Smiles of SorrowMs.Ambiguous
17




  • ตลอดสองวันที่จัดงานศพของลุง เราสามคนรู้สึกเหมือนเรือแตก พอลุงจีฮุนไม่อยู่แล้วทุกอย่างก็ล้มลงเหมือนโดมิโน่ ทั้งร่างกายที่เหนื่อยล้าเพราะยุ่งกับการเตรียมงาน และสภาพจิตใจที่ย่ำแย่เพราะไม่รู้จะเอาอย่างไรต่อ ที่ผ่านมาเราเคยมีลุงจีฮุนเป็นคนตัดสินใจตลอด พอไม่มีลุงแล้ว ทั้งผมและพวกพี่ก็เลยเคว้งคว้างจนจับต้นชนปลายไม่ถูก

     

    หลังเสร็จพิธีฝัง เราก็กลับบ้านพร้อมกัน พี่ซงโฮและพี่ยูมีเรียกผมกับพี่อี้ฟานไปคุยบนห้อง เขาอ่านคำสั่งเสียสุดท้ายที่ลุงเขียนในจดหมายให้เราฟัง ลุงบอกแค่ว่าลุงทรมานกับมันมานานหลายเดือน ยิ่งอยู่ก็ยิ่งรู้สึกแย่เพราะเริ่มปวดมากขึ้นจนมอร์ฟีนก็เอาไม่อยู่ พี่ซงโฮอ่านไปก็ร้องไห้ไปเพราะเขาทำใจไม่ได้ ทั้งๆที่เราเริ่มมีเงินเก็บก้อนหนึ่งเพื่อจ่ายค่าคีโมแล้ว แต่ลุงก็ตัดสินใจที่จะไปโดยเขียนเหตุผลไว้ว่าไม่อยากให้เราต้องหมดเนื้อหมดตัวเพราะเขา  

     

     ลุงจีฮุนเขียนสิ่งที่เขาปรารถนาเอาไว้อีกสองสามข้อในท้ายจดหมาย หนึ่งในคำขอของลุงคือให้ผมกลับจีน ส่วนที่เหลือเป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆถึงพวกพี่สองคน ลุงบอกให้พี่ซงโฮหัดใจเย็นๆและหาอาชีพสุจริตทำ ส่วนพี่ยูมีลุงไม่ขออะไรมาก ขอแค่เธอเลิกตามเพื่อนที่นิสัยไม่ดีและเชื่อมั่นในตัวเองเสียที

     

    พออ่านจบ บรรยากาศในห้องก็อึมครึมเพราะเราทุกคนต่างรู้สึกเคว้งคว้าง พี่ซงโฮถามผมว่าหลังจากนี้จะทำอย่างไร ได้วางแผนกับพี่อี้ฟานเอาไว้บ้างไหม ถ้าหากยังอยากอยู่เกาหลีพวกเขาก็ไม่ติดขัดอะไรเพราะพวกพี่เลี้ยงผมได้ ต่อให้ลุงไม่อยู่แล้ว ทั้งเขาและพี่ยูมีก็จะดูแลผมเหมือนเดิม

     

    ผมบอกพวกพี่ไปว่าอยากกลับบ้านเพราะรู้สึกเหมือนเห็นศพของลุงคอยหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา พี่ยูมีไม่ว่าอะไรนอกจากร้องไห้แล้วกอดผมแน่น เธอขอโทษที่ปล่อยให้ผมเข้ามาเห็นเป็นคนแรก ทั้งๆที่ปกติเธอคือคนถือกุญแจและมักจะเข้าบ้านก่อนคนอื่น ทว่าคืนนั้นเธอเอาแต่ยุ่งเรื่องยกของ ผมก็เลยต้องเจอภาพไม่น่าดูแบบนี้

     

    วันนั้นเราก็ตัดสินใจคุยกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป ผมจะกลับบ้านที่จีน พี่ซงโฮจะย้ายไปอยู่บ้านเกิดกับญาติๆที่มกโพ ส่วนพี่ยูมีจะลองหางานในโซล เธอบอกว่าอยากยึดอาชีพเก่าคือช่างแต่งหน้าและพอจะมีเพื่อนที่รู้จักกันบ้าง เธออาจจะเริ่มต้นใหม่ที่นี่เพียงลำพังเพราะไม่มีญาติที่ไหนหรือมีบ้านให้กลับอีกแล้ว

     

    หลังจากพูดคุยและตกลงเรื่องอนาคตเสร็จพี่อี้ฟานก็พาผมออกจากบ้านของลุงจีฮุนทันทีโดยไม่รอให้เริ่มเช้าวันใหม่ เรากอดลากันด้วยความเศร้าเพราะมันเป็นการจากลาที่ค่อนข้างกะทันหันและไม่รู้ว่าวันไหนจะได้เจอกันอีก แม้แต่คนเข้มแข็งอย่างพี่ซงโฮก็ยังร้องไห้ เขากอดผมแล้วลูบหัวเป็นครั้งแรกตั้งแต่อยู่ด้วยกัน เราจดชื่อที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ของกันและกันเอาไว้และให้สัญญาว่าหากทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางเมื่อไหร่จะติดต่อหากันอีกครั้ง

     

    ก่อนกลับ พี่อี้ฟานให้เงินก้อนใหญ่แก่พวกเขาสองคนแทนคำขอบคุณที่เลี้ยงดูผมมาเป็นอย่างดี ทีแรกทั้งพี่ยูมีและพี่ซงโฮไม่รับแต่ผมก็ขอร้องเอาไว้ เงินก้อนนี้ไม่ได้ครึ่งหนึ่งของบุญคุณที่พวกเขาชุบชีวิตผมเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นผมจึงอยากให้พวกเขาเก็บมัน อย่างน้อยผมจะได้กลับจีนอย่างสบายใจเพราะไม่ต้องเป็นห่วงกลัวว่าพวกพี่จะอยู่อย่างลำบากและอดอยากเหมือนผมอีก

     

    ผมร้องไห้จนปวดหัวเมื่อรถแท็กซี่มาจอดหน้าบ้าน เราโบกมือลาและกอดกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่พี่อี้ฟานจะโค้งตัวขอบคุณพวกเขาสำหรับทุกอย่างโดยย้ำว่าหากมีปัญหาอะไรสามารถติดต่อมาได้ทุกเมื่อ พี่อี้ฟานยินดีจะช่วยเหลือหากพวกเขามีปัญหา เขายังบอกอีกว่าถ้าไม่มีงานทำก็ให้ไปที่พู่ตง เรามีสวัสดิการดูแลลูกจ้าง เขาจะฝากพวกพี่เข้าทำงานให้

     

    หลังบอกลากันเสร็จ ผมก็ขึ้นรถแต่ยังคงเหลียวดูกระจกเพื่อมองภาพของพี่ยูมีและพี่ซงโฮให้เต็มตาเป็นครั้งสุดท้าย พวกพี่ทั้งสองคนยังคงร้องไห้พลางโบกมือให้โดยไม่ลืมอวยพรให้ผมโชคดี

     

    เป็นเด็กดีนะชานเลี่ย!” พี่ยูมีพูดแล้วสะอื้น โทรหาฉันบ้างนะ!”

     

    ผมพยักหน้ารับแล้วทำมือเป็นโทรศัพท์เพื่อบอกว่าจะติดต่อกลับไปก่อนที่รถจะเคลื่อนไกลจนลับสายตา และผมก็ไม่ได้เห็นหน้าพวกพี่อีกเลย

     


     

    มันเป็นการเดินทางที่ไม่มีความสุขเอาเสียเลย ผมรู้สึกขมขื่นทุกคืนที่ต้องหลับตา ไม่ว่าเมื่อไหร่ภาพของลุงจีฮุนและแม่ยังคงโผล่เข้ามาให้เห็นอยู่เสมอ ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องจากกับพวกพี่แบบนี้ ผมไม่คิดว่าลุงจะฆ่าตัวตาย ไม่คิดว่าเราสามคนจะต้องแยกกันไปคนละทิศคนละทาง และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมชอบเลย ผมเกลียดการจากลา ไม่ว่าเมื่อไหร่มันก็ยังเป็นความเศร้าที่สุดในชีวิตของมนุษย์เราเสมอ

     

    ผมพักอยู่ที่โรงแรมกับพี่อี้ฟานเกือบสิบวันเพื่อจัดการเอกสาร เขาบอกให้ผมทิ้งทุกอย่างไว้ที่บ้านหลังนั้นและไม่ต้องนึกถึงอะไรอีก ตุ๊กตาแมวน้ำและเรนโบว์แดชก็ยังอยู่กับพวกพี่ซงโฮ ส่วนเสื้อผ้าและรองเท้าที่เคยใส่ หรือแม้แต่กระเป๋าเดินทางที่พี่จิงเหม่ยซื้อให้ พี่อี้ฟานก็ทิ้งหมด เขายัดเสื้อผ้าเก่าๆของผมลงกระเป๋าลากแล้วนำไปทิ้งด้วยตัวเอง พี่อี้ฟานบอกว่าผมไม่ควรเก็บอะไรก็ตามที่ทำให้คิดถึงเรื่องแย่ๆเพราะหลังจากนี้ผมจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ มันจะต้องเป็นการเริ่มต้นที่ดีและไม่มีเรื่องเศร้าๆอีกแล้ว  

     

    ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันเขาดูแลผมเป็นอย่างดี ผมได้กินอาหารแทบจะไม่ซ้ำกัน ได้กินขนม ได้กินน้ำอัดลมที่ชื่นชอบรวมถึงไอศกรีม พี่อี้ฟานพาผมไปซื้อเสื้อผ้า แม้จะไม่ได้เอ่ยปากขอ เขาก็ซื้อแต่ของดีๆให้ใส่ เขาซื้อรองเท้าผ้าใบราคาแพงเพื่อให้ผมสวมสบาย ซื้อเสื้อฮู้ดและแจ็คเก็ต นอกจากนี้ยังซื้อกระเป๋าเป้ ซื้อทุกอย่างที่เคยอยากได้ให้ ทั้งๆที่ผมควรดีใจที่พี่อี้ฟานเอาใจใส่ผมขนาดนี้ แต่เรื่องของลุงจีฮุนกลับทำให้ผมนอนซึมทั้งวันไม่ร่าเริงเหมือนเคย

     

