Smiles of SorrowMs.Ambiguous
16

  • พี่อี้ฟานมาหาผม อีกครั้ง หลังจากหายไปเดือนครึ่งเพื่อทำหน้าที่ของตัวเอง คราวนี้เขากลับมาโดยมีของติดไม้ติดมือมาฝากนั่นคือจดหมายจากพี่จิงเหม่ย ผมพยายามถามพี่อี้ฟานว่าพี่อี้ชิงพูดอะไรหรือมีจดหมายให้ผมบ้างไหมแต่เขาก็ส่ายหน้า

     

    พออี้ชิงรู้ว่านายไม่ยอมกลับก็หันหลังใส่ฉันเลย เขาเล่า แต่ไม่ต้องห่วง ตอนนี้อี้ชิงอยู่กับพยาบาลพิเศษ มีคนดูแลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

     

    คำพูดของพี่อี้ฟานทำให้ผมร้อนใจอย่างบอกไม่ถูก เย็นวันนั้นหลังกินข้าวเสร็จผมก็รวบรวมความกล้าขอยืมโทรศัพท์เขาเพื่อโทรหาพี่แต่ก็ถูกปฏิเสธ พี่อี้ฟานไม่อนุญาตให้ผมโทรหาพี่อี้ชิง เขาบอกว่าผมจะได้คุยกับพี่แต่มีข้อแม้ว่าต้องกลับจีนกับเขาอาทิตย์หน้า

     

    ผมโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเมื่อได้ยินแบบนั้น พอขอตื๊อซ้ำๆแต่พี่อี้ฟานยังใจแข็งไม่ยอมให้ยืมเสียที ผมก็เลยเดินกระแทกส้นเท้าออกจากบ้าน มือหนึ่งก็กำถุงเหรียญใส่เงินทอนแล้วรีบมุ่งหน้าตรงดิ่งไปที่ตู้โทรศัพท์ ผมหยอดเหรียญลงตู้ พยายามกดโทรหาพี่อี้ชิงแต่ก็ทำไม่ได้เพราะผมไม่รู้วิธีโทรไปต่างประเทศ หลังจากยืนหงุดหงิดในตู้เกือบสิบนาที ผมจึงยอมทำใจเดินคอตกกลับบ้านแต่โดยดี

     

    คืนนั้นเราไม่คุยกันอีกเลย แม้พี่อี้ฟานจะพยายามอวดว่านำเสื้อผ้ามาฝากแต่ผมก็ไม่คุยด้วย ในห้องมีแต่เสียงของพวกลุงจีฮุนเท่านั้น พวกเขาเอาแต่คุยเรื่องเสื้อของพู่ตงที่พี่อี้ฟานขนมาให้ใส่ฟรีๆ ทั้งๆที่ผมควรมองภาพพวกเขาอย่างมีความสุขแท้ๆ แต่เรื่องของพี่อี้ชิงกลับรบกวนจิตใจจนไม่อยากพูดคุยกับใคร

     

    ผมยอมรับว่าเป็นห่วงพี่ และห่วงมากขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินพี่อี้ฟานบอกว่าเขาต้องมีพยาบาลพิเศษคอยดูแล ผมรู้ว่าพี่คงทุกข์มากแน่ๆเพราะชีวิตเขาไม่เคยเจอเรื่องแย่ๆแบบนี้มาก่อน ยิ่งคิดเรื่องพี่อี้ชิง ผมก็ยิ่งเครียด มันเป็นเหมือนห่วงอย่างหนึ่งที่ตัดอย่างไรก็ไม่เคยขาด บางทีนี่อาจจะเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องอย่างที่พ่อเคยพูดไว้ เพราะไม่ว่าจะทำเป็นลืมขนาดไหน ผมก็ไม่สามารถลบพี่อี้ชิงออกจากใจได้เลย

     


     

    ผมโกรธพี่อี้ฟานได้ไม่นานเพราะเรามักจะมีเรื่องให้ต้องคุยกันตลอด อย่างเช่นช่วงเช้าที่ตื่นมาช่วยลุงจีฮุนทำกับข้าว อันที่จริงผมเองก็ชอบตอนขายข้าวกล่องกับพี่อี้ฟาน มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่ทั้งสนุกและมีความสุขเพราะได้ใช้เวลากับเขา ยิ่งพักหลังพี่ซงโฮต้องพาลุงจีฮุนไปโรงพยาบาลบ่อยๆก็ยิ่งชอบมากขึ้นไปอีก ผมไม่ได้ดีใจที่เห็นลุงป่วยออดๆแอดๆ แต่แค่ชอบเวลาที่ได้อยู่กับพี่อี้ฟานและมีอะไรทำร่วมกันเท่านั้น

     

    ลุงฮะ วันนี้หมอว่าไงบ้าง?

    โรคกระเพาะเหมือนเดิม ลุงบ่นกระปอดกระแปด ไม่ต้องเป็นห่วงนะ หมอให้ยาฆ่าเชื้อมาแล้ว รับรอง หายชัวร์

    จริงเหรอฮะ? ดีใจจังเลย แบบนี้ลุงจะอ้วนขึ้นแล้วก็กลับมาช่วยผมทำกับข้าวได้แล้วใช่ไหมฮะ?

    แน่นอน ลุงยิ้ม ต่อไปเอ็งจะได้ไม่ต้องตื่นเช้ามาทำข้าวกล่องแล้ว ดีไหม? จะได้นอนตื่นสายเหมือนคนอื่นบ้าง

     

    ผมกอดลุงแล้วช่วยพี่ยูมีจัดโต๊ะอาหารก่อนจะสังเกตเห็นสีหน้าของพี่ซงโฮว่ามันแย่แค่ไหน ตาเขาแดงก่ำเหมือนคนเพิ่งร้องไห้ แถมยังสูดน้ำมูกฟุดฟิดๆอีก ผมรีบเหลือบมองพี่ยูมีที่กำลังวางจานทันที เธอเองก็ตาช้ำไม่ต่างกัน

     

    พวกพี่ร้องไห้กันทำไมฮะ? ผมถามด้วยความตกใจ เกิดอะไรขึ้นเหรอ?

