Smiles of SorrowMs.Ambiguous
19


  • พี่อี้ชิงเปลี่ยนวีลแชร์คันใหม่เพื่อให้เคลื่อนไหวได้สะดวกมากขึ้น รถคู่ใจของเขามีขนาดเล็กลงกว่าคันเก่านิดหน่อย ไม่มีที่พักแขน แถมด้านจับเข็นก็สั้นกว่าเดิมจนเหลือนิดเดียว พี่ดูชอบรถคันใหม่มากเพราะเขาเอาแต่หมุนวงปั่นไปมารอบบ้าน หมุนเป็นวงกลมบ้าง หมุนหลบสิ่งกีดขวางบ้าง บางทีเราก็เล่นวิ่งไล่กันจนถูกพี่ซานซานดุบ่อยๆ เธอไม่ว่าอะไรถ้าพี่จะเห่อรถคันใหม่ แต่ก็ไม่ควรหมุนให้เร็วเกินไปเพราะอาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

     

    พรุ่งนี้เป็นวันแรกของการทำงานและเป็นวันที่ผมจะโอนหุ้นคืนให้พี่อี้ชิง ทั้งพี่และผมต่างรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก พี่ตื่นเต้นเพราะจะได้กลับไปทำงาน ส่วนผมตื่นเต้นเพราะจะได้เจอ เขา หลังจากที่ไม่ได้เห็นหน้าหรือติดต่อกันเลยเกือบสองเดือน

     

    ตลอดทั้งคืนผมเอาแต่คิดถึงพี่อี้ฟานจนไม่เป็นอันนอน ผมคิดถึงเขา คิดถึงมาก มากจนอยากหยิบโทรศัพท์โทรหาให้รู้แล้วรู้รอด แม้พี่อี้ชิงจะแสดงออกว่ารักผมมากขนาดไหนแต่ผมกลับรู้สึกว่ามันยังไม่พอ ความคลุมเครือที่เกิดขึ้นตอนเราเคยอยู่ด้วยกันที่เกาหลีรบกวนจิตใจมาโดยตลอด ผมเอาแต่ถามตัวเองว่าคนเราจะจูบกันด้วยเหตุผลอะไรได้บ้างถ้าไม่ใช่เพราะรัก หรือบางทีอาจจะบรรยากาศพาไป พี่อี้ฟานอาจจะไม่ได้จูบผมเพราะเขารักผม แต่แค่ความคิดชั่ววูบที่แล่นผ่านเข้ามาในสมองเท่านั้น

     

    ระหว่างที่กำลังนอนเอามือก่ายหน้าผาก พี่อี้ชิงก็สะกิดแล้วถามว่าทำไมยังไม่นอน ทั้งๆที่ผมมีโอกาสถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับพี่อี้ฟานและความเป็นไปได้ที่จะติดต่อกับเขา แต่ผมกลับไม่กล้า เพราะไม่รู้ว่าเรื่องในวันนั้นยังเป็นแผลสดสำหรับพี่อยู่ไหม

     

    พรุ่งนี้ -- พรุ่งนี้พี่อี้ฟานจะมาไหมฮะ?

     

    ผมตัดสินใจถาม ลึกๆแล้วผมกลัวว่าพี่จะตำหนิที่ผมถามถึงเขา แต่ก็อดคิดไม่ได้เลยว่าเราจะยังมีโอกาสได้เจอกันอีกไหม

     

    มาสิ มันก็มาทำงานทุกวัน พี่ตอบด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ทำไม?

    เปล่าฮะ ผมแค่สงสัยเฉยๆ

    โกหกอีกแล้ว ทำไมชอบโกหกอยู่เรื่อย พี่อี้ชิงตำหนิอย่างไม่จริงจังนัก เขานอนลืมตามองเพดานอยู่ชั่วครู่ก่อนจะถามกลับ มันขืนใจแกใช่หรือเปล่า?

    เปล่าฮะ พี่อี้ฟานไม่เคยขืนใจผม

    หมายความว่าไง? แกจะบอกว่าแกยอมให้มันเอง?

    ฮะ ผมตอบด้วยความอาย ผมเต็มใจมีอะไรกับเขา

     

    คราวนี้พี่อี้ชิงเม้มปากแน่น พี่ชายที่ร่าเริงและใจดีหายไปในพริบตาเพียงแค่ผมพูดถึงความใจง่ายของตัวเอง บางทีลึกๆแล้วพี่อาจจะอยากตีผมหรือพูดด้วยถ้อยคำรุนแรงเพราะรับไม่ได้ที่มีน้องชายแบบนี้ แต่สุดท้ายพี่อี้ชิงก็ไม่ได้ทำอะไร เขาแค่นอนนิ่งๆก่อนจะถอนหายใจ  

     

    อย่ายุ่งกับมันได้ไหมชานเลี่ย? พี่ขอ แต่ผมกลับรับปากไม่ได้เพราะในใจเอาแต่คิดถึงความอบอุ่นของพี่อี้ฟาน ทำไมถึงเงียบล่ะ?

    ถ้า -- แค่คุยกันได้ไหมฮะ?

    ไม่ได้

    ทำไมล่ะฮะ? พี่ยังโกรธพี่อี้ฟานอยู่เหรอ?

    คิดว่าฉันจะลืมทุกอย่างง่ายขนาดนั้นเหรอ? พี่พูดเสียงดุ อีกอย่างมันไม่ได้รักแกจริง มันทำดีด้วยเพราะอยากให้แกนอนกับมัน

     “แต่ -- แต่พี่อี้ฟานไม่ได้เป็นคนทำ เขาไม่ได้สั่งฆ่าผม เขาไม่เคยคิดจะแย่งพู่ตงไปจากเรา เขาไม่ได้ยิงพี่  --”

    แต่ทุกอย่างเริ่มต้นที่ไอ้อี้ฟานทั้งนั้น ถ้ามันรู้จักห้ามแม่ตัวเองซักนิดทุกอย่างจะแย่ลงอย่างนี้ไหม? กี่ครั้งแล้วที่มันเห็นแก่ตัว มันรักแม่ แต่ไม่เคยสนใจเลยว่าแม่ประสาทเสียของมันทำลายชีวิตคนอื่นขนาดไหน แกหนีหายไปเป็นปี ฉันก็กลายเป็นคนพิการ เรื่องบัดซบพวกนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าไอ้อี้ฟานมันรู้ผิดชอบชั่วดีมากพอที่จะห้ามแม่ตัวเอง!”

