใจเปิดบัญชีเพย์แพลเพื่อให้การซื้อขายรองรับลูกค้าต่างชาติมากขึ้น ช่วงแรกมันค่อนข้างทุลักทุเลและขายได้น้อย แต่พอขายไปได้เดือนสองเดือน แกลเลอรีก็เริ่มมีกำไรจนความคิดเรื่องเปิดสตูดิโอของตัวเองวิ่งเข้ามาในหัว ผมครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นานแต่ยังไม่กล้าตัดสินใจเพราะกลัวเจ๊ง จนกระทั่งพู่แกลเลอรีเข้าสู่ปีที่สามและประสบความสำเร็จอย่างมาก ผมจึงลงทุนจ้างคนทำเว็บไซต์อย่างเป็นทางการเพื่อให้เว็บของแกลเลอรีมีฟังก์ชั่นที่หลากหลายและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากที่สุด

     

     วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนผมอายุยี่สิบสี่ และเริ่มวางแผนเอาไว้ว่าจะต้องมีสตูดิโอของตัวเองก่อนอายุยี่สิบแปดให้ได้ ผมตั้งเป้าหมายให้ชีวิตของตัวเองเรื่อยๆที่ละขั้นๆ มันมีแต่เรื่องธุรกิจ เรื่องภาพวาด และการค้าขายจนผมหลงลืมอะไรบางอย่าง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมคงทุ่มเทความสนใจให้แค่เรื่องงานมากจนเกินไป เพราะกว่าจะรู้ตัวอีกที พี่อี้ชิงก็ประกาศสละโสดเสียแล้ว

     


     

    พี่อี้ชิงแต่งงานตอนอายุสามสิบห้ากับผู้ประกาศข่าวเศรษฐกิจที่ชื่อว่า หลิวซือซือ แน่นอนว่าระดับพี่แล้ว ภรรยาของเขาต้องเป็นผู้หญิงโปรไฟล์ดีอย่างแน่นอน เธอเป็นผู้หญิงเรียนเก่ง จบเกียรตินิยมและมีใบหน้าที่สวยเหมือนภาพวาดมากๆ แม้แต่ผมที่ไม่ค่อยสนใจผู้หญิงสวยๆยังรู้สึกอึ้งเพราะไม่เคยเจอใครสวยและเรียบร้อยอ่อนหวานเท่าเธอมาก่อน

     

    ผมเริ่มตระหนักถึงชีวิตของตัวเองอีกครั้งก็ในวันที่พี่อี้ชิงบอกว่าจะแต่งงาน เขาชวนพี่ซือซือมาทานมื้อเย็นที่บ้านเพื่อให้เราได้ทำความรู้จักกัน และเล่าให้ฟังว่าความรักของพวกเขางอกงามตั้งแต่ตอนไหน ผมนั่งเท้าคางฟังพี่อี้ชิงพูดถึงแฟนอย่างไม่รู้จักเบื่อ แววตาของพี่มีประกายความสุขยิ่งกว่าตอนที่ได้กลับไปทำงานเสียอีก ผมดีใจเมื่อรู้ว่าพี่กำลังจะมีครอบครัวเป็นของตัวเอง เขาวางแผนคร่าวๆเกี่ยวกับงานแต่งงานเอาไว้บ้างแล้ว แต่ไม่ได้พูดถึงอนาคตว่าหลังจากนี้ผมต้องไปนอนที่ไหน ในเมื่อตลอดหลายปีที่ผ่านมาเรายังนอนห้องเดียวกันอยู่เลย

     

    คืนนั้นผมตัดสินใจคุยกับพี่ว่าถ้าหากเขาแต่งงาน พี่ซือซือจะย้ายเข้ามาอยู่กับเราด้วยใช่ไหม ผมบอกพี่ว่าคิดเรื่องย้ายออกไปอยู่คนเดียวมาซักพักแล้ว ถ้าหากพี่ไม่ว่าอะไรผมอาจจะเช่าตึกซักหลังเอาไว้ซุกหัวนอน พี่อี้ชิงปฏิเสธทันที พี่อยากให้ผมอยู่กับเขาด้วยกันในบ้าน อาจจะย้ายกลับไปนอนห้องตัวเองก็ได้ แต่เขาไม่อยากให้ย้ายออกไปอยู่คนเดียวเพราะกลัวว่าถ้าหากผมป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลเหมือนปีก่อนจะไม่มีใครคอยดูแล

     

    ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงงอแง แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่ขัดใจพี่แล้ว ผมรู้ว่าอีกหน่อยเขาจะยอมให้ย้ายออกเพราะเขาเองก็ต้องอยู่กับพี่ซือซือเหมือนกัน หลังพูดคุยเสร็จผมกับพี่ก็ล้มตัวนอน เราปรึกษากันเรื่องที่พักและสถานที่จัดงานแต่งงานในอีกหกเดือนข้างหน้าด้วยความตื่นเต้นก่อนที่พี่อี้ชิงจะผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าหลังจากทำงานหนักมาแทบทั้งวัน

     

    พอพี่หลับ ห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ผมนอนครุ่นคิดเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองด้วยความตื่นเต้นเพราะรู้ว่าชีวิตของผมและพี่ได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง ผมนึกตำหนิตัวเองที่เอาแต่สนใจแกลเลอรีมากกว่าพี่อี้ชิงจนไม่รู้เลยว่าพี่แอบมีความรักตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งๆที่พี่ก็ไม่ได้ปิดบังอะไร แต่ผมกลับดูไม่ออกเพราะมัวแต่ทำงานหาเงินเพื่อความฝันของตัวเองจนหลงลืมคนที่ข้างๆไปเสียสนิท

     