    ไม่มีอะไรหรอก หลังบ้านเผาขยะอีกแล้ว ควันมันเข้าตา พี่ยูมีตอบยิ้มๆก่อนจะยีหัวผม กินข้าวเถอะเลี่ย เดี๋ยวมันเย็นเสียก่อน

    เข้าตาทั้งสองคนเลยเหรอฮะ?

    ควันมันก็คืออากาศนี่แหละ ลอยไปทั่ว พี่ซงโฮพูดหนักแน่นจนผมไม่กล้าถามต่อ รีบกินข้าวกินปลาแล้วอาบน้ำนอน พรุ่งนี้ต้องส่งข้าวที่ไหน?

    แถวออฟฟิศฮะ?

    งั้นก็ไปกันสองคนนะ อย่ามัวเถลไถลที่ไหนล่ะ

     

    ผมเงียบเพราะสัมผัสได้ว่ามีบรรยากาศแปลกๆอบอวลโดยรอบ แม้พี่ซงโฮจะยืนยันด้วยน้ำเสียงดุๆแต่ผมกลับไม่สบายใจเลย มันต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ บางทีอาจจะเป็นเรื่องเงินหรือเรื่องที่ในตลาด เพราะวันก่อนเราเพิ่งถูกย้ายให้ไปขายข้างหลังซึ่งมีคนเดินน้อยกว่าแทน

     

    หลังทานข้าวเสร็จผมกับพี่อี้ฟานก็ช่วยกันล้างจาน ผมถามเขาว่าพวกลุงเล่าอะไรให้ฟังไหม พี่อี้ฟานก็รีบสวนกลับทันทีเหมือนรอโอกาสนี้มานานแล้วว่า เคยได้ยินฉันพูดประโยคอื่นนอกจากขอลดราคาด้วยเหรอ? พอได้ยินแบบนั้นผมถึงยอมถอดใจ เพราะรู้ดีว่าขืนถามเซ้าซี้บ่อยๆได้โดนพี่ซงโฮดุแน่ๆ

     

    พวกเขาพูดอะไรกันบ้าง?

    พี่ซงโฮบอกว่าหลังบ้านเผาขยะก็เลยแสบตา

    ใครเชื่อก็โง่แล้ว

     

    ผมขมวดคิ้วก่อนจะหันมองพี่อี้ฟานที่กำลังล้างจานอยู่ข้างๆเพราะรู้สึกเหมือนถูกด่าอีกครั้ง

     

    เรื่องของผู้ใหญ่ นายไม่ต้องพยายามถามเอาคำตอบหรอก บางทีพวกเขาคงไม่อยากให้นายรับรู้ปัญหา

    เหมือนที่พี่และพี่อี้ชิงชอบทำกับผมสมัยยังอยู่จีนใช่ไหมฮะ?

    ใช่ เขาตอบหน้าตาเฉย เด็กควรจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกของตัวเอง ไม่ควรเครียดเรื่องผู้ใหญ่

    ผมไม่ใช่เด็กแล้ว

    นายยังเด็กเสมอในสายตาของเรา พี่อี้ฟานพูดทิ้งท้ายก่อนจะปิดไฟห้องครัวเตรียมไปอาบน้ำ เพราะแบบนั้นอี้ชิงถึงพยายามทุกทางเพื่อปกป้องนายไง

    พี่ปกป้องผมด้วยการฟ้องศาลเนี่ยนะ?

    ใช่ เพราะเขาเป็นห่วง เขากลัวจะเสียพู่ตงให้คนอื่น ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเขาจะไม่เหลืออะไรเอาไว้ดูแลนายอีก คิดดูสิชานเลี่ย นายเองก็ไม่ได้เรียนหนังสือ งานประจำก็ไม่มี ถ้าอี้ชิงไม่ทำงานแล้วเขาจะเอาเงินจากไหนมาเลี้ยงนาย?

    พี่พูดเหมือนมีคนอยากแย่งมันนักหนางั้นแหละ ผมไม่เห็นจะมีใครอยากได้นอกจากพี่อี้ชิงกับหม่าม้า --” ผมเงียบ เมื่อเริ่มปะติดปะต่อเรื่องในหัวได้ พี่รู้เรื่องนี้ไหมฮะ?

    รู้สิ ทำไมจะไม่รู้ว่าอี้ชิงไม่ไว้ใจฉัน ไม่เคยไว้ใจด้วย เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเหมือนคนไม่ทุกข์ร้อนอะไรแต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แผ่ออกมาจากพี่อี้ฟาน อี้ชิงกลัวว่าฉันจะหลอกนาย และพอรู้เรื่องของเรา เขาก็ยิ่งเกลียดฉันจนอยากฆ่าให้ตายเลย

    เรื่องของเรา?

