Smiles of SorrowMs.Ambiguous
18


  • ถ้าไม่นับเรื่องที่มีนักข่าวไปดักรอถ่ายรูปที่สนามบิน อารมณ์ของพี่อี้ชิงถือว่าดีขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก พี่ซานซานบอกว่าเมื่อก่อนเขาขี้หงุดหงิดและโมโหง่ายเพราะยังทำใจไม่ได้ที่กลายเป็นคนพิการ ทว่าตั้งแต่ผมกลับบ้าน พี่ก็เริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เขาหัดทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แถมยังทานอาหารได้มากกว่าเดิมด้วย

     

    ผมเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งในวันเกิดปีที่ยี่สิบกับพี่อี้ชิง พี่พาผมไปหาหมอ พาไปซื้อของ แถมยังขอให้อยู่เป็นเพื่อนแทบจะตลอดเวลา เราตัวติดกันจนพี่ซานซานถึงกับเอ่ยปากแซว เธอบอกว่าปกติแล้วพี่อี้ชิงไม่ชอบไปไหนเพราะการเดินทางด้วยวีลแชร์นั้นลำบาก แต่พอผมกลับมาเขาก็ยอมออกนอกบ้านเพื่อไปเที่ยวด้วยกันโดยไม่บ่นซักคำ

     

    วันแรกพี่พาผมไปหาหมอที่โรงพยาบาล เขาให้ผมตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีนและพบหมอฟันเพื่อผ่าเอาฟันคุดออก หลังจากนั้นเราก็ไปซื้อเสื้อผ้า พี่บอกว่าผมโตขึ้นตั้งเยอะ แขนขายาวขึ้น ไหล่ก็กว้างขึ้น ตัวใหญ่กว่าพี่เสียอีก เขาก็เลยซื้อชุดให้ผมใหม่ยกตู้ ทุกครั้งที่ไปเดินห้างผมจะเป็นคนเข็นพี่อี้ชิง ส่วนพี่ซานซานคอยประกบอยู่ไม่ห่าง เราจะเลือกของกันสองคน พี่คอยออกความเห็นว่าผมควรแต่งแนวไหนแต่ก็ไม่ได้บังคับถ้าหากผมจะอยากสวมแค่เสื้อยืดตัวใหญ่ๆและกางเกงขายาวหลวมๆเหมือนสมัยที่อยู่เกาหลีกับพี่อี้ฟาน

     

    กิจวัตรของเราวนเวียนอยู่แบบนี้เกือบสัปดาห์ ผมนอนเตียงเดียวกับพี่ ตื่นพร้อมพี่ กินข้าวและเรียนรู้วิธีทำกายภาพบำบัดให้เขา พอดูแลพี่เสร็จผมก็จะความสะอาดห้องเพราะไม่ค่อยไว้ใจฝีมือของแม่บ้าน ผมจะกวาดและใช้น้ำยาฆ่าเชื้อถูพื้นทุกวัน เช็ดตามโต๊ะไม่ให้ห้องมีฝุ่นเกาะ แม้แต่เครื่องนอนผมก็ถอดซักทุกอาทิตย์ไม่ปล่อยทิ้งไว้นาน พี่เคยถามว่าผมไปหัดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมก็เลยเล่าให้ฟังว่าในคุกทุกคนต้องทำงาน ขุดลอกท่อระบายน้ำบ้าง ตัดหญ้าบ้าง ดังนั้นการกวาดถูและทำความสะอาดจึงไม่ใช่เรื่องเกินกำลังเลย

     

    เราอยู่ด้วยกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง พี่อี้ชิงไม่ให้ผมหางานทำนอกจากอยู่บ้านเฉยๆแล้วคอยดูแลเขาเท่านั้น พี่คิดไกลถึงขนาดจะเลิกจ้างพี่ซานซานเพราะเห็นว่าผมกลับมาแล้ว แต่ผมก็ห้ามไว้เพราะยังรู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องมีพยาบาลที่ชำนาญกว่าคอยดูแล

     

     ถ้าหากมีเวลาว่างผมก็จะไปๆมาๆระหว่างห้องนอนของพี่กับห้องวาดรูปที่พ่อเคยทำไว้ให้ ช่วงเช้าหลังทานข้าวเสร็จผมจะไปที่นั่นเพื่อทำงานอดิเรกที่ตัวเองรัก ส่วนช่วงบ่ายก็กลับไปนั่งเล่นเป็นเพื่อนพี่ บางทีก็นอนอ่านหนังสือ บางทีก็ดูหนัง แต่โดยรวมแล้วเรายังคงตัวติดกันเหมือนแฝด ที่ไหนมีพี่อี้ชิง ที่นั่นต้องมีผมอยู่ข้างๆเสมอ

     

    ครั้งหนึ่งชีวิตของผมคือการวาดภาพ แต่วันนี้ผมกลับรู้สึกห่างเหินกับมันอย่างไรชอบกล ผมไม่ได้วาดรูปนานแล้วก็เลยไม่รู้ว่าพรสวรรค์ที่พ่อเคยชื่นชมนั้นจะยังอยู่หรือเปล่า ทั้งๆที่ผมพยายามทำทุกอย่างเหมือนเดิม นำเทคนิคที่เคยเรียนมาใช้แต่ก็ยังไม่ถูกใจเสียที มันดูขาดๆเกินๆเหมือนมีบางอย่างหายไปแต่ผมกลับไม่รู้ว่ามันคืออะไร แม้ผมจะเลือกใช้สีที่ดีที่สุด แต่ภาพวาดกลับไม่สวยเหมือนที่เคยวาดตอนอยู่บ้านพี่อี้ฟานเลยซักนิด

     

    วันหนึ่งในขณะที่กำลังทานข้าวเย็น พี่อี้ชิงเห็นผมบ่นไม่ค่อยพอใจในฝืมือตัวเองก็พูดขึ้น พี่ไม่ว่าอะไรถ้าหากผมจะขนขาตั้งมานั่งวาดรูปในห้องของเขา แต่ผมก็ปฏิเสธเพราะรู้ว่ากลิ่นสีไม่ดีต่อสุขภาพ ผมอยากให้พี่พักผ่อนในห้องที่อากาศสะอาดมากกว่าต้องทนดมกลิ่นน้ำมันสนเหมือนห้องทำงาน และเมื่อพี่ถามต่อว่าต้องการอะไรเพิ่มเติมอีกไหม ผมก็บอกเขาตามตรงว่าอยากไปเรียนวาดภาพที่โรงเรียนอีกครั้ง เผื่อพรสวรรค์ที่เคยหล่นหายไปจะกลับมาบ้าง

     

    ก็ได้ งั้นก็เรียนคอร์สสั้นๆดีไหม? พี่เสนอ แต่น้ำเสียงดูไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ เรียนวันละชั่วโมง เสร็จแล้วก็รีบกลับบ้าน

    วันละชั่วโมงไม่ได้อะไรหรอกฮะ

    งั้นจะเรียนกี่ชั่วโมงล่ะ? พี่ถาม ผมรู้ในทันทีว่าที่พี่ซึมลงแบบนี้เพราะไม่อยากให้ผมออกจากบ้าน ชั่วโมงครึ่ง?

     

    พี่อี้ชิงพยายามต่อรองเพื่อให้ผมออกข้างนอกคนเดียวน้อยที่สุด ผมรู้แล้วว่าทำไมตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาถึงเอาแต่รั้งให้ผมอยู่ใกล้ๆ ใช้ให้ทำนั่นทำนี่จนแทบจะแย่งหน้าที่พี่ซานซานเสียหมด แม้จะพยายามบอกให้เขาสบายใจว่ามีลุงหยวนคอยรับส่งแต่พี่ก็ไม่ยอม พี่เอาแต่อ้างว่าผมอยู่เกาหลีนานคงจำทางไม่ได้ เขากลัวผมหลงบ้าง กลัวผมขึ้นรถผิดสายบ้าง ทั้งๆที่เมื่อก่อนเขาไม่เคยสนใจด้วยซ้ำว่าผมจะไปไหนมาไหน แต่ตอนนี้พี่อี้ชิงกลับพรั่งพรูความกลัวออกมาจนผมเริ่มรำคาญเพราะรู้สึกเหมือนถูกขังเอาไว้ในกรง

     

    สุดท้ายพี่ซานซานต้องเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย เธอคงเรียนด้านจิตวิทยามาด้วยเพราะแค่คำอธิบายสั้นๆไม่กี่ประโยคก็ทำให้พี่อี้ชิงที่เคยกระวนกระวายสงบลง คราวนี้เขายอมรับฟังคำขอของผมเกี่ยวกับเรื่องไปเรียนวาดภาพ แต่ก็ยังพยายามต่อรองอยู่ดี

     

    สามวันต่อสัปดาห์ พี่ตัดบท วันจันทร์ถึงพุธ ตั้งแต่เก้าโมงถึงเที่ยง ตกลงไหม?