     

    พี่อี้ชิงพูดอย่างเหลืออด พี่ระบายความโกรธแค้นผ่านทางสีหน้าและแววตาจนผมเองยังสัมผัสได้ว่าความรู้สึกทุกอย่างไม่เคยเบาบางลงเลย

     

    แต่พี่อี้ฟานดีกับผมมากนะฮะ ผมพยายามแก้ตัวแทนเขา ตอนอยู่เกาหลี เขาดูแลผมอย่างดี เขาซื้อเสื้อผ้า ซื้อยา ซื้อของกินดีๆให้ เขาเริ่มต้นธุรกิจข้าวกล่องให้เรา --”

    ต่อให้แกจะบอกว่ามันดีแค่ไหนก็ไม่มีทางลบความชั่วที่มันกับแม่เคยทำได้หรอก พี่อี้ชิงตัดบทแล้วหันหน้ามามองผมที่กำลังนอนน้ำตาคลออยู่ข้างๆ มันก็แค่อยากรับผิดชอบเท่านั้น เพราะคนอย่างมันคงทำอะไรไม่ได้นอกจากสำนึกผิดและชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองทำ

    พี่อี้ฟานบินไปหาผมตั้งสองรอบ เขาพยายามพาผมกลับบ้านนะฮะ

    นั่นเป็นเรื่องที่มันควรทำอยู่แล้ว พี่ว่า แกจะขออะไรจากฉันก็ได้ แกอยากได้เงิน อยากได้เวลา อยากได้ของชิ้นไหนฉันก็จะซื้อให้ แต่อย่ากลับไปยุ่งกับคนแบบมันเลย คนบนโลกมีเป็นล้าน แกจะกลับไปหาคนที่เคยทำร้ายแกทำไม?

     

    พี่อี้ชิงพูดถูก คนบนโลกนี้มีเป็นล้านก็จริงแต่คนที่ผมชอบคือพี่อี้ฟาน แล้วจะให้ผมตัดใจได้อย่างไรในเมื่อผมชอบเขามากกว่าที่พี่จะเข้าใจเสียอีก ทั้งๆที่ผมอยากบอกพี่ว่าจริงๆแล้วพี่อี้ฟานไม่ได้ใจร้ายอย่างที่พี่คิด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะรอยแผลเป็นตรงหางคิ้วคือหลักฐานว่าเขาเคยทำร้ายผมจนเลือดตกยางออกมาแล้วครั้งหนึ่ง

     

    แกจะรักใครก็ได้ชานเลี่ย แต่ต้องไม่ใช่ไอ้อี้ฟาน พี่พูดเสียงแผ่วเมื่อเห็นผมเริ่มน้ำตาไหลเพราะเสียใจเมื่อได้ยินว่าเรื่องของผมกับเขาคงเป็นไปไม่ได้ ฉันอยากเห็นแกอยู่กับคนดีๆที่รักแกจริง ไม่ใช่รักแค่ร่างกายของแก

     

    ผมอยากบอกพี่ว่า ผมรักเขา แต่กลับพูดไม่ออกนอกจากนอนร้องไห้เงียบๆ ผมอยากเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเกาหลีให้พี่อี้ชิงฟังเผื่อเขาจะเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกายเพราะตอนนั้นสภาพผมไม่ได้น่ารักเลย ใบหน้ามีแต่รอยสิว ตัวก็มีผื่นแดงแถมยังมอมแมมอีก ทั้งๆที่ผมน่าเกลียดแต่พี่อี้ฟานก็ยังจูบผม เขาจูบผมจริงๆ เขามองผมด้วยความรักเพียงแค่เขาไม่เคยพูด ผมก็เลยไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เห็นจะเหมือนอย่างที่คิดหรือเปล่า

     

    รักแรกก็แบบนี้แหละ พี่อี้ชิงพูดอย่างเห็นใจ เขาไม่ได้ปลอบผมเหมือนก่อนหน้า แต่ก็ไม่ห้ามให้ผมร้องเหมือนกัน เจ็บนานหน่อย แต่วันหนึ่งแกจะหายดี

     

    ผมเม้มปากแล้วร้องไห้หนักขึ้นเมื่อได้ยินแบบนั้นเพราะไม่รู้ว่านานของพี่คือแค่ไหน ขนาดเราไม่ได้ติดต่อกันเลยสองเดือน ผมก็ยังคงชอบพี่อี้ฟานอยู่ดี ไม่สิ มันเกินกว่าชอบด้วยซ้ำ เพราะในหัวมีแต่ความทรงจำที่เราเคยอยู่ด้วยกันเต็มไปหมด ทั้งตอนที่ขายข้าวกล่องด้วยกัน ตอนพี่อี้ฟานจับมือและตอนที่เขาจูบผม ทุกอย่างฉายวนซ้ำๆราวกับตั้งใจจะขยี้ความรู้สึกให้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทั้งๆที่ผมได้ทุกอย่างหมดแล้ว ผมได้ความรักจากพี่อี้ชิง ผมมีที่ซุกหัวนอน มีความเป็นอยู่ที่ดี แต่พอไม่มีพี่อี้ฟาน ชีวิตของผมก็ว่างเปล่ากลายเป็นคนไม่มีอะไร ไม่มีแม้กระทั่งความอบอุ่นใจเหมือนตอนได้อยู่เกาหลีกับเขาอีกแล้ว

     

    *

     

     

    ผมตื่นแต่เช้าพร้อมพี่อี้ชิงเพราะเราต้องรีบเข้าบริษัทด้วยกัน วันนี้พี่สวมเสื้อเชิ้ตสีเทา ผูกไทสีดำ ในขณะที่ผมสวมเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อนกับกางเกงสแลคขายาวสีเทา พี่อี้ชิงเป็นคนเลือกเสื้อผ้าให้ผมและมันออกมาดูดีมาก เพราะตอนนี้ผมเหมือนนักธุรกิจคนหนึ่ง ไม่เหมือนพู่ชานเลี่ยเด็กมอมแมมที่ชอบขลุกตัวอยู่ในห้องวาดรูปเลยซักนิด

     