    ใช่ พวกรูปถ่าย หน้าผมร้อนฉ่าทันทีเมื่อได้ยินว่าพี่อี้ชิงเห็นรูปเปลือยของผมแล้ว เขาเห็นไฟล์ภาพตอนที่เราหารูปนายเพื่อติดประกาศ

    งั้นคนที่ออกตามหาผมคราวนั้นก็คือ --”

    พวกเราเอง พี่อี้ฟานพูด แต่แทนที่จะดีใจ ผมกลับรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก เราตามหานายทุกที่ ทั้งสถานีรถไฟ ทั้งสวนสาธารณะ ทั้งโรงพักและโรงพยาบาล แต่หายังไงก็หาไม่เจอ

    ตอนนั้นผมอยู่กับพี่จิงเหม่ย

    ใช่ และอู๋จิงเหม่ยก็ทำให้เรื่องยากขึ้นไปอีกด้วยการโกหกอี้ชิงว่าไม่รู้จักนาย

    ผมคิดว่าพี่อี้ชิงอยากฆ่าผม พวกมันบอกว่าถ้าผมกลับไปจะฆ่าให้ตาย

    ถ้าฉันเป็นอี้ชิง ฉันคงเสียใจน่าดูถ้ารู้ว่านายคิดกับเขาในแง่นั้น

    ผมไม่ได้ตั้งใจ แต่ตอนนั้นพี่ไม่ยอมรับโทรศัพท์เลย

    อี้ชิงไปงานแฟชั่นโชว์นะชานเลี่ย เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคุยไม่ได้ มากสุดก็แค่ถ่ายรูปหรืออัดคลิปวิดีโอเพราะเสียงในงานดังมาก และคนก็พยายามเข้าหาเขามากเหมือนกัน

     

    ผมนิ่งชั่วครู่ เริ่มรู้สึกแย่ยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อรู้ว่าทุกอย่างเริ่มจากจุดเล็กๆแต่กลับทำให้ชีวิตผมกับพี่อี้ชิงต้องพังทั้งคู่

     

    ช่างเถอะ ตอนนี้ฉันเจอนายแล้ว เรื่องพวกนั้นมันก็แค่อดีต เขาพูดเหมือนกำลังปลอบใจตัวเอง ไปอาบน้ำกัน

    แล้ว -- ตอนพี่อี้ชิงถูกยิง --” ผมขืนตัวเองไว้ ไม่ยอมเดินตามเขา พี่ไปอยู่ไหน?

    อยู่ด้วยกัน

    ที่ไหน?

    บ้านของฉัน เขาตอบก่อนจะจับข้อมือให้เดินไปอาบน้ำด้วยกันแต่ผมก็สะบัดออกเพราะยังรู้สึกคาใจกับเรื่องของพี่ อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลยชานเลี่ย

    ทำไมผมจะพูดไม่ได้? นี่เป็นเรื่องของพี่ ผมมีสิทธิ์ถามถึงเขา

    ทุกอย่างมันจบแล้ว อย่านึกย้อนอะไรอีกเลย

    พี่เห็นแก่ตัว พี่ไม่ให้ผมพูดเพราะหม่าม้าเป็นฝ่ายทำร้ายพี่อี้ชิง พี่เอาแต่ปกป้องหม่าม้า เคยคิดบ้างไหมว่าความรักของพี่ทำร้ายคนอื่นมาเท่าไหร่แล้ว?”

    พอเถอะ --”

    พี่รู้อยู่แล้วว่าหม่าม้าไม่ชอบพี่อี้ชิง พี่ยังพาเขาไปที่นั่นให้ถูกยิงอีกทำไม?!”

    ฉันไม่รู้ว่าม้าจะทำอย่างนั้น! ฉันสาบานว่าฉันไม่รู้!”

     

    พี่อี้ฟานขึ้นเสียงอย่างลืมตัวก่อนจะถอนหายใจยาวราวกับกำลังอดกลั้นความรู้สึกของตัวเอง ผมชะงักทันทีเมื่อเห็นว่าตัวเขาสั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผมไม่รู้หรอกว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น แต่มันคงหนักมากแน่ๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่น็อตหลุดแบบนี้

     

    ทั้งเรื่องที่นายโดนไล่ออกจากบ้าน ทั้งเรื่องสั่งฆ่า ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลย

     

    พี่อี้ฟานบอกด้วยน้ำเสียงเว้าวอนเหมือนเขาเหนื่อยที่ต้องนึกถึงเรื่องนี้อีกครั้ง ผมมองหน้าเขาแต่ก็เลือกที่จะเงียบเพราะอยากรู้ว่าเขาจะพูดอะไรต่อ เขาจะขอโทษผม จะแก้ตัวแทนหม่าม้า หรือแกล้งทำเป็นเมินอย่างที่ชอบทำ แต่สุดท้ายพี่อี้ฟานก็เงียบ เขาไม่ได้ทำสิ่งที่ผมคาดเดา แต่แค่ยืนนิ่งๆราวกับกำลังชั่งใจอยู่

     

    อยากได้พู่ตงคืนไหม?

    พี่หมายความว่าไง?

    ฉันจะลาออกจากซีอีโอถ้านายยอมกลับจีนกับฉัน เขาพูดเรียบๆ แต่แววตากลับคลอด้วยหยดน้ำตาเหมือนคนอยากร้องไห้ ฉันจะคืนทุกอย่างให้อี้ชิง ทั้งนายและพู่ตง ฉันจะรับผิดชอบทุกอย่างที่ม้าทำ

    ทำไมพี่ต้องคอยตามล้างตามเช็ดเรื่องทุกอย่างของหม่าม้า อะไรๆก็พี่ พี่ทั้งนั้น ผมถามจริงๆเถอะ พี่เคยมีความสุขกับชีวิตบ้างไหม?!”

     

    พี่อี้ฟานเงียบ เขาไม่พูดอะไรนอกจากมองหน้าผม และผมคิดว่าผมเห็นคำตอบของเขาผ่านทางสีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความทุกข์

     

    ฉันจะมีความสุขมากถ้านายยอมกลับจีนกับฉัน

    ทำไมพี่ถึงอยากให้ผมกลับไป เพราะพี่อี้ชิงเหรอ?