     

    ผมปฏิเสธพี่อี้ชิงไม่ได้เพราะไม่อยากทำให้เขาไม่สบายใจ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาอยู่อย่างทุกข์ทรมานมามากพอแล้ว ผมก็เลยยอมทำตามที่พี่ขอและเชื่อฟังทุกอย่าง ถ้าพี่บอกว่า อย่าไปเลย ผมก็จะไม่ไป หรือถ้าวันไหนเขาดูเครียดๆและงอแงผมก็จะอยู่เป็นเพื่อน พี่ซานซานบอกว่าพี่เป็นแบบนี้มาพักใหญ่ๆ พี่อี้ชิงคงเครียดเพราะอยู่คนเดียวมาเป็นปี พอหาผมเจอก็เลยเกิดอาการหวง กลัวผมจะหายไปไหนอีก

     

    พอได้ออกจากบ้านไปพบเจอผู้คนผมก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น แต่ไม่ว่าจะเดินไปไหนก็มักจะมีคนซุบซิบและชี้นิ้วมาทางผมเสมอ บางทีนี่อาจจะเป็นข้อเสียของการมีรูปบนอินเตอร์เน็ตก็ได้ พอเริ่มมีนักเรียนรู้ว่าพู่ชานเลี่ยที่เคยอยู่ในข่าวกลับมาแล้ว ผมก็เลยกลายเป็นจุดสนใจจนโรงเรียนวุ่นวายอยู่ช่วงหนึ่ง

     

    ผมทำใจให้ชินไม่ได้เลยเพราะเมื่อก่อนผมเป็นพวกไร้ตัวตน ไม่เคยมีเพื่อนหรือมีใครรู้ว่าผมคือพู่ชานเลี่ยที่เป็นทายาทคนเล็กของพู่ตงนอกจากอาจารย์ ทว่าตอนนี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปหมด ผู้คนมากมายพยายามเข้าหาผม พยายามผูกมิตรแล้วถามถึงช่วงเวลาที่หายไป บางคนก็ขอให้เล่าความจริง หนักหน่อยก็ลามปามถึงครอบครัวของพี่อี้ฟาน แทนที่จะดีใจที่มีเพื่อนแต่ผมกลับอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ผมไม่ชอบให้ใครตีซี้แบบถึงเนื้อถึงตัวเท่าไหร่ ดังนั้นมันก็เลยจบลงตรงที่ผมต้องขอร้องอาจารย์ให้ช่วยไล่เด็กนอกคลาสไปไกลๆเพราะผมตั้งใจมาเรียน  ไม่ได้อยากหาเพื่อนหรือให้สัมภาษณ์ใครทั้งนั้น

     

    ดูไม่มีชีวิตชีวาเลย

     

    อาจารย์พูดเมื่อเห็นภาพวาดฝีมือของผม มันคือภาพของหญิงสาวในชุดเดรสสีน้ำเงินเข้มที่กำลังยืนหมุนตัวในทุ่งดอกทานตะวัน ผมไม่ได้รู้สึกเคืองที่ถูกอาจารย์ทักท้วง แต่ผมเสียใจมากกว่าที่ว่าไม่อย่างไรก็วาดให้ดีเหมือนเดิมไม่ได้เสียที

     

    จุดรวมสายตาก็ไม่มี สะเปะสะปะไปหมด อาจารย์ติอีกครั้งก่อนจะก้มหน้ามองผมที่ทำได้แค่ถอนหายใจ มีเรื่องอะไรยังค้างคาใจอยู่หรือ?

    เปล่าฮะ ผมแค่สงสัยว่าทำไมฝีมือถึงตกลง

    ไม่ได้จับพู่กันมาสองปี เป็นใครก็ต้องเริ่มหัดใหม่ทั้งนั้น

     

    เขาให้กำลังใจก่อนจะหยิบพู่กันมาชี้บนผ้าใบให้เห็นจุดผิดพลาด ผมคอยรับฟังและแก้ไขตามที่อาจารย์แนะนำแต่ก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่ ไม่ว่าอย่างไรฝีมือผมก็ไม่พัฒนาเลย มันแย่ยิ่งกว่าตอนที่เริ่มหัดเรียนเสียอีก

     

    อย่าคิดมาก ฝึกบ่อยๆ คนเราเริ่มต้นใหม่กันได้ อาจารย์พูดพลางใช้เกรียงผสมสีบนถาดแล้วแก้เงาของต้นทานตะวันให้ดูเป็นตัวอย่าง ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยช่วงนี้ เหมือนมีเรื่องกวนใจตลอดเวลา

    ไม่มีฮะ

    แต่ครูว่ามีนะ เขาว่า ตามหาเรื่องนั้นให้เจอแล้วแก้ไขสิ บางทีอาจจะดีขึ้น

     

    ผมเงียบเพราะเก็บคำพูดของอาจารย์มาคิดตลอดทาง แม้แต่เย็นวันนั้นผมก็ยังดูเซื่องซึมจนพี่อี้ชิงต้องเอ่ยถาม ผมพยายามหาคำตอบว่าตอนนี้ยังมีอะไรที่คาใจอยู่บ้าง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าผมมัวแต่ขลุกตัวอยู่กับพี่ ก็เลยลืมติดต่อกลับไปหาพี่ซงโฮและพี่ยูมีเสียสนิท

     

    พอคิดได้แบบนั้นผมก็รีบล้วงเอาโทรศัพท์เครื่องใหม่ที่พี่อี้ชิงซื้อให้ออกมาจากกระเป๋าเป้ ผมขอให้เขาช่วยกดเบอร์โทรศัพท์ต่างประเทศจนได้คุยกับพี่ยูมีอีกครั้ง เราถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันด้วยความดีใจ พี่ยูมีบอกว่าตอนนี้เธอได้งานช่างแต่งหน้าแล้ว แม้จะเป็นแค่ร้านเสริมสวยเล็กๆแต่ก็พอมีรายได้ไม่ต้องอยู่อย่างลำบากเหมือนที่ผมกลัว

     

    ก่อนวางสายพี่อี้ชิงขอเลขบัญชีพี่ยูมีแต่ก็โดนปฏิเสธ เธอบอกพี่ว่าก่อนผมกลับจีนพี่อี้ฟานให้เงินมาเยอะมากจนเหลือกินเหลือใช้ พี่อี้ชิงมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินแบบนั้น เขาหันมาถามผมว่าอี้ฟานให้เท่าไหร่ และเมื่อผมบอกจำนวนเงิน เขาก็เงียบ

     

    ผมคิดว่าพี่ฝากเงินไปให้พวกเขา

    เปล่า นั่นไม่ใช่เงินฉัน เขาตอบ ตอนมันไปหาแก มันไม่เล่าอะไรให้ฟังซักอย่าง

     

    พี่อี้ชิงยืนกรานว่าอยากตอบแทนแต่พี่ยูมีก็ไม่ยอมบอกเลขบัญชี เธอเอาแต่พูดว่าที่ผ่านมาคือความเต็มใจ เราอยู่กันแบบครอบครัวและไม่เคยคิดว่าเป็นบุญคุณ สุดท้ายพี่ก็ต้องเปลี่ยนจากเงินเป็นอย่างอื่นแทน เขาบอกว่าจะส่งบัตรสมาชิกของพู่ตงไปให้ เป็นบัตรพิเศษสำหรับพี่ยูมีคนเดียว ผมมารู้ทีหลังว่ามันคือบัตรซื้อเสื้อผ้าฟรีตลอดชีวิต ต่อไปนี้พี่ยูมีจะได้สวมชุดเดรสสวยๆอย่างที่เธอชอบเสียที

     

    หลังคุยกับพี่ยูมีเสร็จผมก็โทรหาพี่ซงโฮ เราคุยกันแค่ช่วงสั้นๆเพราะเขาเพิ่งถึงท่าเรือและยังต้องวุ่นวายกับการขนปลาอีก ผมถามเขาว่าชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง พี่ซงโฮพูดด้วยเสียงสดใสว่าดีมาก ตั้งแต่กลับบ้านมาเขาได้เล่นกับแม่และหลานทุกวัน เขายังบอกอีกว่าผมน่าจะพาพี่มาเที่ยวที่นี่ พี่ซงโฮจะสอนผมตกปลา เขาจะทำอาหารทะเลอร่อยๆรอต้อนรับเลย

     

    ถามเขาว่าอยากได้เรือไหม?

     

    พี่อี้ชิงกระซิบและเมื่อผมบอกพี่ซงโฮ เขาก็ร้อง ห๊ะ! ด้วยความตกใจ

     

    พี่เอ็งบ้าเหรอไอ้เลี่ย?! จู่ๆจะมาซื้อเรือให้กันทำไม?!” พี่ซงโฮถาม แต่พี่อี้ชิงก็ยังยืนยันว่าสามารถซื้อเรือหาปลาให้ได้จริงๆถ้าเขาต้องการ ไม่เอาหรอก! มีเรืออย่างเดียวไม่ได้ต้องมีลูกมือด้วย! ไหนจะภาษี ไหนจะค่าบำรุงอีก แค่นี้ก็พอแล้ว! เงินที่ไอ้รูปหล่อให้มายังเก็บไว้ไม่ได้ใช้ซักวอน!”

