Smiles of SorrowMs.Ambiguous
20



  • หลังจากวันนั้น ผมก็ติดต่อกับพี่อี้ฟานผ่านทางแอปพลิเคชั่นแชททุกวัน เพราะผมพิมพ์ภาษาจีนไม่ได้เราก็เลยต้องคุยกันเป็นภาษาอังกฤษสลับกับส่งข้อความเสียงแต่บางทีเราก็ส่งรูปหากัน เป็นรูปเซลฟี่บ้าง รูปอาหารบ้าง ยิ่งเดี๋ยวนี้พี่อี้ชิงไม่ค่อยมีเวลาว่างให้ผมด้วยแล้ว หน้าที่คุณครูคนใหม่และเพื่อนคุยแก้เหงาจึงตกเป็นของพี่อี้ฟานไปโดยปริยาย

     

    นอนได้แล้วชานเลี่ย พี่อี้ชิงพูดขึ้นเมื่อเห็นผมเอาแต่กดโทรศัพท์ไม่ยอมหลับยอมนอน เดี๋ยวนี้ติดมือถือเหรอ? ไหนสัญญากันแล้วไงว่าจะเล่นให้น้อยลง?

     

    ผมยู่ปากแต่ก็ยอมทำตามคำขอของพี่อย่างว่าง่าย ผมรีบพิมพ์คำว่า night night :) ส่งให้พี่อี้ฟานแล้วนำโทรศัพท์ไปวางบนโต๊ะทำงานตามข้อตกลงเพราะพี่อี้ชิงไม่อยากให้ผมแอบหยิบมันมาเล่นบ่อยๆ

     

    พรุ่งนี้วันอาทิตย์ พี่ยังต้องเข้าบริษัทไหมฮะ?

    เข้าสิ เร็วๆนี้อาจจะต้องไปดูโรงงานที่เซี่ยงไฮ้ แต่ยังไม่แน่ใจเลย พี่บอกขณะที่ล้มตัวลงนอน ฉันว่าจะส่งอี้ฟานไป หรือไม่ก็พาแกไป อยากไปหรือเปล่า?

    ผมยังไงก็ได้ฮะ

    เดี๋ยวไว้ดูอีกที ถ้ามันจำเป็นก็คงต้องหนีบแกไปด้วย

     

    ผมพยักหน้ายิ้มๆแล้วบอกราตรีสวัสดิ์พี่อี้ชิง จนถึงตอนนี้เราก็ยังนอนห้องเดียวกันเพราะความเคยชินที่พี่ขาดผมไม่ได้ และผมก็ขาดเขาไม่ได้ แม้จะกลับจีนมาได้หกเดือนแล้ว แต่พี่อี้ชิงก็ไม่เคยปล่อยให้ผมคลาดสายตา เขาอาจจะไม่ได้ขังผมไว้ในบ้านเหมือนช่วงแรก แต่ก็ไม่ได้ให้อิสระจนสามารถออกไปเที่ยวเล่นโดยไม่มีลุงหยวนคอยตามเหมือนกัน

     

     ชีวิตของผมตอนนี้ลงตัวมากกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก ผมไปเรียนวาดรูปสัปดาห์ละสามวันตามที่ตกลงกับพี่ ส่วนช่วงบ่ายก็พักผ่อนด้วยการอ่านหนังสือบ้าง นอนกลางวันบ้างแล้วแต่อารมณ์ ถ้าหากพี่อี้ฟานพอมีเวลา -- ซึ่งดูเหมือนจะว่างเอามากๆ -- เขาก็จะส่งข้อความมาหา แต่ส่วนใหญ่เราจะส่งข้อความเสียงคุยกัน เพราะเขาเคยบอกว่าตัวอักษรไม่สามารถบรรยายความคิดถึงทั้งหมดได้ ก็เลยอยากได้ยินเสียงของผมมากกว่า

     

    แน่นอนว่าทุกอย่างยังคงเป็นความลับ เวลาคุยกับพี่อี้ฟานเสร็จผมก็จะลบแชทออกเพื่อไม่ให้พี่อี้ชิงจับได้ว่าผมแอบติดต่อกับเขา แม้จะเคยสัญญากับพี่อย่างดิบดีว่าจะไม่ทำให้ลำบากใจ แต่สุดท้ายผมก็อยากทำตามความรู้สึกของตัวเองบ้าง

     

    พอพี่อี้ชิงไปทำงาน บ้านก็เงียบจนผมรู้สึกเหงา ยิ่งตอนนี้พี่ซานซานไม่ต้องมาดูแลพี่ด้วยแล้วผมก็ยิ่งว้าเหว่เพราะไม่มีอะไรให้ทำเลย แม้ผมจะชอบและหลงใหลการวาดรูปมากแค่ไหนแต่ถ้าให้วาดทั้งวันทั้งคืนเหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ไหว เพราะการนั่งนานๆบนเก้าอี้หัวล้านเริ่มทำให้ผมปวดหลังจนร้าวไปถึงไหล่เหมือนลุงแก่ๆไม่มีผิด

     

    วันหนึ่งระหว่างที่กำลังนอนแชทกับพี่ยูมี จู่ๆความคิดเรื่องอยากหาอะไรทำก็แล่นเข้ามาในหัว ผมโตจนป่านนี้แล้วแต่กลับไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ความรู้ก็ไม่มี สมบัติที่สร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองก็ไม่มี แม้พี่อี้ชิงจะเลี้ยงดูผมอย่างดี ให้เงินใช้และพาไปเที่ยวบ่อยๆแต่สำหรับผมแล้วมันก็ยังไม่ใช่ ผมไม่อยากเป็นเด็กเกาะพี่กิน ไม่อยากนั่งๆนอนๆรอใช้เงินที่เขาทำงานหนักเหมือนเมื่อก่อน ผมรู้สึกว่าผมโตแล้ว และพู่ชานเลี่ยที่อายุเข้าเลขสองควรเริ่มหาอะไรจริงๆจังๆทำแทนที่จะเลื่อนลอยไปวันๆแบบนี้เสียที

     

    หลังจากคิดทบทวนกับตัวเองอยู่นานผมก็ตัดสินใจบอกพี่อี้ชิงระหว่างที่เรากำลังทานมื้อเย็นด้วยกัน ก่อนหน้าที่จะบอกพี่ ผมลองส่งข้อความไปปรึกษาพี่อี้ฟานดูแล้ว เขาเห็นด้วยเมื่อรู้ว่าผมมีความคิดที่จะหางานทำ แม้พี่อี้ชิงจะมีเงินเป็นพันล้านและยินดีเลี้ยงผมไปจนแก่ แต่อย่างน้อยเขาก็อยากให้ผมหัดทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง

     

    จะออกไปทำงานให้เหนื่อยทำไม? อยู่บ้านนี่แหละดีแล้ว ไม่ต้องลำบากหรอก

     

    คำพูดของพี่อี้ชิงไม่ต่างจากที่คิดไว้เท่าไหร่ เขาปฎิเสธผมโดยไม่ฟังเหตุผลและคำอ้อนวอนเลย ผมพยายามบอกพี่ว่าผมเหงา อยู่บ้านเฉยๆก็ไม่มีประโยชน์ พอได้ยินแบบนั้นพี่อี้ชิงก็พูดแทรกขึ้นมาทันทีว่า --

     

    งั้นฉันจะเปิดแกลเลอรีให้ พี่เสนอ แต่ผมก็ไม่เอาเพราะไม่อยากหยิบยืมมือของพี่ในการสร้างเนื้อสร้างตัว อะไรชานเลี่ย? นี่ฉันกำลังช่วยแกนะ

    ผมอยากหาเงินมาเปิดแกลเลอรีเองฮะ

    จะหาจากไหนล่ะ? ขายภาพเรื่อยๆเหรอ? แบบนั้นเมื่อไหร่จะทันกิน

    ผมอยากทำงานอย่างอื่น --” ผมพูดเว้นวรรค พี่ก็รู้ว่าผมเคยขายข้าวกล่อง ผมอยากลองค้าขายดูฮะ ผมคิดว่าผมชอบ

     

    แม้จะยืนยันประสบการณ์การเป็นพ่อค้าขนาดไหน พี่อี้ชิงก็ไม่ฟัง เขาเอาแต่ดึงดันจะเปิดแกลเลอรีให้ผมท่าเดียว พี่ถามว่าทำไมต้องกลับไปเริ่มต้นจากศูนย์ด้วยในเมื่อผมมีต้นทุนชีวิตมากกว่าคนอื่น ผมรู้ว่าพี่หวังดี รู้ว่าพี่อยากช่วยเปิดแกลเลอรีให้ แต่ไม่ว่าอย่างไรผมก็อยากลองพยายามด้วยตัวเองดูซักครั้ง อย่างน้อยก็ดีกว่านอนรอเงินจากพี่ แล้วไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

     

    ผมเซ้าซี้พี่อี้ชิงเป็นอาทิตย์แต่ไม่ได้ผล เขาไม่อยากให้ผมออกไปทำงานที่ไหนเพราะเป็นห่วงกลัวว่าจะเจอคนไม่ดี เจอคนโลภ เจอคนขี้โกง แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอที่มนุษย์เราต้องเจอคนประเภทนั้น ผมย้อนถามพี่ด้วยความหงุดหงิดว่า แล้วคนเก่งแบบพี่ไม่เคยเจอพวกขี้โกงหรือไง? พี่ก็สวนกลับทันทีราวกับความอดทนของเขาหมดลงแล้ว

     

    เพราะฉันเคยเจอไง ถึงไม่อยากให้แกเจอ พี่ขมวดคิ้วมองผมที่นั่งหน้าบูดเพราะไม่พอใจ ทำไมล่ะชานเลี่ย? แกบอกเองว่าอยากทำธุรกิจ พอจะเปิดแกลเลอรีให้ก็ไม่เอา จะหาทำเล หาสตูดิโอให้ก็ไม่เอา ตกลงแกจะเอายังไง?

    ผมอยากทำงานหาเงินเองฮะ

    งานแบบไหนของแก?

    งานอะไรก็ได้ที่มีเงินเดือน ผมเริ่มงอแง ผมเบื่อแล้ว ผมไม่อยากเกาะพี่กิน ผมอยากหาเงินเลี้ยงตัวเอง ผมอยากอยู่อย่างมีคุณค่า

    ต่อให้ไม่ทำอะไรเลย แกก็มีคุณค่า พี่เถียง เราทุกคนมีคุณค่าในตัวเองทั้งนั้น

    พี่ไม่เข้าใจ ตอนอยู่เกาหลีผมทำงานหาเงินจนซื้อขนมกินเองได้

    แล้วแกจะทำงานทำไมในเมื่อฉันมีเงินเป็นล้านที่เลี้ยงแกได้ตลอดชีวิต?