     

    พี่อี้ฟานยังคงไม่พูดเหมือนเดิม เขาดูอึดอัดใจที่จะตอบคำถาม

     

    สุดท้ายแล้วพี่เคยทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง? ผมถามเสียงสั่นเมื่อรู้ว่าทุกอย่างที่เขาทำก็เพื่อเอาใจพี่อี้ชิง เมื่อก่อนพี่ทำเพื่อหม่าม้า ตอนนี้ก็ทำเพื่อพี่อี้ชิง พี่รักเขามากขนาดนั้นเลยเหรอ?

    ที่ฉันอยากให้นายกลับจีนเพราะฉันอยากเห็นนายมีชีวิตที่ดี อยากให้นายกลับบ้าน ได้กินอิ่มนอนหลับ ได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบและอยู่กับอี้ชิง ฉันอยากเห็นนายมีความสุขนะชานเลี่ย ทำไมนายถึงไม่เข้าใจอะไรเสียที?

    ตอนนี้ผมก็มีความสุขดี

    แต่ไม่เท่าตอนที่อยู่กับฉัน

    พี่คิดไปเอง

    ฉันไม่ได้คิดไปเอง แววตาของนายมันฟ้อง เขาพูด ในเมื่อนายรู้แล้วว่าอี้ชิงไม่ได้ฆ่านาย เขารักและคิดถึงนายมากขนาดนี้ ทำไมถึงไม่ยอมกลับไปเสียที?

    เพราะผมเป็นห่วงคนที่นี่

    แค่นายบอกอี้ชิงว่าพวกเขาดูแลนายอย่างดี ฉันรับรองว่าอี้ชิงจะให้ทุกอย่างที่พวกเขาต้องการ

    อย่าดูถูกครอบครัวของผม พวกลุงจีฮุนไม่เคยหวังผลหรืออยากได้เงินจากใคร พวกเขาเห็นผมเป็นลูกคนหนึ่ง เห็นผมเป็นน้องชาย

    พูดตรงๆนะชานเลี่ย บางทีฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมนายถึงชอบคิดอะไรซับซ้อนแบบที่คนอื่นเขาไม่คิดกัน พี่อี้ฟานถอนหายใจ นายน่าจะคิดให้ไกลกว่านี้ว่าถ้านายกลับจีน อี้ชิงจะให้เงินพวกเขาทำทุนเปิดร้าน แค่นี้ชีวิตพวกเขาก็สบายแล้ว ไม่ต้องลำบากตื่นเช้าทำข้าวกล่องให้นายเดินไปส่งไกลๆแบบนี้ทุกวัน

    ทำไมพี่ถึงชอบใช้เงินซื้อใจคนอื่น? นิสัยไม่ดี

    เพราะเงินซื้อได้ทุกอย่างจริงๆ เขาจิ๊ปากขัดใจ มันซื้อความสบายได้ ซื้อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ อย่างน้อยลุงจะได้มีเงินไปหาหมอในโรงพยาบาลดีๆ ไม่ต้องป่วยเรื้อรังแบบนี้ มันก็วินวินทั้งคู่ นายได้กลับบ้าน พวกเขาก็มีชีวิตที่สบายขึ้น ไม่ต้องปากกัดตีนถีบอีก

    อย่ามาใช้ภาษานักธุรกิจพูดกับผม พี่ไม่เคยเกิดมาเป็นส่วนเกิน พี่ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมผมถึงไม่อยากทิ้งพวกเขา

    นายก็ไม่เคยเกิดมาแล้วถูกบังคับให้อยู่ในกรอบ นายไม่เข้าใจฉันเหมือนกัน

    มันเกี่ยวกันตรงไหน?

    เกี่ยวสิ เพราะนายชอบพูดว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน นายจะเอาข้ออ้างนี้มาบั่นทอนความรู้สึกทำไมในเมื่อไม่ใช่แค่นายที่เกิดมาแล้วรู้สึกไม่ดีกับชีวิตของตัวเอง

    ก็พี่ไม่ใช่เหรอที่เอาแต่กรอกหูผมว่าเป็นเด็กเหลือขอ?”

    งั้นฉันขอโทษที่พูดไม่คิด พอใจหรือยัง?

    ถ้าจะขอโทษส่งๆก็ไม่ต้อง ผมตัดบท ก่อนจะเดินกระแทกไหล่เขาเพราะเริ่มหงุดหงิดพี่อี้ฟานที่ชอบเถียงกวนอารมณ์อยู่เรื่อย ผมเกลียดพี่ พี่ไม่น่ากลับมาเลย จะไปไหนก็ไป

    ปากก็ไล่แต่พอไปจริงแล้วนั่งซึมทุกที

    ผมไม่ได้ซึม!”

    โกหก เด็กขี้โกหกแบบนาย ฉันรู้ทันหมดแล้ว

     

    ผมกระทืบเท้าปึงปังก่อนจะเดินหนีไปอาบน้ำ เดี๋ยวนี้พี่อี้ฟานไม่ใช่นักธุรกิจเงียบขรึมอีกแล้ว เขากลายเป็นอู๋อี้ฟานคนปากร้ายที่ชอบต่อปากต่อคำเสียจนบางทีก็รู้สึกรำคาญ พี่ยูมีโผล่หน้าออกมาจากห้องนั่งเล่นเพราะได้ยินเสียงเราเถียงกัน เธอถามว่า ตีกันอีกแล้วเรอะ? ด้วยสีหน้าเอือมระอาเพราะพักหลังมานี้ผมกับเขามักจะทะเลาะกันให้พวกพี่เห็น แต่ทุกคนในบ้านรู้ดีว่าเราเป็นแบบนี้ไม่นาน อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงพี่อี้ฟานก็จะหาเรื่องชวนผมคุย แล้วเราก็คืนดีกันใหม่

     

    ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมพยายามบอกตัวเองว่าผมไม่ชอบพี่อี้ฟาน ไม่อยากให้เขามา ไม่อยากเห็นหน้าหรือได้ยินเสียง แต่เอาเข้าจริงแล้วผมปฏิเสธความรู้สึกตัวเองไม่ได้เลยว่าผมชอบช่วงเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกันขนาดไหน ไม่ว่าอย่างไรผมก็ยังชอบเขา ชอบพี่อี้ฟานที่ร่าเริงและเป็นตัวของตัวเอง จนบางทีผมอดคิดในใจไม่ได้ว่าถ้าเราอยู่ที่นี่ด้วยกันตลอดไปก็คงจะดี

     


     

    ลุงจีฮุนอาการไม่ดีขึ้นเลย หลายครั้งผมได้ยินเสียงลุงโก่งคออ้วกทั้งวันทั้งคืน ลุงบอกว่าเป็นผลข้างเคียงของยาแต่ผมไม่ค่อยอยากเชื่อ ถ้าลุงไม่ได้เป็นอะไรจริง พี่ยูมีจะเลิกขายข้าวกล่องแล้วคอยอยู่ดูแลลุงที่บ้านทำไม

     

    เป็นอะไรอีกชานเลี่ย? นั่งหน้าบึ้งไม่พูดไม่จา ลุงใช้พัดตีหัวเบาๆเมื่อเห็นผมนั่งหน้าบูดเป็นตูดตั้งแต่เช้า บอกแล้วว่ามันไม่มีอะไร ทำไมไม่เชื่อกันบ้าง?”

    แต่ลุงอ้วกบ่อยเกินไป ผมว่าเราเปลี่ยนหมอดีไหม? บางทีหมอคนนี้อาจจะไม่เก่ง ตอนนี้เราก็เริ่มมีเงินแล้ว ผมว่าเราไปหาหมอที่อื่นเถอะ

    เออน่า หมอไหนก็เหมือนๆกันนั่นแหละ เอ็งน่ะเลิกบ่นแล้วไปช่วยพี่เอ็งขนข้าวกล่องเถอะ ปล่อยให้ยืนกับไอ้ซงโฮสองคนเดี๋ยวได้คุยภาษามือกันอีก

     

    ผมยอมทำตามที่ลุงจีฮุนสั่งอย่างว่าง่ายเพราะไม่อยากให้ลุงลำบากใจ วันนี้เรารับงานจากเจ้าหน้าที่ในสวนสัตว์ ผมกับพี่อี้ฟานก็เลยต้องออกไปส่งข้าวกล่องไกลกว่าปกตินิดหน่อย เขาถามลุงว่าหลังส่งข้าวเสร็จขอพาผมไปเถลไถลได้ไหม และเมื่อลุงพยักหน้าแล้วพูดว่า เยส! โอเค! เขาก็ยิ้มร่าเหมือนเด็กทันทีก่อนจะหุบยิ้มเมื่อลุงยกนิ้วขึ้นมาหกนิ้ว

     

    “Before six” (ก่อนหกโมงเย็น) ลุงว่า “come eat dinner” (มากินข้าวเย็น)

     

    พอได้ยินแบบนั้นเขาก็ถอนหายใจก่อนจะพยักหน้ารับเพราะคำพูดของลุงคือคำเด็ดขาดสำหรับทุกคนในบ้าน หลังจัดข้าวกล่องทั้งห้าสิบกล่องเสร็จเราก็ออกจากบ้านกัน ผมเดินนำพี่อี้ฟานไปที่ป้ายรถเมล์มุ่งหน้าไปสวนสัตว์ ตลอดทางเขาเอาแต่ถามผมว่าอยากไปไหน และเมื่อผมบอกว่าไม่อยากไป อยากกลับบ้าน เขาก็จิ๊ปากแล้วบังคับให้ผมเลือก

     

    กว่าจะส่งข้าวเสร็จก็เที่ยงแล้ว พี่คิดว่าเราจะไปไหนได้?

    ไปดูพู่ตงกันไหม? เขาถาม สาขาที่ฮงแด ไปไหม?

    ไม่ไป ทำไมผมต้องไปดูร้านด้วย ผมไม่ได้อยากซื้อเสื้อ

     

    ผมมองพี่อี้ฟานที่เริ่มหน้าบูดอยู่ข้างๆ เขาคงโกรธน่าดูเพราะเมื่อก่อนผมไม่เคยขัดใจเขาเลยซักครั้งเดียว ตั้งแต่พี่อี้ฟานมาเกาหลีผมรู้สึกเหมือนกำลังทำความรู้จักอีกด้านของเขาที่ไม่เคยแสดงออกให้เห็น มันเป็นด้านของอู๋อี้ฟานที่ชอบความเรียบง่ายแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐาน แม้จะไม่ได้สวมเสื้อเชิ้ตหรือแต่งตัวหรูๆเหมือนสมัยอยู่จีน แต่เสื้อยืดตัวโคร่งสีดำและกางเกงยีนส์ซีดๆก็ไม่ได้ทำให้พี่อี้ฟานดูดีน้อยลงเลยซักนิด

     

    ครั้งหนึ่งผมเคยสงสัยว่าอะไรทำให้เขาเปลี่ยนเป็นคนละคนแต่ก็ไม่คิดจะถาม เหมือนผมได้รู้จักพี่อี้ฟานมากขึ้นกว่าเดิม เขาไม่ได้ปฏิบัติกับผมอย่างเย็นชาเหมือนในบ้านหลังนั้น หากแต่เป็นพี่อี้ฟานที่ใจดีจนผมเองก็ยังแปลกใจว่าอะไรทำให้เขาเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ เขาปล่อยตัวตามสบาย พูดคุยหยอกล้อและแตะเนื้อต้องตัวผมเหมือนเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ไม่มีระยะห่าง ไม่มีความต่างทางอายุเหมือนพี่อี้ฟานกับพู่ชานเลี่ยที่เป็นน้องชายของพู่อี้ชิงอีกแล้ว