     

    เราคุยกันอีกนิดหน่อยก่อนที่พี่ซงโฮจะขอตัวเพราะต้องไปยกลังปลา หลังวางสายพี่อี้ชิงก็ถามผมว่ารู้สึกดีขึ้นไหม แน่นอนว่าตอนนั้นผมรู้สึกดีมากเมื่อรู้ว่าผู้มีพระคุณทั้งสองคนไม่ได้ลำบากอย่างที่กังวล แต่หลังจากนั้นผมก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมจนพี่อี้ชิงต้องช่วยโดยการพาออกนอกบ้านบ่อยๆเพราะคิดว่าผมเบื่อ เขายอมแม้กระทั่งไปเป็นเพื่อนทานไอศกรีมที่ร้านเพราะอยากเห็นผมร่าเริงขึ้นมาบ้าง ผมพยายามแล้วที่จะกลับมาเป็นคนเดิม แต่ไม่ว่าอย่างไรความรู้สึกลึกๆก็ยังไม่ถูกเติมเต็มเสียที

     

    สุดท้ายพี่อี้ชิงก็งัดไม้ตายด้วยการติดต่อพี่จิงเหม่ยให้มาเจอผม เขาบอกว่าบางทีถ้าคุยเรื่องศิลปะกับเธออาจจะได้ไอเดียดีๆกลับมา แต่กว่าจะได้เจอพี่จิงเหม่ยก็ปาเข้าไปสัปดาห์ที่สี่ แม้ตอนนี้พี่อี้ชิงจะยอมให้ผมออกจากบ้านคนเดียวบ้างแล้วแต่มีข้อแม้ว่าลุงหยวนต้องตามไปด้วย ผมไม่ว่าอะไรเพราะอยากให้พี่สบายใจก็เลยยอมไปศูนย์การค้าโดยมีลุงคอยเดินตามไม่ห่างเหมือนเป็นบอร์ดดี้การ์ดอีกคน

     

    ทันทีที่เจอกันเรากระโดดกอดกันจนตัวลอยโดยไม่สนสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา พี่จิงเหม่ยร้องไห้จนมาสคาร่าเลอะเมื่อเห็นว่าผมโตขึ้นและไม่ใช่เด็กเหมือนครั้งสุดท้ายที่เจออีกแล้ว เธอบอกว่าเป็นห่วงผมมากเพราะผมหายไปเป็นปีและไม่มีจดหมายมาเลยซักฉบับ แถมยังเล่าให้ฟังว่าช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้น พวกสื่อเล่นงานชีวิตของพี่อี้ชิงกับพี่อี้ฟานจนย่ำแย่ขนาดไหน และพู่ตงถูกพูดถึงเสียๆหายๆในเรื่องอะไรบ้าง

     

    พี่จิงเหม่ยบอกว่ากระแสของพู่ตงติดลบมากเพราะคดีของผมค่อนข้างสะเทือนขวัญ ตอนนั้นพู่ตงกำลังเป็นที่นิยมมากเพราะภาพลักษณ์ของพี่อี้ชิงที่มีแต่ด้านดีๆมาโดยตลอด สื่อมักกล่าวชื่นชมเขาอยู่เสมอว่าเป็นซีอีโอหนุ่มวิสัยทัศน์ไกลบ้าง เป็นคนเก่งบ้าง เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะบุกเบิกตลาดเสื้อผ้าบ้าง ไม่เคยมีใครมองเขาในแง่ร้ายจนกระทั่งมีข่าวของผม

     

    พอข่าวออกกระแสก็ตีกลับทันที ด้วยความที่ผมอายุแค่สิบเจ็ดแถมตำรวจยังแถลงว่าผมถูกซ้อมและหายตัวไปอย่างไร้วี่แวว ทุกอย่างก็เลยประดังประเดเข้ามาจนสิ่งที่พี่สร้างพังหมดในพริบตา ช่วงหนึ่งพวกนักสืบออนไลน์ตั้งกระทู้ด่าพี่ทุกวัน พวกเขาพยายามคาดคะเนต่างๆนานาว่าพี่เอาศพผมไปซ่อนไว้ที่ไหนกันเป็นเรื่องเป็นราวจนตำรวจต้องห้ามปราม แม้ตอนหลังพี่จิงเหม่ยจะแสดงตัวและยืนยันว่าพู่ชานเลี่ยยังมีชีวิตอยู่จริงแต่ชาวเน็ตก็หาว่าเธอโกหก จนกระทั่งเห็นภาพถ่ายของผมที่สนามบิน พวกเขาถึงเงียบปากและยอมรับว่าพู่ชานเลี่ยยังไม่ตาย

     

    ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าการหายไปของตัวเองจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ พี่จิงเหม่ยเปิดเว็ปข่าวออนไลน์ให้ดูย้อนหลัง ผมเห็นความพยายามของพวกเขาในการตามหาผมผ่านทางข่าวเพราะมันมีทั้งรูปและคลิปของพี่อี้ชิงและพี่อี้ฟานตอนโดนสื่อรุมสัมภาษณ์เต็มไปหมด แม้แต่แถลงการณ์จากตำรวจก็มี ผมกดดูคลิปไปเรื่อยๆเพราะอยากรู้ว่าทำไมมันถึงได้เป็นเรื่องใหญ่นักก่อนจะต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงผู้ประกาศข่าวในคลิปเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้น

     

    ผมรู้อยู่แล้วว่าหม่าม้ายิงพี่อี้ชิง รู้ว่ายิงที่ไหน แต่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเธอฆ่าตัวตายต่อหน้าลูกชายคนเดียว วินาทีนั้นผมรู้สึกช็อกอย่างบอกไม่ถูกเพราะพี่อี้ฟานไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังเลย เขาบอกแค่ว่าหม่าม้าตายแล้ว แต่ไม่เคยบอกว่าเธอยิงตัวตายต่อหน้าเขา

     

    ตอนที่คุณอี้ชิงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล คนที่ชื่ออู๋อี้ฟานอะไรนั่นก็เป็นฝ่ายออกตามหาเธอจนแทบพลิกแผ่นดิน พี่จิงเหม่ยพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆเพราะไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ของผมกับเขา คงรู้สึกผิดมั้งที่แม่ตัวเองทำเรื่องชั่วๆเอาไว้มาก พวกนับสืบออนไลน์ก็ขุดข่าวของเขากับแม่มาเมาธ์กันสนุกเชียว

     

    เสียงของพี่จิงเหม่ยไม่ได้เข้าหัวผมเลย เหมือนระบอบร่างกายหยุดทำงานชั่วขณะเมื่อรู้ว่าพี่อี้ฟานเคยเจออะไรบ้าง ขนาดผมที่เพิ่งรู้จักลุงจีฮุนแค่สองปียังช็อกกับภาพสุดท้ายของเขา แล้วพี่อี้ฟานจะรู้สึกแย่แค่ไหนถ้าต้องเห็นหม่าม้ายิงคนที่ตัวเองชอบแถมยังฆ่าตัวตายต่อหน้าเขาอีกต่างหาก

     

    ชานเลี่ย พี่จิงเหม่ยเรียกเมื่อเห็นผมเอาแต่นั่งเหม่อ เป็นอะไร? ปวดหัวเหรอ?

     

    ผมส่ายหน้ายิ้มๆ แสร้งทำเป็นว่ายังไหวก่อนจะนั่งทานอาหารด้วยกันต่อ พี่จิงเหม่ยคงรู้ว่าผมเริ่มรู้สึกไม่ดีก็เลยเปลี่ยนเรื่องคุย คราวนี้เธอเล่าเรื่องภาพวาดสองชิ้นที่เคยฝากขาย พี่จิงเหม่ยบอกว่าหลังผมกลับเกาหลีได้เกือบเดือนก็มีคนติดต่อขอซื้อ ผมไม่ได้สนใจว่าราคาค่าพรสวรรค์ของตัวเองจะอยู่ที่เท่าไหร่ ผมสนใจเรื่องหลังจากนั้นต่างหาก

     

    ตอนซื้อนี่ต่อแล้วต่ออีก กดราคาเหมือนยกให้ฟรี พี่จิงเหม่ยพูดอย่างหัวเสีย ที่น่าเจ็บใจคือมันขอซื้อห้าร้อยหยวนแต่ดันเอาไปปล่อยขายเกือบพัน

    ขายได้เยอะจังเลยฮะ

    เยอะอะไรล่ะ! ตอนเห็นราคาที่มันเอาไปวางในแกลเลอรีนะ ฉันเนี่ยแทบจะไปยืนด่าหน้าร้าน ยิ่งพอข่าวของเธอออกมันก็ฉวยโอกาสอัปราคา ป่าวประกาศทั่วว่ามีรูปภาพของพู่ชานเลี่ยที่หายตัวไปอยู่ในร้าน รู้ไหมสุดท้ายขายได้เท่าไหร่?

    เท่าไหร่ฮะ?

    หนึ่งหมื่นห้าพันหยวน

     

    ผมสำลักน้ำทันทีเมื่อได้ยินว่าภาพวาดของตัวเองตีราคาได้ถึงหมื่นกว่าหยวน ผมถามพี่จิงเหม่ยซ้ำๆว่าได้ยินมาผิดหรือเปล่าแต่เธอก็ยืนยันว่าเจ้าของแกลเลอรีขายได้ราคานี้จริงๆ

     

    มันเอาไปประมูลน่ะสิ นี่ไม่รู้ว่าใครคือคนโง่ที่ตกเป็นเหยื่อไอ้ขี้งกนั่น เธอบ่นอุบอิบก่อนจะเปลี่ยนท่าเป็นเท้าคางมองผมที่กำลังหั่นสเต็กในจาน ส่วนอีกรูปฉันไม่ได้ขายนะ แต่เอาไปประมูลให้การกุศล

    เหรอฮะ เป็นไงบ้าง?