    พอนึกถึงคนที่คอยให้ความช่วยเหลือผมก็คิดถึงพี่อี้ฟาน จนถึงตอนนี้เรื่องของเราก็ยังคงเป็นความลับจนผมเริ่มสงสัยว่าตกลงแล้วพี่อี้ชิงรู้หรือไม่รู้กันแน่ หลังๆมานี้เขาปล่อยให้ผมใช้ชีวิตอย่างอิสระโดยไม่ต้องมีลุงหยวนคอยตามเหมือนเมื่อก่อน ผมเอาเองคิดว่าอาจเป็นเพราะเขากำลังจะแต่งงานก็เลยให้ปล่อยมีอิสระบ้างหลังจากเลี้ยงผมเหมือนไข่ในหินมานานหลายปี

     

    ถ้านับตั้งแต่ครั้งล่าสุดจนถึงตอนนี้ ก็เกือบเดือนแล้วที่ผมไม่ได้เจอพี่อี้ฟานเพราะเอาแต่ทำงาน ไปๆมาๆระหว่างแกลเลอรีและออกตระเวนหาภาพกับพี่จิงเหม่ยจนไม่มีเวลาให้ แม้จะไม่ได้ติดต่อกันบ่อยเท่าเมื่อก่อนแต่เขาก็ยังเหมือนเดิม ยังเป็นอู๋อี้ฟานที่หนักแน่นมั่นคงและคอยถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงเสมอ ดังนั้นผมจึงเดินออกจากห้องเพื่อโทรศัพท์หาเขาเพราะทนคิดถึงไม่ไหว และเราก็ได้คุยกันเป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์

     

    พี่อี้ฟานดีใจมากที่ผมโทรหา เขาเอาแต่ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม แกลเลอรีมีปัญหาอะไรหรือเปล่า โดยไม่เล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง กว่าเราจะได้คุยกันจริงๆจังๆก็ยี่สิบนาทีให้หลังเพราะผมเอาแต่ตอบคำถามจนไม่ได้เริ่มเรื่องของตัวเองเสียที

     

    เกือบชั่วโมงที่เราคุยกัน ผมไม่รู้สึกเบื่อที่จะต้องคุยกับพี่อี้ฟานเลย ไม่ว่าเมื่อไหร่เขาก็ยังคงเป็นคนที่ผมไว้ใจและให้คำแนะนำอย่างจริงจังมากที่สุดเสมอ เขาบอกว่าผมไม่จำเป็นต้องย้ายออกเพราะบ้านของพี่มีตั้งหลายห้อง แต่ถ้าอยากลองใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ การออกไปเช่าอพาร์ทเม้นต์อยู่ตัวคนเดียวก็เป็นทางเลือกที่ดีเหมือนกัน

     

    [นายจะได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากการอยู่คนเดียว] พี่อี้ฟานว่า ผมแอบได้ยินเสียงพลิกกระดาษไปมาจากปลายสายด้วย [อันที่จริงฉันมีความคิดอย่างหนึ่ง แต่มันอาจจะฟังดูไม่เข้าท่าสำหรับนายก็ได้]

     

    ลองว่ามาหน่อยสิฮะ

     

    [ย้ายมาอยู่กับฉันสิ] พี่อี้ฟานพูดอย่างจริงจัง [โกหกอี้ชิงว่าย้ายออกไปอยู่คนเดียว แต่จริงๆแล้วอยู่กับฉัน]

     

    ผมเงียบ ไม่ได้ให้คำตอบเขาในทันทีเพราะลึกๆแล้วผมเกลียดบ้านหลังนั้นจนไม่อยากกลับไปเหยียบอีก พี่อี้ฟานพยายามเซ้าซี้ขอให้มาอยู่ด้วยกันแต่ผมก็ปฏิเสธ ผมไม่ได้บอกเหตุผลให้เขารู้ว่าทำไม ผมบอกแค่ว่าไม่อยากโกหกพี่อี้ชิง และเหตุผลนี้ก็มากพอที่เขาจะหยุดทำให้ผมหนักใจได้แล้ว

     

    พี่อี้ฟานดูเสียใจมากเมื่อผมไม่ยอมบอกว่าทำไมเราถึงไม่อยู่ด้วยกันแต่เขาก็พยายามไม่แสดงออก เราเปลี่ยนเรื่องคุยมาเป็นเรื่องงานแต่งของพี่อี้ชิงที่กำลังจะถึงในอีกหกเดือนแทน ผมถามเขาว่ารู้เรื่องที่พี่มีแฟนไหม พี่อี้ฟานตอบว่ารู้ เขารับรู้เรื่องของพี่อี้ชิงเพียงแต่ไม่ได้ให้ความสนใจมากเท่าเมื่อก่อน  และเมื่อผมถามว่าได้การ์ดเชิญไปงานแต่งที่มัลดีฟส์หรือเปล่า พี่อี้ฟานก็เงียบไปชั่วครู่จนผมพอจะเดาคำตอบได้เอง

     

    น่าแปลกที่จู่ๆผมก็รู้สึกสงสารเขาอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้เมื่อก่อนเขาจะรักและชอบพี่อี้ชิงมากเสียจนผมเคยเก็บมาคิดน้อยใจ แต่พอรู้ว่าพวกเขาตัดขาดกันแบบนี้ก็เลยอดเศร้าแทนพี่อี้ฟานไม่ได้ บางทีคนที่สูญเสียที่สุดจากเหตุการณ์ในวันนั้นอาจจะไม่ใช่ผมหรือพี่อี้ชิง แต่เป็นพี่อี้ฟานที่โดดเดี่ยวไม่เหลือใครเลยแม้กระทั่งแม่หรือเพื่อนสนิทของตัวเอง

     

    ผมนั่งคุยกับพี่อี้ฟานในห้องทำงานเกือบสามชั่วโมงเพราะความคิดถึงทำให้เราเอาแต่เล่าเรื่องของกันและกันจนไม่อยากวางสาย หลังจากเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นเขาก็วกกลับเรื่องย้ายมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง พี่อี้ฟานพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่าอยากอยู่กับผม เขาพูดแค่นั้นก่อนจะเงียบไปเพราะรู้ดีว่าถ้าผมไม่อยาก เขาก็ไม่สามารถบังคับหรือฝืนใจได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว

     

    [ฉันอยากเจอนายจัง] พี่อี้ฟานพึมพำเหมือนกำลังบอกตัวเองมากกว่าบอกผม [ฉันอยากเจอนายมากจริงๆ]

     

    ผมพูดไม่ออกเลยเมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น เราปล่อยให้ความเงียบโรยตัวอยู่รอบๆนานเกือบนาทีก่อนที่ผมจะเป็นฝ่ายพูดก่อน ผมบอกพี่อี้ฟานว่าผมเองก็คิดถึงเขา และรู้สึกผิดมากที่เอาแต่ทำงานจนไม่ได้ติดต่อกลับไป พี่อี้ฟานไม่ว่าอะไรซักคำเมื่อได้ยินคำขอโทษจากผม เขาบอกว่าเข้าใจเพราะผมยังเด็กก็เลยสนุกกับการหาเงิน ไว้อายุสามสิบห้าเหมือนเขาเมื่อไหร่ ผมคงรู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้มีแค่เรื่องงาน แต่เป็นคนรักต่างหาก

     

    ผมอมยิ้มเมื่อพี่อี้ฟานพูดว่าคนรัก แม้เราจะไม่ค่อยหยอกเล่นเหมือนคู่รักทั่วไปทว่าผมกลับไม่เคยน้อยใจหรืออยากเรียกร้องอะไรเลย พี่อี้ฟานก็เป็นแบบนี้ เขาแสดงออกไม่เก่ง และไม่รู้ตัวหรอกว่าคำพูดซื่อๆของเขาทำให้หัวใจผมเต้นแรงได้มากแค่ไหน สำหรับผมแล้ว เสน่ห์ของพี่อี้ฟานไม่ใช่ใบหน้าหล่อเหลา แต่เป็นความซื่อตรงและมั่นคงของเขาต่างหาก

     

    ผมรักพี่นะ

    [รู้แล้ว]

     

    ผมหัวเราะเมื่อเสียงของพี่อี้ฟานสั่นเล็กน้อยตอนที่ตอบกลับมาว่า รู้แล้ว เขาคงเขินมากแน่ๆเพราะจู่ๆผมก็โพล่งบอกรักโดยไม่มีเหตุผลอะไร เราคุยกันต่ออีกนิดหน่อยก่อนที่ผมจะวางสายเพราะอยากให้พี่อี้ฟานพักผ่อน พรุ่งนี้เขาต้องเข้าบริษัทตั้งแต่เช้า ก็เลยกลัวว่าเขาจะล้าเพราะอดนอนติดต่อกันมาหลายคืน

     

    [ชานเลี่ย]

    ว่าไงฮะ?

    [พรุ่งนี้เราเจอกันที่เดิมได้ไหม?]

     

    ผมขานรับในลำคอเมื่อได้ยินคำขอของเขา พี่อี้ฟานไม่พูดอะไรอีกนอกจาก โอเค ก่อนจะบอกราตรีสวัสดิ์แล้ววางสายไป แม้เราจะคุยกันเสร็จแล้วแต่ผมกลับนั่งกำโทรศัพท์เอาไว้แน่นไม่ยอมเดินกลับห้อง ผมยอมรับว่าการคิดถึงอนาคตชักจะทำให้หวั่นใจแปลกๆ ผมไม่รู้เลยว่าถ้าหากยังต้องปิดบังพี่อี้ชิงแบบนี้เรื่อยๆ อนาคตของเราสองคนจะเป็นไปในทิศทางไหนและจะมาบรรจบกันในรูปแบบใด ผมได้แค่หวังว่าหลังจากนี้เราสองคนจะไม่เปลี่ยนไป ทั้งผมและพี่อี้ฟาน ถ้าหากเรายังเข้าใจกัน ผมว่าคงไม่มีอะไรทำให้เราต้องห่างเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

     

    ไปไหนมาชานเลี่ย? ทำไมยังไม่นอน?

     

    พี่อี้ชิงที่กำลังหมุนวงปั่นออกจากห้องน้ำด้วยสีหน้าง่วงๆทำให้ผมตกใจนิดหน่อย ผมแอบโทรศัพท์ไว้ด้านหลังก่อนจะช่วยเข็นพี่ไปจนถึงเตียง

     

    คุยกับใครเหรอ?

    ปละ -- เปล่าฮะ ผมหลบสายตาระหว่างที่อุ้มพี่วางบนเตียง ผมแค่คุยเรื่องแกลเลอรีกับพี่จิงเหม่ย

    ทำไมถึงดูมีความสุขจัง?

    เหรอฮะ?

    ใช่ หน้าบานเหมือนคนมีความรัก

     

    พี่หัวเราะอย่างชอบใจก่อนที่จะนิ่งไปชั่วครู่ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เพราะกลัวว่าความลับจะแตก แต่สุดท้ายพี่อี้ชิงก็ไม่พูดอะไร พี่แค่มองหน้าผมก่อนจะยกมือขึ้นลูบหัวเบาๆ ผมเงียบเพราะสัมผัสได้ว่าแววตาของพี่อี้ชิงมีอะไรมากกว่านั้นแต่ก็ยอมนั่งเกร็งให้เขาลูบหัว ก่อนจะต้องหยุดหายใจเมื่อพี่โพล่งถามออกมาตรงๆ

     

    มีคนที่ชอบแล้วเหรอ?

    ถ้าผมบอกว่ามีแล้ว --” ผมอ้ำอึ้ง พี่จะโกรธไหมฮะ?

    ผู้หญิงหรือผู้ชาย?

    ผู้ชายฮะ ผมเม้มปากแน่นเพราะกลัวพี่อี้ชิงรับไม่ได้ พี่ฮะ ผมขอโทษ

    ขอโทษทำไม?