    พี่ไม่เข้าใจจริงๆด้วย ผมเบ้หน้าเหมือนคนจะร้องไห้ ผมอยากภูมิใจกับเงินที่หาเองได้ อย่างน้อยผมก็อยากพูดได้เต็มปากว่าแกลเลอรีสร้างจากน้ำพักน้ำแรงของผม

     

    พี่อี้ชิงกุมขมับทันทีเมื่อผมเริ่มงอแง เขาบอกแค่ว่าจะลองคิดดูอีกครั้งแต่ก็ไม่เห็นทำอะไร พี่ยังให้เงินผมกินผมใช้เหมือนเดิม แถมมากขึ้นกว่าเดิมราวกับจะตอกย้ำว่าเขาสามารถเลี้ยงดูผมให้อยู่อย่างสุขสบายได้ตลอดชาติ ในเมื่อพี่ไม่ยอมรับฟังผมก็เลยต้องใช้ไม้แข็ง ผมแกล้งทำเป็นเซื่องซึมอีกครั้งจนเขาต้องยอมปล่อยให้ผมทำสิ่งที่ตัวเองต้องการ

     

    ไปฝึกงานที่พู่ตงก็แล้วกัน พี่พูดอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อเห็นผมที่เคยหงอยเหงากลับมากระปรี้ประเปร่าทันทีเมื่อได้ยินคำอนุญาต ฝึกที่ซันหลี่ถุนนั่นแหละ ฉันจะได้แวะไปดูแก

    แบบนั้นมันไม่ต่างกันเลย คนที่นั่นรู้หมดแล้วว่าผมเป็นใคร

    ไม่ใช่แค่คนของพู่ตงที่รู้ว่าแกเป็นใคร คนทั้งปักกิ่งก็รู้เหมือนกัน ฉันพิมพ์หน้าแกใส่ใบปลิวเป็นหมื่นใบแจกทุกสาขา มีใครจำไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป พี่ถอนหายใจ ฉันให้แกทำงานแล้ว ยอมตามใจฉันซักเรื่องไม่ได้เลยเหรอ?

    แต่มันไม่ดูเหมือนเด็กเส้นไปหน่อยเหรอฮะ? แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับอยู่บ้านเลย

    งั้นจะฝึกที่ไหน?

    ที่ -- หวังฟูจิ่งก็ได้ฮะ ผมอ้อมแอ้มตอบเมื่อถูกพี่อี้ชิงมองเขม็ง ผมคิดว่าผมทำได้ ผมดูแลตัวเองได้นะฮะ พี่อย่าห่วงเลย

     

    พี่พูดแค่ว่า ขอคิดดูก่อน โดยไม่สนใจสีหน้าอ้อนวอนของผมเลย ทีแรกผมคิดว่าพี่จะไม่ยอมให้ออกไปทำงาน แต่หลังจากนั้นเกือบสัปดาห์พี่ก็กลับบ้านมาพร้อมโปสเตอร์สีแดงที่มีโลโก้ของพู่ตงหนึ่งแผ่น

     

    รายละเอียดการสมัคร พี่ว่าพลางชี้นิ้วอ่านให้ฟังทีละบรรทัด ซึ่งเนื้อหาในโปสเตอร์เขียนเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครและวันสัมภาษณ์ ผ่านก็ผ่าน ไม่ผ่านก็กลับบ้าน เข้าใจไหม?

     

    ผมยิ้มแล้วพยักหน้ารับก่อนจะสวมกอดพี่แน่นด้วยความดีใจ ตั้งแต่วันนั้นผมก็ตื่นเต้นจนไม่เป็นอันทำอะไร ผมเอาแต่ซ้อมแนะนำตัวเองหน้ากระจก พยายามพูดให้เป็นธรรมชาติและตอบคำถามอย่างฉะฉาน พี่อี้ชิงไม่ยอมใบ้คำถามสัมภาษณ์เลยซักข้อ เขาบอกว่าจะไม่ช่วยเพราะถือว่าผมเป็นคนเลือกทางเดินนี้เอง ดังนั้นเขาจะปล่อยผมทำทุกอย่างด้วยตัวเองให้สมใจอยากเลย

     

    เมื่อวันสัมภาษณ์มาถึง ผมก็ตื่นนอนแต่เช้าโดยมีพี่อี้ชิงช่วยแต่งตัวให้ แม้ว่าปกติจะใส่เสื้อลำลองของเราอยู่แล้ว แต่พี่ก็เลือกเสื้อเชิ้ตสีฟ้าสดและกางเกงขายาวสีครีมของพู่ตงให้ใส่เพราะอยากให้ดูเป็นทางการมากกว่าเดิม พอติดกระดุมเสร็จพี่ก็กวักมือเรียกให้เดินเข้ามาใกล้ เขาเอื้อมมือติดกระดุมข้อมือให้ ก่อนจะเข็นรถตรงไปยังลิ้นชักในห้องแต่งตัวแล้วหยิบกล่องกระดาษสี่เหลี่ยมที่มีเนคไทสีเงินอยู่ข้างในออกมา

     

    เส้นนี้ฉันซื้อให้

    ฮะ?

    บอกว่าซื้อให้ไง พี่พูดด้วยน้ำเสียงติดออกจะหงุดหงิดเมื่อเห็นสีหน้าเหรอหราของผม ผ้าไหมอย่างดี ฝากลูกค้าซื้อมา

     

    ผมอมยิ้มเมื่อรู้ว่าพี่อี้ชิงมีของขวัญเล็กๆน้อยๆให้ในวันสำคัญอีกวันของชีวิต ผมย่อตัวลงตรงหน้าเพื่อให้พี่ผูกเนคไทให้ และเมื่อผูกเสร็จเขาก็อวยพรว่าขอให้สัมภาษณ์ผ่านตามที่หวังไว้ แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเพราะพี่จะเลี้ยงผมต่อเอง

     

    ถ้าป๊าเห็นแกตอนนี้คงดีใจน่าดู

     

    พี่พึมพำระหว่างที่มองหน้าผมแล้วยิ้มบาง แม้ก่อนหน้าเขาจะห้ามไม่ให้ทำงานแต่ตอนนี้แววตาของพี่กลับเต็มไปด้วยความภูมิใจทั้งๆที่ผลสัมภาษณ์ยังไม่ออกด้วยซ้ำ ผมสบตากับพี่ก่อนจะพูดขอบคุณแล้วอุ้มเขาลงไปข้างล่าง ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง

     

    ระหว่างที่กำลังนั่งรถไปหวังฟูจิ่งกับลุงหยวน แรงสั่นของโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงก็ฉุดให้ผมที่กำลังใจลอยต้องก้มมอง ทันทีที่เห็นว่าใครโทรมาผมก็เผลอยิ้มกว้าง แม้ผมกับลุงหยวนจะค่อนข้างสนิทกันเพราะไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย แต่ถ้าเป็นเรื่องของพี่อี้ฟานแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็คงต้องเก็บเป็นความลับอยู่ดี

     

    [อยู่คนเดียวหรือเปล่า?]

    เปล่าฮะ กำลังนั่งรถ

     

    ผมพูดแค่นั้นแต่พี่อี้ฟานก็เข้าใจในทันที เขาเงียบเพียงชั่วครู่ก่อนจะพูดอวยพรอย่างรวดเร็ว เขาบอกให้สูดหายใจเข้าลึกๆถ้ารู้สึกตื่นเต้น พยายามสบตากับคู่สนทนาทุกคน ไม่ว่ากำลังคุยอยู่กับใคร ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการสาขาหรือลุงยามที่ยืนอยู่หน้าร้านก็ต้องมองหน้าพวกเขา ห้ามหลุบตา หรือมองตรงอื่นเหมือนที่ชอบทำเวลาประหม่าโดยเด็ดขาด

     

    พี่อี้ฟานให้กำลังใจอีกเกือบนาทีก่อนจะวางสาย เขาพูดทิ้งท้ายแค่ว่า เดี๋ยวไปหา แต่ผมก็ไม่รู้ว่า เดี๋ยว ของเขาหมายถึงเมื่อไหร่ เพราะครั้งล่าสุดที่เราเจอกันคือเมื่อสองสัปดาห์ก่อน และมันเป็นการพบกันที่ค่อนข้างทุลักทุเลเพราะพี่อี้ชิงฝากให้ลุงหยวนคอยดูผมแทบจะตลอดเวลา

     

    Rrrr

     

    แรงสั่นของโทรศัพท์เรียกให้ผมต้องก้มหน้ามองอีกครั้ง เป็นพี่อี้ฟานอีกแล้ว คราวนี้เขาส่งรูปภาพทางแชทก่อนจะตามด้วยข้อความเสียง ผมรีบหยิบหูฟังขึ้นมาสวมแล้วก็ต้องอมยิ้มจนแก้มแทบปริเมื่อเห็นภาพและได้ยินเสียงแหบทุ้มของเขา

     

    ลุงหยวน2

     

                                                                                          7 : 52 AM

     

     

    [เป็นกำลังใจให้พู่ชานเลี่ยคนเก่งนะ]

     

    ผมส่งอีโมติค่อนรูปหัวใจกลับไปหาเขา และพี่อี้ฟานก็ส่งตอบ เราแข่งกันส่งหัวใจอยู่ชั่วครู่ก่อนที่เขาจะขอตัวไปอาบน้ำเตรียมเข้าบริษัท ผมมองรูปถ่ายพี่อี้ฟานด้วยความรู้สึกเหมือนหน้าจะระเบิด รูปปากจู๋ของเขาทำให้ผมคิดลึกอีกแล้ว ผมมักจะคิดถึงจูบของเราอยู่บ่อยๆจนเริ่มรำคาญตัวเอง เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ได้อยู่เงียบๆ ผมก็เอาแต่คิดวนเวียนแค่เรื่องในห้องน้ำ ใบหน้าพี่อี้ฟาน และจูบหวานๆของเราที่ลืมไม่ลงเหมือนคนหมกมุ่น

     

    บางทีผมก็คิดเหมือนกันว่าพี่อี้ฟานไม่น่าโทรมาเลย เขาทำให้ผมปั่นป่วนจนเริ่มตื่นเต้นอีกแล้ว ผมนั่งบีบมือไปมาพร้อมกับหายใจเข้าออกลึกๆเพราะตอนนี้เรื่องของพู่ตงที่พี่อี้ชิงเคยติวให้ถูกแทนที่ด้วยความเขิน หัวสมองผมโล่งยิ่งกว่าอะไรดี ผมจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าพี่แนะนำอย่างไรบ้าง นอกจากคิดว่าจะหาโอกาสไหนไปเจอพี่อี้ฟานดี บางทีอาจจะเป็นซักวันที่พี่อี้ชิงไม่อยู่ เพราะถ้าผมไม่ได้เจอเขา ผมต้องเป็นบ้าตายแน่ๆ




     

    ไม่ว่าจะด้วยความช่วยเหลือจากพี่อี้ชิงหรือพี่อี้ฟาน หรืออะไรก็ตาม ในที่สุดผมก็สอบสัมภาษณ์ผ่าน คนแรกที่รู้คือพี่อี้ชิง เขารู้ตั้งแต่วันสัมภาษณ์แล้ว ผมไม่รู้ว่าพี่จะตื่นเต้นดีใจทำไมเพราะยังไงผู้จัดการสาขาก็คงไม่กล้าปฏิเสธพู่ชานเลี่ย แต่ดูเขาดีใจมากจริงๆเมื่อเห็นว่าผมกำลังจะมีงานทำ ทั้งๆที่ตอนแรกเขาเป็นคนเดียวที่ไม่ยอมให้ผมออกไปทำงานเสียอีก

     

    ผมเรียนรู้ชีวิตการทำงานที่แท้จริงจากพู่ตง ทุกวันผมต้องตื่นนอนตั้งแต่หกโมงเช้าเพื่อรีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วออกไปเตรียมเปิดร้าน ทีแรกพี่อี้ชิงก็หัวเราะขำๆเมื่อเห็นผมได้ทำงานจนเหนื่อยสมใจอยาก แต่พอเวลาผ่านไปหลายเดือน ความเหนื่อยสะสมของการต้องทำทุกอย่างตั้งแต่ถูพื้นยันแคชเชียร์ก็ทำให้ผมโทรมไม่ต่างจากพี่ เราสองคนเลยกลายเป็นคู่หูพี่น้องซอมบี้ที่กลับบ้านอย่างหมดสภาพแทบทุกวัน

     

    สนุกไหมล่ะ? พี่ถามเนือยๆระหว่างที่เรากำลังทานมื้อเช้าด้วยความเร่งรีบเพราะใกล้ถึงเวลาทำงาน ยังอยากทำอยู่หรือเปล่า?