    วันหนึ่งในขณะกำลังนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้านวม โทรศัพท์ของพี่อี้ฟานก็ดังขึ้น ผมนอนนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนเพราะไม่อยากยุ่งกับของใช้ส่วนตัวของเขาก็เลยไม่สนใจจะเดินไปดูว่าใครโทรมา หลังจากปล่อยให้มันแผดเสียงร้องลั่นอยู่นาน พี่อี้ฟานที่กำลังอาบน้ำก็รีบวิ่งออกมา เขาสไลด์หน้าจอเพื่อรับสายก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนคุยกับผู้ร่วมงาน

     

    ผมคิดว่าเขาคงคุยกับใครซักคนที่ไม่สนิทด้วย แต่เมื่อได้ยินคำว่า ชานเลี่ยนอนอยู่ ผมก็หูผึ่งทันที พี่อี้ฟานสาวเท้าเข้ามาใกล้เพื่อดูว่าผมหลับหรือยัง และเมื่อเห็นว่าผมกำลังนอนหลับตาและแสร้งว่าไม่รู้สึกตัว เขาก็เดินจากไป

     

    เขาหลับแล้ว พี่อี้ฟานกระซิบกับปลายสาย อืม ชานเลี่ยไม่ค่อยร่าเริง เขาเพิ่งเจอเรื่องไม่ดี

     

    ผมรู้ในทันทีว่าคนที่เขาคุยด้วยต้องเป็นพี่อี้ชิงแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไมพวกพี่ถึงคุยกันอย่างห่างเหินแบบนี้ พี่อี้ฟานตอบคำถามจากปลายสายเหมือนเป็นนักโทษไม่มีผิด เขาเอาแต่ตอบอย่างเดียว ไม่มีโอกาสเป็นฝ่ายพูดบ้างเลย

     

    นายจะพาเขาไปหาหมอเองใช่ไหม? พี่อี้ฟานถามกลับเป็นครั้งแรกก่อนจะค่อยๆย่องขึ้นมาบนเตียงแล้วถือวิสาสะดึงแขนเสื้อผมขึ้นเพื่อดูรอยแดงจากตัวเรือด อ่า โอเค งั้นฉันจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนาย

     

    ตอนที่พี่อี้ฟานโน้มตัวลงมา ผมได้ยินเสียงจากปลายสายดังออกมานิดหน่อย เหมือนพี่อี้ชิงกำลังโวยวายหรือบ่นอะไรซักอย่าง ผมไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร แต่จากที่เดาแล้วคงไม่พ้นเรื่องสุขภาพของผมแน่ๆ

     

    แต่เขาบ่นปวดฟันมาซักพักแล้ว จะให้ฉันพาไปหาหมอก่อนไหม?

     

    ผมเม้มปากแน่น ในใจอยากตะโกนออกไปว่า ไม่! ผมเกลียดหมอฟัน! แต่ก็ต้องเก็บอาการเอาไว้ โชคดีที่ปลายสายตอบปฏิเสธ เขาจึงทำแค่ขานรับในลำคอสั้นๆว่า โอเค

     

    ฉันไม่ทำอะไรเขาหรอก พี่อี้ฟานที่พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเรียกให้ผมกลับมาตั้งใจฟังพวกเขาต่อ ไม่ ฟังก่อนสิ ฉันแยกห้องนอนกับเขาไม่ได้ ชานเลี่ยกำลังเศร้า

     

    ใช่ ผมแยกห้องนอนกับพี่อี้ฟานไม่ได้ เพราะตั้งแต่เราย้ายมาอยู่โรงแรม ก็ไม่มีซักนาทีเดียวที่เขาจะปล่อยให้ผมคลาดสายตา ทั้งๆที่ผมเริ่มทำใจได้บ้างแล้ว แต่พี่อี้ฟานก็ยังคอยอยู่เป็นเพื่อนราวกับกลัวว่าผมจะเศร้าจนตายตามลุงไปอีกคน

     

    ผมนอนฟังพี่อี้ฟานคุยโทรศัพท์อีกนิดหน่อยก่อนที่เขาจะวางสายแล้วถอนหายใจยาว ผมไม่รู้ว่าทำไมพี่อี้ชิงถึงไม่เคยโทรมาตอนกลางวัน เขาชอบโทรหาพี่อี้ฟานช่วงดึกถึงดึกมากจนบางคืนผมก็หลับไปแล้ว บางทีพี่อาจจะไม่อยากคุยกับผม เขาคงโกรธ หรือไม่ก็หงุดหงิดที่ผมเอาแต่เล่นตัวไม่ยอมกลับเสียทีจนพาลไม่อยากคุยด้วย ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงขอเป็นฝ่ายคุยกับเขา แต่ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์เลย การกลับบ้านไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นซักนิด

     

    ผมนอนคิดนั่นคิดนี่อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่แรงยวบจากเตียงก็ทำให้ต้องขยับตัวหนี เรานอนเตียงเดียวกันทุกคืน แต่ก็แค่นอนด้วยกัน เพราะพี่อี้ฟานไม่เคยล่วงล้ำหรือแสดงท่าทีคุกคามเลย ผมจะนอนในที่ของผม ส่วนพี่อี้ฟานนอนในที่ของตัวเอง เราไม่นอนกอดกัน หรือถูกเนื้อต้องตัวกันเหมือนตอนที่ยังอยู่ในบ้านหลังนั้นอีกแล้ว 

     

     ทว่าคืนนี้กลับต่างออกไปจากเช่นทุกที พี่อี้ฟานขยับเข้ามาใกล้ก่อนจะหนุนหมอนใบเดียวกัน เขาพ่นลมหายใจร้อนๆรดท้ายทอยของผมอยู่นาน ทีแรกผมคิดว่าเขาคงละเมอ แต่เพราะมือที่เริ่มเลื้อยมาโอบเอวก็ทำให้รู้ว่าเขาจงใจ

     

    พรุ่งนี้กลับบ้านแล้ว เขากระซิบ หลังจากนี้ก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุดนะ

     

    ผมนิ่ง แสร้งทำเป็นหลับเพราะกำลังทบทวนเกี่ยวกับคำพูดของเขา พี่อี้ฟานกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น เขาโอบกอดราวกับกลัวว่าผมจะหนีหายไปไหน ทั้งๆที่ผ่านมาเราไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย แต่พี่อี้ฟานก็ทำให้ผมใจหายเพราะรู้สึกเหมือนมันเป็นคำบอกลา  

     

    ผมพลิกตัวหันหน้าไปหาเขาทั้งๆที่ยังหลับตา พี่อี้ฟานดูตกใจนิดหน่อยเมื่อรู้ว่าผมไม่ได้หลับอย่างที่คิด ผมนอนนิ่ง ปล่อยให้เขาสวมกอดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกระซิบเบาๆว่า --

     

    ขอบคุณฮะ

     

    ผมพึมพำแค่นั้นแล้วก็เงียบไป บางทีพี่อี้ฟานอาจจะไม่ต้องการให้ผมพูดอะไรก็ได้เพราะเขาเอาแต่ซบหน้าลงบนหมอนจนปลายจมูกแตะหน้าผาก ไม่มีจูบ ไม่มีหอมแก้ม ไม่มีการลุกล้ำใดๆนอกจากอ้อมกอดอบอุ่นที่เขามอบให้เท่านั้น แน่นอนว่าพี่อี้ฟานเคยกอดผม แต่ไม่เคยรัดแน่นเหมือนกลัวว่าจะต้องแยกจากกันขนาดนี้  ผมได้แต่ภาวนาให้เป็นแค่การคิดไปเองเท่านั้น เพราะหากต้องแยกกับเขาจริงๆ ผมคงเสียใจน่าดู

     


     

    คืนนั้นผมหลับในอ้อมกอดของคนที่ผมชอบ ไม่น่าเชื่อว่าเราต่างกวาดแขนโอบกอดกันและกันเอาไว้แน่นโดยไม่ผละออกไปไหนตลอดทั้งคืน ผมตื่นนอนอีกครั้งในตอนเช้าและพี่อี้ฟานก็ยังอยู่ข้างๆ เขามองหน้าผม มองตา มองริมฝีปากอยู่ชั่วครู่ก่อนจะยอมลุกขึ้นอาบน้ำเพราะเรายังต้องเก็บของและเตรียมตัวไปสนามบินในช่วงบ่าย

     

    หลังอาบน้ำเสร็จเราก็ทานอาหารกัน พี่อี้ฟานสั่งของดีๆขึ้นมาทานในห้องแล้วใช้เวลาช่วงสั้นๆดูแลผม พี่อี้ฟานแต่งตัวให้ผมด้วยเสื้อผ้าที่ซื้อมาเมื่อวันก่อน เขาเลือกเสื้อฮู้ดสีเหลืองอ่อนกับกางเกงยีนส์สีเข้มให้ พอเห็นพี่อี้ฟานถือรองเท้ามาและเตรียมจะใส่ให้ ผมจึงรีบปฏิเสธเพราะไม่อยากให้เขาลดตัวมาทำอะไรแบบนี้แต่พี่อี้ฟานก็ขืนตัวเองไว้ เขาไม่ได้พูดอะไรนอกจากมองหน้าผมอยู่ชั่วครู่ก่อนจะสวมถุงเท้าและรองเท้าให้เป็นสิ่งสุดท้าย

     

    เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเราก็นั่งแท็กซี่ไปสนามบิน ตลอดทางพี่อี้ฟานจับมือผมแน่น เขาคอยอยู่ข้างๆและชวนคุยแต่ผมกลับไม่อยากตอบ ผมรู้สึกเหมือนชีวิตแตกออกเป็นชิ้นๆ ทุกอย่างดูเลื่อนลอยและไม่มีจุดหมายอะไรนอกจากทำตามที่พี่อี้ฟานสั่ง บางทีผมก็นึกสงสัยว่าการกลับจีนจะช่วยผมให้หลุดพ้นได้ไหม อย่างน้อยผมอยากจดจำแค่เรื่องราวดีๆ ไม่อยากนึกถึงภาพขึ้นอืดของแม่หรือศพของลุงจีฮุนอีกแล้ว

     

    โดนัทของโปรดใครเอ่ย?

     

    เสียงของพี่อี้ฟานเรียกให้ผมที่กำลังเหม่อต้องหันมอง เขาซื้อโดนัทมาฝาก มันเป็นโดนัทยี่ห้อโปรดที่ผมชอบ แต่ผมกลับไม่อยากกินเลย

     

    พี่ฮะ ถ้ากลับไปแล้ว --” ผมเกริ่น ผมจะหายเจ็บไหม?