    ขอโทษที่ไม่ได้ชอบผู้หญิง

    ไร้สาระ ถ้าการชอบใครซักคนมันไม่ได้ทำให้โลกเดือดร้อนก็ชอบไปเถอะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก พี่หัวเราะด้วยความเอ็นดูเมื่อเห็นผมนั่งน้ำตาซึมเพราะซึ้งใจที่พี่ไม่รังเกียจตัวตนของผม แต่ไม่ใช่ไอ้อี้ฟานใช่ไหม?

     

    ผมได้แต่นั่งหลบตาเมื่อพี่อี้ชิงถามอย่างคาดหวัง ดูเหมือนว่าพี่จะรับได้ทุกอย่างที่ผมเป็น เขาไม่โกรธที่ผมเป็นเกย์ ไม่บังคับให้ออกเดทกับผู้หญิงหรือพาไปพบจิตแพทย์ พี่แสดงออกอย่างชัดเจนว่ารักและอยากเห็นผมมีความสุขที่สุดมาโดยตลอด แต่คงมีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวที่พี่รับไม่ได้ พี่อี้ชิงไม่อยากให้ผมคบกับพี่อี้ฟาน

     

    ไม่ใช่ฮะ ผมตัดสินใจโกหกเพราะกลัวว่าถ้าบอกความจริงไปแล้วพี่จะโกรธจนทำให้พี่อี้ฟานเดือดร้อน คนที่ผมชอบคือลูกค้าประจำที่ซื้อภาพวาด

    งั้นเหรอ? ค่อยยังชั่วหน่อย พี่อี้ชิงที่เงียบไปชั่วอึดใจคลี่ยิ้มกว้าง เขาเป็นคนดีไหม? เขาทำให้แกมีความสุขหรือเปล่า?

    ดีฮะ เขาป็นคนดี เขาดีกับผมมาก เขารัก -- รักผมมากเหมือนกัน

    เขาบอกรักแกเลยเหรอ?

    ฮะ เขาบอกว่ารักผม

     

    ผมตอบเสียงแผ่วเมื่อเห็นพี่อี้ชิงเอาแต่อมยิ้ม เขาคงคิดว่าผมก้มหน้าเพราะเขินอายที่ต้องพูดเรื่องคนรัก แต่เปล่าเลย ผมกำลังละอายใจที่ต้องสร้างเรื่องโกหกพี่เพียงเพราะอยากประคับประคองความรักของเราให้รอดเท่านั้น

     

    ดีแล้วล่ะ แกควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเสียที พี่พูดด้วยความโล่งใจ เขายิ้มจนเห็นรอยบุ๋มข้างแก้มก่อนจะเอื้อมตัวมายีหัวผมอีกครั้ง ว่างๆก็พาเขามาเจอฉันหน่อย ฉันจะช่วยดูให้ว่าเขาดีกับแกจริงไหม

    พี่ดูคนออกด้วยเหรอฮะ?

    ดูออกสิ ฉันดูออกหมดแหละว่าใครนิสัยยังไง

     

    พี่อี้ชิงยิ้มแล้วเอนตัวลง คืนนั้นพี่ไม่ยอมนอนเพราะเอาแต่ซักไซ้ถามว่าผู้ชายที่ผมชอบเป็นคนแบบไหน เขาเป็นใคร ชื่อแซ่อะไร ทำงานที่ไหนและอายุเท่าไหร่ ผมตอบพี่โดยอิงจากความจริงครึ่งหนึ่ง โกหกครึ่งหนึ่ง ผมรู้ว่าพี่เป็นห่วง เขาคงอยากให้ผมเจอคนดีๆ ไม่อยากให้ยุ่งเกี่ยวกับตระกูลอู๋ที่เคยทำร้ายเรา แต่ไม่ว่าอย่างไรผมก็ชอบพี่อี้ฟาน ชอบเขามาก ทว่าผมกลับมองไม่เห็นทางที่เราจะได้รักกันอย่างเปิดเผยเลย

     

     

     


     

    งานแต่งของพี่อี้ชิงจัดขึ้นในเดือนธันวาคมที่มัลดีฟส์ ผมไม่รู้หรอกว่ามัลดีฟส์อยู่ที่ไหน รู้แค่ว่าพี่จัดงานแต่งริมทะเล และแน่นอนว่ามันจะเป็นงานเล็กๆที่มีแค่เพื่อนสนิทของพี่อี้ชิงกับพี่ซือซือ และช่างภาพที่เขาจ้างเท่านั้น

     

    ตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยเห็นหรือเคยไปทะเลอย่างจริงจังซักครั้งในชีวิต มันเป็นเหมือนภาพสองมิติที่ผมเห็นในทีวี ใช่ ผมรู้ว่าทะเลมีน้ำสีฟ้า มีหาดทรายสีขาว แต่ไม่เคยสัมผัสกับความสวยของมันด้วยตาตัวเองเลยซักหน ดังนั้นคืนก่อนที่เราจะไปสนามบินผมจึงตื่นเต้นมาก ผมเอาแต่ถามพี่ซ้ำๆว่าทะเลสวยกว่าสระว่ายน้ำจริงๆใช่ไหม น้ำเป็นสีฟ้าแบบไหน จะสีฟ้าเข้มเหมือนในสระหลังบ้านเราหรือเปล่า พี่อี้ชิงหัวเราะเมื่อเห็นผมตื่นเต้นเหมือนตอนหกขวบที่เพิ่งเห็นสระว่ายน้ำครั้งแรก พี่บอกแค่ว่าให้ผมดูด้วยตาของตัวเอง พี่เป็นคนบรรยายไม่เก่ง แต่เชื่อว่าผมจะต้องชอบทะเลอย่างแน่นอน

     