    อยากทำฮะ ผมห้าวปากกว้าง พี่ฮะ มีลูกค้าบ่นเรื่องไฟในห้องลองเสื้อ

    ไฟทำไม?

    มันมืดเกินไป

    ฉันเพิ่งสั่งเปลี่ยนเมื่อเดือนก่อน ยังมืดอีกเหรอ?

    ไม่รู้สิฮะ เธอบอกว่าห้องลองมันมืด เวลาถ่ายรูปหน้าเธอดูหมองๆ ผมพูดพลางนึกถึงลูกค้าผู้หญิงที่มักจะมาอุดหนุนพู่ตงสาขาหวังฟูจิ่งทุกวัน

    คนเดิมที่เคยถามชื่อแกและคอมเพลนเรื่องกระจกหรือเปล่า?

    พี่รู้ได้ไงฮะ?

     

    พี่อี้ชิงถอนหายใจเฮือกก่อนจะวางช้อนที่ตักโจ๊กลงในชาม

     

    เขาวอแวกับแกคนเดียวใช่ไหม?

    ใช่ฮะ พี่รู้ได้ --”

    เดี๋ยวฉันบอกผู้จัดการสาขาเอง พี่ตัดบทโดยไม่สนใจผมที่กำลังอ้าปากจะถามต่อ ถ้าเธอมาอีกก็ไม่ต้องยุ่ง ให้คนอื่นรับหน้าแทน เข้าใจไหม?

     

    ผมไม่ต่อปากต่อคำเพราะเข้าใจว่าพี่อี้ชิงคงรู้วิธีรับมือกับลูกค้าที่ชอบคอมเพลนเรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่างวันก่อนเธอก็บ่นให้ผมฟังว่าเสื้อของพู่ตงมีไซส์น้อยเกินไป และเมื่อผมถามว่าเธออยากให้เราทำไซส์ไหนเพิ่ม เธอก็ตอบแล้วยิ้มหวานแบบแปลกๆ

     

    ไซ้ (ไซส์)น้องชานเลี่ยจ้ะ

     

    ผมอาจจะดูงกๆเงิ่นๆหรือโง่ไปบ้างก็เลยเจอคำถามทำนองนี้บ่อยกว่าพนักงานคนอื่น แต่หลังจากบอกพี่อี้ชิงเรื่องของลูกค้าคนนี้ ผมก็ไม่เคยเห็นเธออีกเลย บางทีพี่อาจจะเจอลูกค้าแปลกๆเยอะเลยรับมือเก่งกว่าผมที่เพิ่งทำงานไม่กี่เดือนก็ได้

     

    ตลอดช่วงที่ทำงาน พี่อี้ชิงจะคอยถามเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้าและเสื้อผ้าที่ได้รับความนิยมจากผมเสมอ เรามักจะแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อให้พู่ตงเป็นแบรนด์ที่ตอบสนองลูกค้าได้มากที่สุด แน่นอนว่าเดี๋ยวนี้ผมรู้จักพู่ตงมากขึ้นเพราะต้องจดบันทึกตลอดว่าวันนี้ขายได้เท่าไหร่ ลูกค้าถามหาเสื้อผ้าแบบไหน และสีไหนที่ขายดีที่สุด ดังนั้นมันก็เลยเป็นการพูดคุยกันที่ค่อนข้างสนุกจนผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของพู่ตงไปแล้วเหมือนกัน

     

    เมื่อทานข้าวเช้าเสร็จเราก็แยกย้ายกันไปทำงาน ทันทีที่ถึงร้านผมก็รีบลงจากรถโดยไม่ลืมขอบคุณลุงหยวนแล้วรีบทำหน้าที่ตัวเองนั่นคือทำความสะอาดตามโซนที่แบ่งกันไว้และจัดเรียงเสื้อผ้าให้เป็นระเบียบก่อนที่ลูกค้าคนแรกจะเข้ามาในร้าน

     

    ผมว่าการทำงานก็สนุกดี ผมได้เจอผู้คนใหม่ๆ ได้คุยกับลูกค้าจนลืมเรื่องเศร้าๆที่เคยเกิดขึ้นกับชีวิตจนหมด ตอนนี้ผมมีความสุขกับการหาอะไรทำ แม้ว่าจะแอบเบื่อเสียงบ่นเนิบนาบของพี่ผู้จัดการเวลาที่ผมทำความสะอาดช้า แต่อย่างน้อยการหาเงินด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองก็ทำให้ผมเริ่มมีความคิดอยากก้าวหน้ามากกว่านี้

     

    ผมถามพี่ว่าถ้าขยันทำงานแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมจะสามารถไปได้ไกลในตำแหน่งของพู่ตงไหม พี่อี้ชิงบอกว่าได้ แต่สูงสุดแค่ผู้จัดการสาขาเพราะผมไม่มีใบปริญญา จะข้ามมาทำฝ่ายบริหารก็คงเป็นไปไม่ได้ในเมื่อทักษะอ่านเขียนภาษาจีนของผมไม่คล่องเท่าที่ควร พอได้ยินแบบนั้นผมก็เลยกลับมาคิดทบทวนกับตัวเองใหม่ ว่าถ้าหากทำงานเป็นลูกจ้างของพู่ตงแบบนี้ต่อไปคงไม่ได้อะไร งานที่ทำก็จำเจ แถมเงินเดือนยังชนเพดานอีก ดังนั้นผมก็เลยเริ่มคิดหาหนทางอื่นจนกระทั่งเรื่องขายภาพวาดวนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง

     

    ถึงเวลาเปลี่ยนกะแล้วชานเลี่ย พี่ผู้จัดการพูดขึ้นในขณะที่ผมคิดเงินคนสุดท้ายให้ลูกค้าเสร็จพอดี เดี๋ยวไช่ฉินจะทำต่อ เธอก็ไปพักเถอะ

    โอเคฮะ

     

    ผมขานรับยิ้มๆแล้วผละตัวออกจากเคาน์เตอร์คิดเงิน วันนี้ผมมีนัดทานมื้อเที่ยง อันที่จริงก็ไม่เที่ยง คงต้องเรียกว่ามื้อบ่าย เพราะเวลาล่วงเลยไปจนถึงบ่ายโมงแล้ว แต่ผมเพิ่งได้ออกกะไปพักทานอาหาร

     

    ระหว่างที่กำลังเก็บของใส่กระเป๋าเป้ที่พี่อี้ชิงซื้อให้ ผู้จัดการร้านก็เข้ามาชวนคุยโดยการถามคำถามเดิมๆคือ ไปกินข้าวที่ไหน และเมื่อผมบอกว่าจะหากินในร้านสะดวกซื้อแถวนี้ เขาก็ถามต่อว่า ไปกับใคร ราวกับเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งค่าให้ถามคำถามนี้ทุกวัน

     

    ไปคนเดียวฮะ ผมตอบเหมือนเดิมเช่นทุกที

    ทำไมไม่ไปกับจื่ออิงล่ะ?

    ไม่เป็นไรฮะ ผม -- ผมจะกินแค่ข้าวกล่อง ไม่ได้กินในร้านฮะ

    อ่าเหรอ

    งั้นขอตัวก่อนนะฮะ

     

    ผมก้มหัวให้ผู้จัดการแล้วออกจากร้านตัวปลิวเพราะไม่อยากถูกซักไซ้ต่อ ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งลัดเลาะไปตามร้านรวงต่างๆเพื่อพบกับใครคนหนึ่งตามที่ตกลงกันไว้ หลังจากเดินดุ่มๆโดยไม่แวะเถลไถลที่ไหนจนถึงร้านอาหาร ผมก็เหลียวซ้ายแลขวาเพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีคนรู้จักอยู่แถวนี้ก่อนจะผลักประตูไม้เข้าไปเพื่อพบ เขา ซึ่งมารออยู่ก่อนแล้ว

     

    เหนื่อยไหม?

     

    พี่อี้ฟานถามขึ้นเมื่อเห็นผมรีบทิ้งตัวนั่งลงฝั่งตรงข้าม วันนี้เป็นอีกวันที่เขาออกมาหาผมถึงหวังฟูจิ่งเพียงเพราะอยากเจอ แม้ตารางเวลาของเราจะไม่ตรงกัน แต่เขาก็ยอมขับรถเกือบครึ่งชั่วโมงจากซันหลี่ถุนมาที่นี่เพื่อทานข้าวเที่ยงด้วยกัน

     

    ผมส่งยิ้มหวานเพื่อยืนยันว่าไม่เหนื่อยเลยซักนิดก่อนจะเริ่มทานมื้อเที่ยงของเรา พี่อี้ฟานยังคงรู้ใจเหมือนเคย เขาสั่งข้าวหมูอบซีอิ๊วที่ผมชอบมารออยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นเราก็เลยไม่ต้องเสียเวลารอนานเหมือนโต๊ะอื่น

     

    ทำไมวันนี้พี่ถึงมาได้ล่ะฮะ?

    แค่เปลี่ยนเวลาพักเอง ไม่เห็นยากเลย พี่อี้ฟานตอบด้วยท่าทีสบายๆพลางคีบกุ้งทอดราดซอสเปรี้ยวหวานวางลงบนชามข้าวให้ผม ยังเจอลูกค้าคนนั้นอยู่ไหม? คนที่ถามไซส์เสื้อของนาย

    พี่รู้ได้ไงฮะ?