    หลังทานมื้อเช้าเสร็จผมก็เดินตามพี่อี้ชิงที่หมุนวงปั่นตรงดิ่งไปที่รถก่อนจะใช้มือค้ำแล้วย้ายตัวเองเข้าไปนั่งด้านในได้สำเร็จ ตลอดทางที่นั่งรถไปบริษัทแม่ที่ซันหลี่ถุน ผมก็เอาแต่เหม่อมองนอกหน้าต่าง ตอนนี้หัวใจผมยังเต้นเป็นปกติอยู่เพราะไม่ได้คิดเรื่องอะไร ผมบอกตัวเองว่าเรากำลังไปทำงาน ผมต้องไม่คิดถึงเขา ต้องไม่นึกถึง หรือแสดงอาการอะไรออกมาให้พี่ระแคะระคายโดยเด็ดขาด

     

    ผ่านไปสิบห้านาที เราก็เดินทางมาถึงบริษัท พี่อี้ชิงนั่งนิ่งไม่ยอมลงจากรถอยู่เกือบห้านาทีก่อนจะหันมาแล้วถามว่า ฉันคิดถูกใช่ไหม? ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล ผมพยักหน้ารับแล้วกุมมือพี่เอาไว้หลวมๆ มือของเราสองคนไม่ต่างกันเลย มันทั้งเย็นและชื้นเหงื่อ พี่อี้ชิงคงประหม่าเพราะไม่ได้กลับมาที่นี่เป็นปี ส่วนผมประหม่า เพราะไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไรหากได้เจอพี่อี้ฟาน

     

    พี่ทำได้ ผมให้กำลังใจ มันจะเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดของเราฮะ

     

    พี่อี้ชิงน้ำตาคลอเมื่อได้ยินผมพูดแบบนั้น เขาบีบมือตอบก่อนจะเปิดประตูแล้วลงจากรถไปขึ้นรถเข็นด้วยตัวเอง ระหว่างรอพี่นั่งบนรถเข็นให้เรียบร้อยผมก็แหงนหน้ามองอาคารกระจกแปดชั้นที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ชั้นหนึ่งและชั้นสองเป็นช็อปขายเสื้อผ้า ชั้นสามเป็นคาเฟ่กาแฟและโรงอาหารสำหรับพนักงาน ส่วนตั้งแต่ชั้นสี่ขึ้นไปเป็นออฟฟิศสำนักงาน

     

    ตึกหลังนี้เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อห้าปีก่อนก็เลยดูใหม่และทันสมัยกว่ารอบข้าง ผมเผลออ้าปากค้างโดยไม่รู้ตัวเพราะสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของพู่ตงที่พี่อี้ชิงเป็นคนสร้าง จริงอยู่ที่พ่อปูทางให้เขามาเป็นอย่างดี แต่ถ้าไม่มีพี่และความสามารถของเขาแล้ว บริษัทคงมาไกลขนาดนี้ไม่ได้  

     

    เราสองคนเข้าไปด้านในอาคารโดยมีเสียงทักทายของพนักงานหลายคนดังไม่ขาดสาย พวกเขากล่าวว่า ยินดีตอนรับกลับมา กับพี่ด้วยน้ำเสียงร่าเริงและทักทายผมที่เดินอยู่ข้างหลังพอเป็นพิธี ผมทำได้แค่ยิ้มแล้วโค้งหัวขอบคุณพวกเขาแล้วรีบเดินตามหลังพี่ที่เข็นรถตรงดิ่งไปที่ลิฟต์โดยมีเลขาส่วนตัวคอยอำนวยความสะดวกให้

     

    ระหว่างที่กำลังรอลิฟต์ขึ้นไปถึงชั้นเจ็ด ผมกับพี่ก็จับมือกันแน่น แม้เราจะไม่ได้พูดคุยหรือให้กำลังใจเป็นคำพูด แต่เราก็รับรู้ผ่านทางฝ่ามือเย็นๆของกันและกัน ทันทีที่เสียง ติ๊ง! ของลิฟต์ดังขึ้นผมก็ปล่อยมือเพื่อให้เขาเข็นรถออกไปด้วยตัวเองโดยมีผมคอยเดินตามอยู่ข้างหลัง ส่วนเลขาฮวังเดินประกบพี่อยู่ด้านข้าง

     

    หัวใจผมเต้นตึกตักทันทีเมื่อเห็นคิดว่าอีกไม่กี่นาทีจะได้เจอเขา ผมยอมรับว่าลึกๆแล้วยังหวังว่าพี่อี้ฟานจะทักทายหรือชวนคุยตามประสาคนเคยอยู่ด้วยกัน ในหัวผมเริ่มฟุ้งซ่านอีกครั้งเมื่อนึกไม่ออกว่าจะทำให้การพบกันอีกครั้งของเราออกมาในรูปแบบไหนดี ระหว่างที่กำลังใจลอยนึกเพ้อเจออยู่คนเดียว พี่อี้ฟานก็ปรากฏตัวขึ้น เขาโผล่พรวดออกมาจากห้องๆหนึ่งก่อนจะชักงักเมื่อเห็นผมกับพี่อี้ชิง

     

    มาพอดีเลย พี่อี้ฟานพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะตวัดตามองผมที่กำลังยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างหลังพี่ เข้ามาสิ ทุกคนพร้อมแล้ว

     

    เขาพูดแค่นั้นแล้วก็เปิดประตูห้องประชุมให้พี่อี้ชิง ระหว่างที่กำลังเดินเข้าไปข้างในผมก็เหลือบมองเขา มองผู้ชายที่ผมชอบด้วยความรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูกเพราะพี่อี้ฟานไม่พูดอะไรเลยซักคำ ไม่แม้แต่จะทักทายหรือมองหน้าผมด้วยซ้ำ สิ่งที่เขาทำก็มีแค่เปิดประตูให้แล้วเดินไปนั่งประจำที่ของตัวเอง

     

    ชานเลี่ย พี่อี้ชิงสะกิดเมื่อเห็นผมเอาแต่ยืนมองพี่อี้ฟานด้วยแววตาผิดหวัง นั่งสิ

     

    ผมรีบหันมาหาพี่ก่อนจะทำตามที่พี่สั่งอย่างว่าง่าย ตลอดเวลาที่พวกเขาคุยกันผมแทบไม่ได้สนใจเลยนอกจากมองพี่อี้ฟานที่นั่งอยู่ตรงข้าม ทั้งๆที่ตอนอยู่เกาหลีเขาแสดงออกว่าเป็นห่วงผม แต่พอเจอกันอีกครั้งเขากลับเมินเฉย ทำเหมือนผมเป็นธาตุอากาศ ไม่แม้แต่จะทักทายกันซักคำ