    พอตอนเช้าเราก็ออกเดินทางไปสนามบินพร้อมกัน ผมพยายามสอดสายตามองหาพี่อี้ฟานแต่กลับไม่เห็นเขาเลย ผมไม่กล้าแม้แต่จะถามพี่ว่าทำไมเขาถึงไม่มากับพี่ลู่หานและพี่จื่อเทา ในเมื่อพวกเขาเคยเป็นเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกัน อย่างน้อยๆพี่สองคนน่าจะช่วยพูดให้พี่อี้ฟานได้มีโอกาสมางานแต่งงานของพี่อี้ชิงบ้าง

     

    ทีแรกผมคิดว่าเขาจะไม่มางานแต่งของพี่ก็เลยนั่งหน้าเศร้าอยู่คนเดียวไม่ยุ่งกับใคร แต่พอถึงมัลดีฟส์ ผมก็รู้ว่าพี่อี้ฟานมารอล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว แน่นอนว่าพี่อี้ชิงไม่ได้ใจอ่อนเชิญเขาให้มาร่วมงาน พี่แค่บอกว่าอยากมาก็มา แต่เขาจะไม่ออกค่าเดินทางหรือค่าที่พักให้ และพี่อี้ฟานจะไม่มีส่วนใดๆในงานแต่งนอกจากนั่งแถวสุดท้ายของเก้าอี้ ไม่ได้ยืนหน้าแท่นพิธีในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าวเหมือนพี่ลู่หานกับพี่จื่อเทา

     

    วันแรกที่เดินทางถึงมัลดีฟส์เป็นวันก่อนแต่งงาน พี่อี้ชิงปล่อยให้ผมสัมผัสทะเลครั้งแรกในชีวิตด้วยตัวเอง ภาพในอินเตอร์เน็ตที่เคยเห็นสวยไม่ได้ครึ่งหนึ่งของภาพตรงหน้าเลยด้วยซ้ำ ทันทีที่เท้าแตะพื้นทรายนุ่มละเอียดผมก็ทิ้งตัวลงนั่ง มือหนึ่งขยำทรายสีขาวสะอาดด้วยความตื่นเต้นเพราะไม่เคยเห็นทรายที่ไหนละเอียดเหมือนผงแป้งแบบนี้มาก่อน พี่อี้ชิงหัวเราะขำเมื่อเห็นผมเอาแต่ใช้มือเล่นทราย พี่ถามว่าทะเลเป็นอย่างไรบ้าง? ผมจึงตอบว่า --

     

    สวยมากเลยฮะ!” ผมพูดด้วยน้ำเสียงสดใสก่อนจะเงยหน้ามองท้องทะเลสีฟ้าใสที่มีคลื่นซัดเข้าชายหาดอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา พี่ฮะ ทำไมทะเลถึงมีคลื่น? มันเกิดขึ้นได้ยังไงเหรอฮะ?

     

    พี่อี้ชิงส่ายหัวทันทีเมื่อผมกลายร่างเป็นเจ้าหนูจำไมที่เอาแต่ถามนั่นถามนี่ไม่รู้จักเหนื่อย ผมเดินเล่นบนชายหาดเหมือนตัวเองกลายเป็นเด็กอายุหกขวบที่เอาแต่ใช้เท้าเตะทรายไปมา ใช้มือขยำเล่นก่อนจะวิ่งไปหยุดตรงหาดเพราะอยากรู้ว่าถ้าโดนคลื่นแล้วจะเจ็บไหม

     

    ผมเอาแต่ร้อง ว้าว! อย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นว่าทะเลนั้นสวยและเป็นมิตรกับผมขนาดไหน หลังจากเดินๆวิ่งๆริมหาดอยู่นาน ผมก็ขอพี่อี้ชิงลองเล่นน้ำดูซักครั้ง ทีแรกพี่ไม่ยอมเพราะพี่ลู่หานกับพี่จื่อเทาบอกว่าไม่อยากเล่น พี่ก็เลยลำบากใจเพราะเขาไม่สามารถลงน้ำไปดูแลผมได้ ทว่าเมื่อเห็นพี่อี้ฟานที่แอบยืนดูเราอยู่ไม่ไกล พี่ก็ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะถามเขาว่าสะดวกดูผมเล่นน้ำไหม และเมื่อพี่อี้ฟานตอบว่า --

     

    ฉันจะดูแลชานเลี่ยอย่างดี

     

    พี่อี้ชิงก็เงียบไป เขาจ้องหน้าพี่อี้ฟานเขม็งราวกับประโยคนั้นมีอะไรให้คิดนักหนาก่อนจะต้องยอมละสายตาออกเมื่อพี่ซือซือถือน้ำส้มมาเสิร์ฟให้เรา

     

    ทีแรกผมยังไม่กล้าลงเล่นน้ำเพราะคลื่นในทะเลเป็นลอนๆดูน่ากลัวแปลกๆ แถมฟองสีขาวตอนคลื่นกระทบฝั่งนั้นดูเหมือนฟองน้ำอัดลมซ่าๆที่โดนแล้วจั๊กจี๋จนต้องชักเท้ากลับ ผมค่อยๆทิ้งตัวนั่งตรงริมหาด ปล่อยให้คลื่นพัดพาเอาน้ำทะเลที่ใสระยิบระยับยิ่งกว่าคริสตัลเข้ามากระทบตัวเบาๆ พี่อี้ฟานเองก็นั่งลงข้างผม มือหนึ่งถือแก้วน้ำส้ม อีกมือก็คอยกวักน้ำรดบนหัว หลังจากนั่งให้คลื่นซัดกันอยู่นาน พี่อี้ฟานก็วางแก้วลง แล้วชวนผมชิมน้ำทะเล

     

    ผมกวักน้ำทะเลขึ้นมาชิมก่อนจะ อึก! เพราะเผลอกลืนลงไปโดยไม่ทันตั้งตัว ทันทีที่เห็นสีหน้าเหมือนจะอ้วกของผม พี่อี้ฟานก็เอาแต่หัวเราะขำ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าน้ำทะเลจะเค็มยิ่งกว่าน้ำปลาเสียอีก ผมถามเขาว่าทำไมมันถึงเค็ม พี่อี้ฟานบอกว่าทะเลคือน้ำทิ้งในชักโครกจากทุกประเทศมารวมกัน ก็เลยเค็มเพราะฉี่เป็นธรรมดา

     

    แหวะ!”