    ก็ได้เยอะอยู่นะ เกือบสองพัน แต่คนประมูลได้ไปเป็นคนเกาหลี เขาบอกว่าชอบภาพของเธอมากและสนใจอยากได้รูปอื่นๆที่เธอเคยวาดด้วย แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นเธอไม่อยู่แล้ว

     

    ผมยิ้ม ไม่ได้สนใจเลยว่าภาพของตัวเองจะประมูลได้เท่าไหร่หรือเป็นที่สนใจขนาดไหน ผมรู้แค่ว่าผมไม่สบายใจเลยเพราะในหัวเอาแต่คิดถึงใครอีกคนที่ตั้งแต่กลับถึงจีนก็ไม่เคยติดต่อมา เขาหายไป และไม่แม้แต่จะส่งข้อความหรือโทรหาซักครั้งราวกับไม่คิดถึงกันเลย

     

    หลังทานข้าวเสร็จผมกับพี่จิงเหม่ยก็แวะร้านเครื่องเขียน เราซื้อของและพูดคุยเรื่องการวาดภาพอีกนิดหน่อยก่อนจะแยกย้ายกลับ เธอคงรู้ว่าผมมีอะไรติดอยู่ในใจแน่ๆ เพราะก่อนเราจะแยกกัน พี่จิงเหม่ยก็ถามด้วยความเป็นห่วง

     

    ยังโดนนักข่าวตามตัวอยู่ไหม?

    ไม่ฮะ ไม่มีใครตามผม มีแค่ข่าวเล็กๆน้อยๆบนเน็ตแต่พี่อี้ชิงไม่ยอมอ่านให้ฟัง

    ไม่ต้องรู้หรอก ข่าวไร้สาระทั้งนั้น เธอว่ายิ้มๆก่อนจะเขย่งตัวเพื่อยีหัวผม บ้านก็ได้กลับแล้ว ทำไมดูไม่ค่อยมีความสุขเลย?

    ผมเหรอฮะ?

    ใช่ เธอไม่เคยเงียบเหมือนมีเรื่องให้คิดแบบนี้ พี่จิงเหม่ยพูด หรือโตแล้ว ก็เลยเริ่มมีพฤติกรรมแบบผู้ใหญ่?

    ผมโตขึ้นแค่สองปีเอง

    ตั้งสองปีต่างหาก เธอยู่หน้า ดูเธอสิ ตัวสูงขึ้น ไหล่ก็กว้าง ไม่ใช่เด็กเก้งก้างเหมือนวันนั้นอีกแล้ว

     

    พี่จิงเหม่ยมองผมด้วยแววตาเอ็นดู เธอตบไหล่ผมสองสามทีก่อนจะขอตัวกลับเพราะต้องไปต้องดูรูปที่ร้านต่อโดยไม่ลืมย้ำว่าถ้าหากอยากปล่อยภาพเมื่อไหร่ก็ให้ติดต่อมา ผมพยักหน้ารับยิ้มๆก่อนจะโบกมือลาแล้วเดินทางกลับบ้านพร้อมกับความรู้สึกวูบโหวงแปลกๆ

     

    ผมไม่ได้อยากเป็นแบบนี้เลย ไม่อยากทำให้คนรอบข้างไม่สบายใจแต่ผมไม่รู้จริงๆว่าทำไมถึงยังรู้สึกเหมือนชีวิตว่างเปล่า ทั้งๆที่ผมเจอทุกคนแล้ว ผมเจอพี่อี้ชิง เจอพี่จิงเหม่ย ผมได้ติดต่อกลับไปหาพี่ซงโฮและพี่ยูมี แม้แต่พี่เซฮุนก็ยังได้คุย แถมความเป็นอยู่ก็ไม่ลำบาก พี่อี้ชิงเลี้ยงผมอย่างดี ผมกินอิ่มนอนหลับ ได้อยู่ในที่สะอาดและมีเวลาทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ผมได้รับความรักความเป็นห่วงจากพี่ ทุกคนที่บ้านก็เห็นผมอยู่ในสายตา ผมได้ทุกอย่างที่เคยอยากได้จนไม่ต้องโหยหาจากใครแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมถึงยังรู้สึกว่าส่วนหนึ่งของชีวิตขาดหายไป 

     

    ผมจำได้ว่าตอนอยู่เกาหลีผมเคยมีความสุขมากกว่านี้ แม้จะลำบากและไม่มีเวลาได้ทำสิ่งที่ตัวเองรักแต่มันอิ่มใจกว่าอย่างบอกไม่ถูก บางทีผมควรเบนความสนใจไปที่การวาดให้มากกว่านี้ หรืออาจจะหาอะไรทำ อาจจะออกไปข้างนอกกับพี่อี้ชิงบ่อยๆเพื่อให้ตัวเองได้พักผ่อนบ้าง ทั้งๆที่ผมคิดว่ายังไหวและไม่เป็นไร แต่ผมเองก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะกลับมาเป็นพู่ชานเลี่ยที่เคยร่าเริงเหมือนเมื่อก่อนเสียที

     


     

    เพราะผมมัวแต่อยู่กับพี่อี้ชิงตลอดเวลาก็เลยลืมนึกว่ามีใครคนหนึ่งหายไป ผมไม่กล้าถามพี่เกี่ยวกับเรื่องในคืนนั้นเพราะไม่อยากจี้ใจดำเขา แต่ฟังจากพี่จิงเหม่ยแล้ว ผมคิดว่ามันต้องแย่มากแน่ๆเพราะพวกสื่อเล่นข่าวค่อนข้างแรงอยู่พอสมควร

     

    เหลือเวลาอีกสามสัปดาห์ก่อนที่พี่อี้ชิงจะต้องกลับไปทำงาน จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ค่อยออกจากบ้านเท่าไหร่ แม้จะมีผมค่อยช่วยตลอดแต่พี่ชอบอยู่เฉยๆในห้องด้วยกันมากกว่า พี่ซานซานบอกว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผมอาจจะคิดว่า ก็แค่วีลแชร์ ไม่เห็นเป็นไรเลย! แต่สำหรับคนที่เคยวิ่งได้ เคยเดินไปนั่นไปนี่ด้วยขาของตัวเองอย่างพี่อี้ชิงแล้ว มันค่อนข้างเป็นเรื่องยาก แม้พี่จะแสดงด้านเข้มแข็งให้พวกเราเห็น แต่บ่อยครั้งผมก็ยังสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของเขาอยู่ดี

     

    วันหนึ่งระหว่างที่กำลังนอนอ่านหนังสือด้วยกันบนเตียง ผมถามพี่อี้ชิงว่ารู้สึกอย่างไรบ้างที่จะได้กลับไปทำงาน เขายิ้มเจื่อนแล้วตอบสั้นๆว่า ก็ดี ก่อนจะก้มหน้าก้มตาอ่านต่อ ยิ่งพี่อี้ชิงเป็นแบบนี้เท่าไหร่ ผมก็ยิ่งไม่กล้าทำอะไรเพราะไม่อยากให้เขาคิดมาก ดังนั้นการถามถึงพี่อี้ฟานและเหตุการณ์ในวันนั้นจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

     

    ยังหาไม่เจออีกหรือ?

     

    เสียงของอาจารย์ที่ดังขึ้นทำให้ผมตกใจ เขาคงสงสัยว่าทำไมผมถึงเข้ามานั่งในห้องก่อนเวลาเรียนเป็นชั่วโมงอีกแล้ว นี่เป็นอีกครั้งที่ผมรีบมาเพราะอยากทบทวนกับตัวเองเงียบๆ ถ้าหากยังอยู่บ้าน ผมต้องตัวติดกับพี่อี้ชิงตลอดก็เลยไม่มีเวลาครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ

     

    ผมติดต่อพวกพี่ได้แล้วฮะ พวกเขาสบายดี ทั้งพี่ยูมีและพี่ซงโฮ ผมพูดเสียงแผ่วราวกับกำลังบอกตัวเอง วันก่อนผมเจออินสตราแกรมของพี่เซฮุนด้วย เราคุยกันนิดหน่อย เขาบอกว่าคิดถึงผมเหมือนกัน

    ได้คุยกันแล้ว ทำไมถึงไม่ดีขึ้นล่ะ?

    ผม -- ผมจะพยายามฝึกให้มากกว่านี้

    ไม่ได้หมายถึงภาพวาด อาจารย์ว่า แต่เป็นเธอ

     

    ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่ออาจารย์ชี้นิ้วมาทางผมก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ

     

    ทำไมถึงเอาแต่กดดันตัวเองด้วยการพยายามวาดให้สวย? จำได้ไหมว่าวันแรกที่เจอกัน เธอบอกครูว่ายังไง? เขาถาม เธอบอกว่าชอบวาดรูป

    ใช่ฮะ

    แล้วจำรูปแรกที่ตัวเองวาดได้ไหม? ตอนนั้นครูติงานเธอหลายจุดมาก ทั้งแสงเงา ทั้งทิศทางของสี แต่เธอกลับบอกครูว่า ผมวาดเพราะอยากวาด ไม่ได้อยากเป็นนักวาดที่ต้องวาดสวยทุกชิ้น

     

    ผมพยักหน้ารับเพราะยังจำได้ว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนเคยพูดอะไรเอาไว้ อาจารย์ถอนหายใจยาวก่อนจะลากเก้าอี้หัวล้านมานั่งข้างๆ

     

    จริงๆแล้วภาพเธอมันไม่มีปัญหาเลยชานเลี่ย แต่เธอกดดันตัวเอง เธอคิดแค่ว่าต้องให้สวยที่สุด ต้องดีที่สุด ต้องเพอร์เฟ็คที่สุด ทั้งๆที่ทุกอย่างมันก็ดีในแบบของมันเองอยู่แล้ว

    แต่ผมเคยวาดสวยกว่านี้ ผมบอกอาจารย์ ผมอยากกลับไปเป็นคนนั้น เป็นคนที่วาดสวยจน -- จน --”

    จนอะไร?