     

    ดูเหมือนว่าพี่อี้ฟานจะรู้ตัวว่าถูกมอง เขาก็เลยแก้ปัญหาด้วยการก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารและมองหน้าผู้ถือหุ้นคนอื่น เขามองหน้าเลขาฮวัง มองหน้าพี่อี้ชิง แต่กลับไม่ยอมสบตากับผม ความรู้สึกน้อยใจตีตื้นขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว ผมเอาแต่ถามตัวเองซ้ำๆว่าผมทำอะไรผิดนักหนา ในเมื่อผมกลับบ้านตามคำขอของเขาแล้ว แต่ทำไมพี่อี้ฟานถึงได้ทำตัวเย็นชาใส่ยิ่งกว่าตอนที่เราเคยอยู่ด้วยกันเสียอีก

     

    คุณชานเลี่ยครับ เสียงของเลขาฮวังปลุกให้ผมรู้สึกตัว เขาส่งปากกามาให้และมองด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นผมนั่งทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ รบกวนเซ็นเอกสารตรงนี้หน่อยนะครับ

    ตรงไหนนะฮะ?

    ตรงนี้ครับ เลขาฮวังพูดพลางใช้นิ้วชี้ลงบนกระดาษ บรรทัดนี้เป็นลายเซ็น ส่วนตรงนี้ต้องเขียนชื่อครับ

     

    ผมพยักหน้ารับก่อนจะพยายามเขียนชื่อจีนของตัวเองลงในช่องว่าง พี่อี้ชิงขยับรถเข้ามาใกล้เมื่อเห็นว่าผมเอาแต่ขมวดคิ้วเพราะไม่แน่ใจว่าเขียนถูกหรือเปล่า ผมจำตัวอักษรชื่อของตัวเองได้ก็จริง แต่ถ้าเป็นลำดับเส้นแล้วล่ะก็ --

     

    เลขาฮวังครับ รบกวนขอกระดาษเปล่าให้ผมหน่อย พี่อี้ชิงหันไปบอกเลขาก่อนจะหยิบปากกาของตัวเองออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ลากเส้นนี้ก่อน

    เส้นนี้เหรอฮะ?

    ใช่ เขียนตามฉันนะ

     

    ไม่มีใครในห้องประชุมมองผมว่าโง่ที่โตจนป่านนี้ก็ยังเขียนชื่อจีนของตัวเองไม่ได้ บางทีอาจจะเป็นเพราะบารมีของพี่อี้ชิงก็ได้พวกเขาถึงเกรงใจผมขนาดนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงมีเสียงหัวเราะคิกคักหรือไม่ก็สายตาดูถูกทว่าตอนนี้ไม่มีแล้ว ทุกคนที่นี่ไม่มีใครปฏิบัติต่อผมแบบนั้น พวกเขามองผมอย่างเอาใจช่วยราวกับนี่คือก้าวสำคัญของโลกอย่างการได้ไปเหยียบดาวอังคาร ทั้งๆที่มันก็แค่การเซ็นเอกสารโอนหุ้นทั้งหมดให้พี่เท่านั้นเอง

     

     พอเขียนชื่อลงบนเอกสารเสร็จผมก็เผลอยิ้มกว้างออกมาด้วยความภูมิใจ พี่อี้ชิงชมว่า นี่ไง แกก็จำได้ ก่อนจะแกล้งโคลงหัวผมเบาๆ หลังเซ็นเสร็จกระดาษแผ่นนั้นก็ถูกส่งไปให้พี่ เขาเซ็นชื่อตัวเองอย่างรวดเร็วก่อนที่เลขาฮวังจะนำกระดาษสัญญาไปให้ผู้ถือหุ้นอีกคน และ -- พี่อี้ฟาน

     

    ผมเพิ่งรู้ว่าพี่อี้ชิงจงใจให้เขาเซ็นเป็นพยานในการโอนหุ้นครั้งนี้ด้วย ทันทีที่กระดาษส่งไปถึงมือ พี่อี้ฟานก็หยิบปากกาออกมาแล้วเซ็นอย่างรวดเร็ว ไม่มีแม้แต่ท่าทีเสียใจหรือโกรธแค้นที่ทุกอย่างกลับไปเป็นของพี่อีกครั้ง พี่อี้ฟานก็แค่ทำทุกอย่างให้มันจบๆไปโดยไม่พูดอะไรซักคำ เขาไม่แสดงอาการหรือแสดงออกทางสีหน้าเลย

     

    เดี๋ยวฉันมีประชุมต่ออีกหน่อย คงไม่นานมาก อยู่รอได้ไหม?

     

    พี่อี้ชิงถามหลังจากเอกสารทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเมื่อผมพยักหน้ารับ เขาก็คลี่ยิ้มอย่างพอใจก่อนจะให้เลขาฮวังพาผมไปนั่งเล่นในห้องทำงานของเขา ในจังหวะที่กำลังลุกจากเก้าอี้ ผมก็เหลือบมองพี่อี้ฟาน จนถึงตอนนี้เขายังคงก้มหน้าอ่านเอกสารโดยไม่ยอมมองผม เขาทำเหมือนเราเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน ทำเหมือนผมไม่มีหัวใจ ไม่มีความรู้สึกที่จะไม่เจ็บปวดหรือสับสนกลับการกระทำเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของเขาเลย

     

    ผมเดินตามเลขาฮวังไปจนถึงห้องของพี่อี้ชิงด้วยความรู้สึกว่างเปล่า แม้แต่วิวทิวทัศน์หรือห้องทำงานหรูหราของพี่ก็ไม่ได้ให้ผมรู้สึกตื่นเต้นเลยซักนิด ทันทีที่เลขาฮวังขอตัวไปประชุมผมก็ล้มตัวลงนอนบนโซฟาแล้วหลับตาลง ตอนนี้หัวใจของผมปวดหนึบเกินกว่าจะคิดถึงเรื่องอะไรนอกจากเรื่องของพี่อี้ฟานเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเอาแต่คิดถึงเขา ทว่าพี่อี้ฟานกลับไม่รู้สึกเหมือนกันเลย

     