    ความลับ เขายิ้มเจ้าเล่ห์จนผมเริ่มหมั่นไส้

    พี่ใช่ไหมที่ฝากให้ผู้จัดการดูแลผม?

    ฉันจะฝากผู้จัดการได้ไง เขาเป็นคนของอี้ชิงนะ พี่อี้ฟานมุ่ยหน้า ทำไม? เขายังถามอยู่อีกเหรอว่านายพักกินข้าวกลางวันที่ไหน?

    ถามฮะ หลังๆถามเพิ่มว่ากินกับใคร บางทีก็จะให้ไปกินกับพี่ๆในร้าน

    อี้ชิงคงเริ่มสงสัยแล้วล่ะมั้ง

    ถ้าพี่อี้ชิงจับได้ ผมจะทำยังไงดี?

    ไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวฉันจัดการเอง พี่อี้ฟานพูดเรียบๆ ถ้ามันถึงเวลาก็คงต้องยอมรับ ยังไงเราก็หลบๆซ่อนๆแบบนี้ตลอดไปไม่ได้อยู่ดี

     

    ผมเงยหน้ามองพี่อี้ฟานที่กำลังทานข้าวอยู่ฝั่งตรงข้าม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพูดเป็นเชิงว่าจะยอมรับทั้งๆที่ผมก็ไม่รู้ว่าเราต้องยอมรับอะไร ใช่ ผมชอบพี่อี้ฟาน พี่อี้ชิงก็รู้ว่าผมชอบเขา แต่ถ้าเราจะติดต่อกันอย่างจริงจัง ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหน ในเมื่อตอนนี้พี่อี้ชิงได้ทุกอย่างกลับไปแล้ว พี่ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องระแวงว่าพี่อี้ฟานจะมาหลอก เพราะผมไม่มีสมบัติติดตัวซักอย่างนอกจากเงินในบัญชีหมื่นหกพันหยวนเท่านั้นเอง

     

    ช่วงนี้ยังวาดรูปอยู่ไหม?

    วาดฮะ แต่ไม่ค่อยบ่อยเท่าไหร่ ก็วาดเก็บไปเรื่อยๆ

    แล้วเรื่องแกลเลอรีล่ะ? ยังคิดจะทำอยู่ไหม?

    คิดฮะ แต่เงินที่มีมันไม่พอ

     

    ผมพึมพำเมื่อนึกถึงความฝันของตัวเอง ตอนนี้ผมทำงานเป็นพนักงานของพู่ตงมาหกเดือนและมีเงินเก็บมากพอประมาณเพราะไม่ค่อยได้ใช้จ่ายเท่าไหร่ พี่อี้ชิงเป็นคนพาผมไปเปิดบัญชี ตั้งแต่ผมเริ่มทำงานมาเขาก็สอนให้ผมแบ่งเงินเก็บและรู้จักกินรู้จักใช้ สอนแม้กระทั่งการเสียภาษีและการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต แต่พี่ก็แค่สอนให้พอรู้ว่าผมมีรายจ่ายที่ต้องรับผิดชอบอะไรบ้างเท่านั้น เพราะสุดท้ายเขาก็ใช้เงินตัวเองเลี้ยงผมตลอดอยู่ดี

     

    ผมเริ่มมีความคิดจะเปิดแกลเลอรีขายภาพเพราะพี่อี้ฟาน แต่ค่าเช่าที่ในปักกิ่งนั้นแพงมากก็เลยต้องเลื่อนแผนการออกไปก่อน ทีแรกผมตั้งใจจะกลับไปวาดภาพขายจริงจังถ้าเก็บเงินได้มากกว่านี้ อาจจะต้องทำงานต่อไปอีกซักปีหรือสองปีเพื่อให้มีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าเช่าและซื้อของตกแต่งแกลเลอรี แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ทันใจพี่อี้ฟานที่อยากให้ผมกลับไปหาเงินกับพรสวรรค์ของตัวเองมากกว่าทำงานเป็นพนักงานในร้านขายเสื้อผ้า

     

    นายไม่รู้หรอกว่าพรสวรรค์ของนายมีมูลค่าเท่าไหร่ พี่อี้ฟานพูดประโยคนี้อีกครั้งเมื่อเห็นผมเริ่มลังเลว่าควรทำอย่างไรต่อ ไหนนายบอกฉันว่าอยากหาเงินให้ได้มากกว่านี้ไง?

    ก็ใช่ฮะ แต่ผมว่าที่ทำอยู่ก็ -- ดีอยู่แล้ว

    ลองคิดทบทวนตามที่ฉันแนะนำหรือยัง? เขาถามต่อ ถ้านายทำงานที่นี่ นายได้เงินแค่เดือนละสี่พันแต่ต้องตื่นเช้าทุกวันมาเปิดร้าน ไหนจะต้องทำความสะอาด ต้องเดินไปหยิบของ ต้องตัดขากางเกงให้ลูกค้า ต้องทำยอด สารพัดหน้าที่ที่นายต้องทำ แต่ถ้านายนั่งวาดรูปอยู่ในห้องสองสัปดาห์ นายก็ได้ภาพวาดมาขายแล้ว

    พี่พูดเหมือนมันง่าย รู้ไหมฮะว่ากว่าพี่จิงเหม่ยจะขายภาพของผมได้ต้องรอเป็นเดือน

    แล้วขายได้หรือเปล่าล่ะ?

    ขายได้สิฮะ มีคนซื้อตั้งแพงแน่ะ ผมอวด ตอนนี้ผมยังมีภาพวาดไม่เยอะ บางรูปก็เก่าเกินไป มันไม่ได้สวยทุกอัน

    พูดอย่างกับว่าภาพวาดในร้านต้องสวยหมดงั้นแหละ

    โถ่พี่ฮะ ถ้าผมเป็นเจ้าของร้าน ผมก็อยากขายแต่ของดีๆนะ ผมยู่ปาก ที่บ้านมีแค่ยี่สิบกว่ารูปเอง เฟรมใหญ่ก็จริงแต่บางอันยังไม่เนี๊ยบพอ

    ลืมแล้วหรือไงว่างานส่วนใหญ่ของนายอยู่ที่บ้านฉัน

     

    ผมหยุดเคี้ยวทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ว่าภาพวาดส่วนใหญ่ของผมอยู่กับพี่อี้ฟาน แต่เพราะมันผ่านมานานกว่าสองปีแล้ว ผมก็เลยลืมเสียสนิทว่ายังมีพวกมันอยู่

     

    พี่ไม่ได้ทิ้งเหรอฮะ?

    ทำไมต้องทิ้งของของนายด้วย? พี่อี้ฟานขมวดคิ้วมอง มาขนไปสิ ยังอยู่ดีทุกชิ้น ฉันลงวานิชไว้ให้แล้ว แต่เหลือแค่ภาพสิงโต ฉันรอนายกลับมาวาดให้เสร็จแล้วจะลงให้

     

    ทั้งๆที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่ได้พิเศษหรือแสดงความรู้สึกอะไร แต่ผมกลับหัวใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก พี่อี้ฟานพูดว่ารอผม แม้ว่าตอนนั้นเขาจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมอยู่ที่ไหน แต่เขาก็เก็บภาพวาดทุกชิ้นเอาไว้ แถมยังดูแลเป็นอย่างดีอีก ความใส่ใจเล็กๆน้อยๆจากพี่อี้ฟานทำให้ผมดีใจจนเผลอยิ้มหวานออกมา

     

    ยิ้มอะไร?

    พี่ลงวานิชให้ด้วยเหรอฮะ?

    ลงสิ ฉันกลัวนายกลับมาแล้วหัวใจวายเพราะภาพขึ้นรา เขาตอบเรียบๆ แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งเขินเพราะรู้สึกเหมือนพี่อี้ฟานแคร์ผมมากจริงๆ ว่าไง? ถ้าคิดจะทำแกลเลอรีก็ทำเลย อย่ารอให้เสียเวลา นายอาจจะลองขายบนเว็บไซต์ก่อนก็ได้ พอเริ่มมีเงินเหลือก็ค่อยหาทำเลอีกที

    ขายบนเว็บไซต์ได้ด้วยเหรอฮะ?

    ได้สิ เมื่อก่อนฉันก็เลือกซื้อในอินเตอร์เน็ตบ่อยๆ แต่พอนายย้ายมาอยู่ด้วยก็ไม่ค่อยได้ซื้อแล้ว พี่อี้ฟานว่า ทำไมไม่ลองปรึกษาอู๋จิงเหม่ยดูล่ะ? เธอเป็นดีลเลอร์ขายภาพไม่ใช่เหรอ?

     

    ผมนิ่งอีกครั้งเมื่อนึกขึ้นได้ว่าพี่จิงเหม่ยก็เป็นดีลเลอร์ ผมน่าจะถามเธอที่มีประสบการณ์ตรงตั้งแต่แรกแทนที่จะมานั่งเครียดว่าหาวิธีเก็บเงินเพื่อเปิดแกลเลอรี พี่อี้ฟานที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหัวเราะเมื่อเห็นผมดูเหวอๆเพราะนึกไม่ถึง เขายกแก้วน้ำขึ้นจิบก่อนจะเรียกผมให้หันมาสบตากัน

     

    เสาร์นี้ต้องทำงานไหม? ถ้าว่างก็ลองเช็กภาพในบ้านดูสิ พี่อี้ฟานแนะนำ ลองดูคร่าวๆว่ามีกี่ชิ้น เดี๋ยวฉันจะกลับไปนับที่บ้านฉันด้วย แล้วเราค่อยมาคุยกันใหม่ ตกลงไหม?