    จนเขาชม

     

    ผมตอบเสียงแผ่วอย่างกล้าๆกลัวๆ

     

    เขาคือใคร? พี่ชายเธอ?

    เปล่าฮะ ผมพึมพำ เขาคือพี่อี้ฟาน

     

    อาจารย์เลียริมฝีปากอย่างหนักใจก่อนจะใช้มือตบไหล่เบาๆ ผมคิดว่าเขาคงรู้จักพี่อี้ฟานจากข่าวแต่คงไม่รู้ว่าทำไมผมถึงยึดติดกับเขาขนาดนั้น น่าแปลกที่แรงบันดาลใจในการวาดรูปของผมไม่ใช่คนในครอบครัวอย่างพี่อี้ชิง แต่กลับเป็นคนที่ผมชอบมาตลอดสิบปีต่างหาก

     

    พี่ชายเธอไม่ให้คุยกับเขาหรือ?

    ผมไม่เคยถามพี่เรื่องนี้ แต่คิดว่าพี่คงไม่อยากให้คุย

    ทำไมต้องถามล่ะ? ในเมื่อเธอโตแล้ว ไม่ต้องขออนุญาตใครแล้ว อาจารย์พูดทิ้งท้ายก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อนักเรียนเริ่มทยอยเดินเข้ามาข้างใน เลิกสนใจเรื่องวาดสวยหรือไม่สวยเถอะชานเลี่ย สนใจความรู้สึกของตัวเองดีกว่า อย่างน้อยก็เลือกทำที่มีความสุข อย่าใช้ชีวิตเพื่อคนอื่นอีกเลย

     

    ผมไม่รู้ว่าคำว่า ใช้ชีวิตเพื่อคนอื่น ของอาจารย์หมายถึงอะไร แต่ผมพอจะเข้าใจว่าเขาคงอยากให้ผมทำตามความรู้สึกของตัวเอง แต่จะทำได้อย่างไรในเมื่อพี่อี้ชิงไม่เคยแสดงออกเลยซักครั้งว่ายังโกรธหรือแค้นพี่อี้ฟานที่เป็นต้นเหตุของทุกอย่างหรือเปล่า ถ้าหากพี่ไม่พูด ผมเองก็ไม่กล้าจะเอ่ยปากถามถึงเขาหรือติดต่อกลับไปเพราะผมเป็นห่วงพี่อี้ชิง ผมไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของเขา ไม่อยากให้เขาผิดหวังเพราะคิดว่าผมเห็นใจคนนอกมากกว่าพี่ชายตัวเอง

     

    ตั้งแต่วันที่ได้คุยกับอาจารย์ ผมก็เก็บเรื่องนี้มาคิดตลอด บางทีสิ่งที่ผมกำลังตามหาอาจจะไม่ใช่พรสวรรค์ของตัวเองก็ได้ เมื่อก่อนผมไม่เคยคิดว่าภาพวาดต้องสวย ต้องดี ต้องออกมาเนี๊ยบอย่างที่อาจารย์ว่า ผมเคยเป็นคนที่วาดเพราะอยากวาด ไม่ใช่วาดเพราะอยากได้คำชม แต่ดูเหมือนว่าจริงๆแล้วผมไม่ได้สนใจเรื่องคำชมหรอก ผมสนใจแค่คนนั้น สนใจแค่เขา และไม่ว่าจะปฏิเสธตัวเองอย่างไรแต่ลึกๆผมรู้ดีว่าสิ่งที่หายไปจากชีวิตคืออะไร

     

    สิ่งนั้นคือพี่อี้ฟาน

    คือเขา คือผู้ชายที่ผมชอบมาโดยตลอด

     

    ทั้งๆตอนนี้ผมรู้สาเหตุที่ทำให้รู้สึกเศร้าแล้ว แต่ผมกลับไม่สามารถแก้ไขหรือหาวิธีช่วยให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นได้เลย

     


     

     

    เหลือเวลาอีกสองสัปดาห์ก่อนที่พี่อี้ชิงจะไปทำงาน แต่เขากลับไม่กระตือรือร้นเลย วันๆพี่จะขลุกตัวอยู่กับผม ชวนคุยบ้าง ชวนดูหนังบ้าง แต่พักหลังๆเรามักจะนั่งเงียบใส่กันมากกว่า ผมเงียบเพราะคิดถึงพี่อี้ฟาน ส่วนเขาเงียบเพราะกังวลเรื่องงาน ทั้งๆที่ผมพยายามให้กำลังใจพี่ ผมคอยอยู่เคียงข้างเขาและสัญญาว่าจะเป็นคนเข็นเขาไปทำงานทุกวัน แต่พี่ซานซานก็บอกทีหลังว่าผมควรให้พี่อี้ชิงดูแลตัวเองแทนที่จะต้องพึ่งผมตลอดเวลา

     

    ผมไม่เคยรู้เลยว่าในหัวของพี่มีเรื่องอะไรอยู่บ้าง แต่ก็พอจะเดาออกได้ว่าเขากำลังกลัว พี่คงกลัวว่าจะทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิมหรือถูกมองในแง่ร้าย ผมไม่กล้าถามว่าลึกๆแล้วพี่กำลังกลัวอะไร ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีความกลัวเป็นของตัวเอง ซึ่งบางทีก็ไม่ได้อยากเล่าให้ใครฟัง นอกจากพยายามทำความเข้าใจและยอมรับมันเท่านั้น

     

    วันนี้เป็นอีกวันที่เราสองคนนอนอ่านหนังสือด้วยกันบนเตียง พี่อ่านหนังสือเกี่ยวกับการให้กำลังใจ ส่วนผมนอนอ่านนิยาย แต่นิยายที่ผมอ่านไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องรักๆใคร่ๆเหมือนเมื่อก่อนเพราะไม่รู้สึกอินกับความหลงพวกนั้นอีกแล้ว เดี๋ยวนี้ผมอ่านหนังสือหลายแนวมากขึ้นตามคำแนะนำของพี่ เขาลงทุนสั่งตรงจากร้านในเกาหลีเพราะอยากให้ผมเลิกเล่นแท็บเล็ตแล้วลองอ่านหนังสือเป็นเล่มดูบ้าง

     

    ผมเองก็หนังสือมีเล่มโปรดเหมือนกัน หนังสือที่ผมชอบมีชื่อว่า บ้านเล็กในป่าใหญ่ มันเป็นเรื่องของลอร่าที่อาศัยอยู่กับครอบครัวในกระท่อมไม้ซุงและมีเรื่องราวต่างๆมากมายเกิดขึ้น พออ่านเล่มนี้จบ ผมก็อ้อนขอให้พี่ซื้อเล่มต่อไปให้และแน่นอน พี่อี้ชิงรีบจัดการให้ทันทีเพราะเขาอยากให้เราใช้เวลาช่วงบ่ายหลังเรียนวาดภาพไปกับการนอนอ่านหนังสือด้วยกัน

     

    วันหนึ่งระหว่างที่กำลังนอนเปื่อยอยู่บนเตียง พี่อี้ชิงก็บอกว่าจะสอนภาษาจีนให้ผม ดังนั้นงานอดิเรกของเราจึงไม่ได้มีแค่อ่านหนังสือแล้ว หลังจากพยายามเรียนรู้วิธีอ่านและจดจำวิธีเขียนอยู่หลายวันผมก็ถอดใจยอมแพ้เพราะตัวพินอินไม่เห็นง่ายเหมือนที่พี่พูด มันมีทั้งสระเดี่ยว สระผสม ไหนจะวรรณยุกต์ที่ชวนให้สับสนอีก พอผมบอกพี่ตามตรงว่าผมไม่ชอบและไม่อยากเรียนอะไรที่มันน่าปวดหัว พี่อี้ชิงก็ถอนหายใจก่อนจะเปลี่ยนมาสอนภาษาอังกฤษให้แทนเพราะการประสมสระที่ง่ายกว่าและผมพอมีพื้นฐานมาจากลุงจีฮุนบ้าง

     

    แกจำเป็นต้องเรียน อย่างน้อยจะได้มีภาษากลางไว้ติดต่อคนอื่นบ้าง เขาบอกเหตุผลให้ฟังระหว่างที่กำลังมองผมพยายามเขียนประโยคแนะนำตัวเองว่า m My name is Pu Can lie อย่างขะมักเขม้น สะกดชื่อฉันเป็นไหม?