    ไม่ว่าเมื่อไหร่ผมก็ยังคงเป็นพู่ชานเลี่ยคนโง่ที่ไม่รู้จักเข็ดจักจำกับความรักที่ไม่สมหวังเสียที นี่คงเป็นผลของรักแรกอย่างที่พี่อี้ชิงว่า มันอาจจะเจ็บหน่อยแต่วันหนึ่งผมจะต้องหายดี ซึ่งก็ไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงไหมเพราะผมชอบเขามากเกินไป

     

    จู่ๆผมก็คิดถึงพี่อี้ฟานและใบหน้าซูบเซียวที่ไม่มีชีวิตชีวา สภาพของเขาโทรมเหมือนตอนที่เจอพี่อี้ชิงไม่มีผิด แก้มตอบลงอย่างเห็นได้ชัด ใต้ตาก็ดำ แถมยังผอมลงจนเสื้อเชิ้ตหลวมอีก ทั้งๆที่ผมยอมกลับจีนแล้ว ผมได้กลับบ้าน ได้อยู่กับพี่ ได้วาดรูป ได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบตามที่เขาขอ แต่ทำไมพี่อี้ฟานถึงดูไม่มีความสุขเหมือนที่เคยบอกไว้เลย

     

    ผมปล่อยให้ความสับสนกัดกินจิตใจตัวเองอยู่เกือบชั่วโมงก่อนจะลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำเพราะกลัวว่าถ้ายังอยู่คนเดียวเงียบๆต้องเผลอร้องไห้ออกมาแน่ๆ ผมเดินใจลอยตรงไปเรื่อยๆโดยไม่คิดอะไร ไม่ได้คาดหวังว่าจะบังเอิญเจอใครแต่เสียงเปิดก๊อกน้ำก็ทำให้ผมชะงัก ก่อนจะรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นเมื่อเห็นว่าพี่อี้ฟานกำลังล้างมืออยู่ตรงอ่าง

     

    เราสบตากันอยู่ชั่วขณะก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายหลุบตาลง จนถึงตอนนี้พี่อี้ฟานก็ยังไม่ทักทายผมซักคำ แม้ว่ารอบตัวเราจะไม่มีคนอื่นแต่เขาก็ยังคงเมินเฉย แสร้งทำเป็นไม่สนใจผมที่กำลังยืนน้ำตาคลออยู่ตรงประตูเลย

     

    พี่เป็นอะไร?

     

    ผมโพล่งถามตรงๆเพราะทนอึดอัดกับความคลุมเครือแบบนี้ต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว

     

    ไม่ได้เป็นอะไร พี่อี้ฟานตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แสดงอารมณ์ ทำไมถึงถามแบบนั้น?

    พี่เป็นบ้าเหรอ?

    อะไรนะ?

    ปั่นหัวผมอยู่ได้ เป็นบ้าเหรอ?!”

     

    ผมขึ้นเสียงใส่เขาอย่างลืมตัว พี่อี้ฟานสะบัดมือเพื่อไล่หยดน้ำในอ่างก่อนจะหันมาหาผมที่กำลังยืนน้ำตาคลอ

     

    ร้องไห้ทำไม?

    ไม่ได้ร้อง

    ไม่ได้ร้องแล้วทำไมน้ำตาไหล? เขาถามอย่างเหนื่อยใจราวกับเบื่อผมนักหนา เป็นอะไรพู่ชานเลี่ย?

     

    ผมอยากตะคอกกลับว่า พี่นั่นแหละเป็นอะไร?! แต่ก็ได้แค่เม้มปากแน่นเพราะตอนนี้ความอัดอั้นทุกอย่างทะลักจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ มันมีแต่ความสับสนและความน้อยใจ มีแต่ความรู้สึกแย่ๆเท่านั้นที่เอ่อล้นออกมา

     

    ผมรอพี่ทุกวัน รอว่าเมื่อไหร่พี่จะติดต่อกลับมา ผมสูดน้ำมูก พยายามควบคุมริมฝีปากไม่ให้สั่นเมื่อนึกถึงเรื่องเก่าๆ แต่พี่ไม่เคยโทรมาเลย

    นายก็รู้ว่าฉันทำแบบนั้นไม่ได้

    ทำไม?

    อี้ชิงไม่ชอบฉัน พี่อี้ฟานตอบ แต่เหตุผลของเขาฟังไม่ขึ้นเลยซักนิด

    พี่อี้ชิงไม่ชอบพี่แล้วมันเกี่ยวอะไรกัน? ผมถามต่อ แค่พี่อี้ชิงไม่ชอบ พี่ก็ทำเป็นลืมเรื่องทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นได้เหรอ?

    นายไม่เข้าใจ

    ไม่เข้าใจอะไร?

    อย่าทำให้มันยากเลย นายก็รู้ว่าเรื่องของเราเป็นไปไม่ได้

    ทำไม?

     

    ผมร้องไห้ แน่นอนว่าผมเคยได้ยินประโยคแบบนี้จากพี่อี้ชิงมาแล้วหนหนึ่ง แต่พอพี่อี้ฟานเป็นคนพูดเอง ผมกลับรู้สึกเหมือนจะตาย

     

    เพราะอี้ชิงไม่ชอบฉัน --”

    คำก็พี่อี้ชิง! สองคำก็พี่อี้ชิง! อะไรๆก็เขา! ทุกอย่างในโลกของพี่หมุนตามแค่พี่อี้ชิงงั้นเหรอ?! แล้วพี่เอาผมไปไว้ที่ไหน?!”

     

    พี่อี้ฟานเงียบ เขายืนมองผมร้องไห้แต่ไม่ได้เข้ามาปลอบเหมือนตอนที่เห็นศพของลุงจีฮุน ไม่แม้แต่จะเดินเข้ามาใกล้หรือช่วยเช็ดน้ำตาให้เลยด้วยซ้ำ

     

    ถ้าพี่รักพี่อี้ชิง แล้ววันนั้นพี่จูบผมทำไม? ผมกัดฟันถาม หรือพี่ก็แค่เสแสร้งเพราะอยากให้ผมกลับบ้าน? สนุกมากเหรอที่เอาความรู้สึกของผมมาล้อเล่น แค่จะเอาใจพี่อี้ชิงทำไมต้องหลอกให้ผมคิดไปเองด้วย

    ต้องให้พูดอีกกี่ครั้งว่าฉันไม่เคยหลอกนาย

    ถ้าไม่ได้หลอก แล้วพี่ตีตัวออกห่างทำไม?