     

    ผมชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้ารับ หลังจากนั้นเราก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องทั่วไปจนกระทั่งใกล้หมดเวลาพัก พี่อี้ฟานจัดการจ่ายค่าอาหารแล้วเดินไปส่งผมจนเกือบถึงร้าน ก่อนจะที่เราจะต้องแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ ผมให้สัญญากับเขาว่าจะลองคิดทบทวนเกี่ยวกับเรื่องนี้ดูอีกครั้ง เพราะลึกๆแล้วผมก็อยากมีแกลเลอรีเป็นของตัวเอง ถ้าหากมันสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะๆ ผมคิดว่าจะลาออก แต่ต้องลองปรึกษาพี่อี้ชิงดูก่อน

     

    อี้ชิงมีแต่จะดีใจถ้านายอยากเปิดร้านเป็นของตัวเอง พี่อี้ฟานพูด ไม่ใช่ว่าทำงานกับพู่ตงไม่ดี แต่เขาอยากเห็นนายมีความสุขและหาเงินได้จากพรสวรรค์ของตัวเองมากกว่าจะมาเป็นลูกจ้างเล็กๆในร้านขายเสื้อผ้า

    ผมรู้ว่าพวกพี่หวังดี แต่คราวนี้ขอผมทำด้วยตัวเองเถอะนะฮะ ผมจะยี่สิบเอ็ดแล้ว ผมอยากมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนคนอื่นบ้าง

    ตอนอายุยี่สิบเอ็ด ฉันกับอี้ชิงยังเรียนอยู่เลย เขาหัวเราะ ตามใจก็แล้วกัน ฉันจะคอยดูนายประสบความสำเร็จอยู่ข้างหลัง

     

    ผมอมยิ้มเมื่อได้ยินแบบนั้น เรายืนพูดคุยกันอีกนิดหน่อยพี่อี้ฟานก็ขอตัวกลับเพราะต้องไปทำงานต่อ ผมโบกมือบ๊ายบายให้เขาโดยไม่ลืมบอกว่าคืนนี้จะส่งข้อความไปหา ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในร้านด้วยความรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

     

    ตอนนี้ในของผมหัวเริ่มมีแผนการคร่าวๆเกี่ยวกับแกลเลอรีเอาไว้บ้างแล้ว ไว้ผมจะลองติดต่อพี่จิงเหม่ยเกี่ยวกับการขายภาพและปรึกษาพี่อี้ชิงถึงความเป็นไปได้ที่จะลาออกจากพู่ตงเพื่อทำตามความฝันของตัวเอง ผมรู้สึกตื่นเต้นแปลกๆเมื่อคิดว่าพู่ชานเลี่ยในช่วงอายุยี่สิบกำลังจะเติบโตขึ้นอีกขั้น แม้ว่ามันจะเป็นแค่ก้าวเล็กๆ แต่ผมกลับภูมิใจเพราะมันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่เด็กเหลือขอ ที่วันๆเอาแต่งอมืองอเท้าเหมือนอย่างที่เคยโดนปรามาศไว้อีกแล้ว

     


     

    ผมปรึกษาพี่จิงเหม่ยเกี่ยวกับการขายรูปอยู่เดือนกว่าๆก่อนจะตัดสินใจลาออกจากพู่ตงเพื่อทำตามความฝันของตัวเอง พี่จิงเหม่ยเล่าให้ฟังว่าการขายภาพนั้นมีหลายช่องทาง แล้วแต่ว่าผมนำไปปล่อยที่ไหน ถ้าหากผมอยากเริ่มจริงๆอาจจะลองทำเว็บไซต์ก่อนก็ได้ เพียงแค่มีรูปและรายละเอียดเกี่ยวกับภาพที่จะขายแล้วรอให้คนที่สนใจติดต่อกลับมาเพื่อขอนัดดูภาพคราวหลัง เดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่มักหาซื้อภาพสวยๆบนอินเตอร์เน็ตกันแล้ว แต่จะตัดสินใจซื้อหรือไม่นั้นคงต้องให้พวกเขามาดูด้วยตาตัวเองอีกที

     

    พอรู้ว่าต้องเปิดเว็บไซต์ ผมก็เครียดหนักเพราะไม่มีความรู้ด้านไอทีเลย พี่อี้ชิงบอกว่าจะติดต่อบริษัทที่เคยทำเว็บของพู่ตงให้ ผมดีใจมากเมื่อคิดว่าตัวเองกำลังจะมีเว็บไซต์สวยๆเหมือนบริษัทของเรา แต่พอรู้ราคาก็แทบลมจับ เพราะมันมากถึงสองหมื่นห้าพันหยวนเลย

     

    ทำไมมันแพงจังเลยฮะ ผมงอแงเมื่อเห็นใบเสนอราคาที่พี่อี้ชิงนำมาให้ดู เงินเก็บผมไม่มากขนาดนั้น ผมไม่มีเงิน

    เว็บไซต์สองภาษาที่มีระบบตัดบัตรออนไลน์ก็ราคาประมาณนี้แหละ ไม่แพงหรอก พี่ว่า เดี๋ยวฉันจ่ายให้

     

    สุดท้ายผมก็ไม่เอาเพราะรู้สึกว่ามันเกินตัวมากๆ ก็เลยลองปรึกษากับพี่จิงเหม่ยดูอีกครั้ง คราวนี้เธอแนะนำให้ทำแค่เว็บบล็อกส่วนตัวที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอาไว้ลงรูปที่เคยวาด ลงราคา และช่องทางติดต่อเอาไว้คร่าวๆ ผมเห็นด้วยว่าวิธีนี้น่าจะดีกว่าการลงทุนเป็นหมื่นหยวน ดังนั้นผมก็เลยซื้อแลปท็อปหนึ่งเครื่องแล้วไปเข้าคอร์สเรียนอบรมการเขียนเว็บบล็อก ซึ่งมันไปได้สวยเลย ตอนนี้ผมเขียนบล็อกเป็นแล้ว แต่ติดอยู่อย่างเดียว --

     

    คือไม่มีชื่อแกลเลอรีของตัวเอง

     

    ขั้นตอนที่ยากที่สุดไม่ใช่การเขียนโค้ดหรือจัดหน้าบล็อกให้สวย แต่คือการคิดชื่อ ผมไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อแกลเลอรีอย่างไรดี พี่อี้ชิงตื่นเต้นยิ่งกว่าผมเสียอีก ทุกวันหลังเลิกงานเขาจะกลับบ้านพร้อมกระดาษแผ่นเล็กๆที่จดชื่อเจ๋งๆเอาไว้ แต่มันก็ยังไม่ถูกใจผมเสียที

     

    ผมลองสลับชื่อตัวเองไปมา หยิบคำติดปากหรืออะไรก็ตามมาตั้งเป็นชื่อแกลเลอรีแต่มันฟังดูไม่เข้าท่าเลย ผมจดชื่อที่คิดได้เอาไว้ในสมุดแล้วเดินถามทุกคนที่อยู่รอบข้าง ผมถามลุงหยวน ถามพี่แม่บ้าน แม้แต่พี่คนสวนที่มาทำงานแค่สัปดาห์ละสองวัน ผมก็ยังถาม หลังจากคิดลังเลอยู่นานหลายคืน ผมจึงตัดสินใจส่งข้อความหาพี่อี้ฟานเพื่อให้เขาช่วยเลือก

     

    [พู่แกลเลอรี] เขาบอกเมื่อผมไล่รายชื่อทั้งหมดให้ฟัง [ฉันชอบชื่อนี้นะ]

     

    นั่นจึงเป็นที่มาของ พู่แกลเลอรี

     

    ผมนำชื่อนี้ไปปรึกษาพี่อี้ชิงและเมื่อเขาบอกว่าชอบเหมือนกัน ผมก็ตัดสินใจใช้ชื่อนี้ ดังนั้นผมจึงเหลือแค่หาภาพที่จะขาย ผมยังไม่รู้จำนวนรูปสต็อกทั้งหมดเพราะบางส่วนยังอยู่ที่บ้านของพี่อี้ฟาน ผมตั้งใจจะกลับไปเอาเร็วๆนี้แต่ก็ยังไม่มีโอกาส จนกระทั่งผ่านไปเกือบสัปดาห์ ผมถึงได้อยู่ห่างจากพี่เพราะเขาต้องบินไปเซี่ยงไฮ้กับเลขาฮวัง ทีแรกพี่จะพาผมไปด้วย แต่ผมดันมีเวิร์คช็อปการถ่ายรูปเพื่อลงเว็บบล็อก เขาก็เลยจำใจต้องปล่อยให้อยู่ที่นี่โดยขู่ว่าจะโทรมาเช็กทุกชั่วโมง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ทำเพราะงานที่ค่อนข้างรัดตัว

     

    พี่อี้ชิงจะไปเซี่ยงไฮ้สี่วัน ดังนั้นผมจึงมีเวลาไม่มากในการตัดสินใจว่าจะไปบ้านพี่อี้ฟานวันไหน ผมตกลงกับพี่อี้ฟานว่าไว้เสร็จจากเวิร์คช็อปเมื่อไหร่เราจะไปบ้านเขาทันที

     

    ฉันนับภาพวาดคร่าวๆมาแล้ว มีประมาณยี่สิบกว่าชิ้น

    เยอะขนาดนั้นเลยเหรอฮะ?

    ผมถาม ระหว่างที่กำลังนั่งรถไปพร้อมกับพี่อี้ฟาน เขาพยักหน้ารับก่อนจะหันมามองหน้าผม

    อันนี้คือนับเฟรมเล็กด้วย ถ้าเป็นเฟรมใหญ่ก็มีประมาณหกชิ้น

    มีชิ้นไหนเสียหรือขึ้นราบ้างไหมฮะ?

    ฉันไม่แน่ใจ เขาโคลงหัวพลางมุ่ยหน้า เดี๋ยวเราไปดูพร้อมกัน

     

    ผมชอบคำนี้มาก คำว่า เดี๋ยวเราไปดูพร้อมกัน เพราะเมื่อก่อนตอนที่ยังอยู่ในบ้านของเขา ผมจะชวนพี่อี้ฟานให้ไปดูภาพวาดในเรือนเพาะชำเสมอ ทีแรกผมไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือกังวลเลยเมื่อคิดว่าต้องมาบ้านพี่อี้ฟาน แต่เมื่อรถของเขาเข้าใกล้รั้วบ้านที่ดูคุ้นตามากขึ้นเรื่อยๆ หัวใจของผมกลับเต้นตุบตับเพียงเพราะความทรงจำที่เคยเลือนหายค่อยๆเด่นชัดขึ้นมาอีกครั้ง

     

    ทันทีที่รถจอดสนิทหน้าบ้านที่เคยอยู่มานานเกือบสองปี ผมก็เผลอเม้มปากตัวเองแน่น บรรยากาศรอบบ้านดูหดหู่อย่างบอกไม่ถูก ทั้งแม่บ้านและคนสวนที่เคยรู้จักหายไป มีแต่คนใหม่ที่ผมไม่คุ้นหน้าและความอึดอัดที่โอบล้อมรอบตัวจนไม่สบายใจ

     

    เข้าไปทานขนมในบ้านก่อนดีไหม? พี่อี้ฟานเอ่ยชวนเมื่อเห็นผมเอาแต่ขมวดคิ้วแล้วก้มหน้ามองต่ำ ไม่กล้าสบตากับใคร เป็นอะไรหรือเปล่าชานเลี่ย?