     

    พี่อี้ฟานไม่ตอบ เขาย้ายกล่องโดนัทไปวางที่เก้าอี้อีกตัวก่อนจะขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ

     

    นายจะหายดี

    คราวนี้ผมต้องอยู่ที่ไหนฮะ?

    บ้านของอี้ชิง เขาเตรียมห้องรอนายกลับบ้านแล้วนะ

     

    ผมไม่รู้สึกดีใจซักนิดเมื่อได้ยินแบบนั้น ผมหันไปหาพี่อี้ฟาน เขาเองก็ดูไม่ค่อยดีใจเท่าไหร่เหมือนกัน ดวงตาสีน้ำตาลที่เคยฉายแววร่าเริงดูเศร้าอย่างบอกไม่ถูก เหมือนพี่อี้ฟานมีเรื่องที่ยังไม่บอก และผมรู้ดีว่าต่อให้เค้นถาม เขาก็คงไม่ยอมพูด

     

    พี่จะลาออกจริงเหรอฮะ?

    จริงสิ ฉันแจ้งคณะกรรมการแล้ว แต่กว่าจะพวกเขาจะอนุมัติก็ปลายเดือนหน้าเพราะตอนนี้เรายังหาคนมาแทนไม่ได้เลย พี่อี้ฟานฝืนยิ้ม ถ้าอยากให้ฉันลาออกเร็วๆ นายก็ต้องทำให้อี้ชิงเข้มแข็งแล้วกลับมาทำงานไวๆนะ

    พี่ -- พี่อี้ชิงจะเดินไม่ได้ตลอดไปหรือเปล่าฮะ?

    อาจจะ -- เป็นแบบนั้น

    พี่รู้สึกอะไรบ้างไหมที่ทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้?

    รู้สึกสิ ทำไมจะไม่รู้สึก เขาถอนหายใจ รู้ไหมว่าตั้งแต่นายหายไป ฉันไม่เคยนอนหลับเลย

     

    ผมยิ้มเมื่อได้ยินแบบนั้น แต่เพราะผมไม่อยู่ในอารมณ์ปกติก็เลยปล่อยให้มันเป็นบทสนทนาครึ่งๆกลางๆ พี่อี้ฟานดูมีเรื่องที่ยังอยากพูดแต่ก็เปลี่ยนเป็นเงียบเมื่อเห็นว่าผมเอาแต่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ผมมองเครื่องบินที่วิ่งอยู่บนรันเวย์ด้วยความรู้สึกว่างเปล่า เพราะไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้ชีวิตผมจะไปในทิศทางไหน จะยังเจอเรื่องแย่ๆหรือเป็นส่วนเกินสำหรับใครอีกไหม ผมครุ่นคิดกับตัวเองตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่องก่อนจะถอนหายใจเพราะรู้ดีว่าย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ นอกจากภาวนาให้เครื่องลงจอดเร็วๆเพราะอยากรู้ว่าที่นั่นยังมีคนรอผมอยู่จริงหรือเปล่า

     


     

    เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ผมยังไม่รู้สึกตื่นเต้นเมื่อคิดเรื่องกลับบ้าน ทว่าพอเครื่องแลนดิ้งบนรันเวย์ผมกลับใจเต้นตึกตักอย่างบอกไม่ถูก

     

    ผมเคยคิดเล่นๆสมัยยังอยู่ในคุกว่าถ้าได้เจอพี่อี้ชิงอีกครั้งจะทักทายเขาอย่างไร ผมจะส่งยิ้มให้ จะโบกมือและถามพี่ว่า สบายดีไหมฮะ? แล้วพูดต่อว่า ผมก็สบายดี หรืออาจจะถามเกี่ยวกับขาของเขา แต่ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าการถามถึงขาจะเป็นตัวเลือกที่ดีหรือเปล่า บางทีพี่อี้ชิงอาจจะโกรธหนักมากขึ้นไปอีกก็ได้เพราะคิดว่าผมแกล้งเอาเรื่องนี้มาจี้ใจดำ

     

    ตื่นเต้นเหรอ?

    ฮะ ผมตอบพี่อี้ฟานพลางใช้มือถูขากางเกงไปมา ผม -- ไม่ได้กลับบ้านนานแล้ว

    นั่นสิ

     

    เขาส่งยิ้มก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าแล้วเราก็ไม่พูดอะไรกันอีก ผมช่วยพี่อี้ฟานยกกระเป๋าเดินทางวางบนรถเข็นก่อนจะเดินข้างเขาไปเรื่อยๆจนถึงทางออก ยิ่งเห็นผู้คนมากมายมายืนรอก็ยิ่งประหม่า ในหัวเอาแต่ครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรดีถ้าได้เจอพี่ ผมควรส่งยิ้มหรือโบกมือ หรือพูดอะไรหน่อยไหม ผมขยำมือด้วยความกังวลเพราะไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ระยะเวลาที่ไม่ได้เจอกันนั้นนานถึงสองปี มันก็เลยรู้สึกเหมือนเราห่างกันมากกว่าเมื่อก่อนนิดหน่อย ผมไม่รู้ว่าพี่จะยังขี้โวยวายเหมือนเดิมไหม หรือว่าใจเย็นขึ้นบ้างแล้ว 

     

    ทันทีที่ประตูอัติโนมัติเปิดออก ผมก็ก้าวเท้าเดินไปพร้อมกับพี่อี้ฟาน เขาจับมือผมเอาไว้แน่นเพราะวันนี้คนค่อนข้างพลุกพล่านมากกว่าครั้งก่อนที่เคยมากับพี่จิงเหม่ย ระหว่างที่เดินตามเขาไปเรื่อยๆผมก็มองหาพี่ไปด้วย ผมไม่ได้หวังว่าเขาจะมารับถึงสนามบิน แต่ถ้าเห็นเขายืนรอผมเหมือนที่คนอื่นรอญาติตัวเองก็คงดี

     

    น่าเสียดายที่คำขอของผมไม่เป็นจริง เพราะพี่อี้ชิงอยู่ที่นี่ แต่เขานั่งบนวีลแชร์และกำลังชะเง้อมองหาใครซักคน ทางขวาของรถเข็นมีผู้หญิงที่ผมไม่คุ้นหน้าซึ่งดูแล้วคงเป็นพยาบาล ทันทีที่เราหันมาสบตากัน ผมก็ชะงักเพราะยังคิดคำพูดทักทายพี่ไม่ออกเลย

     

    พี่อี้ชิงสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาที่ยับยู่ยี่และมีผ้าห่มลายสก็อตสีแดงวางห่มคลุมบนต้นขา ผมเลื่อนสายตาขึ้นไปมองหน้าพี่ก่อนจะรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนเมื่อเห็นว่าพี่เองก็กำลังมองมาทางผมเหมือนกัน เราจ้องหน้ากันอยู่เนิ่นนานราวกับจะสำรวจกันและกัน ผมมองพี่ที่ผอมลงจนแก้มตอบ มีตอหนวดเขียวครึ้มขึ้นรอบคางเหมือนเพิ่งโกนแบบลวกๆเมื่อเช้า สภาพของพี่อี้ชิงตอนนี้โทรมที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา เขาดูเหมือนคนป่วยแห้งๆที่ดูทุกข์ใจเอามากๆ ไม่เหลือมาดซีอีโอหนุ่มหล่อของพู่ตงอีกแล้ว

     

    ทีแรกผมนึกสงสัยว่าถ้าเราได้พบกันเราจะรู้สึกอย่างไร แต่ตอนนี้ผมรู้แล้ว ผมเพิ่งรู้ตัวว่าคิดถึงพี่อี้ชิงมากแค่ไหนก็ตอนเห็นหน้าเขา ความคิดถึงที่เคยคิดว่าเบาบางกลับก็ทะลักออกมาจนเผลอร้องไห้ ยิ่งเห็นสภาพของพี่ผมก็ยิ่งร้องหนักขึ้นไปอีกเมื่อรู้ว่าตลอดเวลาที่ผมหายไปพี่ไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายเหมือนที่คิด เขาทั้งซูบทั้งเซียว แถมยังพิการและดูเหมือนคนตรอมใจอีก ทั้งๆที่ตั้งใจจะให้มันเป็นการพบกันที่เต็มไปด้วยความดีใจแท้ๆ แต่ภาพของพี่อี้ชิงที่ผอมแห้งและดูเศร้าหมองกลับทำให้ผมรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก

     

    พี่ --”

    นั่น! พู่ชานเลี่ย! เขามาแล้ว!”

     

    ผมที่ปล่อยมือพี่อี้ฟานและกำลังจะวิ่งไปหาพี่ชะงักเมื่อได้ยินเสียงของใครบางคนดังขึ้นก่อนที่แสงแฟลชจะสว่างวาบจนแสบตา พี่อี้ฟานที่เดินอยู่ข้างหลังรีบวิ่งมาหา เขาหยิบเสื้อแจ็คเก็ตมาคลุมหัวผมก่อนจะโอบไหล่ให้เดินไปอีกทาง

     

    ผมเห็นพี่อี้ชิง!” ผมขืนตัวเองไว้เพื่อกลับไปหาพี่ พี่อี้ชิงอยู่ตรงนั้น! เขารอผมอยู่!”

     

    ผมร้องโวยวายแล้วโยนแจ็คเก็ตทิ้งแต่พี่อี้ฟานก็ล็อคตัวไม่ให้ทำแบบนั้น ยิ่งเหลือบเห็นพี่อี้ชิงพยายามใช้มือเข็นรถตามอย่างเอาเป็นเอาตายผมก็ยิ่งร้องไห้ ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าคนพวกนี้มาที่สนามบินเพื่อถ่ายรูปทำไม แต่พี่อี้ฟานก็ไม่ยอมตอบนอกจากบอกสั้นๆว่าไว้เจอกันที่บ้าน

     

    ตลอดทางที่เดินไปที่รถผมมองอะไรไม่เห็นเพราะคราวนี้พี่อี้ฟานใช้เสื้อคลุมทั้งตัว ผมได้ยินแค่เสียงแฟลชและเสียงฝีเท้าที่บ่งบอกถึงความวุ่นวายโดยรอบ มีคนจำนวนมากพยายามเดินเข้ามาเบียดผมกับพี่อี้ฟานจนเซหลายหน ผมได้ยินเขาสบถคำหยาบออกมาเมื่อมีใครคนหนึ่งเผลอทำกล้องกระแทกหัวผม พี่อี้ฟานตะโกนเสียงดังด้วยความโกรธว่า อย่ายุ่งกับเขา! ก่อนจะมีบอร์ดี้การ์ดสองสามคนเข้ามากันนักข่าวให้ออกห่างจากเรา

     

    ผมก้มหน้า รีบเดินให้ทันพี่อี้ฟานที่เอาแต่ก้าวฉับๆเพราะอยากหนีนักข่าว พวกเขาแย่งกันถามคำถามจนเสียงดังอื้ออึงหมด

     

    รู้สึกอย่างไรบ้าง?