     

    อย่างหนึ่งที่ผมเพิ่งรู้คือเขาเป็นคนเล่นมุกแป้ก แม้จะแกล้งพูดว่า รำคาญจัง แต่ลึกๆแล้วผมกลับชอบพี่อี้ฟานที่ได้แสดงความเป็นตัวเองออกมา ผมชอบเห็นเขาสวมเสื้อแบบสบายๆ  ชอบเห็นเขายิ้มและหัวเราะกับเรื่องง่ายๆ บางทีอาจจะเพราะไม่มีเรื่องของพู่ตงเข้ามาเกี่ยวก็ได้ พี่อี้ฟานถึงไม่เครียดและมีความสุขมากกว่าเมื่อก่อนแบบนี้

     

    หลังส่งข้าวเสร็จผมก็นั่งนับเงินใต้ต้นไม้ ผมควรขอบคุณพี่อี้ฟานที่ทำให้เราธุรกิจข้าวกล่องของเรามาได้ไกลขนาดนี้ ตั้งแต่วันที่เขาพาผมไปร้านอินเตอร์เน็ตเพื่อพริ้นท์สติ๊กเกอร์แปะเบอร์โทรบนกล่องข้าว เราก็มีออเดอร์มากจนเกือบขายได้ร้อยกล่องต่อวันเลย

     

    ผมจะให้ลุงจีไปหาหมอเก่งๆ ผมบอกก่อนจะเก็บเงินใส่กระเป๋าแล้วปิดอย่างระมัดระวัง ต้องขอบคุณพี่มากๆนะฮะ

    เรื่องเล็กน้อย เขาตอบพลางยื่นโค้กกระป๋องให้ ไปไหนต่อดี?

     

    ผมส่ายหน้าเพราะไม่รู้ว่าจะไปไหน ผมอยู่เกาหลีมาสองปีแล้วก็จริงแต่แทบไม่รู้สถานที่ท่องเที่ยวเลย ดังนั้นพี่อี้ฟานก็บอกให้เราเดินเล่นในสวนสัตว์แทน แม้ว่าที่นี่จะไม่มีหมีแพนด้า แต่อย่างน้อยก็ยังมีสิงโตและแน่นอน ต้องมีมุขกลมๆสิงโตลามกของพี่อี้ฟานด้วย

     

    นายยังวาดรูปสิงโตให้ฉันไม่เสร็จ เขาพูดลอยๆระหว่างที่กำลังดูฮิปโปอาบแดดด้วยกัน แบบนี้เรียกผิดสัญญาได้ไหม?

    ไว้มีเงินผมจะวาดส่งไปให้

    ยังไม่คิดเรื่องกลับจีนอีกเหรอ?

    ไม่คิดฮะ เพราะผมจะอยู่นี่

    แต่ฉันต้องกลับวันอาทิตย์นี้แล้ว พี่อี้ฟานว่า ไม่รู้จะได้มาอีกเมื่อไหร่

     

    ผมเงียบ เพราะรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูกเมื่อคิดว่าจะไม่ได้เห็นเขาอีกซักพักใหญ่ๆ หรือบางทีเขาอาจจะยุ่งจนไม่มีเวลากลับมาหาผมอีกแล้ว

     

    เก็บเรื่องที่ฉันพูดไปคิดบ้างไหม?

    เรื่องอะไรฮะ?

    เรื่องกลับบ้าน พี่อี้ฟานพูดเสียงหนักแน่น ฉันอยากเห็นนายมีความสุขนะชานเลี่ย ฉันจะลาออกทันทีที่นายกลับจีน ไม่อยากให้ฉันคืนพู่ตงให้อี้ชิงเหรอ?

    ไม่หรอกฮะ ถ้าพี่อยากทำจริงๆ พี่จะคืนให้เขาเองโดยไม่ต้องเอาผมมาต่อรอง

    ฉันไม่ได้อยากได้พู่ตงอยู่แล้ว แต่ในเมื่ออี้ชิงไม่ยอมทำงานจะให้ทำยังไง? จ้างคนใหม่ก็ไม่มีใครรู้จักพู่ตงดีเท่าฉันกับเขา

    แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผม?

    ถ้านายกลับไป อี้ชิงอาจจะมีกำลังใจมากกว่านี้ เขาว่าแล้วใช้มือโอบเอวผมระหว่างที่เราสองคนกำลังเหม่อมองก้นอ้วนกลมของฮิปโป เคยได้ยินไหม? พอมีภาระหน้าที่ก็จะมีแรงฮึด เขาอาจจะอยากกลับมาทำงานเพื่อดูแลนายอีกครั้ง เขาทิ้งนายไม่ลงหรอกชานเลี่ย

    ผมไม่อยากเกาะพี่กินแล้ว ผมอยากมีชีวิตเป็นของตัวเอง

    งั้นฉันเปิดแกเลอรีให้ เอาไหม?

    ไม่ต้องฮะ ผมไม่อยากได้ ผมมุ่ยหน้าเมื่อพี่อี้ฟานพูดเหมือนเงินทำได้ทุกอย่าง ผมอยากอยู่อย่างมีคุณค่า อยากทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองเหมือนตอนนี้ ถ้ากลับจีนก็คงไม่มีอะไรทำ ได้แต่นอนแกร่วรอพี่ทั้งวัน

     

    คราวนี้เราสองคนต่างเงียบเมื่อหวนย้อนถึงเรื่องเก่าๆในบ้านของพี่อี้ฟานอีกครั้ง มันเป็นความทรงจำที่มีทั้งดีและแย่ ส่วนใหญ่จะแย่เสียมากกว่า ผมไม่รู้ว่าพี่อี้ฟานรู้สึกอย่างไรเวลาที่พูดถึงช่วงเวลาเก่าๆ แต่ที่รู้คือผมยังเจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึง และถ้าเลือกได้ผมไม่อยากกลับไปในสถานะนั้นอีกแล้ว

     

    ขอโทษนะ

    เรื่องอะไรฮะ?