    เปล่าฮะ ผมพึมพำแล้วกระตุกแขนเสื้อเชิ้ตของเขา เรารีบไปดูรูปกันดีกว่าฮะ

     

    พี่อี้ฟานไม่ขัดใจ เขาเดินนำผมที่เอาแต่เบ้หน้าเพราะรู้สึกเครียดจนมวนท้องอย่างบอกไม่ถูก ผมสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในบ้านหลังนี้ เหมือนมีอะไรน่ากลัวซ่อนอยู่ที่นี่ บางทีวิญญาณของหม่าม้าอาจจะยังอยู่ เธออาจจะกำลังมองผมจากที่ไหนซักแห่ง และรู้สึกไม่พอใจที่พี่อี้ฟานพาผมมาเหยียบบ้านของตระกูลอู๋อีกครั้ง

     

    ไม่สบายหรือเปล่า? เขาหันมามองด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นผมดูไม่ค่อยดี ตัวก็ไม่ร้อนนี่

     

    ผมเม้มปากแน่น พยายามหาต้นตอของความกลัวที่ก่อตัวขึ้นข้างใน ตอนนี้ทุกอย่างหมุนคว้างเหมือนลมที่พัดผ่านตัว บรรยากาศโดยรอบหดหู่เหมือนที่นี่มีเรื่องเศร้าๆเกิดขึ้นแต่ผมก็ไม่รู้ว่าอะไรทำให้คิดแบบนั้น ระหว่างที่กำลังเดินตามหลังพี่อี้ฟาน จู่ๆภาพความทรงจำทั้งหมดก็ไหลย้อนเข้ามาในหัว

     

    ผมเห็นพู่ชานเลี่ยอีกคนเดินสวนทางไปด้วยใบหน้าอมทุกข์ ผมจำได้ในทันทีว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น มันเป็นวันเกิดปีที่สิบเจ็ดของผม วันเศร้าๆที่ผมเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในเรือนเพาะชำทั้งวันและรอพี่อี้ฟานกลับบ้านจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน น่าแปลกที่มันผ่านมานานมากแล้ว แต่ความรู้สึกเจ็บปลาบกลับแล่นพล่านไปทั่วราวกับทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

     

    ถึงแล้ว

     

    เสียงของพี่อี้ฟานปลุกให้ผมรู้สึกตัว ผมคลายมือที่กำเสื้อเขาออกก่อนจะเดินตามเข้าไปในเรือนเพาะชำก่อนจะต้องรู้สึกใจหายเพราะทุกอย่างยังคงวางอยู่ที่เดิมเหมือนวันสุดท้ายก่อนที่ผมจะโดนไล่ออกจากบ้านไม่มีผิด

     

    ผมเดินเข้าไปในห้องโดยไม่พูดอะไรกับพี่อี้ฟานพลางกวาดสายตามองเรือนเพาะชำด้วยความรู้สึกอยากจะร้องไห้ มันไม่เก่าลงเลย ทุกอย่างยังคงอยู่ในสภาพดีราวกับมีคนคอยดูแลตลอดเวลา ผมใช้มือสัมผัสโต๊ะและอุปกรณ์วาดรูปต่างๆที่อยู่ในห้องด้วยความคิดถึง เหมือนเราเป็นเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน ทั้งแปรง ทั้งขวดน้ำมันลินสีด ทั้งเฟรมผ้าใบและขาตั้ง แม้กระทั่งพู่กันก็ยังมีคนล้างและตากให้ มันไม่ได้ถูกละเลยอย่างที่เคยคิดเอาไว้

     

    ฉันเข้ามาทำความสะอาดที่นี่ทุกสัปดาห์

     

    พี่อี้ฟานพูดขึ้นเมื่อเห็นผมเดินไปหยุดถึงเฟรมรูปสิงโตที่ยังวาดไม่สร็จสมบูรณ์ ผมไม่ได้ขอบคุณสำหรับความมีน้ำใจ หากแต่ค่อยๆใช้มือแตะภาพวาดฝีมือของตัวเอง สัมผัสขรุขระของฝีแปรงที่ผมทิ้งไว้ยิ่งทำให้ความทรงจำทั้งหลายที่เคยซุกซ่อนย้อนกลับมา

     

    ทั้งความสุขและความเศร้า ความดีใจที่ได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่ชอบถ่ายทอดออกมาทางภาพวาดสีน้ำมันชิ้นนี้จนผมสัมผัสได้ ความรู้สึกทุกอย่างเด่นชัดราวกับจะย้ำเตือนว่าผมคิดอย่างไรกับพี่อี้ฟาน มันยังคงเป็นความรักที่ไม่สมหวังสำหรับผม แม้ว่าตอนนี้เราจะพูดคุยด้วยความรู้สึกที่ต่างกันออกไป แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกครั้งที่นึกถึง ผมยังคงเจ็บปวดกับการกระทำของเขา

     

    นายยังวาดมันไม่เสร็จเลย

     

    พี่อี้ฟานเดินมาประชิดตัวจากข้างหลัง เขาโอบเอวผมก่อนจะกระซิบข้างหูอย่างแผ่วเบาราวกับจะอ้อนวอนขอให้ผมวาดมันให้เสร็จสมบูรณ์เสียที

     

    ฉันยังรอมันอยู่นะ

     

    ผมไม่ได้ตอบอะไรเขานอกจากมองภาพสิงโตที่เคยตั้งใจวาดด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ผมไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าน้ำตาไหลออกมาเมื่อไหร่ ผมรู้แค่ว่าผมเสียใจที่ครั้งหนึ่งคนที่ผมชอบเคยปฏิเสธความรักจากผม ทั้งๆที่ตอนนั้นมันเป็นความรักบริสุทธิ์ ผมให้ทุกอย่างที่มีแก่พี่อี้ฟาน ให้ใจทั้งใจ แต่เขากลับไม่เคยตอบรับความจริงใจจากผมเลย

     

    ผมละสายตาออกจากสิงโตแล้วหมุนตัวกลับไปมองพี่อี้ฟานก่อนจะรู้สึกตกใจเมื่อเห็นภาพวาดที่แขวนอยู่ตรงผนังอีกด้าน ผมจำได้ว่าไม่เคยแขวนภาพวาดฝีมือตัวเองเอาไว้ในเรือนเพาะชำเพราะพี่อี้ฟานไม่อนุญาตให้เจาะผนัง สิ่งที่ทำให้ผมตกใจไม่ใช่เพราะมีคนกล้าฝ่าฝืนกฎของเขา แต่เพราะภาพวาดที่แขวนอยู่นั้นคือรูปที่ผมวาดขายเพื่อซื้อตั๋วเครื่องบิน และเป็นรูปที่พี่จิงเหม่ยบอกว่ามีคนประมูลไปด้วยราคาหนึ่งหมื่นห้าพันหยวน

     

    พี่เจอมันได้ยังไงฮะ?

    เจ้าของแกลเลอรีคนหนึ่งติดต่อมา พี่อี้ฟานตอบยิ้มๆเมื่อเห็นผมอ้าปากค้างด้วยความอึ้ง ขอโทษที่ตามหาอีกรูปไม่เจอ จิงเหม่ยบอกว่าคนเกาหลีได้มันไป

     

    ผมยิ้มบางก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้เพื่อดูภาพวาดของตัวเอง ผมไม่ได้เห็นมันนานเกือบสองปีก็จริงแต่ความรู้สึกตอนวาดยังคงติดอยู่ในความทรงจำ พี่อี้ฟานเดินตามมาหยุดอยู่ข้างๆ เขาใช้มือซ้ายโอบเอวผมเอาไว้หลวมๆ แล้วเราก็ยืนมองภาพวาดสีน้ำมันด้วยกัน

     

    ฉันละสายตาออกจากมันไม่ได้เลย พี่อี้ฟานพูดด้วยความหลงใหล ฉันเคยเห็นภาพวาดมาหลายชิ้น แต่นี่คือมาสเตอร์พีซสำหรับฉัน

     

    ผมเอนหัวซบไหล่เขาแล้วจ้องภาพวาดที่แขวนอยู่บนผนังต่อเงียบๆ มันเป็นภาพของเด็กหญิงที่กำลังอยู่ในช่วงแตกเนื้อสาวนอนเปล่าเปลือยอยู่บนเตียง มีเพียงแค่ผ้าซาตินสีขาวมันวาวเท่านั้นที่ปิดของสงวนของเธอ ช่วงบนของหญิงสาวไม่มีอะไรปกคลุม เธอนอนแผ่ราวกับจะอวดให้ทุกคนเห็นเต้านมกลมกลึงและยอดอกสีชมพูอ่อนที่เจ้าหล่อนภูมิใจกับมันนักหนา เธอเป็นผู้หญิงที่รูปร่างดี มีสัดส่วนสะโพกกลมเกลี้ยงและผิวนวลเนียนละเอียดตัดกับเส้นผมสีดำขลับ สายตาของเธอก็ยั่วเย้าราวกับจะดึงคนให้ตกหลุมพลางการเสแสร้งแกล้งไร้เดียงสา แววตาของเธอดูซุกซนและขี้เล่น เหมือนจะเหนียมอาย แต่ท่าทางการนอนนั้นเชิญชวนให้เหล่าชายเข้ามาแตะต้องล่วงล้ำเหลือเกิน

     

    เธอสวยเหมือนนาย พี่อี้ฟานพึมพำเสียงแผ่วแล้วหันมามองหน้าผม แววตาของเขาหยาดเยิ้มราวกับตกอยู่ในภวังค์เหมือนตอนที่มองรูปวาดไม่มีผิด ตอนที่เห็นมัน รู้ไหมว่าฉันคิดถึงนาย

     

    ผมเงียบ ไม่ตอบอะไรนอกจากหลับตาเมื่อพี่อี้ฟานโน้มหน้ามาหา เขาจูบผมด้วยความรู้สึกที่ต่างจากครั้งก่อนๆอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่จูบที่เต็มไปด้วยความคิดถึงเหมือนตอนที่เราพบกันในพู่ตง แต่เป็นจูบที่เต็มไปด้วยความปรารถนา และความต้องการเสียจนผมเริ่มสัมผัสได้ว่าเขากำลังจะบอกอะไร

     

    ผมปล่อยให้พี่อี้ฟานตามใจตัวเอง เพราะลึกๆแล้วผมก็ต้องการเขาเหมือนกัน เราดูดดึงกันเสียงดังจวบจาบในเรือนเพาะชำ แม้ว่าตอนนี้ห้องจะมืดเพราะเมฆฝนเริ่มตั้งเค้าแต่เรากลับไม่ต้องการแสงไฟ พี่อี้ฟานสัมผัสผมด้วยริมฝีปากของเขาท่ามกลางความมืด เขาเผยอปากเชื้อเชิญให้ผมเข้าไปข้างใน และเมื่อผมทำตามคำขอ ผมก็หลุมพลางแห่งแรงปรารถนาที่ทำให้เรามัวเมาไปกับร่างกายของกันและกันอีกครั้ง

     

    พี่อี้ฟานค่อยๆถอดเสื้อของผมออกอย่างอ้อยอิ่ง เขามองท่อนบนเปลือยเปล่าของผมก่อนจะสัมผัสและไล้ไปตามผิวอย่างทะนุถนอมเหมือนที่เคยทำกับภาพวาด เขาผละหน้าออกเพียงแค่เสี้ยววินาทีก็กดจูบลงมาใหม่ เราบดปากกันเหมือนคนอดอยากที่โหยหากันและกันจนห้ามใจไม่อยู่ เขาโอ้โลมผมด้วยรสชาติหวานหอมของจุมพิต ก่อนจะเริ่มปลุกเร้าด้วยการใช้ปลายนิ้วสัมผัสยอดอกเบาๆ

     