     

    ผมโก่งคออ้วกเพราะเผลอเชื่อในคำโกหกของเขา พี่อี้ฟานหัวเราะเสียงดังลั่นเหมือนคนสะใจอะไรนักหนาเมื่อเห็นว่าผมโง่ให้หลอกง่ายๆอีกแล้ว หลังจากต้มผมจนเปื่อยเขาก็เฉลยความจริงให้ฟัง พี่อี้ฟานบอกผมว่ามันเค็มเพราะมีเกลือและแร่ธาตุมาจากน้ำฝนที่ไหลผ่านตามที่ต่างๆ พอสะสมไว้นานๆก็เลยเค็มปี๋

     

    ผมไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่เขาอธิบายเพราะไม่เคยเรียนวิทยาศาสตร์ แต่ช่างเถอะ ผมไม่อยากสนใจอะไรนอกจากได้ลองว่ายในน้ำทะเลดูซักหน คราวนี้พี่อี้ฟานพาผมลงเล่นน้ำ เขาสวมแว่นตาว่ายน้ำให้และสอนผมลอยตัวเหมือนเป็นลูกหมาตกน้ำโดยมีพี่อี้ชิงคอยจับตามองอยู่ตลอด แม้ว่าพี่จะไม่สามารถลงมาเล่นน้ำกับผมได้ แต่พี่ก็ไม่ปล่อยให้ผมคลาดสายตาเลยซักวินาที

     

    เราเล่นด้วยกันอยู่นานหลายชั่วโมงจนพี่อี้ชิงต้องเรียกให้ขึ้นฝั่งเพราะถึงเวลาทานมื้อเย็น ผมแอบจับมือพี่อี้ฟานใต้น้ำอยู่ชั่วครู่และบอกเขาว่า คืนนี้จะไปหาที่ห้องนะฮะ แล้วรีบวิ่งขึ้นฝั่ง ผมหันไปมองหน้าเขาที่กำลังยืนอยู่ใต้น้ำเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะส่งยิ้มหวาน เพราะหลังดินเนอร์ เราทั้งคู่มีแผนอย่างอื่นที่ต้องทำด้วยกันรออยู่

     


     

    สามวันในมัลดีฟส์ผ่านไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับปริศนาเมื่อจู่ๆพี่อี้ฟานก็มีรอยเย็บบนหัวโดยไม่ทราบสาเหตุ ผมพยายามถามว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะคิดว่าพี่อี้ฟานถูกโจรตีแต่เขากลับพูดแค่ว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เขาสมควรโดน และจนถึงตอนนี้ผมยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำเพราะถามไปก็ไม่มีใครยอมบอกเลย

     

    ผมกับพี่อี้ชิงได้ข้อตกลงเรื่องย้ายออกเรียบร้อย ผมจะยังคงอยู่ที่บ้านไปเรื่อยๆจนกว่าจะหาตึกที่สามารถเปิดแกลเลอรีและเป็นบ้านหลังใหม่ได้เพราะหลังจากตระเวนหาหลายที่ผมก็ยังไม่เจอที่ที่ถูกใจเลย บางแห่งทำเลดีก็จริงแต่ค่าเช่าแพงเกินไป ผมกลัวว่าถ้าเปิดหน้าร้านแล้วยังขายได้เท่าเดิมจะมีเงินไม่พอจ่ายเงินเดือนพนักงานและคนดูแลเว็บไซต์

     

    ตลอดหกเดือนที่ผ่านมาผมคิดทบทวนถึงผลดีผลเสียของการเปิดหน้าร้าน แต่ดูเหมือนความเสี่ยงจะมากเกินไปสำหรับแกลเลอรีที่เพิ่งเปิดตัวได้สี่ปีดังนั้นผมจึงเปลี่ยนเป้าหมายจากการหารูปภาพสวยๆมาเป็นการทุ่มเทให้กับงานวาด ส่วนหน้าที่หาภาพมาขายในแกลเลอรีก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่จิงเหม่ยแทน

     

    ผมใส่ทั้งความตั้งใจและความประณีตลงไป ผมทำเต็มที่อย่างสุดความสามารถเพราะหวังว่าภาพพวกนี้จะสามารถสะกดใจผู้คนได้เหมือนภาพหญิงสาวกับผ้าซาตินในเรือนเพาะชำจนทำให้คนรู้จักนักวาดที่ชื่อพู่ชานเลี่ยมากกว่านี้ ผมคิดว่าการมีชื่อเสียงอาจส่งผลดีต่อพู่แกลเลอรี ถ้าหากมีคนสนใจและชื่นชอบฝีมือของผมเยอะ แกลเลอรีก็มีเงินทุนไว้เช่าตึกเปิดหน้าร้านของตัวเองโดยไม่ต้องกังวลเสียที

     

    หลังจากฝึกฝนและพัฒนาตัวเองมาตลอดหลายปี ผม พู่ชานเลี่ยในวัยยี่สิบหก ก็เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นในวงการศิลปะ มันต่างจากการมีชื่อเสียงเมื่อห้าปีก่อนเพราะตอนนี้ผมได้รับคำชื่นชมด้วยความสามารถของตัวเอง ไม่ใช่เพราะข่าวในอดีตหรือการโปรโมตจากพี่อี้ชิงอีกแล้ว

     

    ทุกวันนี้ไม่มีใครถามผมด้วยซ้ำว่าเป็นทายาทคนเล็กของพู่ตงใช่ไหม พวกเขาจดจำผมในฐานะพู่ชานเลี่ย ศิลปินชาวจีนที่มีแกลเลอรีของตัวเองตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ดและประสบความสำเร็จอย่างมากจนมีคอลัมนิสต์จากหลากหลายประเทศติดต่อขอสัมภาษณ์และนำภาพวาดฝีมือของผมไปจัดแสดง