    หายไปไหนมา?

    รู้หรือยังว่าใครเป็นคนทำ?

    อู๋จูผิงแม่ของอู๋อี้ฟานเป็นคนสั่งฆ่านะ คุณรู้หรือเปล่า?

     

    พวกเขาเอาแต่ยิงคำถามจนผมจับใจความไม่ได้ พี่อี้ฟานไม่ตอบอะไรซักคำนอกจากโอบไหล่ผมให้แน่นขึ้น เขาพยายามเอาตัวบังและใช้แขนป้องกันผมจากแรงกระแทกที่คนพวกนั้นส่งมาจนกระทั่งถึงรถ ก่อนจะได้ยินเสียงเปิดประตู แล้วพี่อี้ฟานก็ดันหลังให้ผมเข้าไปด้านใน

     

    ทันทีที่ประตูปิด ปึ้ง! ผมก็โยนแจ็คเก็ตออก ผมเห็นนักข่าวหลายคนพยายามล้อมรถแล้วกดแฟลชอย่างเอาเป็นเอาตาย พี่อี้ฟานรีบรูดผ้าม่านบังแสงปิดรอบด้านก่อนจะสั่งให้ออกรถ ทันทีเราหลุดจากกองทัพของสื่อ เขาก็กดโทรศัพท์หาพี่อี้ชิงและผมได้ยินน้ำเสียงเกรี้ยวกราดดังลอดออกมาตามสายทันที

     

    พี่อี้ฟานตอบกลับสั้นๆว่าจะพาผมไปส่งที่บ้านเพราะนักข่าวตามถ่ายรูปจนหาทางเลี่ยงไม่ได้ ผมนั่งกระวนกระวายและลังเลอยู่นานว่าควรขอโอกาสนี้คุยโทรศัพท์กับพี่เลยไหม แต่พี่อี้ฟานก็รีบคุยรีบวางสาย เขาบอกผมว่าเราจะไปเจอกันที่บ้านแต่ไม่ได้เล่าว่าทำไมนักข่าวถึงตามมาถ่ายรูปเราที่สนามบินเยอะขนาดนี้

     

    ระหว่างที่อยู่ในรถผมก็เอาแต่ชะเง้อมองหารถของพี่อี้ชิงจากข้างหลังทว่าไม่มีรถคันไหนที่ดูคุ้นตาเลยว่าเป็นของเขา ผมคงลุกลี้ลุกมากเกินไปจนพี่อี้ฟานรำคาญ เพราะจู่ๆเขาก็ดึงผมให้นั่งลงแล้วคาดเข็มขัดนิรภัยให้ก่อนจะถอนหายใจยาวเหมือนมีเรื่องหนักใจอะไรนักหนา

     

    ตลอดทางผมเห็นพี่อี้ฟานเอาแต่กดโทรศัพท์ ดูเหมือนว่าเขากำลังส่งอีเมลหาใครซักคนเพราะเขาเอาแต่รัวนิ้วลงบนสมาร์ทโฟนด้วยความรวดเร็ว คิ้วของพี่อี้ฟานขมวดแน่น เขาดูหงุดหงิดรำคาญใจเหมือนสมัยที่ยังทำงาน ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้เขาหัวเสียได้มากขนาดนี้ บางทีอาจจะเป็นเพราะผมดื้อ ผมเอาแต่ดิ้นและไม่ฟังเขา พี่อี้ฟานถึงได้ไม่พอใจจนแสดงออกชัดเจน

     

    พี่โกรธผมเหรอฮะ?

    อะไร? เขาเลิกคิ้วขึ้น แต่ตายังคงมองจอโทรศัพท์ ฉันจะโกรธนายทำไม?

    พี่ดูเครียดๆ เหมือนพี่โกรธที่ผมพยายามดึงเสื้อแจ็คเก็ตออกที่สนามบิน

    เปล่าเลย ฉันรำคาญนักข่าว พี่อี้ฟานตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล คราวนี้เขายอมละสายตาออกจากโทรศัพท์แล้วมองหน้าผม ฉันกำลังเช็กกับเลขาว่ามีใครรู้เรื่องนายกลับบ้านบ้าง

    พี่อี้ชิงไงฮะ

    อี้ชิงไม่บอกพวกนั้นหรอก คงเป็นใครซักคนในบริษัทเพราะอยากให้พู่ตงถูกพูดถึงอีกครั้ง เขาพึมพำ ตั้งแต่นายหายไปทุกอย่างก็แย่ล้มลงหมด ยอดขายไม่โตขึ้นเลยเพราะข่าวมั่วๆที่พวกนั้นเขียน บางทีอาจจะมีคนคิดว่าถ้าสื่อรู้ว่านายกลับมาแล้ว ข่าวลือแย่ๆเกี่ยวกับพู่ตงคงหายไปบ้าง

     

    ผมสัมผัสได้ถึงความกังวลผ่านทางสีหน้าของพี่อี้ฟาน ไม่ว่าอะไรที่เกี่ยวกับพู่ตงมักเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเขาเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้เขาจะพูดว่าการกลับมาของผมอาจจะช่วยทำให้ข่าวเสียๆหายๆเกี่ยวกับพวกพี่และพู่ตงหายไปบ้าง แต่เขาดูไม่สบายใจเมื่อเห็นว่าพวกสำนักข่าวเริ่มนำรูปที่ผมถูกพี่อี้ฟานเอาเสื้อคลุมจนไม่เห็นหน้าลงบนอินเตอร์เน็ต

     

    อี้ชิงฆ่าฉันตายแน่ เขาพูดทีเล่นทีจริง แต่ผมคิดว่าน่าจะจริงมากกว่า เพราะพี่อี้ฟานไม่ได้พูดติดตลกเหมือนตอนอยู่เกาหลีอีกแล้ว พี่นายต้องโกรธจนปรอทแตกแน่ๆถ้าเห็นว่าสื่อเอารูปนายไปลงในอินเตอร์เน็ต

    ช่วงนี้พี่โมโหบ่อยเหรอฮะ?

    ทุกวัน พี่อี้ฟานหัวเราะแห้งๆ ช่างเถอะ ยังไงนายก็กลับมาแล้ว อี้ชิงคงดีใจมากกว่าหัวเสียเพราะเห็นรูปของนายจากสำนักข่าว

     

    เขาพูดแค่นั้นก่อนจะเก็บโทรศัพท์แล้วมองผม พี่อี้ฟานดูมีเรื่องอยากพูดตั้งแต่อยู่ที่โรงแรมแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงไม่ยอมพูดเสียที ผมจ้องหน้าเขา มองลึกเข้าไปแววตาที่เคยเต็มไปด้วยความสุขมากกว่านี้ ก่อนจะรู้สึกใจหายเพราะมันดูเศร้ายิ่งกว่าครั้งไหนๆที่เคยเจอ

     

    พี่ฮะ ผมกลัว

    กลัวอะไร?

    กลัวทำตัวไม่ถูก ผมพูดตามตรง ผมไม่เจอพี่มาสองปีแล้ว ผมกลัวว่าจะอึดอัด

    แล้วตอนนายเจอฉัน นายอึดอัดไหม?

    ไม่ฮะ

    ทำไมล่ะ?

    เพราะ -- เพราะผม --”

     

    ผมอ้ำๆอึ้งๆ ไม่ยอมบอกเขาเพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่เคยรู้สึกอึดอัดกับพี่อี้ฟาน

     

    ไม่ตอบก็ไม่เป็นไร เขายิ้มแล้วโคลงหัวผมเบาๆ ถึงบ้านเมื่อไหร่นายจะรู้เอง

     

    ผมเงียบ ไม่พูดอะไรอีกนอกจากเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง มองวิวทิวทัศน์ของปักกิ่งด้วยความรู้สึกปั่นป่วนอย่างบอกไม่ถูก ตลอดทางผมเริ่มคิดหาคำพูดเพื่อเตรียมตัวพบกับพี่บ้างแล้ว ผมไม่อยากให้บรรยากาศเป็นไปอย่างกระอักกระอ่วน ผมอยากให้เรารู้สึกดีด้วยกันทั้งคู่ อย่างน้อยผมก็อยากเห็นพี่ดีใจหรือทักทายผมด้วยความยินดี ไม่ใช่ร้องไห้เหมือนที่เพิ่งเห็นในสนามบินอีก

     

    หลังจากนั่งรถนานเกือบครึ่งชั่วโมงเราก็มาถึงบ้านโดยมีรถอีกคันตามหลังมาติดๆ ทันทีที่ลงจากรถ ผมก็เห็นพยาบาลของพี่กำลังเปิดประตูแต่ดูเหมือนจะไม่ทันใจเขา เพราะพี่อี้ชิงพยายามตะเกียกตะกายลงจากรถอย่างเร่งรีบ ก่อนที่เขาจะหันมา --

     

    แล้วเราก็ได้พบกันเสียที

     

    เด็กบ้า

     

    พี่อี้ชิงพูดแค่นั้นแล้วเม้มปากแน่น ผมเงียบเพราะคิดว่าโดนโกรธแต่เปล่าเลย พี่อี้ชิงไม่ได้โกรธผม แต่เขากำลังดีใจต่างหาก

     

    รู้ไหมว่าฉันหาแกนานแค่ไหน

     

     พี่พูดสั้นๆก่อนที่ผมจะเห็นเขาร้องไห้เป็นครั้งแรกตั้งแต่พ่อตาย วินาทีนั้นผมลืมคำพูดทุกอย่างที่เคยนึกเตรียมเอาไว้แล้วรีบวิ่งไปสวมกอดพี่อี้ชิงแน่น เขากอดผมตอบพร้อมกับตำหนิเหมือนคนโมโหใครมา เขาเอาแต่พูดว่า เด็กบ้า!  แล้วทุบไหล่ผม แต่ผมกลับไม่โกรธเลยซักนิด

     

    ฉันตามหาแกตั้งนาน! ไอ้น้องบ้า!” เขาตะโกนเสียงดังอย่างเหลืออดพร้อมกับระเบิดเสียงร้องไห้ ไปอยู่ไหนมา! ทำไมไม่ไปหาตำรวจ! ทำไมไม่กลับบ้าน! ขนาดอี้ฟานไปตามถึงที่ก็ยังไม่ยอมกลับ! ทำไมเป็นเด็กแบบนี้!”