    ผมจำชื่อตัวจีนของพี่ได้ แต่เขียนไม่ได้ฮะ

     

    พี่อี้ชิงไม่ว่าอะไรที่ผมยังอ่านเขียนไม่คล่อง เขาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่ใจเย็นเหมือนลุงจีฮุนเพียงแต่ดุกว่านิดหน่อย พี่หยิบดินสอขึ้นมาก่อนจะสะกดชื่อตัวเองให้ดู

     

    Pu Yixing

     

    ลองเขียนประโยคนี้ซิ ผมเป็นน้องชายของพู่อี้ชิง

     

    ผมนิ่ง พยายามเรียบเรียงว่าต้องเขียนอย่างไร หลังจากครุ่นคิดในใจเกือบสิบวินาทีผมก็กำดินสอแน่นแล้วเริ่มเขียนโดยอ่านออกเสียงให้พี่อี้ชิงฟังไปด้วย

     

    I am Pu Yixing ’ s broter brother

     

    ผมส่งกระดาษให้พี่ดู เขายิ้มจนเห็นรอยบุ๋มตรงแก้มขวาแล้วเอ่ยชมจนผมดีใจจนตัวลอย พี่อี้ชิงสอนภาษาอังกฤษพื้นฐานให้ผม พี่ทำการ์ดคำศัพท์และระบอบโครงสร้างประโยคเพื่อให้ผมสามารถอ่านเขียนได้ แม้จะพอรู้แบบถูๆไถๆไม่ได้เก่งอะไร แต่พี่ก็ดูชอบใจมาก เพราะเขาเอาแต่ยิ้มและยิ้มเมื่อเห็นว่าผมมีพัฒนาการที่ดีขึ้น

     

    ทุกวันหลังวาดรูปเสร็จพี่จะเรียกผมมาเรียนภาษาอังกฤษ หัดพูดบ้าง หัดเขียนบ้าง สลับกันไป ทีแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมจู่ๆเขาถึงอยากให้ผมเรียนทั้งๆที่ไม่ได้อยู่ในวัยที่จะเรียนหนังสือ แต่พี่ก็บอกให้รู้ตอนหลังว่าเขาต้องการปูทางให้ผม พี่อี้ชิงคิดเรื่องนี้มาซักพักแล้ว เผื่อวันไหนที่พี่ไม่อยู่ ผมจะได้มีความรู้ติดตัว ไม่ต้องพึ่งคนอื่นเพราะอาจโดนหลอกและจะได้หาเลี้ยงตัวเองได้

     

    พอเราใช้เวลาด้วยกันบ่อยๆพี่อี้ชิงก็เริ่มเปิดใจให้ผมเข้าไปในโลกของเขา คราวนี้ไม่ว่าจะขออะไรพี่ก็ยอมให้ทุกอย่างเพราะเราเป็นพี่น้องที่สนิทกัน ส่วนใหญ่สิ่งที่ผมขอไม่ใช่เงินหรือสิ่งของ แต่เป็นการออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกกับเขาทุกวันต่างหาก ลึกๆแล้วผมยังหวังว่าพี่จะเริ่มปรับตัวกับชีวิตบนวีลแชร์ได้ อย่างน้อยผมก็อยากเห็นพี่เข้มแข็งและมีความสุขกับชีวิตของตัวเองมากกว่านี้ซักนิดก็ยังดี

     

    พอคิดแบบนั้น วันถัดมาผมจึงคะยั้นคะยอให้พี่อี้ชิงออกจากบ้าน เขาดูหนักใจนิดหน่อยที่ผมพยายามลากเขาไปเที่ยวด้วยกันทุกวันแต่สุดท้ายพี่ก็ตอบตกลง หลังทานมื้อเช้าเสร็จผมจึงรีบวิ่งไปหยิบรองเท้ามาให้พี่ ทีแรกผมจะใส่ให้ แต่เขาก็บอกว่าไม่ต้องก่อนจะค่อยๆยกขาตัวเองขึ้นมาวางบนตักแล้วพยายามสวมถุงเท้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป

     

    ผมมองพี่อี้ชิงที่พยายามสวมถุงเท้าและรองเท้าด้วยความดีใจจนบอกไม่ถูก เมื่อทุกอย่างพร้อมพี่อี้ชิงก็ใช้มือหมุนรถออกจากบ้านด้วยตัวเอง เขาลงทางลาด และบังคับรถเข็นไปที่รถได้อย่างปลอดภัย ส่วนผมก็เปิดประตูรถแล้วช่วยอุ้มเขาวางบนเบาะก่อนจะเดินอ้อมไปอีกด้านแล้วขึ้นรถ

     

    ซานซานล่ะ?

    วันนี้พี่ซานซานจะรออยู่ที่บ้านฮะ

    ไปกันแค่สองคนเหรอ?

     

    พี่ถามด้วยสีหน้าตื่นๆ ผมจึงรีบบอกพี่ว่ามันไม่เป็นไร เราแค่จะไปห้างที่เคยไปด้วยกันประจำ ถึงจะพูดแบบนั้นแต่พี่อี้ชิงก็ยังดูไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่เพราะปกติเขาจะไปไหนมาไหนโดยมีพี่ซานซานตามประกบตลอดไม่เคยห่าง พอเธอไม่อยู่ด้วยแล้วพี่ก็เลยไม่ค่อยวางใจ เพราะกลัวว่าจะมีเรื่องคาดไม่ถึง แต่ผมก็ให้สัญญาว่าจะคอยดูแลพี่อย่างดี ผมจะไม่ปล่อยให้พี่คลาดสายตา และจะอยู่ข้างๆไม่ไปไหนไกลโดยเด็ดขาด

     

    เราถึงห้างในอีกสิบห้านาทีถัดมา พอรถจอดสนิทผมก็ช่วยเหลือพี่อี้ชิงทุกอย่าง ผมเปิดประตูให้พี่ อุ้มเขาลงจากรถ แล้วเข็นพี่เรื่อยๆอย่างไม่มีจุดหมาย ผมเข็นพี่ไปร้านหนังสือเพื่อเลือกซื้อหนังสือด้วยกัน เข็นไปร้านขายเครื่องเขียน ผมเข็นพี่ไปทุกที่เท่าที่จะไปได้เพราะอยากให้เขาคิดว่าจุดประสงค์ของเราคือการมาซื้อของจริงๆ และเมื่อเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ผมก็แกล้งเข็นพี่มาที่หน้าร้านของพู่ตงเพราะอยากรู้ว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

     

    อยากเข้าไปดูหน่อยไหมฮะ?

    เอาสิ พี่ตอบ เผื่อแกอยากซื้ออะไร

     

    ภายใต้ใบหน้าและน้ำเสียงที่เรียบนิ่งนั้น ผมกลับสัมผัสได้ถึงความกลัวที่แผ่ออกมาอย่างเห็นได้ชัด เหล่าพนักงานที่ยืนทำหน้าที่อยู่ในร้านรีบออกมาต้อนรับทันทีเมื่อเห็นผมเข็นพี่เข้าไปด้านใน แน่นอนว่าทุกคนต้องรู้จักเราสองคน เพราะพี่จิงเหม่ยเคยบอกไว้ว่าพี่อี้ชิงใส่รูปผมในโบรชัวร์ของพู่ตงอยู่เป็นเดือนๆ

     

    ทำงานเถอะครับ ผมแค่แวะมาเดินเล่น พี่อี้ชิงพูดยิ้มๆด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองก่อนที่เขาจะพูดเสียงแผ่วท้ายประโยค ก็แค่แวะมา

     

    พนักงานและผู้จัดการสาขาโค้งตัวทักทายพี่ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงานต่อ ผมเข็นพี่อี้ชิงเข้าล็อคนั้นออกล็อคนี้ไปเรื่อย ตลอดเวลาที่เราเดินเล่นด้วยกันมีเพียงแค่เสียงเพลงจากร้านเท่านั้นที่ดังขึ้น พี่อี้ชิงไม่ชวนผมคุย ไม่แม้แต่จะหันหน้ามาหานอกจากบอกให้ผมเข็นช้าๆบ้าง หยุดบ้าง จนในที่สุดพี่ก็ให้ผมเลิกเข็น เพราะเขาอยากควบคุมรถด้วยตัวเอง

     

    ผมเดินตามหลังพี่อี้ชิงที่ใช้มือหมุนวงปั่นไปข้างหน้าช้าๆ เขามองเสื้อผ้าทุกตัวที่อยู่บนราวแขวนด้วยแววตาเรียบนิ่งอย่างบอกไม่ถูก มันไม่ใช่สายตาเศร้าๆของคนหัวใจสลายเหมือนช่วงแรกที่เราเจอกัน แต่มันเป็นสายตามุ่งมั่นของผู้บริหารที่ผมเคยครั้งหนึ่งจากพี่อี้ฟาน

     

    ห่วยแตก พี่อี้ชิงพึมพำขณะที่หยิบเสื้อยืดลายกราฟฟิคตัวหนึ่งออกมาจากราวแขวนที่อยู่ข้างล่าง ใครมันเป็นคนคิดลายแบบนี้ขึ้นมา

     

    ผมรู้ว่าพี่ไม่ได้ต้องการคำตอบ เขาก็แค่บ่นไปเรื่อยตามประสาเพอร์เฟคชั่นนิสต์ที่ทนเห็นอะไรชุ่ยๆไม่ได้ ผมได้ยินพี่ถอนหายใจสลับกับจิ๊ปากหลายหน ตอนนี้พี่ดูหงุดหงิดมากกว่าเดิมเมื่อเห็นคอลเลคชั่นเสื้อยืนกับคำโปรยตลกๆบนป้ายโปรโมตที่พี่อี้ชิงอ่านให้ฟังว่า -- ถูกใจวัยรุ่น -- แม้แต่ผมที่เป็นวัยรุ่นยังไม่ค่อยชอบเลย คงไม่แปลกที่พี่จะหัวเสียกับมันจริงๆ

     

    ไอ้อี้ฟานปล่อยผ่านมาได้ยังไง พี่พูดเมื่อเห็นว่านอกจากเสื้อยืดแล้วยังมีคอลเลคชั่นอื่นอีกที่เขาทนดูไม่ได้ มันไม่ปรึกษาใครเลยเหรอ เลือกลายอะไรมาขายก็ไม่รู้

    ไม่ได้เรื่องเลยนะฮะ

     

    ผมพูดตามน้ำเพื่อรอดูปฏิกิริยาของพี่

     

    ใช่ ไม่ได้เรื่อง เขากระแทกเสียงแล้วเอื้อมตัวแขวนเสื้อยืดสีดำที่สกรีนหน้าเอเลี่ยนไว้บนราวตามเดิม เละเทะหมดแล้ว เสื้อผ้าก็มีแต่แบบเดิม ที่เพิ่มมาคือของกระจอกทั้งนั้น

    เมื่อก่อนพู่ตงเป็นยังไงเหรอฮะ?