    วินาทีนั้นผมไม่แม้แต่จะร้องห้ามหรือแสดงท่าทีขัดขืน ผมปล่อยให้คนที่ผมชอบใช้จมูกสูดดมตั้งแต่กกหูไปจนถึงลำคออย่างเอาแต่ใจ พี่อี้ฟานค่อยๆดันไหล่ผมให้นั่งลงบนโซฟา ลมหายใจของเรากระชั้นถี่ มีเพียงเสียงหอบแสดงความกระสันอยากกับเสียงฝนตกกระทบหลังคาเท่านั้นที่ดังขึ้นรอบข้างก่อนที่ผมจะตัวแข็งทื่อ เมื่อเศษเสี้ยวของความทรงจำกลับมาบาดหัวใจอีกครั้งเพียงเพราะผมนึกถึงคำพูดของพี่อี้ชิง

     

    มันรักแค่ร่างกายของแก

     

    ผมนิ่ง เมื่อคิดทบทวนถึงคำพูดของพี่ที่เคยเตือนเกี่ยวกับความรักครั้งนี้ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ ผมรู้ว่าพี่อี้ฟานเก็บกดไม่มีที่ระบาย เขาไม่มีใครและไม่ไว้ใจใครนอกจากผม น่าแปลกที่เมื่อก่อนผมเต็มใจยอมทุกอย่างแม้กระทั่งเป็นคู่นอนเพราะอยากได้ความรัก แต่มาวันนี้ผมกลับรู้สึกไม่มั่นคง ผมไม่อยาก -- เป็นแบบนั้น ไม่อยากเป็นแค่คู่นอนของพี่อี้ฟาน ไม่อยากเป็นแค่ตุ๊กตาระบายอารมณ์ที่ปล่อยให้เขาทำตามใจเพียงเพราะหวังความอ่อนโยนจากเขาอีกแล้ว

     

    พอคิดออกหนึ่งเรื่อง เรื่องที่สองและสามก็ตามมาหลอกหลอนจนผมตัวสั่น ความใจร้ายและเรื่องแย่ๆทำให้จิตตกจนเริ่มไม่ตอบสนองจูบจากเขา ทั้งตอนถูกพี่อี้ฟานเตะรองเท้าที่ตั้งใจซื้อให้ในวันเกิด ทั้งคำพูดหยามเหยียดที่เขาพูดใส่หน้า ทั้งตอนที่ถูกปาแก้วใส่ ทุกอย่างกำลังทำให้ผมเจ็บจนเผลอร้องไห้ออกมา    

     

    เกิดอะไรขึ้นชานเลี่ย?

     

    พี่อี้ฟานหยุดทุกอย่างที่ทำอยู่เมื่อเห็นว่าผมเอาแต่หลับตาแล้วร้องไห้ มันเป็นความขมขื่นที่ผมเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ผมรู้แค่ว่าผมรู้สึกแย่กับทุกการกระทำของเขา และสับสนเกินว่าจะปล่อยให้เขาจูบหรือสัมผัสเหมือนเมื่อก่อน

     

    ผมนั่งสะอึกสะอื้นจนพี่อี้ฟานตกใจ เขาผละตัวออกแล้วมองผมที่ใช้ฝ่ามือปิดหน้าเพราะไม่อยากให้เขาคิดว่าผมเล่นตัว ในหัวเต็มไปด้วยถ้อยคำร้ายกาจที่เคยถูกพ่นใส่หน้า ผมทั้งเจ็บใจและเสียใจจนไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากปล่อยให้ความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุดทำหน้าที่ของมัน

     

    แม่ผมไม่ใช่กะหรี่ ผมโพล่งบอกพี่อี้ฟานโดยไม่มีเหตุผล แม่ไม่ใช่โสเภณี แม่ไม่เคยทำร้ายใคร

     

    ผมพรั่งพรูทุกอย่างที่อัดอั้นในใจตลอดหลายปีออกมา ผมร้องไห้และเอาแต่พูดซ้ำๆว่า ผมไม่ใช่เด็กเหลือขอ ราวกับจะปลอบใจตัวเอง ตลอดเวลาที่ผมพล่าม พี่อี้ฟานไม่ขัดเลยซักคำ เขาปล่อยให้ผมระบายความเสียใจเต็มที่จนกระทั่งมันวกกลับไปที่เรื่องของเขา

     

    พี่ไม่รู้หรอกว่าพี่ใจร้ายขนาดไหน ทั้งๆที่ผมรักพี่ ผมรักพี่คนเดียว แต่พี่กลับสนใจแค่พี่อี้ชิง พี่ดูถูกความรักของผม พี่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของผม ผมสะอื้น พี่เคยรักผมบ้างไหม? หรือพี่เห็นผมเป็นตุ๊กตา ที่จะนอนกับผมยังไงก็ได้แต่ไม่คิดจะให้ความรักเลย

    ใครบอกว่าฉันไม่รักนาย? พี่อี้ฟานถาม เขาขยับตัวเข้ามาใกล้แล้วใช้นิ้วโป้งเช็ดน้ำตาให้ผมอย่างแผ่วเบา ใครกันที่พูดแบบนั้น?

    การกระทำของพี่

    มันยังไม่ชัดเจนสำหรับนายอีกเหรอ?

    ไม่ มัน -- มัน ผมสะอึกจนตัวสั่น ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงคิดแค่เรื่องเก่าๆ ตั้งแต่เข้ามาในบ้านหลังนี้ผมไม่มีความสุขเลย มันมีแต่เรื่องแย่ๆ มีแค่ความรู้สึกแย่ๆที่คอยทำร้ายผม

    ฉันขอโทษ

    พี่ขอโทษเรื่องอะไร?

    ขอโทษที่ทำให้นายเป็นแบบนี้ พี่อี้ฟานตอบเสียงสั่นพลางประคองแก้มผมให้เงยหน้าสบตากับเขา มันเจ็บปวดมากเลยใช่ไหม?

     

    ผมเม้มปากแน่น แม้ว่าจะยังมองหน้าเขา แต่ตัวกลับสั่นงกเหมือนคนหวาดระแวง

     

    คุณแม่ของนายชื่ออะไร?

    ปาร์ค -- ปาร์คซียอน

    ฉันขอโทษที่เคยดูถูกคุณน้าซียอนว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี พี่อี้ฟานพูด ฉันสัญญาว่าต่อไปนี้จะไม่มีเรื่องพวกนั้นเกิดขึ้นอีกแล้ว ฉันจะไม่กล่าวถึงคุณน้าในทางแย่ๆอีก ตกลงไหม?

     

    ผมพยักหน้ารับและปล่อยโฮหนักขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินพี่อี้ฟานเรียกแม่ของผมว่า คุณน้าซียอน เพราะเป็นครั้งแรกที่แม่ได้รับเกียรติจากคนที่นี่ด้วยการถามชื่อและเรียกแม่ว่า คุณ หลังโดนเรียกว่าอีกะหรี่มานานเกือบยี่สิบปี

     

    พี่ปาแก้วใส่ผม

    ขอโทษ

    พี่ไม่ยอมพาผมไปหาหมอ

    ฉันขอโทษ

    พี่ทำผมเสียใจ

    ฉันสัญญาว่าจะไม่มีวันทำให้นายต้องเสียใจอีก พี่อี้ฟานพูดอย่างหนักแน่นแล้วมองลึกเข้ามาในแววตาของผม ยังมีอะไรที่นายรู้สึกค้างคาอยู่ไหม?

    มีฮะ

    ว่ามาสิ

    พี่รักผมบ้างไหม? ผมถาม ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงไม่คาดหวังกับคำตอบ แต่ตอนนี้ผมกลับเฝ้ารอที่จะได้ยินการตอบสนองจากเขา ทุกอย่างที่พี่ทำ ที่พี่จูบผม พี่กอดผม พี่ทำดีแบบนี้ มันเป็นเพราะความสงสาร หรือ -- หรือแค่เพราะพี่อยากนอนกับผม

    ฉันจะไม่จูบใคร ถ้าไม่ได้รู้สึกดีกับคนๆนั้น

     

    ผมเม้มปากแน่นเมื่อพี่อี้ฟานเอาแต่พูดอ้อมๆ ไม่ยอมบอกตรงๆให้สบายใจเสียที แน่นอนว่าผมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของเขาแต่ผมแค่ไม่มั่นใจ ผมไม่อยากคิดไปเอง ไม่อยากหลอกตัวเองว่าเราทั้งคู่ต่างมีความรู้สึกดีๆให้กันอีกแล้ว

     

    ดูเหมือนว่าผมตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองอยู่นาน กว่าจะรู้ตัวอีกทีพี่อี้ฟานก็ขยับเข้ามาใกล้จนเบียดผมชิดขอบโซฟา มือซ้ายของเขาประคองแก้มผมเอาไว้ ส่วนมือขวาก็เช็ดน้ำตาให้ ผมได้ยินเสียงเขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอเพราะความประหม่า ก่อนที่พี่อี้ฟานจะโน้มหน้าเขามาจนหน้าผากของเราแนบชิดกัน

     

    ฉันรักนาย พู่ชานเลี่ย

     

    ผมช้อนตามองที่ผมชอบทันทีเมื่อได้ยินประโยคนั้น หัวใจเต้นรัวด้วยความดีใจจนเสียง ตึกตัก ดังก้องไปทั้งหูเพราะพี่อี้ฟานพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่นยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ปลายจมูกของเขาแนบกับจมูกของผม และริมฝีปากอุ่นร้อนที่เคยจูบก็ทำให้ผมร้องไห้เมื่อเขายืนยันความรู้สึกของตัวเองอีกครั้งผ่านทางประโยคที่ผมเฝ้ารอมาตลอดหลายปี

     

    ฉันรักนาย

     

    พี่อี้ฟานกระซิบเสียงแผ่วก่อนจะเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้จนปากของเราสองคนแตะกัน

     

    เสมอมาและตลอดไป

     

     แล้วเราก็จูบกันอีกครั้งและอีกครั้งด้วยความรู้สึกรักที่ท่วมท้นจนไม่สามารถปิดซ่อนเอาไว้ได้ พี่อี้ฟานแสดงออกถึงความรู้สึกของเขาชัดเจนผ่านทางริมฝีปาก เขาจูบผมอย่างนุ่มนวลอ่อนหวานและค่อยๆเติมเต็มส่วนที่ขาดของผมด้วยคำว่ารัก ก่อนจะถอนริมฝีปากออกแล้วจ้องหน้าผมที่ยังคงน้ำตาคลอ

     

    ตอนนี้ผมไม่สนใจแล้วว่าพี่อี้ฟานรักผมตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่สนใจว่าเขาจะยังชอบพี่อี้ชิงอยู่ไหม ผมสนใจแค่ว่าเขารักผมมากแค่ไหน มากพอที่จะทำให้ความเจ็บปวดจากการกระทำของเขาหายไปได้หรือเปล่า และพี่อี้ฟานก็ตอบทุกข้อสงสัย เขามอบจูบที่อ่อนโยนที่สุดจนผมอ่อนระทวยในอ้อมกอดของเขา แล้วเราก็ผละออกราวกับรู้ว่าหลังจากนี้เราจะบอกรักกันอย่างไร