    ก็พี่ไม่รับโทรศัพท์ ผมร้องไห้โฮเมื่อสัมผัสได้ว่าพี่ผอมจนเหลือแต่กระดูก พี่ไม่ตอบข้อความ ผมคิดว่าพี่ทำ

    ฉันจะทำแกทำไมล่ะชานเลี่ย!” เขาสะอื้นแล้วตีผมอีกหนึ่งที ไอ้เด็กบ้านี่! รู้ไหมว่าฉันเครียดขนาดไหนที่แกหายไป! ฉันจะตีแกให้ตายเลย!”

     

    เราสองคนกอดกันแล้วร้องไห้เสียงดังลั่น ผมเคยคิดว่าการพบกันของเราคงเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนใจแต่เปล่าเลย ผมไม่รู้สึกอึดอัดซักนิด หนำซ้ำผมยังอยากกอดพี่ อยากคุยกับพี่ให้หายคิดถึงอีกด้วย หลังจากกอดกันอยู่นานเราก็ผละตัวออก ผมมองใบหน้าของพี่อี้ชิงด้วยความใจหายเมื่อเห็นว่าเขาโทรมและดูแย่แค่ไหน ผมใช้หลังมือเช็ดน้ำตาให้พี่ก่อนจะถามอย่างเป็นห่วง

     

    ทำไมพี่ผอมจัง? มีแต่กระดูกทั้งนั้นเลย

    ว่าแต่ฉัน แกก็ผอมเหมือนกัน พี่ตอบ คิดว่าฉันยังกินข้าวลงเหรอถ้ายังหาแกไม่เจอ?

     

    แล้วเราก็หลุดหัวเราะทั้งๆที่ไม่มีอะไรน่าขำเลยซักนิด พี่อี้ชิงจ้องหน้าผม เขามองไปทั่วราวกับจะสำรวจพลางใช้มือลูบหัวแล้วยิ้มทั้งน้ำตา

     

    กว่าจะกลับบ้าน ไอ้เด็กนี่ --”

    ผมทิ้งคนที่นั่นไม่ได้ ถ้าผมไม่อยู่ ใครจะช่วยพวกเขาทำงาน

    แล้วแกไม่แคร์ฉันบ้างเหรอ?

    ผมเห็นว่าพี่มีเงินแล้ว พี่คงไม่เป็นไร

    เงินอย่างเดียวไม่พอหรอก พี่เขกหัวผม แกมันดื้อ ดื้อเหมือนที่ป๊าพูดไม่มีผิด รู้ไหมว่าตอนนี้ฉันอยากตีแก อยากตีให้ขาลายเลย

     

    ผมหัวเราะเพราะรู้ดีว่าพี่อี้ชิงไม่มีวันทำแบบนั้น หลังจากกอดทักทายจนหายคิดถึงเราก็เดินเข้าไปข้างใน ทีแรกผมกังวลเพราะไม่อยากเจอพวกที่ไล่ออกจากบ้านเมื่อวันก่อน แต่พี่อี้ชิงก็บอกให้สบายใจว่าเขาจัดการทุกอย่างแล้ว จะไม่มีใครหน้าไหนกล้าทำแบบนั้นกับผมอีก

     

    ผมเอาแต่เข็นพี่อี้ชิงไปที่ห้องครัวจนลืมพี่อี้ฟาน กว่าจะรู้ตัวอีกทีเขาก็ไม่อยู่ที่นี่เสียแล้ว ผมพยายามมองรอบๆเพราะหวังว่าพี่จะยังอยู่แถวนี้ แต่รถตู้ที่หายไปก็ยืนยันว่าเขากลับบ้านไปแล้วจริงๆ

     

    ผมได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจว่าทำไมเขาถึงไปโดยไม่ร่ำไม่ลา พี่อี้ฟานแค่มาส่งผมที่บ้านเฉยๆแต่ไม่ได้ตามเข้ามาข้างในเพื่อทานมื้อเย็นด้วยกัน วันนั้นมีอาหารจัดวางเต็มโต๊ะ มีแต่ของดีๆแพงๆและของโปรดของผมทั้งนั้น แม้แต่แม่บ้านที่เสิร์ฟกับข้าวก็เป็นคนใหม่ พวกเธอส่งยิ้มทักทายผมอย่างสุภาพนอบน้อมและเรียกผมว่า คุณชานเลี่ย ทุกคำ พี่อี้ชิงยิ้มขำเมื่อเห็นผมดูเกร็งๆ เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีแม่บ้านคนไหนปฏิบัติตัวดีกับผมเลย

     

    พวกคนเก่าไปไหนเหรอฮะ?

    ไล่ออก พี่ตอบเรียบๆพลางพยายามเอื้อมตัวตักกุ้งให้ผมทาน แต่เพราะเขายืนไม่ได้ มันก็เลยค่อนข้างทุลักทุเล ทำไม? คนใหม่ไม่ดีเหรอ?

    ดีฮะ ผมแค่ไม่ชินเฉยๆ

     

    พี่อี้ชิงยิ้มก่อนจะตักนั่นตักนี่ให้จนล้นจาน เย็นวันนั้นเราทานข้าวกันสามคนในห้องอาหาร มีผม พี่อี้ชิง และพยาบาลคนใหม่ที่ชื่อ หยวนซานซาน ตลอดเวลามีแค่ผมกับพี่ที่คุยกัน ส่วนพี่ซานซานทำเพียงแค่ฟังเฉยๆและช่วยพี่อี้ชิงทานข้าวในบางครั้ง พี่เอาแต่ถามถึงความเป็นอยู่ของผมแต่ไม่ยอมพูดถึงตัวเองเลย เขามักจะเปลี่ยนเรื่องทุกทีเมื่อผมพยายามถามถึงขา และแสร้งทำเป็นเข้มแข็งเพื่อไม่ให้ตัวเองดูเหมือนคนขี้แพ้เมื่อต้องอยู่ต่อหน้าน้องชาย

     

    หลังทานอาหารเสร็จพี่อี้ชิงก็ไล่พี่ซานซานกลับบ้าน เธอหัวเราะอย่างไม่ถือโทษโกรธก่อนจะเล่าว่าพี่มักไล่แบบนี้เสมอจนเธอชิน ก่อนกลับพี่ซานซานถือกล่องยาของพี่มาให้ผมดู เธอบอกว่าโดยปกติแล้วไม่เคยกลับก่อน แต่เพราะเห็นว่าผมเพิ่งถึงบ้าน ก็เลยอยากให้เราได้ใช้เวลาส่วนตัวร่วมกัน

     

    ยาของคุณอี้ชิงอยู่ในตลับนี้ค่ะ เธอพูดพลางชูกล่องเก็บยาที่มีสติ๊กเกอร์แปะบอกเวลาก่อนจะเปิดตลับให้ดู ทั้งหมดมีสองเม็ด เป็นยาคลายเครียดและยานอนหลับ รบกวนช่วยดูให้เขาทานด้วยนะคะ

    ผมกินเองได้ ไม่ต้องบอกให้น้องผมรู้หรอก พี่อี้ชิงพูดห้วนๆ

    คุณอาบน้ำเองได้ใช่ไหม?

    ได้สิ ผมดูแลตัวเองได้ พี่ตอบ แต่ผมกลับไม่คิดอย่างนั้นเพราะเห็นสีหน้าที่ดูไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ของพี่ซานซาน กลับไปเถอะ เจอกันพรุ่งนี้

     

    ผมยิ้มแหยเมื่อเห็นว่าพี่ตัดบทกับพยาบาลได้ใจร้ายขนาดไหน ผมหันไปโค้งตัวลาให้เธอแล้วเตรียมขึ้นชั้นสอง ผมเพิ่งรู้ว่าถ้าหากทานข้าวเย็นแล้วพี่อี้ชิงจะไม่ลงมาข้างล่างอีกเพราะไม่อยากเรียกให้คนต้องมาลำบากอุ้มเขาขึ้นๆลงๆ ดังนั้นเขาจึงถามผมซ้ำอีกครั้งว่าอยากกินอะไรอีกไหม และเมื่อผมตอบว่าไม่ เขาก็เรียก ลุงหยวน คนขับรถส่วนตัวให้มาหาทันที

     

    หลังแกจะหักเปล่าๆ พี่พูดพลางกวักมือเรียกให้ลุงหยวนมาอุ้มขึ้นบันไดแต่ผมก็พยายามเสนอตัว อย่าเลยชานเลี่ย เป็นเด็กเป็นเล็กเดี๋ยวหลังงอ

    ผมเคยแบกกระสอบน้ำแข็งมาแล้ว เรื่องแค่นี้สบายมากฮะ

     

    ผมพูดพลางย่อตัวลงตรงหน้ารถเข็นเพื่อรอให้พี่อี้ชิงขึ้นขี่หลัง เขาชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะล็อคล้อรถแล้วค่อยๆสอดแขนโอบรอบคอผม และเมื่อแน่ใจว่าพี่อยู่ในท่าที่ปลอดภัย ผมก็ลุกขึ้นยืน เดินขึ้นบันไดอย่างระมัดระวังพาพี่ไปยังชั้นสองที่มีรถเข็นอีกคันจอดรออยู่

     

    ผมย่อตัวลงอีกครั้งเมื่อถึงชั้นบน พี่อี้ชิงใช้แขนดันตัวเองให้นั่งในรถเข็นก่อนจะปลดล็อคแล้วใช้มือหมุนล้อแต่ผมก็เสนอตัวช่วยแทน ผมอยากเข็นรถให้พี่ อยากดูแลเขา อย่างน้อยผมก็ไม่อยากให้พี่ต้องเหนื่อยหรือลำบากอีกแล้ว

     