    ฉันจำเป็นต้องทำ พี่อี้ฟานพูดเสียงหนักแน่น แววตาของเขาเริ่มสั่นไหวเมื่อเห็นผมสะอื้นจนตัวโยน นายเข้าใจไหมว่าฉันจำเป็นต้องทำ

    เหมือนที่พี่จำเป็นต้องจูบผมเพราะแค่อยากให้ผมกลับบ้านใช่ไหม?

    ไม่ใช่

    งั้นพี่ก็บอกผมมาสิว่าพี่คิดอะไรอยู่กันแน่! พี่จูบผมทำไม?!”

    คนเราจูบกันต้องมีเหตุผลอื่นด้วยเหรอ? เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ นายเองก็รู้ นายสัมผัสได้ แต่นายไม่ยอมรับมัน

    ผมสัมผัสอะไรไม่ได้นอกจากความคลุมเครือของพี่

    ที่ฉันแสดงออกมันยังคลุมเครือสำหรับนายอีกงั้นเหรอ?

    แล้วพี่จะให้มันชัดเจนได้ยังไงในเมื่อพี่ไม่เคยติดต่อมาเลย!”

    ฉันติดต่อหานายไม่ได้พู่ชานเลี่ย ฉันบอกว่าฉัน -- ทำ -- ไม่ -- ได้

    แค่ทำตามความรู้สึกตัวเองพี่ยังทำไม่ได้แล้วพี่จะมาหวังให้ผมมั่นใจอะไรในเมื่อสิ่งที่พี่ให้ผมมันมีแต่ความคลุมเครือ! แม้แต่พี่จูบผมทำไม ผมยังไม่รู้เลย!”

    อยากให้ฉันทำตามความรู้สึกมากใช่ไหม?

     

    พี่อี้ฟานถามอย่างเหลืออดเมื่อเห็นผมฟูมฟายเหมือนคนบ้า เขาเดินสาวเท้าเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วจนผมตกใจก่อนจะกระชากแขนจนเซไปด้านหน้า

     

    งั้นฉันจะทำตามใจตัวเองบ้าง

     

    พูดจบเขาก็โน้มหน้าแล้วประทับริมฝีปากลงมาทันที พี่อี้ฟานจูบผมด้วยความรุนแรงต่างจากคราวก่อน เขาบดปากอย่างเอาแต่ใจแล้วดูดกลืนจนผมอ่อนระทวยไปหมดเพียงแค่เขาขบเม้มเบาๆ ลึกๆแล้วผมอยากขัดขืน ไม่อยากยอมให้เขาจูบอย่างชะล่าใจโดยไม่ยอมบอกเหตุผลแต่หัวสมองกลับพร่าเลือนเพราะจู่ๆพี่อี้ฟานก็สอดลิ้นเข้ามาข้างใน เขาเกี่ยวกระหวัดและหยอกล้อจนผมเผลอใจล่องลอยไปกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

     

    จูบที่เกิดขึ้นระหว่างทางกลับบ้านหวานน้อยกว่าจูบตอนนี้หลายเท่าเพราะคราวนี้ผมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกทุกอย่างของเขา พี่อี้ฟานกำลังบอกผมผ่านทางจูบว่าเขาเสียใจและดีใจแค่ไหนที่ได้กดริมฝีปากลงมา ผมรู้ เพราะสัมผัสของเขานั้นหวานหอมและขมขื่นในเวลาเดียวกัน แม้ว่าพี่อี้ฟานจะใส่อารมณ์และดูฉุนเฉียวเหมือนโกรธใครมา แต่สุดท้ายเขาก็ผ่อนแรงลง ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นดูดดึงเบาๆจนผมเผลอหลับตาเคลิ้มอยู่ในอ้อมอกของเขา

     

    อาจจะนานเกือบนาทีหรือสองนาทีที่พี่อี้ฟานจูบผม เขามอบสัมผัสที่นุ่มลึกยิ่งกว่าน้ำผึ้งในป่าก่อนจะผละตัวออกแค่ชั่วครู่แล้วกดจูบลงมาใหม่ เขาทำแบบนั้นซ้ำๆอยู่หลายหนเพื่อรอให้ผมตอบสนอง และเมื่อผมเป็นฝ่ายขยับลิ้นตอบบ้าง เขาก็ลุกล้ำมากขึ้นแล้วเราก็ดูดดึงริมฝีปากกันแบบ คนรัก เสียที

     

    อย่าบอกอี้ชิงนะ  ผมค่อยๆลืมตาขึ้นมองหน้าผู้ชายที่ผมชอบเมื่อได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา คราวนี้พี่อี้ฟานก็มองผมเหมือนกัน แต่แววตาต่างจากก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง ฉันไม่อยากเสียนายไปอีกแล้ว

     

    ผมพยักหน้าก่อนจะสวมกอดเขาแน่นเพราะความคิดถึง ในใจอยากบอกเขาว่า พี่ไม่เคยเสียผมไป แต่กลับพูดไม่ออกนอกจากยืนให้เขากอดตอบ เราสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีกนอกจากกอดรัดกันแน่นราวกับจะบอกให้ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าเราทั้งคู่โหยหายอ้อมกอดอุ่นๆของกันและกันมากขนาดไหน ยิ่งผมกอดแน่นเท่าไหร่ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความผอม พี่อี้ฟานทั้งซูบทั้งโทรม เขาผอมยิ่งกว่าตอนที่ผมกอดพี่อี้ชิงช่วงแรกๆเสียอีก

     

    พี่รู้ไหมว่าผมไม่มีความสุขเลย ผมรอพี่ทุกวัน รอว่าเมื่อไหร่พี่จะติดต่อมา

    เด็กโง่ นายนั่นแหละที่ไม่ติดต่อมา ฉันจะโทรหาได้ไงในเมื่อฉันไม่รู้เบอร์โทรศัพท์ใหม่ของนาย พี่อี้ฟานเขกหัวผมเบาๆ ฉันพยายามถามอี้ชิงว่านายสบายดีไหมแต่เขาไม่ยอมตอบเลย

    ใช่ฮะ พี่อี้ชิงยังโกรธอยู่ ผมถือโอกาสนี้ฟ้องพี่อี้ฟาน ผมขอโทรหาพี่แต่พี่อี้ชิงไม่ยอม เขาบอกว่าไม่อยากให้ผมยุ่งกับพี่

    อี้ชิงก็ขู่ฉันไว้เหมือนกัน

    พี่ขู่ว่าไงเหรอฮะ?