     

     จากใจจริง ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จเลยจนกระทั่งแกลเลอรีเข้าสู่ปีที่ห้า ตอนนี้ผมเริ่มมีเงินเก็บมากพอที่จะเซ้งตึกสามชั้นเพื่อทำหน้าร้านในเขตฉาวหยาง ทันทีที่กระบวนการซื้อขายเสร็จสิ้น ผมกับพี่อี้ฟาน -- ซึ่งได้รับอนุญาตจากพี่อี้ชิงแล้ว -- ก็เข้าไปดูตึกที่กำลังจะกลายมาเป็นหน้าร้านของพู่แกลเลอรีด้วยความตื่นเต้น แล้วช่วยกันออกแบบและตกแต่งเพื่อให้แกลเลอรีออกมาดีที่สุด

     

    ผมคิดไว้ว่าจะให้ชั้นหนึ่งเป็นคาเฟ่เล็กๆ มีพื้นที่ด้านในไว้จัดอีเว้นท์เกี่ยวกับงานศิลปะ มีเคาน์เตอร์ให้พี่จิงเหม่ยและผู้ช่วยแอดมินคอยดูแลการขายภาพ มีโซฟา มีชั้นหนังสือให้ลูกค้าได้อ่านเล่นเพลินๆ และชั้นสองจะเป็นที่จัดแสดง ผมอาจจะไม่ได้นำภาพทุกชิ้นมาแขวนโชว์แต่จะเลือกภาพที่คิดว่าดีที่สุดและสวยที่สุดเพราะอยากให้ทุกคนที่มาเยี่ยมชมดื่มด่ำกับศิลปะตามความตั้งใจของผม

     

    ส่วนชั้นสามคือบ้านของผมซึ่งเป็นที่โล่งกว้างที่มีแค่ห้องน้ำเท่านั้น วินาทีแรกที่เห็น ผมตื่นเต้นมากเพราะจะได้แต่งบ้านของตัวเองเป็นครั้งแรก พี่อี้ฟานแนะนำให้กั้นห้องเพิ่มเพื่อไม่ให้กลิ่นสีและน้ำมันสนรบกวน ดังนั้นบ้านของผมก็เลยมีสามห้อง หนึ่งห้องน้ำ หนึ่งห้องนอน และโซนทำงานที่มีทั้งโซฟาและเคานท์เตอร์ทำครัวใช้ร่วมกัน

     

      หลังจากปูพื้นใหม่เป็นพื้นไม้ลามิเนตสีอ่อน ผมกับพี่อี้ฟานก็เริ่มเถียงกันเรื่องสีของตึก ผมอยากให้มันเป็นอิฐสีแดงแบบเดิมที่ซื้อมา แต่เขากลับบอกว่ามันเก่าและมีตะไคร่น้ำเกาะมากเกินไปจนดูสกปรก พอหาข้อสรุปไม่ได้ผมก็วิ่งโร่ไปฟ้องพี่อี้ชิงตามประสาคนไม่อยากแพ้ ผมเปิดรูปถ่ายบ้านที่อยู่ในแท็บเล็ตให้พี่ช่วยเลือกแต่น่าเศร้าที่พี่ไม่เห็นด้วยกับผม พี่บอกว่าผมควรฟังคำแนะนำจากพี่อี้ฟานเพราะสิ่งที่เขาพูดมาคือเรื่องจริงทั้งนั้น

     

    นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมตึกของพู่แกลเลอรีถึงเป็นสีขาว ทั้งด้านนอกและด้านในล้วนทาสีขาวเรียบๆเหมือนกันหมด พอรีโนเวทและซื้อเฟอร์นิเจอร์มาใส่จนครบเราก็ย้ายไปจัดการบันไดข้างตึก ตอนแรกที่เรามาที่นี่ ทั้งผม พี่อี้ชิง พี่อี้ฟาน และพี่จิงเหม่ยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตึกหลังนี้มีโครงสร้างที่แปลกมาก มันมีบันไดสองแห่ง แห่งแรกทำจากปูนซึ่งอยู่ในตึกและเชื่อมระหว่างชั้นหนึ่งกับชั้นสอง ส่วนอีกอันอยู่ข้างนอก เป็นบันไดโครงเหล็กสีดำที่ไม่เชื่อมต่อกับชั้นไหนนอกจากชั้นสาม พี่อี้ชิงดูไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่เมื่อรู้ว่าทางขึ้นห้องของผมอยู่นอกตัวตึก ดังนั้นเขาก็เลยจ้างช่างมาติดประตูเหล็กตรงชั้นสามและทำรั้วใหม่ให้สูงขึ้นเพื่อความปลอดภัย

     

    เราใช้เวลาเกือบสองเดือนในการรีโนเวท วันสุดท้ายที่แต่งแกลเลอรีเสร็จ ผมกับพี่อี้ฟานก็หยุดยืนหน้าบ้านด้วยความภูมิใจ แม้วันนั้นเราทั้งคู่จะเหนื่อยจากการจัดสวนหน้าทางเข้าและปลูกไม้เลื้อยริมรั้ว แต่ทั้งผมและเขากลับยิ้มกว้างจนลืมความเมื่อยขบไปเสียสนิท

     

    มันเสร็จแล้วล่ะ พี่อี้ฟานพึมพำก่อนจะหันมาหาผม บ้านของนาย

     