    ผมเข็นพี่ไปจนถึงหน้าห้องซึ่งดูแปลกตาไปจากเดิม ประตูไม้ที่สีเข้มบานเก่ากลับเปลี่ยนเป็นประตูบานเลื่อนขนาดใหญ่ พี่อี้ชิงใช้นิ้วเกี่ยวมือจับของประตูแล้วเลื่อนไปทางขวาก่อนจะเข็นตัวเองเข้าไปข้างใน เขาบอกผมสั้นๆแค่ว่ารีโนเวทห้องใหม่เพราะต้องเปลี่ยนมานั่งรถเข็น ผมไม่รู้เลยว่าตอนที่พูดคำว่า รถเข็น พี่กำลังรู้สึกอย่างไร เขาเจ็บปวดหรือทุกข์ใจบ้างไหมที่ตัวเองกลายเป็นคนพิการแบบนี้ แต่น่าเสียดายที่พี่ไม่เคยเล่าให้ฟัง เขาไม่เคยพูดถึงความรู้สึกของตัวเองเลยนอกจากทำตัวตามปกติและส่งยิ้มให้ผมมากกว่าทุกที

     

    คืนนั้นผมช่วยพี่อี้ชิงอาบน้ำ แม้แต่ห้องน้ำก็ต้องทำใหม่ทั้งหมดจนกลายเป็นห้องโล่งๆที่มีเครื่องสุขภัณฑ์ไม่กี่อย่าง ตู้ฝักบัวถูกเปลี่ยนมาเป็นที่โล่งกว้างที่มีเพียงแค่ม้านั่ง มีกระจกกั้นรอบๆ และฝักบัวที่อยู่ต่ำกว่าระดับปกติเท่านั้น ส่วนอีกฟากเป็นอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ พี่อี้ชิงบอกว่าไม่ค่อยได้ใช้เพราะเสียเวลาเตรียมน้ำ แต่วันนี้เขากลับสั่งให้ผมเปิดน้ำอุ่นก่อนจะเข็นรถไปที่ตู้เก็บของแล้วหยิบเอาลูกกลมๆสีฟ้าสดใสออกมา

     

    ลองโยนลงไปในน้ำสิชานเลี่ย

     

    พี่พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเมื่อเห็นผมจับลูกบอลที่หยาบเหมือนทรายขึ้นมาดมเพราะกลิ่นหอมแปลกๆ หลังจากดมจนพอใจผมก็โยนลงไปในอ่าง แล้วเจ้าลูกบอลทรายสีฟ้าก็ระเบิด ฟู่! เป็นฟองฟ่อดเต็มอ่างจนน้ำเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอ่อนและมีกลิ่นหอมจางๆ

     

    พี่อี้ชิงถามว่า ชอบไหม? และเมื่อผมพยักหน้ารับ เขาก็เข็นรถไปหยิบอีกลูกออกมา คราวนี้มันเป็นสีขาว มีกลิตเตอร์วิ๊งๆเป็นประกายอัดแน่น พี่ให้ผมโยนอีกครั้ง มันระเบิดออกไม่ต่างกันเพียงแต่กลิ่นหอมกว่าลูกที่แล้ว ผมถามพี่ว่ามันคืออะไร เขาตอบสั้นๆว่า บาธบอมบ์ ก่อนจะหยิบกล่องที่มีลูกกลมๆสีสันสดใสออกมาอวด พี่ยังบอกอีกว่ามันมีหลายสี ถ้าหากผมชอบเขาจะพาไปซื้อ เขาจะให้ผมเลือกทุกสีเลย

     

    ไม่ว่าผมพูดอะไรพี่อี้ชิงก็คล้อยตามทุกอย่าง คืนนั้นเราสนุกกับการแช่น้ำในอ่างด้วยการสองคน พี่หยิบรีโมตมากดเปิดเพลง หยิบนั่นหยิบนี่มาอวดผมเต็มไปหมด พี่บอกว่าติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกไว้เยอะแยะ ถ้าอยากเล่นก็ตามสบาย พี่ไม่ว่าอะไรหากผมจะแวะเวียนมาเล่นในห้องน้ำกับเขาบ้าง

     

    หลังอาบน้ำเสร็จผมก็อุ้มพี่ไปนั่งบนรถเข็น เขาปฏิเสธความช่วยเหลือจากผมแล้วทำทุกอย่างด้วยตัวเองเหมือนตอนที่ยังเป็นปกติ พี่จัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัวแล้วหยิบไม้อะไรซักอย่างที่ปลายหนึ่งเป็นด้านหนีบขึ้นมาเพื่อสวมกางเกงด้วยตัวเอง ผมพยายามยื่นมือเข้าไปช่วยแต่พี่ก็บอกว่าไม่ต้อง ดังนั้นผมจึงทำได้แค่ยืนดูพี่อี้ชิงแต่งตัวจนเสร็จเท่านั้น

     

    กางเกงยังกองอยู่ที่สะโพกอยู่เลย

     

    ผมพูด ก่อนจะโน้มตัวไปหาเขาแล้วช่วยสวมกางเกงให้แทน

     

    ปกติต้องใช้มือค้ำรถเพื่อยกตัว แล้วค่อยดึงขึ้น พี่บอกก่อนจะหยุดมองผมที่ยังคงเปลือยท่อนบน รอยอะไร? เขาถามพลางชี้นิ้วมาจังผื่นแดงๆประปรายที่อยู่บนหน้าอก

    พี่อี้ฟานบอกว่าน่าจะเป็นตัวเรือดฮะ

    ตัวเรือด? พี่ถามด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ ไปนอนที่ไหน? ทำไมถึงมีตัวเรือด?

    ผมนอนบนฟูก มันไม่ได้เก่านะฮะ แต่ก็ไม่ได้สะอาดเท่าไหร่

    ต้องไปหาหมอ พรุ่งนี้รีบตื่นแต่เช้า ฉันจะพาไป

     

    ผมไม่ค้าน เพราะผมเองก็รู้สึกรำคาญปัญหาพวกนี้มานานเหมือนกัน พอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จผมก็เข็นพี่ออกจากห้องน้ำแล้วอุ้มเขาวางลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง พี่อี้ชิงพูดขอบคุณก่อนจะส่งยิ้มหวานมาให้จนผมชะงักเพราะไม่เคยเห็นพี่ยิ้มแบบนั้นเลย มันเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดีใจเหมือนเด็กซื่อๆ โดยปกติแล้วผมมักจะเห็นพี่อี้ชิงในด้านเท่ๆของผู้บริหาร ไม่ค่อยเห็นเขาในมุมนี้ก็เลยรู้สึกเขินๆนิดหน่อยเมื่อพี่อ่อนโยนกับผมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

     

    เราสองคนนอนดูหนังทางช่องเคเบิ้ลด้วยกันถึงดึกดื่น พี่อี้ชิงไม่ชวนผมคุยเรื่องอดีตเลยซักคำ เขาไม่ซักไซ้เอาความ ไม่ถามว่าผมไปอยู่ที่ไหนหรือเจอเรื่องอะไรมาบ้าง ผมคิดว่าเขาน่าจะรู้ทุกอย่างแล้วจากบทสัมภาษณ์ หรือไม่ก็ไม่อยากรื้อฟื้นความหลัง เพราะเราต่างรู้ดีว่ามันคงไม่มีประโยชน์อะไรถ้าต้องคิดถึงเรื่องเก่าๆที่ผ่านมาอีกแล้ว

     

    พี่ฮะ กินยาก่อนนะ

     

    ผมพูดเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเที่ยงคืนแล้วแต่ยังไม่ได้ให้พี่กินยาเลย พี่อี้ชิงลุกขึ้นนั่งก่อนจะบ่นกระปอดกระแปดว่าเบื่อการกินยาขนาดไหน เมื่อเหลือบมองนาฬิกาก็เห็นว่าเวลาล่วงเลยจนเกือบตีหนึ่งแล้ว ผมควรปล่อยให้พี่นอนพักผ่อนเสียที ในขณะที่กำลังอ้าปากเตรียมจะขอตัวกลับห้อง พี่อี้ชิงก็รีบพูดแทรกด้วยคำพูดที่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะได้ยินจากปากของพี่

     

    ทำไมไม่นอนด้วยกัน?” เขาชวนแล้วตบที่ว่างข้างๆ ที่ตั้งกว้าง

     

    ผมเงียบ ยืนลังเลอยู่ชั่วครู่เพราะปกติแล้วพี่อี้ชิงไม่ชอบนอนเบียดกับใคร ผมจำได้ว่าเขาเคยพูดแต่พี่กลับรบเร้าให้ผมค้างกับที่นี่ ก่อนจะดึงผ้านวมออกเป็นเร่งเชิงให้รีบสอดตัวเข้ามานอนด้วยกันเสียที

     

    ผมไม่ปฏิเสธเมื่อเห็นสายตาเว้าวอนของพี่อี้ชิง ผมจะปฏิเสธได้อย่างไร ในเมื่อเกิดมาเขายังไม่เคยมองผมแบบนั้นเลยซักครั้ง ผมกดปิดไฟด้วยรีโมตที่วางอยู่บนโต๊ะก่อนจะกระโดดขึ้นเตียงโดยเว้นที่ว่างเอาไว้เพราะรู้ว่าเขาไม่ชอบที่แคบ ผมได้ยินเสียงพี่อี้ชิงหัวเราะเบาๆในลำคอ เขาพูดสั้นๆว่า ดีมาก ก่อนจะบอกราตรีสวัสดิ์แล้วทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ

     

    ผมนอนหลับตามาเกือบชั่วโมงแต่ก็ยังไม่หลับ ไม่ว่าจะพลิกซ้ายพลิกขวา หรือเอามือก่ายหน้าผากก็ไม่ยอมหลับเสียที ปกติแล้วผมไม่ใช่คนหลับยาก แต่วันนี้กลับมีอะไรผิดแปลกไปจากเดิม บางทีอาจจะเป็นความไม่สบายใจที่อยู่ลึกๆก็ได้ ผมยังรู้สึกเหมือนมีเรื่องบางอย่างที่คาใจจนไม่สามารถข่มตาหลับได้ลง ราวกับว่ามีตะกอนเล็กๆตกผลึกอยู่ ไม่ว่าผมจะพยายามปล่อยหัวสมองให้โล่งเท่าไหร่ก็ไม่สามารถทำใจให้สบายได้เลย

     

     เป็นอะไร? ทำไมไม่นอน?