     

    ผมปล่อยตัวปล่อยใจให้เป็นไปตามความรู้สึกของตัวเอง ผมรักเขา รักพี่อี้ฟาน และเพิ่งรู้ตัวว่ารักมาโดยตลอดไม่เคยเปลี่ยน และในที่สุดพี่อี้ฟานก็ตอบสนองความรักของผม แม้วันนี้ผมจะไม่มีอะไร ไม่มีหุ้นของพู่ตง ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีสิมบัติใดๆนอกจากเป็นแค่พู่ชานเลี่ยที่กำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่เขาก็โอบกอดผมด้วยความทะนุถนอมและบอกรักซ้ำๆราวกับจะทดแทนช่วงเวลาที่เราต่างเคยทำพลาดไป

     

    ผมปล่อยให้พี่อี้ฟานถอดกางเกงอย่างไม่อิดออด เราสัมผัสกันและกันอย่างโหยหา เขาจูบและไล้เลียผมไปทั่วเหมือนที่ชอบทำ แต่คราวนี้เขาร้องเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงหื่นกระหาย พี่อี้ฟานครางทุ้มต่ำในลำคอว่า ชานเลี่ย ซ้ำๆจนผมตัวลอย เขามองผมด้วยความรักและสัมผัสผมด้วยความปรารถนาราวกับรอเวลานี้มาเนิ่นนาน แน่นอนว่าผมเองก็ไม่ต่างอะไรจากเขา เพราะตอนที่เขาสอดใส่ ผมกลับทำได้แค่ร้องครวญครางแล้วบอกรักพี่อี้ฟานจนเสียงดังก้องไปทั่วเรือนเพาะชำ

     

    เราปล่อยให้ความอยากทำหน้าที่ของมันอยู่เนิ่นนาน ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พี่อี้ฟานไสกายเข้าออกพร้อมกับจูบผมยิ่งทำให้เซ็กส์ของเราสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เขาพาผมไปถึงจุดนั้นหลายหนจนสติพร่าเลือน ผมแทบแยกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าตอนนี้กำลังอยู่ที่ไหน ผมรู้แค่ริมฝีปากกำลังยกยิ้ม ตาหลับพริ้มเพราะสัมผัสร้อนแรงของพี่อี้ฟานนั้นดีเสียจนแทบจะหมดลม หลังจากกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่เกือบชั่วโมง ทุกอย่างก็จบลง พี่อี้ฟานปล่อยส่วนหนึ่งของเขาเอาไว้ในตัวของผม แล้วเราก็จูบกันเนิ่นนานจนผมหมดแรง

     

     ผมร้องครางเสียงแผ่วเมื่อพี่อี้ฟานถอนกายออกช้าๆ หยาดหยดจากเขาไหลย้อยออกมาจนเปรอะเลอะหน้าขาแต่เราก็ไม่สนใจ พี่อี้ฟานปล่อยให้ผมนั่งบนตักเพื่อพักผ่อนอยู่ชั่วครู่ เขาโอบกอดผม จูบแก้มของผมอย่างรักใคร่แล้วรัดผมแน่น

     

    แม้จะไม่มีคำพูด แต่อ้อมกอดของเขากลับทำให้สัมผัสได้ถึงความรู้สึกทุกอย่าง พี่อี้ฟานรักผม เขารักผมมากกว่าที่เคยรู้ และดูเหมือนว่าจะยิ่งรักขึ้นไปอีกเมื่อเห็นผมช้อนตามอง เขาพรมจูบไปทั่วใบหน้าเป็นหนสุดท้ายก่อนจะอุ้มผมให้นอนราบบนโซฟา ส่วนเขาก็ลุกขึ้นเดินไปเปิดพัดลมเพดานเมื่อเห็นว่าเราทั้งคู่ต่างเหงื่อออกจนชุ่มไปทั้งตัว

     

    พี่ติดพัดลมใหม่ตั้งแต่เมื่อไหร่?

    หลังนายหายไปสี่เดือน เขาตอบพลางเดินกลับมานั่งที่โซฟา ผมขยับตัวเข้าไปหาเขาเพื่อหนุนนอนตัก แล้วเราก็เริ่มคุยกัน ฉันเปลี่ยนไฟและซื้อโซฟาให้ใหม่ เผื่อนายกลับมา จะได้วาดรูปในห้องเย็นๆ ไม่ต้องทนร้อนเหมือนเมื่อก่อน

     

    ผมนอนยิ้มเมื่อได้ยินแบบนั้น พี่อี้ฟานใช้หลังมือไล้ไปตามใบหน้าของผมอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเหม่อมองออกไปนอกบานกระจก ตอนนี้ข้างนอกฝนตกหนักเสียจนไม่เห็นอะไร บรรยากาศก็มืดและวังเวง แต่เราสองคนกลับไม่รู้สึกหดหู่เหมือนก่อนหน้าอีกแล้ว

     

    ผมคุยกับพี่อี้ฟานถึงเรื่องแกลเลอรีอีกครั้งก่อนจะเผลอหลับคาตักของเขาเพราะความอ่อนล้า กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีพระจันทร์ก็เสียขึ้นแล้ว และผมคงต้องรีบกลับบ้านก่อนที่ลุงหยวนจะสงสัยว่าทำไมถึงหายไปเรียนถ่ายรูปทั้งวัน

     

    ผมค่อยๆลุกขึ้นนั่งเพราะรู้สึกปวดเมื่อยตามตัวอย่างบอกไม่ถูก ตอนนี้บนตัวมีเพียงแค่เสื้อแจ็คเก็ตของพี่อี้ฟานที่ใช้ห่มคลายความหนาว ส่วนคนที่เคยกกกอดนั้นหายไปนั่งอยู่อีกด้านของเรือนเพาะชำ พี่อี้ฟานกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หัวล้านที่วางอยู่หน้าขาตั้งรูปวาดสิงโต ผมเห็นแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเขาลางๆ แต่ไม่เห็นว่าเขากำลังทำอะไรกับมัน

     

    ผมเดินช้าๆไปหยุดอยู่ข้างหลังของเขา พี่อี้ฟานหันมาส่งยิ้มมือเห็นว่าผมตื่นแล้ว ผมถามว่า ทำอะไรอยู่ฮะ? แต่เขาก็ไม่ตอบนอกจากมองภาพสิงโตที่ผมวาดค้างเอาไว้ อันที่จริงผมวาดเกือบเสร็จแล้ว ต่อให้ไม่เพิ่มเติมอะไรมันก็ออกมาโอเคเพราะมันเหลือแค่แก้รายละเอียดอีกนิดหน่อยเพื่อให้มันเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบ เราจับมือกันและกันระหว่างที่มองภาพนั้นอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่พี่อี้ฟานจะถอนหายใจแล้วบีบมือผมแน่น

     

    ภาพสิงโตแห้งแล้วฮะ ผมโน้มตัวลงโอบรอบคอของเขาแล้วเกยคางลงบนไหล่กว้าง มันแก้ไม่ได้แล้ว ต้องลงวานิชเคลือบอย่างเดียว

     

    ผมบอกเขาพลางเอื้อมแขนไปแตะภาพวาดด้วยความรู้สึกเสียดาย เพราะมันถูกทิ้งไว้นานกว่าสองปี สีก็เลยแห้งจนไม่สามารถแก้หรือทำให้มันเป็นสิงโตที่สง่างามและไร้ที่ติไปได้มากกว่านี้แล้ว

     

    ผมไม่รู้ว่าทำไมพี่อี้ฟานถึงยึดติดกับภาพสิงโตนี้นักหนา ทั้งๆที่ผมมีรูปที่สวยกว่านี้เยอะแยะแต่เขาดูอาลัยอาวรณ์กับมันมากเป็นพิเศษ ผมมองพี่อี้ฟานที่เอาแต่จ้องภาพด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาดูเสียใจและเสียดายไม่ต่างจากผม ก่อนที่ใบหน้าหล่อคมจะหันกลับมาแล้วส่งยิ้มบาง

     

    ใช่ มันแก้ไม่ได้แล้ว เขาพึมพำ คงต้องลงวานิชเลยอย่างที่นายว่า

    แต่วันนี้ฝนตก อากาศชื้น ผมคงลงให้ไม่ได้นะฮะ ภาพมันจะขึ้นรา

    งั้นวันหลังได้ไหม? พี่อี้ฟานถาม นายจะมาช่วยฉันลงวานิชใช่ไหม?

    แน่นอนฮะ ผมจะมาช่วยพี่

     

    ผมส่งยิ้มแล้วพยักหน้ารับ ก่อนจะเอนหัวซบบนไหล่ของผู้ชายที่ผมชอบอย่างออดอ้อน พี่อี้ฟานไม่พูดอะไรอีกนอกจากดึงผมให้มานั่งบนตัก เขาโอบกอดผมจากด้านหลังแล้วฝังหน้าลงบนท้ายทอยก่อนจะจุมพิตเบาๆ ตอนนี้ผมเริ่มไม่อยากกลับบ้านเมื่อสัมผัสได้ถึงเศษเสี้ยวของความเศร้าจากตัวพี่อี้ฟาน ผมไม่รู้ว่าในหัวของเขากำลังคิดเรื่องอะไรและทำไมถึงร้องไห้ แต่ผมก็ไม่ได้ถาม นอกจากนั่งนิ่งๆให้พี่อี้ฟานกอดก่อนจะเปลี่ยนท่านั่งเป็นหันหน้าไปหาเขาแล้วโอบรอบคอของคนที่ผมชอบเอาไว้หลวมๆ

     

    พี่ยังมีผมนะฮะ ผมบอกเขา พลางเช็ดน้ำตาออกให้อย่างแผ่วเบา พี่ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว พี่ยังมีผม

     

    พี่อี้ฟานส่งยิ้มมาให้ทั้งๆที่น้ำตายังไหลอาบแก้ม เขาพยักหน้ารับก่อนจะซบหน้าลงบนไหล่ของผมแล้วร้องไห้ระบายความเสียใจออกมา บางทีภาพวาดสิงโตอาจจะทำให้เขาคิดถึงเรื่องต่างๆในอดีตที่ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ เพราะเราทุกคนมาไกลเกินกว่าหวนย้อนกลับ และสิ่งที่พอทำได้มีเพียงแค่ยอมรับความผิดพลาดที่เคยทำเท่านั้น

     

    ผมมองพี่อี้ฟานเบ้หน้าร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดใจไม่แพ้กัน ไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาจะแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็นชัดขนาดนี้ ผมโอบกอดความรู้สึกที่แหลกสลายของพี่อี้ฟานเอาไว้แน่น ผมอยากบอกให้เขารู้ว่าในโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่เจ็บปวด ผมเองก็เหมือนกัน แต่ผมจะเป็นคนนั้นที่คอยอยู่เคียงข้างเขา และหลังจากนี้ไปพี่อี้ฟานไม่ต้องเผชิญทุกอย่างคนเดียวอีกแล้ว 










Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in