    อี้ชิงบอกว่าจะส่งนายไปเรียนศิลปะที่อัมสเตอร์ดัม พี่อี้ฟานบอกด้วยสีหน้าหวาดระแวง เขาขู่ว่าถ้าฉันยุ่งกับนายอีก ฉันจะไม่มีวันได้เห็นนายตลอดไป

    พี่ก็รู้ว่าผมไม่ไปหรอก ผมจะไปไหนได้ในเมื่อบ้านผมอยู่ที่นี่

    ใครจะไปรู้ คนที่ขู่ฉันคือพู่อี้ชิงเชียวนะ เขายิ้มมุมปากเมื่อเห็นว่าตอนนี้ผมเริ่มอารมณ์ดีขึ้นกว่าก่อนหน้า สบายดีไหม?

    สบายดีฮะ

    ดีแล้ว ดูมีน้ำมีนวลขึ้น พี่อี้ฟานว่าพลางใช้มือแตะแก้มผมเบาๆ ใครเป็นคนเซ็ตผมให้?

    พี่อี้ชิงทำให้ฮะ มันไม่ดีเหรอ?

    เปล่า หล่อมากเลย เขายิ้ม นายโตขึ้นตั้งเยอะ ตอนอยู่เกาหลี ตัวยังเล็กนิดเดียว

    พี่อย่าเว่อร์ ผมไม่ได้โตไวขนาดนั้น

     

    เรามองหน้ากันแล้วก็หลุดหัวเราะ ก่อนที่พี่อี้ฟานจะชวนผมคุยเรื่องทั่วไปตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันนาน เขาถามถึงชีวิตประจำวันของผมว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผมทำอะไร ไปที่ไหน ยังเจอนักข่าวมาดักรอหน้าโรงเรียนหรือเปล่า ผมตกใจมากเมื่อได้ยินแบบนั้นเพราะไม่คิดว่าพี่อี้ฟานจะรู้ทุกความเคลื่อนไหวของผมขนาดนี้ ช่วงแรกมีคนตามผมอยู่ห่างๆจริง แต่พอเวลาผ่านไปหลายวันทุกอย่างก็เป็นปกติ ผมได้ชีวิตของตัวเองกลับคืนมาอีกครั้ง

     

    พี่ล่ะฮะ? ผมถามพลางกระโดดขึ้นไปนั่งบนเคานท์เตอร์ล้างมือ พี่อี้ฟานเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าก่อนจะใช้นิ้วจัดปอยผมที่หล่นปรกหน้าผากเบาๆ ที่ผ่านมาพี่ทำอะไรบ้าง?

     

    พี่อี้ฟานบอกแค่ว่าเขาทำแต่งานเพราะต้องเตรียมตัวส่งทุกอย่างให้พี่อี้ชิงทำต่อ ผมถามถึงอนาคตว่าเขาจะยังทำงานกับพู่ตงเหมือนเดิมไหม และเมื่อเขาบอกว่าใช่ ผมก็รู้สึกโล่งอกเพราะกลัวว่าเขาจะลาออกเพราะทนความใจร้ายของพี่อี้ชิงไม่ไหว ขนาดโอนหุ้น เขายังจงใจให้พี่อี้ฟานเซ็นเป็นพยาน พี่คงอยากทำให้เขาเจ็บใจทุกวิถีทางแน่ๆ

     

    ฉันไม่ลาออกจากพู่ตงหรอก เขายิ้มแล้วยีหัวผม ป๊าฉันก็สร้างมันมา ฉันทิ้งมันไม่ลง

     

    เราสองคนพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกโดยจับมือกันเอาไว้ตลอด พี่อี้ฟานคอยบีบมือผมเป็นระยะๆพร้อมกับส่งยิ้มเล็กๆตรงมุมปากมาให้ นานมากแล้วที่ผมไม่ได้รู้สึกสบายใจมากขนาดนี้ พอได้เห็นหน้าพี่อี้ฟาน ได้รู้ว่าเขาสบายดีและคิดถึงผมเหมือนกัน ความน้อยใจทั้งหมดก็สลายหายไปจนเหลือแค่ความเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าเขาผอมลงขนาดไหน

     

    งานมันยุ่งมากก็เลยไม่ค่อยมีเวลาได้พัก พี่อี้ฟานตอบเมื่อผมใช้สองมือประคองใบหน้าเขาด้วยความเป็นห่วง ต่อไปอี้ชิงจะมารับช่วงต่อแล้ว นายก็ระวังไว้เถอะ เดี๋ยวจะเหงาเพราะอี้ชิงไม่มีเวลาให้

    ผมต้องเหงามากแน่ๆ เพราะเราตัวติดกันยี่สิบสี่ชั่วโมง พี่ไม่ยอมให้ผมไปไหนไกลเลย

    คงกลัวนายหาย

    พี่ซานซานก็บอกแบบนั้นฮะ ผมพูดเสียงแผ่วก่อนจะต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้ากำลังเดินตรงดิ่งมาทางนี้ มีคนมา

     

    ผมรีบกระโดดลงจากเคานท์เตอร์ล้างมือแล้ววิ่งเข้าไปหลบในห้องน้ำด้วยความช่วยเหลือของพี่อี้ฟาน เราลนลานจนเผลอปิดประตูเสียงดัง ปัง! เป็นจังหวะเดียวกับที่เลขาฮวังเดินเข้ามาข้างในพอดี

     

    อ้าว คุณอี้ฟาน เสียงเลขาของพี่ดังขึ้นก่อนจะตามมาด้วยเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นเป็นจังหวะ คุณฮวังก้าวฉับๆเข้ามาข้างในอย่างรีบเร่งราวกับกำลังหาอะไรบางอย่าง เห็นคุณชานเลี่ยหรือเปล่าครับ? พอดีคุณอี้ชิงให้มาตาม

    ไม่เห็นนะครับ พี่อี้ฟานโกหก น้ำเสียงของเขาสั่นจนผมเสียวสันหลังเพราะกลัวเลขาฮวังจะจับได้ว่าเราแอบคุยกันในห้องน้ำอยู่นาน อาจจะลงไปซื้อขนมที่ชั้นสามหรือเปล่า?

    อ่า งั้นเหรอครับ

    เลขาฮวังจำเบอร์โทรศัพท์ของผมได้ใช่ไหมครับ?