    ผมยิ้มจนแก้มแทบปริพลางแหงนหน้ามองตึกอิฐสีขาวสามชั้นที่อยู่ตรงหน้า ตอนนี้ทุกอย่างเสร็จแล้ว ทั้งความฝันและความทุ่มเทของผมมาตลอดหลายปีได้กลายมาเป็นพู่แกลเลอรีอย่างสมบูรณ์แบบเสียที ผมอดร้องไห้ไม่ได้เลยเมื่อคิดว่าหลังจากนี้จะต้องอยู่ที่นี่คนเดียว ผมกำลังจะเป็นพู่ชานเลี่ยวัยยี่สิบเจ็ดที่เป็นทั้งนักวาดและเจ้าของแกลเลอรี ไม่ใช่พู่ชานเลี่ย เด็กเหลือขอที่งอมืองอเท้าผลาญเงินพี่ไปวันๆอีกแล้ว

     

    นายเก่งมาก

    ขอบคุณฮะ

     

    ผมพูด ก่อนจะซบหน้าลงบนไหล่คนที่ผมชอบแล้วร้องไห้ออกมาเงียบๆ พี่อี้ฟานทิ้งทุกอย่างที่อยู่ในมือแล้วดึงผมไปกอดแน่น เขาเกยคางลงบนหัวแล้วเล่นมุกตลกแป้กๆเพราะไม่อยากเห็นผมร้องไห้ วันนี้เป็นอีกวันที่ผมรู้สึกมีความสุขมากที่สุดตั้งแต่เกิดมา ผมคิดว่าชีวิตของผมประสบความสำเร็จแล้ว วันนี้ผมมีทำงานหาเงินด้วยตัวเองจนซื้อบ้านได้ ผมเป็นนักวาดที่มีชื่อเสียงและมีหน้าร้านตามที่ฝันมาตลอดหลายปีเสียที

     

    ทุกอย่างทำให้ผมอดนึกถึงจุดเริ่มต้นของตัวเองไม่ได้ ผมเริ่มจากศูนย์และไม่มีใคร ไม่มีความรู้หรือความสามารถอะไรเลยนอกจากพรสวรรค์ที่พ่อเป็นคนจุดประกายให้ ผมเคยคิดว่าตัวเองต้องล้มเหลวเหมือนแม่ ต้องเป็นคนไม่มีอะไรที่คอยแต่จะพึ่งพาคนรอบข้าง แต่ตึกสีขาวตรงหน้าก็บอกให้รู้ว่าผมคิดผิด ตอนนี้ผมก้าวข้ามกำแพงที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าไม่มีทางปีนผ่านไปได้ และมันทำให้ผมภูมิใจอย่างบอกไม่ถูกที่ความพยายามและความอดทนสามารถพาตัวเองมาถึงจุดนี้ได้สำเร็จ

     

    เพราะพี่ ผมถึงอยากวาดรูป ผมร้องไห้บอกพี่อี้ฟาน พี่รู้ไหมว่าผมเป็นพู่ชานเลี่ยอย่างทุกวันนี้ก็เพราะพี่นะฮะ

    ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย ทุกอย่างคือพรสวรรค์และความสามารถของนาย เขาปลอบแล้วเช็ดน้ำตาให้ ภูมิใจกับมันเถอะชานเลี่ย นายเหนื่อยมาหลายปีแล้ว และนี่คือผลตอบแทนสำหรับความอดทนของนาย

     

    ผมโอบกอดผู้ชายที่ผมชอบเอาไว้แน่นเมื่อได้ยินแบบนั้น ทั้งๆที่พี่อี้ฟานก็รู้ว่าเขาคือแรงบันดาลใจของพู่ชานเลี่ย แต่เขากลับไม่เคยรับเครดิตตรงนี้ไปเลย เขาเอาแต่พูดว่าทุกอย่างเป็นเพราะผม เป็นเพราะความสามารถและความทุ่มเทมาตลอดหลายปี แต่ถ้าจะให้พูดตามจริงแล้ว ผมคงไม่มีวันนี้ถ้าหากไม่ได้ความช่วยเหลือจากพี่อี้ชิงและพี่อี้ฟาน

     

    เข้าบ้านเถอะ มืดแล้ว เดี๋ยวฉันทำข้าวเย็นให้กิน

     

    พี่อี้ฟานพูดเมื่อเห็นผมเริ่มหยุดร้องไห้ได้เสียที เขาเก็บอุปกรณ์ทำสวนลงในตะกร้าก่อนจะเดินไปล็อคประตูรั้วเพราะวันนี้เขาจะค้างที่นี่เป็นเพื่อนหนึ่งคืน ผมยิ้มแล้วเดินนำพี่อี้ฟานไปยังบันไดข้างตึกเพื่อขึ้นไปพักผ่อนกันในบ้านที่ชั้นสาม เขาบ่นกระปอดกระแปดตามประสาหนุ่มใหญ่อายุย่างสี่สิบด้วยความเหนื่อย ผมหัวเราะขำเมื่อได้ยินพี่อี้ฟานตัดพ้อตัวเองว่าแก่แล้ว ก่อนจะเปิดประตูบ้านเข้าไปข้างในเพื่อรอทานมื้อเย็นฝีมือของเขา

     

    ผมคิดว่าการมีบ้านและมีหน้าร้านแกลเลอรีคือความสุขที่สุดของชีวิต ทว่าระหว่างที่กำลังมองร่างสูงโปร่งของพี่อี้ฟานที่คาดผ้ากันเปื้อนแล้วจับกระทะทำกับข้าวแล้วผมกลับมีความคิดอีกอย่างวิ่งเข้ามาในหัว บางทีเป้าหมายถัดไปของผมอาจจะไม่ใช่การทำให้แกลเลอรีเป็นที่นิยมหรือได้รับเชิญให้ไปจัดแสดงในนิทรรศการทั่วโลก

     

    แต่เป็นการได้ใช้ชีวิตหลังจากนี้อยู่กับพี่อี้ฟาน

     

    ถ้าได้เห็นเขาทำกับข้าว เห็นเขาทำความสะอาด และได้ทำอะไรร่วมกันทุกวัน บางที...ผมอาจจะมีความสุขยิ่งกว่าการซื้อบ้านด้วยตัวเองก็เป็นได้










Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in