     

    พี่อี้ชิงถามขึ้น สงสัยเขาคงรู้สึกตัวเพราะผมเอาแต่นอนพลิกไปมาจนเตียงยวบหลายหน

     

    สงสัยจะแปลกที่

    แปลกยังไง นี่บ้านแก

    นั่นสิฮะ

     

    ผมพึมพำ แล้วบรรยากาศระหว่างเราก็เงียบอีกครั้งเพราะทั้งผมและเขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี

     

    ถ้านอนไม่หลับก็คุยกัน พี่ชวน คุยเรื่อยๆเดี๋ยวก็ง่วงเอง

    พี่อยากคุยเรื่องอะไรฮะ?

    แกคิดว่าไงล่ะ?

    พี่อาจจะอยากถามว่าผมไปไหนมา ผมพลิกตัวนอนตะแคงแล้วหันไปหาพี่อี้ชิงที่กำลังเหม่อมองเพดาน  แต่วันนี้ทั้งวันพี่ไม่พูดถึงมันเลย

    ฉันรู้หมดแล้วว่าแกเจออะไรบ้าง

     

    พี่หันหน้ามาส่งยิ้มให้ แต่มันเป็นรอยยิ้มที่ดูเศร้าเหลือเกิน แววตาของเขาก็อมทุกข์ราวกับเจ็บปวดทุกครั้งที่ต้องนึกถึง

     

    พี่หาผมเจอได้ไงฮะ?

    จดหมายของอู๋จิงเหม่ยกับบทสัมภาษณ์บนอินเตอร์เน็ต พี่ตอบ ตอนที่เห็นรูปแก ฉันกังวลจนไม่เป็นอันกินอันนอนเลย

    มันไม่ใช่นิตยสารหรอกเหรอฮะ?

    ไม่ใช่ มันเป็นเว็ปบล็อกที่เอาไว้ลงเรื่องราวของคนทั่วไป อี้ฟานเป็นคนหาเจอ มันเอารูปแกไปประกาศหาในเว็ปของเกาหลี ก็เลยมีคนติดต่อมา

    เหรอฮะ? ผมพูดเสียงแผ่ว ผมบังเอิญเจอเขาแถวสวนสาธารณะระหว่างทางกลับจากบ้านของให้พี่เซฮุน --”

    ใครคือเซฮุน?

    ลูกชายเจ้าของร้านสะดวกซื้อฮะ เขากับคุณแม่ใจดีมาก มีอะไรก็แบ่งให้ผมตลอด บางทีก็ให้งานผมทำ ได้เงินบ้างได้ขนมบ้างสลับกันไป

     

    พี่อี้ชิงเงียบ เขาดูเศร้ามากขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินเรื่องเล่าจากผม เราหยุดคุยกันครู่หนึ่งเมื่อเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังจะเอ่อล้น ผมนอนเม้มปากแน่น ในหัวพยายามลบความทรงจำเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้น ทั้งช่วงเวลาที่หิวจนแสบไส้และช่วงที่ยากลำบาก ผมไม่อยากจำเรื่องพวกนั้น แต่ดูเหมือนสมองจะไม่ยอมทำตาม

     

    มันแย่มากไหม?

    มากฮะ ผมกระซิบเสียงแผ่ว ทั้งๆที่คำถามของพี่นั้นสั้นและไม่ชัดเจน แต่ผมกลับเข้าใจว่าเขากำลังหมายถึงอะไร แย่จนไม่อยากนึกถึง

     

    แล้วผมก็ร้องไห้ออกมาเพราะเผลอคิดถึงช่วงเวลาในคุก ผมคิดถึงลุงจีฮุน พี่ซงโฮและพี่ยูมี คิดถึงช่วงที่ต้องลำบากเพราะไม่มีเงินใช้เพราะมันเป็นช่วงที่ขมขื่นและทรมานที่สุดตั้งแต่เกิดมา และไม่ว่าเมื่อไหร่ที่พูดเรื่องนี้ ผมก็เจ็บปวดใจทุกที

     

    อย่านึกถึงอดีตอีกเลย

     

    พี่อี้ชิงปลอบก่อนจะกระถดตัวเข้ามาใกล้ แม้ว่ามันจะยากลำบาก เขาก็ยังพยายามขยับเข้ามาเพื่อลูบหัวผมเบาๆ

     

    อี้ฟานบอกฉันหมดแล้วว่าแกเจออะไรมาบ้าง ไม่ต้องห่วง ฉันจะให้คนติดต่อไปหาพวกเขา ฉันสัญญาว่าจะตอบแทนให้สมกับที่เขาดูแลแก

    พี่ฮะ

    ว่ายังไง?

    พี่รู้แล้วใช่ไหมว่าผมติดคุก?

    รู้สิ เขาฝืนยิ้ม ช่างมันเถอะ ไม่มีใครไม่เคยทำพลาด ป๊าก็เคยพลาด ฉันก็เคยพลาด แถมพลาดหลายหนเลยด้วย

     

    พี่อี้ชิงหัวเราะเบาๆก่อนจะเอี้ยวตัวมาช่วยเช็ดน้ำตาให้ เขาพูดเสียงแผ่วว่า อย่าร้องสิ! แกขี้เหร่จะตายเวลาร้องไห้! แต่ก็ยังโอ๋ผมไม่ยอมหยุด

     

    ที่ฉันไม่ถามเพราะรู้ว่าแกต้องร้องไห้ ฉันไม่ชอบเห็นแกร้อง พี่ว่าพลางใช้นิ้วเกลี่ยน้ำตาออกให้ ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเกิดอะไรขึ้นก็ช่างมัน ตอนนี้แกกลับบ้านแล้ว แกอยู่กับฉัน และคนที่เคยทำร้ายแกก็ได้รับโทษอย่างสาสมแล้ว

    ไอ้พวกนั้นมันซ้อมผม มันเอาผมใส่ถุงไปทิ้งที่ถังขยะ

    ฉันรู้ และตอนนี้พวกมันก็เข้าคุกไปเรียบร้อย พี่อี้ชิงพูดเสียงขุ่น ฉันสัญญาว่าทุกคนที่ทำให้แกต้องเจอเรื่องแย่ๆจะไม่มีวันได้กลับมาอีก

    แล้วหม่าม้าล่ะฮะ? หม่าม้าได้ติดคุกก่อนตายไหม?

     

    พี่ชะงักทันทีเมื่อได้ยินผมถามถึงเธอ ตั้งแต่เจอพี่อี้ฟานก็ไม่มีใครพูดเรื่องนี้ให้ฟังเลย เขาบอกผมแค่ว่าเธอตายแล้ว แต่ไม่ยอมบอกว่าก่อนตายเธอได้รับโทษหรือเปล่า

     

    รู้แค่ว่าอู๋จูผิงตกนรกแล้วก็พอ

     

    พี่อี้ชิงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แววตาของเขากลับดุดันและเต็มไปด้วยความแค้นเคือง เขาดูไม่ค่อยอยากพูดถึงผู้หญิงคนนั้นเท่าไหร่

     

    ผมถามอะไรพี่หน่อยได้ไหมฮะ?

    ว่ามาสิ

    พี่ฟ้องศาลทำไม? ทำไมพี่ไม่บอกผมดีๆ ทำไมไม่คุยกับผม?

     

    พี่ถอนหายใจเมื่อโดนผมรัวคำถามใส่ สีหน้าของเขาดูกล้ำกลืนเต็มทนเมื่อโดนถามถึงต้นเหตุที่ทำให้เราสองคนต้องเจอเรื่องแย่ๆแบบนี้

     

    ฉันไม่ไว้ใจอี้ฟาน พี่อี้ชิงตอบ ตอนไปยุโรปคราวนั้นมันเอาแต่พูดถึงแก ชานเลี่ยอย่างนั้น ชานเลี่ยอย่างนี้ อะไรๆก็ชานเลี่ย จะซื้อของซื้อขนมไปฝากแกทั้งๆที่ร้อยวันพันปีไม่เคยพูดถึง เป็นฉันเสียอีกที่ต้องถามหาแกบ่อยๆ ก็เลยสงสัยว่ามันต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ ฉันกลัวว่ามันจะแกล้งเอาใจแก แล้วหลอกให้เซ็นโอนหุ้นให้หม่าม้าทีหลัง

     

    ผมทำสีหน้าไม่ถูกเลยเมื่อได้ยินว่าครั้งหนึ่งพี่อี้ฟานเคยนึกถึงผม แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าเบื้องหลังของการกระทำอ่อนโยนพวกนั้นคืออะไร แต่แค่ได้ยินจากปากพี่ผมกลับรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก

     

    ฉันเป็นคนบอกมันเองว่าจะฟ้องศาลเพราะอยากรู้ว่าอี้ฟานจะว่ายังไง

    เขา -- เขาแสดงออกเหมือนหม่าม้าไหมฮะ?

    ไม่ มันไม่พูดอะไรซักคำ พี่ตอบ ฉันบอกว่าจะไปรับแกกลับบ้านแต่มันผัดวันไปเรื่อย ฉันก็เลยต้องรีบฟ้องเพราะกลัวอี้ฟานจะเปลี่ยนใจช่วยแม่มันแทน

    หม่าม้าเคยตะโกนใส่หน้าผมว่าพู่ตงไม่ใช่ของเรา

    พู่ตงเป็นของเรา ชานเลี่ย พี่อี้ชิงพูดอย่างหนักแน่น น้ำเสียงของเขาดูจริงจังขึ้นมาทันทีเมื่อพูดถึงบริษัท ลุงเฝิงห้าวเป็นคนเริ่ม แต่ป๊าเป็นคนสร้าง

    แล้วทำไมหม่าม้าถึงเอาแต่คิดว่าพ่อแย่งพู่ตงมาล่ะฮะ?