    ขอโทษที่เคยพูดจาไม่ดี ขอโทษที่ทำให้เจ็บตัว พี่อี้ฟานพูดก่อนจะหันมามองหน้าผม ขอโทษที่แสดงออกไม่เก่ง

     

    ผมอยากถามต่อว่า แสดงออกไม่เก่งคืออะไร? แต่ก็ต้องเงียบเพราะบรรยากาศมันชวนอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าพี่อี้ฟานจะพูดขอโทษ แต่ในหัวของผมกลับคิดถึงแค่คำว่าแสดงออกไม่เก่งเท่านั้น

     

     “ไม่ต้องขอโทษหรอกฮะ ทุกอย่างมาจากความเต็มใจ ผมเต็มใจให้พี่เอง พี่ไม่ผิด ผมอมยิ้ม อีกอย่างตอนนี้ผมโตแล้ว ผมไม่เจ็บแล้ว มันไม่เป็นไรฮะ

     

    พี่อี้ฟานจ้องตาผมก่อนที่เราจะเบี่ยงหน้าออกกันไปคนละทาง ผมปล่อยให้เขาโอบเอวอย่างนั้นอยู่นานจนกระทั่งแก๊งเด็กอนุบาลวิ่งมาทางนี้เราถึงได้ผละออกจากกัน ในขณะที่จะเดินเลี่ยงไปอีกทาง ในขณะที่เดินเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น จู่ๆพี่อี้ฟานก็ดึงข้อมือผมไปกุมแน่น เดี๋ยวหลง เขาพูดสั้นๆ ก่อนจะพาผมเดินไปดูสัตว์ตรงนั้นทีตรงนี้ทีโดยไม่พูดอะไรกันอีก

     

    ผมเหลือบมองใบหน้าที่มีเหงื่อซึมของเขา มองพี่อี้ฟานที่ยังคงยิ้มและพยายามชวนคุยแบบฝืนๆ ผมรู้ว่าเขากำลังรู้สึกแย่ ผมเองก็เช่นกัน บางทีการรื้อฟื้นพูดถึงเรื่องเก่าๆก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีเสมอไป ยิ่งพูด เราก็มีแต่จะเจ็บปวดด้วยกันทั้งคู่ แม้ว่ามันนานหลายปีแล้วแต่ดูเหมือนทั้งผมและพี่อี้ฟาน เรายังคงจดจำความรู้สึกแย่ๆกับเรื่องที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี

     


     

    กว่าเราจะออกจากสวนสัตว์ก็ช่วงเที่ยง พี่อี้ฟานรีบโบกแท็กซี่ไปศูนย์การค้าเพราะทนร้อนไม่ไหว เขาพาผมไปกินร้านอาหารหรูๆก่อนจะตบท้ายด้วยไอศกรีมราคาเป็นหมื่นวอนเพราะเห็นว่าผมเอาแต่ยืนด้อมๆมองๆ ไม่ยอมพูดว่าอยากกินเสียที

     

    เห็นหรือยังว่าเงินซื้ออะไรได้บ้าง? เขาพูดเยาะเย้ยนิดๆเมื่อเห็นผมนั่งกินไปอมยิ้มไปเพราะไม่ได้กินของอร่อยๆนานแล้ว ฉันไม่ได้จ่ายเงินหมื่นวอนเพื่อซื้อแค่ไอศกรีม แต่ฉันยังซื้อความสุขให้นายได้ด้วย

    ทุนนิยมสามานย์

    ที่พูดคำนี้ออกมาน่ะรู้ความหมายหรือยัง?

    ยัง ผมลอยหน้าลอยตาตอบแล้วตักรสช็อกโกแลตใส่ปาก พี่ฮะ ผมซื้อไก่ทอดไปฝากพวกพี่ด้วยได้ไหม?

    ได้ แต่นายต้องกลับจีนกับฉัน

    ทำไมตื๊อจัง น่ารำคาญ

    รำคาญแล้วยิ้มทำไม?

    ยิ้มเพราะไอติมอร่อย

    นายนี่มันย้อนแย้งจริงๆชานเลี่ย เขาถอนหายใจ รีบกินเร็วเข้า เดี๋ยวไปเล่นเกมกัน

    ที่เกมเซนเตอร์เหรอฮะ?

    ใช่ ทำไมกินเลอะอีกแล้ว พี่อี้ฟานพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายแล้วหยิบทิชชู่มาเช็ดปากให้ เลอะเกือบถึงคาง เมื่อไหร่จะกินให้เหมือนเด็กโตเสียที

     

    ผมยิ้มหวานแล้วก้มหน้าก้มตาทานต่อจนหมด พอทานเสร็จเราก็ไปเล่นเกมกัน พี่อี้ฟานแลกเหรียญให้ผมหลายสิบเหรียญเพื่อเล่นตู้คีบตุ๊กตา วันนั้นเราเหมือนถูกย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบปีก่อนอีกครั้ง ผมมาเที่ยวห้างกับพี่อี้ฟาน เราเล่นเกมด้วยกัน หัวเราะกันเสียงดังอย่างมีความสุข ที่ต่างไปจากเดิมคือคราวนี้เขาคีบตุ๊กตาได้ มันเป็นตุ๊กตาแมวน้ำตัวสีขาวอ้วนฟู พอคีบได้พี่อี้ฟานก็ส่งมันให้ผมก่อนจะเดินไปแลกเหรียญเพื่อคีบ เรนโบว์แดช ตุ๊กตายูนิคอร์นตัวสีฟ้าหัวสีรุ้งต่อ