    ครับ?

    เบอร์โทรศัพท์ของผม พี่อี้ฟานพูดซ้ำ ผมรู้ในทันทีว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะบอกเลขาของพี่อี้ชิง แต่เขาบอกผมที่กำลังแอบอยู่บนโถชักโครกต่างหาก ผมยังใช้เบอร์เดิม

    งั้น -- งั้นเหรอครับ

    ถ้ายังไงคืนนี้ช่วยติดต่อมาหาผมด้วยนะครับ ผมไม่มีเบอร์ใหม่คุณ

    แต่ผมใช้เบอร์นี้มาแปดปี --”

    จะส่งข้อความมาก็ได้ แต่ผมอยากให้คุณโทรมามากกว่า

     

    ผมหลุดยิ้มเมื่อได้ยินพี่อี้ฟานพูดแบบนั้น เขาคงบอกใบ้ให้ผมติดต่อกลับไปหาเขาด้วยการพูดว่ายังใช้เบอร์เดิมอยู่ แน่นอนว่ามันไม่เป็นปัญหาเลย เพราะผมจำเบอร์ของพี่อี้ฟานได้ขึ้นใจยิ่งกว่าสูตรคูณแม่สามเสียอีก

     

    ไว้เจอกันใหม่นะครับ

     

    พี่อี้ฟานพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำไป ผมได้ยินเลขาฮวังบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความงุนงงเพราะไม่เข้าใจว่าพี่อี้ฟานพูดวกวนถึงเบอร์โทรศัพท์ทำไม หลังจากยืนเกร็งอยู่นาน เลขาฮวังก็ออกจากห้องน้ำ ผมถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกก่อนจะค่อยๆเปิดประตู และเมื่อเช็กดูจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ ผมจึงรีบหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วโทรหาผู้ชายประหลาดที่แจกเบอร์ตัวเองในห้องน้ำทันที

     

    ผมรอแค่สองวินาที เขาคนนั้นก็รับสาย คำแรกที่เราพูดกันไม่ใช่คำทักทายอย่าง สวัสดีครับ หรือ ฮัลโหล พี่อี้ฟานก็แค่ถือสายรอเพราะอยากรู้ว่าผมจะพูดอะไร และเมื่อเห็นว่าผมเองก็เอาแต่เงียบ เขาจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาแทน

     

    [นี่คือเบอร์ใหม่ใช่ไหม?]

    ใช่ฮะ

    [อืม] พี่อี้ฟานขานรับในลำคอแล้วก็เงียบอีก [เดี๋ยวโทรหานะ]

     

    ผมยิ้มจนแก้มแทบปริเมื่อได้ยินว่าเขาจะติดต่อกลับมา ทั้งๆที่ตื่นเต้นและดีใจจนอยากตะโกนออกมาดังๆแต่ก็พูดแค่ว่า ผมจะรอนะฮะ แล้วกดตัดสาย ผมไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกของตัวเองอย่างไรเพราะมันมีแต่ความสุขอัดล้นอยู่เต็มไปหมด ผมทั้งโล่งใจ และดีใจไปพร้อมๆกับเมื่อรู้ว่าตลอดสองเดือนที่เราห่างกัน ไม่ได้มีแค่ผมที่คิดถึงเขา พี่อี้ฟานก็คิดถึงผมเหมือนกัน แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาเป็นคำ แต่เขาก็บอกผมให้รับรู้ผ่านทางจูบหมดแล้ว 

     

     ผมเดินออกจากห้องน้ำอย่างร่าเริงก่อนจะต้องชะงักเมื่อเจอพี่อี้ชิงเข็นรถกระหืดกระหอบตรงมาทางนี้ ท่าทีของพี่เหมือนกำลังตามหาใครอยู่ ทันทีที่เห็นหน้าผม พี่ก็เผลอดุเสียงดังอย่างลืมตัว

     

    ไปไหนมาชานเลี่ย?! ฉันตามหาแกตั้งนาน!”

     

    พี่ถามอย่างไม่สบอารมณ์ในขณะที่ผมเอาแต่ยิ้มกว้าง ไม่มีท่าทีรู้สึกผิดที่เห็นพี่เครียดเพราะหายตัวไปเลยซักนิด ผมยืนฟังพี่ดุเรื่องที่เดินออกจากห้องไม่ยอมบอกใครอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเดินไปสวมกอดเขาโดยไม่สนว่าพี่จะงุนงงกับการกระทำที่ร่าเริงผิดปกติแบบนี้ขนาดไหน

     

    ผมมีความสุขจังเลย

    อะไร?

    ทั้งๆที่ผมโอนหุ้นให้พี่หมดแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงมีความสุขมากกว่าเมื่อก่อนอีก

     

    ผมผละตัวออกจากพี่อี้ชิงแล้วส่งยิ้มให้เขาจนตาหยี พี่ไม่พูดอะไรอีกนอกจากยิ้มมุมปากแล้วยีหัวผมเบาๆก่อนที่เราจะไปที่ลิฟต์พร้อมกันเพื่อไปทานมื้อเที่ยงข้างนอก ระหว่างที่กำลังรอลิฟต์ หางตาของผมก็เหลือบเห็นร่างสูงใหญ่ของใครบางคนยืนอยู่หลังกระถางต้นไม้ เป็นพี่อี้ฟานนั่นเอง เขากำลังมองผมด้วยแววตาเหมือนตอนที่เราจูบกันครั้งแรกแล้วอมยิ้มกับตัวเองอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปทำงาน

     

    วินาทีนั้นผมรู้สึกเหมือนเรื่องทุกอย่างที่เคยไม่สบายใจถูกยกออกจากอก ทั้งความผิดหวัง ความน้อยใจ และความรู้สึกแย่ๆที่ทำให้ผมเซื่องซึมมาตลอดสองเดือนหายไป มีเพียงแค่ความรู้สึกเล็กๆที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ผมละสายตาออกจากกระถางต้นไม้แล้วก้มมองพี่อี้ชิงที่กำลังนั่งอยู่บนรถเข็น ผมเอาแต่ยิ้มและยิ้มเมื่อคิดว่าเรื่องร้ายๆได้ผ่านพ้นไปหมดแล้ว เหลือไว้แค่รอยแผลเป็นจางๆที่อีกไม่นานก็คงหายดี 







Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in