     

    ผมแกล้งถามเพราะอยากให้พี่ระบายความในใจของตัวเองออกมา และมันได้ผล เพราะตอนนี้พี่อี้ชิงเอาแต่พูดเกี่ยวกับพู่ตงจนเหมือนคนบ้างานที่ผมเคยเห็นเมื่อสองปีก่อนไม่มีผิด

     

    พี่บอกผมว่าเดิมทีพ่อกับลุงเฝิงห้าวตั้งใจให้พู่ตงเป็นร้านขายเสื้อผ้าลำลองคุณภาพดีที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ เป็นแนวที่ใครๆก็ใส่ได้ ไม่ตามเทรนด์แฟชั่น แต่พอพี่เข้ามาทำเองแล้วเขาก็อยากตีตลาดคนรุ่นใหม่และขยายฐานลูกค้าให้เป็นทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่ทารกเพิ่งคลอดจนถึงคนสูงอายุ ตั้งแต่ชุดลำลองไปจนถึงชุดกีฬา แม้แต่ชุดชั้นในก็ยังมี พี่บอกว่าการทำแบบนี้จะช่วยเปิดตลาดใหม่ๆที่ทำให้เราได้ยอดขายเพิ่มขึ้นนอกจากวัยทำงาน ซึ่งมันได้ผล เพราะช่วงหนึ่งพี่เคยทำกำไรได้เป็นร้อยล้านจากการขายชุดกีฬาสำหรับเล่นกลางแจ้งที่สามารถกันรังสียูวีและระบายความร้อนได้ดีกว่าแบรนด์ทั่วไป

     

    พู่ตงในยุคของพี่อี้ชิงจะออกคอลเลคชั่นใหม่ทุกๆสามเดือน มีการจับมือกับดีไซน์เนอร์และออกแคมเปญพิเศษช่วยการกุศลอยู่บ่อยๆ บางทีก็ซื้อลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนจากบริษัทดังๆเพื่อเอาใจเด็กๆ บางทีก็ทำงานร่วมกับศิลปินคนมีชื่อเสียงเพื่อออกเป็นเสื้อผ้ารุ่นลิมิเต็ด พูดจบเขาก็ปรายตามองเสื้อยืดลายเอเลี่ยนด้วยสีหน้ารับไม่ได้ก่อนถอนหายใจแล้วเริ่มเล่าให้ฟังต่อ

     

    พี่อี้ชิงพรั่งพรูทุกอย่างออกมาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เขาเล่าคอนเซ็ปต์ เล่าแนวทางและแผนการในอนาคตที่จะวางตลาดให้พู่ตงก่อนจะบ่นให้ฟังว่าตั้งแต่สื่อตีข่าวของผม ยอดขายก็หายไปกว่าครึ่งเพราะภาพลักษณ์ที่ไม่ดี พี่เองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องปัจจุบันในบริษัทเท่าไหร่ รู้แค่ว่าตอนนี้พี่อี้ฟานเป็นคนบริหาร และเขาทำออกมาไม่ค่อยดีตามที่คาดหวัง

     

    ไอ้อี้ฟานมันเก่งแค่เรื่องสรรหาของใหม่ๆ

     

    พี่อี้ชิงพูดให้ฟังอย่างลืมตัว พี่วิจารณ์พี่อี้ฟานที่เป็นคนเก่งในสายตาผมอย่างจริงจังก่อนจะทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำเจ็บแสบชนิดที่ถ้าผมเป็นเขา ผมคงเสียใจน่าดู

     

    มีดีแค่ไอเดีย แต่บริหารทีไรตัดสินใจพลาดทุกที

    เหรอฮะ

    จริงสิ อย่างคาเฟ่ที่เคยเปิดไง จำได้ไหม? คิดแค่ว่าจะเปิดร้าน จะเอาอันนั้นอันนี้มาขาย แต่ลืมนึกไปว่าลูกค้าของเรามีไลฟ์สไตล์แบบไหน คนส่วนใหญ่มาซื้อเสื้อผ้าแล้วกลับ ไม่มีใครอยากนั่งกินเค้กกินกาแฟในร้านขายเสื้อหรอก หาทานข้างนอกดีกว่า ถูกปากแถมยังสะดวกกว่าด้วย

     

    ผมพยักหน้ารับ แล้วคอยฟังพี่อี้ชิงพูดถึงพู่ตงด้วยแววตาเป็นประกาย พี่ดูมีชีวิตชีวาขึ้นเยอะมากเมื่อได้ระบายความอัดอั้นของตัวเองออกมา พี่ยังพูดเรื่องต่างๆ ทั้งการจัดการ การบริหาร ทั้งแผนที่เคยวางไว้เยอะแยะมากมาย บางทีพี่อาจจะลืมไปว่าผมไม่เข้าใจภาษาธุรกิจที่เขาพูด แต่อย่างน้อยแค่ได้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของพี่ ผมก็พอใจแล้ว

     

    พี่อยากกลับไปทำงานไหมฮะ?

     

    ผมถาม และพี่อี้ชิงเงยหน้ามองทันที เขาไม่ได้ตอบตกลงหรือแสดงความกระตือรือร้นเหมือนก่อนหน้าแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเหมือนคืนแรกที่ผมกลับถึงบ้าน

     

    ผมจะโอนหุ้นคืนให้พี่

    อะไรนะ?

    ผมจะโอนหุ้นทั้งหมดของพู่ตงคืนให้ฮะ ผมยิ้มแล้วย่อตัวลงตรงหน้าพี่ก่อนจะบีบมือทั้งสองข้างของเขาเบาๆ พี่จะได้ทำงานสะดวกขึ้น

    ไม่จำเป็นหรอก ฉันขนมาให้แกเซ็นที่บ้านก็ได้

    อย่าลำบากเลยฮะ ผมไม่อยากทำให้พี่ต้องหนักใจ

    ฉันไม่หนักใจแล้วชานเลี่ย พี่อี้ชิงบีบมือตอบ ตั้งแต่แกหายไป ฉันก็รู้ตัวว่าสิ่งที่สำคัญไม่ใช้หุ้นในบริษัท ไม่ใช่เงินหรืองาน แต่เป็นครอบครัว

     

    ผมยิ้ม เมื่อได้ยินพี่พูดว่าผมคือสิ่งสำคัญสำหรับเขา

     

    ทุกอย่างไม่เคยเป็นของผมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ผมบอกพี่อี้ชิง พ่อยกพู่ตงให้พี่ --”

    ป๊าไม่ได้ยกพู่ตงให้ฉัน ป๊าให้แก เขาส่ายหน้า มันเป็นของแกนะชานเลี่ย

    ถึงมีหุ้นผมก็ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อผมบริหารงานไม่เป็น พี่ควรได้มันไป อย่างน้อยพี่ก็รู้จักวิธีทำให้พู่ตงกลับมาเป็นเหมือนเดิม ใช่ไหมฮะ? เมื่อผมถาม พี่อี้ชิงก็เงียบ ไม่ยอมหันมาสบตากันราวกับไม่มั่นใจในตัวเอง รู้ใช่ไหมฮะว่าผมรักพี่?

    ฉันรู้

    ผมอยากเห็นพี่กลับมาเป็นพู่อี้ชิงคนเดิม อยากเห็นพี่ออกไปทำงานและได้ใช้ชีวิตของตัวเอง ผมอยากเห็นพี่อยู่อย่างมีความสุขนะ

    คนพิการมันจะมีความสุขได้ซักแค่ไหนกันเชียวชานเลี่ย? พี่อี้ชิงถามกลับ ตาของเขาคลอด้วยหยดน้ำที่แสดงออกชัดเจนถึงความเจ็บปวด แกก็เห็นว่าฉันเดินไม่ได้

    แต่พี่ช่วยเหลือตัวเองได้ วันนี้พี่ยังเข็นรถในร้านด้วยตัวเองเลย

    ก็แค่หมุนล้อ มันจะไปยากอะไร --”

    ใช่ไหมล่ะฮะ? มันไม่ยากเลย ผมพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นเพราะอยากให้พี่อี้ชิงรู้สึกว่าการเริ่มต้นใหม่ไม่ใช่เรื่องไกลเกินความสามารถ พี่ซานซานบอกผมว่าพี่เก่งขึ้นเยอะมาก

    ซานซานพูดเกินจริง

    ผมว่าไม่เลย เธอพูดต่ำกว่าความเป็นจริงด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้พี่อาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว พี่เข็นรถไปที่ต่างๆได้ พี่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง

    ฉันอยู่แต่ในบ้านมาเป็นปีแล้วชานเลี่ย ฉันทำไม่ได้หรอก ฉันเป็นคนพิการ --”

    พี่พิการขา แต่ใจของพี่ไม่ได้พิการไม่ใช่เหรอ?