    นังนั่นมันบ้า อยากได้ทุกอย่างมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขาก่นด่า ที่ป๊ายังทำดีด้วยก็เพราะเห็นแก่ลุงเฝิงห้าวและสงสารไอ้อี้ฟาน มันเป็นเบาะรองรับอารมณ์ทุกอย่างตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยได้เล่นเหมือนคนอื่นเลย

     

    พี่อี้ชิงพูดแค่นั้นแต่ไม่ยอมบอกว่าเมื่อก่อนพี่อี้ฟานต้องใช้ชีวิตอย่างไร แน่นอนว่าผมรู้ว่าเขาถูกหม่าม้าขีดกรอบทุกอย่างแต่ไม่เคยรู้รายละเอียดมากกว่านั้น มันต้องเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีแน่ๆ ไม่อย่างนั้นพี่อี้ชิงคงไม่มีสีหน้าหดหู่แบบนี้

     

    น่าแปลกที่เรากำลังเอ่ยชื่อพี่อี้ฟาน แต่พี่กลับไม่ยอมพูดถึงเรื่องที่เขารู้มาเลย ผมได้ยินมาว่าพี่เห็นรูปพวกนั้นและเคยคิดว่าเขาต้องโกรธมากแน่ๆทว่าพี่อี้ชิงก็ทำเป็นเมิน ไม่แม้แต่จะวกเข้าเรื่องอย่างว่าหรือพูดอะไรให้ผมคิดถึงอีก บางทีพี่อาจจะอับอายก็ได้ เขาคงไม่อยากนึกถึงเรื่องน่ารังเกียจพวกนั้นที่ผมกับพี่อี้ฟานเคยทำร่วมกัน

     

    เราสองคนนอนคุยเรื่อยเปื่อยโดยไม่รู้สึกเบื่อ ตลอดสองปีที่ผ่านมามีเรื่องมากมายเกิดขึ้นจนไม่รู้จะเริ่มเล่าจากตรงไหน พี่อี้ชิงไม่ยอมเล่าเรื่องของตัวเอง เขาถามแค่ว่าผมหายไปทำอะไรมาบ้าง ผมก็เลยอวดพี่ว่าเคยรับจ้างและขายข้าวกล่องหาเงินซื้อขนมกินเอง พอพี่ถามว่าขายอย่างไรผมก็เล่าต่อ ผมคุยฟุ้งไปทั่วว่าตัวเองขายข้าวเก่งนักหนา พี่ยิ้มทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น เป็นครั้งแรกจริงๆที่ผมเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความภูมิใจจากเขา

     

    ผมชวนพี่คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่รู้จักเหนื่อยก่อนจะเงียบเพราะรู้สึกเหมือนยังมีเรื่องหนึ่งที่ค้างคาใจมาโดยตลอด พอพี่อี้ชิงเห็นแบบนั้นก็เลยถามว่าผมอยากรู้อะไรเกี่ยวกับเขาอีกไหม แน่นอนว่าผมรีบพยักหน้ารับแล้วถามถึงพี่เวฟเวอรี่แฟนเก่าของเขา พี่เม้มปากแน่น แต่สีหน้าดูไม่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยซักนิด

     

    จริงๆเราก็ทะเลาะกันมาซักพักแล้ว พี่บอกให้ผมสบายใจ ต่อให้แกไม่หายไป ยังไงเราก็ต้องเลิกกัน

    อย่างนั้นเหรอฮะ ผมพึมพำก่อนจะช้อนตามองพี่อี้ชิงที่ยังคงนอนอยู่ข้างๆ พี่

     หืม?

    ขอผมถามพี่อีกคำถามได้ไหมฮะ?

    ว่ามาสิ

    พี่ -- พี่จะกลับมาเดินได้อีกไหม?

     

    ผมถามอย่างกล้าๆกลัวๆ เพราะไม่รู้ว่าพี่อี้ชิงพร้อมที่จะพูดถึงเรื่องนี้มากแค่ไหน ทันทีที่ได้ยินคำถามเขาก็ถอนหายใจ และผมเพิ่งมาคิดได้ตอนหลังว่าไม่ควรจี้ใจดำเขาเลย

     

    ฉันพอยืนได้แค่แป๊บเดียวถ้ามีวอค์เกอร์หรือมีราวจับให้ค้ำ พี่ตอบด้วยรอยยิ้มที่เศร้าที่สุดตั้งแต่เริ่มคุยกันมา แต่ฉันเดินไม่ได้ และอาจจะ -- ตลอดไป

     

    ผมเม้มปากแน่น ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าน้ำตาไหลอีกแล้ว พี่อี้ชิงเองก็ร้องไห้ไม่ต่างกัน เขาแสดงด้านที่อ่อนแอของตัวเองออกมาให้ผมเห็นเป็นครั้งแรก เพราะตอนนี้ผมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกแหลกสลายของพี่หลังจากที่เขาฝืนทำเป็นเข้มแข็งอยู่นาน

     

    ผมขอโทษ ผมสะอื้น เพราะผม พี่ถึงเป็นแบบนี้

    ไม่ใช่เพราะแกหรอกชานเลี่ย ทุกอย่างเป็นเพราะฉันเอง เขาพูดเสียงสั่น อย่าโทษตัวเองเลย วันนั้นมันไม่เกี่ยวกับแกเลยซักนิด ฉันไปที่บ้านหลังนั้นเพราะอยากเห็นอู๋จูผิงจนตรอก ฉันอยากไปเยาะเย้ยเธอ แต่กลับเป็นฝ่ายโดนเสียเอง

    พี่อี้ฟานหลอกพี่ไปใช่ไหมฮะ? เขาหลอกพี่ไปให้หม่าม้ายิงเหมือนที่หลอกผมใช่ไหม?

    ไอ้อี้ฟานไม่รู้เรื่องนี้ พี่อี้ชิงส่ายหน้า มันไม่รู้อะไรซักอย่าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่มันนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้แกต้องเจอเรื่องบ้าๆพวกนั้น

     

    ผมโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้ยินว่าพี่อี้ฟานไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องร้ายๆทั้งหมดที่เกิดขึ้น แม้ว่าแม่ของเขาจะเป็นผู้หญิงใจอำมหิตถึงขนาดคิดฆ่าผมให้ตายเพียงเพราะอยากให้พี่อี้ชิงเสียหลัก แต่ผมก็ดีใจที่ไม่ใช่เขา อย่างน้อยพี่อี้ฟานก็ไม่จิตใจเหี้ยมโหดเหี้ยมจนอยากสั่งฆ่าผมได้ลงคอ

     

    พี่อี้ฟานบอกว่าจะลาออก

    ใช่ มันเคยบอกไว้แบบนั้น

    ถ้าเขาลาออกแล้ว พี่จะกลับไปทำงานไหมฮะ?

     

    น่าแปลกที่พี่อี้ชิงดูลังเล ปกติแล้วถ้าเป็นเรื่องของพู่ตงเขาไม่เคยลังเลเลย ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาผมเห็นพี่ทุ่มเททุกอย่างให้กับพู่ตงเสมอ เขาให้ความสำคัญของงานเป็นอันดับหนึ่ง แต่วันนี้พี่กลับแสดงท่าทีไม่มั่นคงออกมา และผมไม่ชอบเลย ไม่ชอบเห็นพี่อี้ชิงเสียความมั่นใจในตัวเองแบบนี้

     

    ไว้ค่อยคิดวันหลังก็แล้วกัน พี่พูดยิ้มๆแล้วดึงผ้านวมขึ้นมาห่มให้จนถึงหน้าอก ตอนนี้ฉันอยากพาแกไปหาหมอ อยากให้แกปรับตัวให้ได้ก่อน ฉันเห็นว่าแกยังไม่ชินกับที่นี่

    ใช่ฮะ ทุกอย่างดูใหม่ไปหมด

    พวกแม่บ้านล่ะ? ไม่มีปัญหาใช่ไหม?

    ฮะ ไม่มี พวกเธอไม่ชักสีหน้าหรือพูดจาไม่ดีกับผมเลย ผมบอกพี่ ขอบคุณนะฮะ  ขอบคุณที่ตามหาผมจนเจอ

    ไม่ต้องขอบคุณหรอก เพราะแกเป็นน้องชายของฉัน พี่อี้ชิงตอบเรียบๆทว่าริมฝีปากกำลังกลั้นยิ้มจนผมเห็นรอยบุ๋มที่เราได้มาจากพ่อเหมือนกัน ของผมอยู่ตรงแก้มซ้าย ส่วนของพี่อยู่ที่แก้มขวา ป๊าสั่งเอาไว้ว่าไม่ให้ทิ้งแก

    ถ้าป๊าไม่สั่งล่ะฮะ?

    ฉันก็ทิ้งไม่ลงอยู่ดี พี่ตัดบท ง่วงหรือยัง? ฉันง่วงจะตายแล้ว

    พี่ง่วง เพราะพี่กินยาเข้าไปตั้งสองเม็ด

    เมื่อก่อนยาพวกนั้นไม่เคยได้ผลหรอก แต่พอแกกลับมาก็ออกฤทธิ์เฉยเลย

     

     ผมยิ้มเพราะรู้สึกเหมือนได้ทุกอย่างที่เคยเสียไปกลับคืนมาหมดแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยคิดเลยว่าพี่อี้ชิงจะสนใจผมมากขนาดนี้ ผมคิดแค่ว่าเขาหวงพู่ตง แต่ไม่รู้มาก่อนว่าจริงๆแล้วเขาก็ห่วงผม คืนนี้กลายเป็นอีกคืนที่ผมมีความสุขที่สุดในโลก มีความสุขจนต้องขยับตัวเข้าไปใกล้เพื่อกอดเขา ถ้าเป็นเมื่อก่อนพี่คงไล่ผมให้ไปนอนไกลๆเพราะอึดอัด แต่วันนี้เขากลับดึงแขนผมมาพาดเอวแล้วลูบเบาๆ

     

    ให้กอดคืนเดียว พี่พูดทั้งๆที่ยังหลับตา พรุ่งนี้จะไม่ให้กอดแล้ว

     

    ผมรู้ว่าพี่โกหก เขาก็แกล้งพูดไปเรื่อยเพราะไม่อยากเสียฟอร์ม ผมนอนกอดพี่อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหลับไปอย่างรวดเร็ว มันเป็นช่วงเวลาอบอุ่นที่ผมเคยฝันหามาตลอดสิบปี แล้ววันนี้พี่อี้ชิงก็มอบมันให้กับผม เขาแสดงออกเต็มที่ว่ารักและเป็นห่วงผมมากแค่ไหนผ่านทางสีหน้าและแววตา มันเป็นความรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก ผมรู้แค่ว่าผมเองก็รักพี่อี้ชิงมาก และตั้งใจไว้ว่าหลังจากนี้ผมจะมอบความรักให้พี่เยอะๆ พี่จะได้กลับไปทำงาน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยที่ไม่ต้องเครียดเรื่องของผมอีกแล้ว







Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in