     

    ผมมุ่ยหน้าถามพี่ด้วยความเสียใจเมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมฮึดสู้เลย

     

    พี่จำ นิค ได้ไหม?

    นิค วูจิซิค?

    ใช่ฮะ แล้วพี่จำวันที่เรานอนอ่านหนังสือของเขาด้วยกันได้ไหม? ผมถาม และเมื่อพี่อี้ชิงพยักหน้ารับ ผมจึงพูดต่อ ทั้งๆที่เขาไม่มีแขนขา ไม่มีอะไรเลยนอกจากลำตัว แต่เขากลับทำทุกอย่างได้เหมือนคนทั่วไป เขาขับรถได้ เขาเล่นเซิร์ฟบอร์ดได้ แม้กระทั่งถ่ายรูปเขายังทำได้ ในขณะที่พี่มีมากกว่าเขา พี่มีนิ้ว มีมือ มีแขน พี่ยังมีหลายสิ่งหลายอย่าง ทำไมถึงคิดว่าพี่ต้องล้มเหลว ทำไมถึงคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ล่ะฮะ?

     

    ผมถามพี่อี้ชิงก่อนจะสอดประสานมือกับเขาแล้วกระชับแน่น

     

    พี่เป็นคนเก่ง เรื่องแค่นี้ไม่ระคายชีวิตพี่หรอก จริงอยู่ที่มันอาจจะลำบากกว่าเดิมนิดหน่อยแต่พี่ยังมีวีลแชร์ที่ทดแทนกันได้ นอกจากขาแล้วอย่างอื่นในร่างกายของพี่ก็ยังปกติดี ทั้งสมอง ทั้งความคิดและความเฉลียวฉลาดของพี่ ทุกอย่างยังคงอยู่ แม้ว่าจะเดินไม่ได้แต่ก็ไม่มีอะไรทำลายตัวตนของพี่ได้หรอกนะฮะ

     

    คราวนี้สีหน้าของพี่อี้ชิงเปลี่ยนไป เขายอมหันมาสบตากับผมอย่างไม่มั่นใจนัก

     

    ในเมื่อพี่มีความสุขทุกครั้งที่ได้พูดถึงพู่ตง พี่เองก็อยากกอบกู้บริษัทของพ่อให้กลับมาอีกครั้ง ทำไมเราถึงไม่ลองกันซักตั้งล่ะฮะ? พี่ก็เห็นว่าพู่ตงในมือของคนอื่นมันห่วยแตกขนาดไหน พี่จะยอมปล่อยให้พู่ตงเป็นแบบนี้เหรอ? พี่อยากเห็นพู่ตงปิดตัวเหรอ? พี่ทนได้จริงๆเหรอฮะ?

    ฉันทนไม่ได้ พี่พึมพำ ฉันทนเห็นบริษัทของป๊าล้มลงไม่ได้

    ผมเองก็เหมือนกัน ผมยิ้มแล้วบีบมือเขาแน่น ผมสัญญาจะคอยช่วยพี่อยู่ห่างๆ ถ้าหากพี่ต้องการความช่วยเหลือก็หันหลังกลับมานะฮะ ผมจะคอยสนับสนุนพี่เสมอ

    ถ้า -- ถ้ามีคนในบริษัทมองฉันแปลกๆ --”

    คนส่วนใหญ่ก็แค่มอง แต่ไม่ได้คิดอะไรหรอกฮะ ไม่มีใครรอซ้ำเติมพี่ทั้งนั้น

     

    ผมยืนยันเสียงหนักแน่น

     

    หรืออาจจะมองบ้าง แต่ก็แค่มองด้วยความสงสัย เขาอาจจะแค่อยากรู้ว่าพี่เคลื่อนไหวยังไง ใช้ชีวิตยังไง มันก็เหมือนที่เราสองคนมองนิคในตอนแรกไงฮะ เรามองว่าเขาน่าสงสารที่เกิดมาพิการไม่มีแขนขา เราคิดไปเองว่าเขาต้องอยู่อย่างลำบาก ต้องมีคนคอยดูแล แต่พอเห็นว่านิคสามารถทำอะไรได้บ้างเราก็ชื่นชมเขา เราอยากเป็นกำลังใจให้เขา เราชอบที่เขาเข้มแข็งและปรับตัวจนใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปได้ ดังนั้นพี่เองก็เหมือนกัน พี่สามารถใช้ชีวิตเหมือนเมื่อก่อนได้นะฮะ

     

    พี่อี้ชิงเม้มปากแน่น เขามองหน้าผมแล้วนั่งเงียบอยู่นานราวกับกำลังครุ่นคิดตัดสินใจก่อนที่จะบีบมือเป็นคำตอบ เราสบตากันแล้วหลุดยิ้มออกมาทั้งคู่ด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไปจากเดิม เขากระชับมือที่เราจับกันอยู่ให้แน่นขึ้นแล้วพูดขอบคุณสำหรับกำลังใจ และแน่นอนว่าผมคงไม่มีอะไรจะพูดนอกจากส่งยิ้มเพื่อเติมพลังให้พี่ ผมไม่สนหรอกว่าถ้าโอนหุ้นทั้งหมดให้พี่แล้วผมจะกลายเป็นคนไม่มีสมบัติติดตัว ผมแค่อยากบอกให้พี่อี้ชิงรู้ว่าผมอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าพี่ต้องการอะไรผมก็จะคอยช่วยเขาอย่างสุดความสามารถตลอดไปเลย

     

    ฉันรักแกนะชานเลี่ย พี่บอกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจ ฉันสัญญาว่าจะดูแลแกอย่างดี แกจะไม่มีวันลำบาก

    ขอบคุณฮะ

     

    ผมตอบเสียงแผ่วก่อนจะส่งยิ้มหวานกลับไปให้ ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะร้องไห้ในร้านขายเสื้อผ้าจนกระทั่งได้ยินคำบอกรักจากพี่ชายของตัวเอง มันเหมือนกับว่าทุกอย่างถูกเติมเต็มเพียงแค่คำไม่กี่คำ ช่วงชีวิตที่เคยขาดของผมกลับมาสมบูรณ์แบบอีกครั้งเมื่อพี่แสดงออกให้รู้ว่าเขารักและหวังดีกับผมมากแค่ไหน ทั้งๆที่ผมพยายามเข้มแข็ง แต่ความตื้นตันใจที่มีมากจนล้นก็ทำให้ผมกลั้นเอาไว้ไม่ได้ พี่อี้ชิงหัวเราะเมื่อเห็นผมน้ำตาไหลอาบแก้ม แม้ปากจะแกล้งบ่นว่าผมร้องเหมือนเด็กไม่รู้จักโต แต่พี่กลับร้องไห้ไม่ต่างกัน

     

    เราผลัดกันเช็ดน้ำตาก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเมื่อรู้ตัวว่าเผลอทำเรื่องน่าอายในร้านของเรา พี่อี้ชิงยีหัวผมสองสามทีก่อนจะชวนไปร้านเบเกอรี่เพื่อซื้อเค้กของโปรด คราวนี้พี่ปฏิเสธความช่วยเหลือจากผมแล้วเข็นรถเคียงข้างกันไปตลอดทางก่อนที่เขาจะแกล้งเข็นให้เร็วขึ้นจนนำหน้าผมไปไกล

     

    ชักช้าจังเลยชานเลี่ย พี่อี้ชิงพูดยิ้มๆ เขาดูมีความสุขยิ่งกว่าครั้งไหนๆตั้งแต่ผมกลับถึงบ้าน เดี๋ยวเค้กก็หมดเสียก่อน

     

    ผมหัวเราะแล้วรีบวิ่งเหยาะๆตามหลังพี่ไปติดๆ เราเดินคุยกันจนถึงร้านเค้กแล้วต่อด้วยซื้อของอีกนิดหน่อยก่อนจะขึ้นรถกลับบ้าน ตลอดทางผมเอาแต่เหลือบมองพี่อี้ชิง มองเขาที่เริ่มมีกำลังใจกลับไปใช้ชีวิตปกติอีกครั้งด้วยความรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ถ้าพ่อยังอยู่ พ่อคงภูมิใจในตัวพี่มากแน่ๆที่เขาไม่ถอดใจยอมแพ้ต่อโชคชะตา

     

    ผมนั่งคิดนั่นคิดนี่กับตัวเองตลอดทางกลับบ้าน สิ่งที่ทำให้ผมดีใจที่สุดไม่ใช่เรื่องที่พี่อี้ชิงยอมกลับไปทำงานทว่าเป็นตอนที่พี่บอกรักผม บางทีสิ่งที่ผมรอมาตลอดทั้งชีวิตอาจไม่ใช่เงินหรือความรักจากพี่อี้ฟาน แต่เป็นพี่อี้ชิง เป็นพี่ชายของผม ตอนนี้ผมคิดว่าชีวิตของผมถูกเติมเต็มโดยความรักจากคนในครอบครัวจนล้น และบางที ... ผมอาจไม่ต้องวิ่งตามใครเพื่อขอความรักเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว   











Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in