     

    ผมได้ตุ๊กตากลับบ้านสองตัวคือแมวน้ำกับเรนโบว์แดช ทันทีที่ออกจากเกมเซนเตอร์พี่อี้ฟานก็รีบพาผมไปซื้อไก่ทอดกลับบ้านเพราะใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว เขาไม่อยากโดนลุงจีฮุนบ่นจนหูชา ถึงได้รีบเข้าซูเปอร์มาเก็ตเพื่อซื้อนมและขนมก่อนจะรีบโบกแท็กซี่ไปลงปากซอย

     

    บรรยากาศวันนี้เงียบกว่าปกติ ผมเดินข้างพี่อี้ฟานไปเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อน ผ่านทุ่งหญ้าร้างๆและสวนสาธารณะที่ไม่มีผู้คน ระหว่างทางเราพูดคุยกันหลายเรื่องแต่ไม่มีเรื่องของพู่ตงหรือพี่อี้ชิง พี่อี้ฟานแค่พูดกับผมด้วยท่าทีสบายๆและมีรอยยิ้มแต้มบนใบหน้า มือหนึ่งของเขาถือถุง ส่วนอีกมือก็กุมข้อมือของผม ทีแรกผมไม่ได้ต่อต้านเพราะเขาชอบพูดว่ากลัวถูกรถชน แต่จู่ๆพี่อี้ฟานก็ลดมือลงแล้วเปลี่ยนมาเป็นกุมมือแทน

     

    ผมเหลือบมองเขา ทั้งๆที่มือยังกอดตุ๊กตาอยู่ หลังจากปล่อยให้เขาถือวิสาสะบีบมืออยู่นานผมก็บิดข้อมือให้หลุดจากเขาแล้วเปลี่ยนมาเป็นสอดประสานมือแทน

     

    พี่อี้ฟานไม่พูดอะไร เขาทำหน้าเคร่งขรึมตลอดทางที่เราเดินกลับบ้าน ผมสัมผัสได้ถึงเหงื่อที่ชื้นเต็มฝ่ามือของเราทั้งคู่ ผมเหงื่อออกเพราะตื่นเต้นที่ถูกกุมมือ แต่ไม่รู้ว่าพี่อี้ฟานเหงื่อออกเพราะอะไร จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่พูดซักคำนอกจากกระชับมือให้แน่นแล้วเดินไปพร้อมกัน

     

    แดนดิไลออน!” ผมหลุดปากออกมาเสียงดังเมื่อเห็นดอกไม้ที่ชื่นชอบอยู่ริมทาง พี่ฮะ! มาเร็ว!”

     

    ผมปล่อยมือจากพี่อี้ฟานอย่างลืมตัวแล้วพุ่งเข้าใส่ทุ่งดอกไม้อย่างรวดเร็ว วันอื่นผมอาจจะรีบกลับบ้านก็เลยไม่ทันสังเกตว่าแถวนี้มีแดนดิไลออนงอกอยู่ มีทั้งดอกสีเหลืองและสีขาว พวกมันเอนตัวตามแรงลมราวกับกำลังเชื้อเชิญให้ผมไปเล่นด้วย

     

    ตอนเด็กๆผมชอบเด็ดมาเล่นกับแม่ ผมบอกเขาแล้วยิ้มกว้างด้วยความดีใจก่อนจะเด็ดแดนดิไลออนดอกสีขาวปุยขึ้นมา ผมชอบมันมากเลย พี่ดูนะฮะ --”

     

    ผมเป่า ฟู่! แล้วแดนดิไลออนจิ๋วก็ปลิวออกจากดอกใหญ่ วันนี้ลมแรงกว่าทุกทีก็เลยพัดเอาปุยขาวๆลอยขึ้นไปบนอากาศ ผมถามพี่อี้ฟานว่าอยากลองเป่าไหม เขาส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะปล่อยให้ผมเด็ดแดนดิไลออนมาเล่นจนพอใจ

     

    ผมเป่าแดนดิไลออนจนลอยฟุ้งเต็มรอบตัว ยิ่งลมพัดแรงเท่าไหร่ เกสรปุยๆสีขาวก็ยิ่งลอยละล่องเท่านั้น ผมหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นว่าตอนนี้รอบตัวเรามีแต่แดนดิไลออนจิ๋วลอยว่อนเต็มไปหมด พี่อี้ฟานเองก็ยิ้ม ผมว่าเขาคงชอบแดนดิไลออนเหมือนกันแน่ๆ

     

    ผมมองท้องฟ้า มองก้อนเมฆ มองทุ่งหญ้าและต้นแดนดิไลออนที่ลู่ตามลมก่อนจะหันไปหาพี่อี้ฟานที่กำลังมองมา แสงอาทิตย์ตอนหกโมงเย็นที่เป็นสีทองนั้นสวยจนผมไม่อยากละสายตาไปไหน ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เราสองคนกำลังจ้องอะไร เรามองดอกแดนดิไลออน หรือกำลังมองหน้ากันแน่

     

    ผมน่าจะยืมโทรศัพท์ของพี่ถ่ายคลิปเอาไว้

     

    ผมพูดอย่างเสียดาย เพราะกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เหลือแค่แดนดิไลออนสีขาวก็ถูกเด็ดจนหมดแล้ว

     

    คงต้องรออีกนานกว่ามันจะงอกใหม่ ผมพึมพำกับตัวเอง หรือบางทีผมอาจจะหาแดนดิไลออนไม่เจออีกแล้ว

     

    พูดจบผมก็เงยหน้า ก่อนจะพบว่าพี่อี้ฟานเองกำลังมองมาเหมือนกัน เขาจ้องผม ไม่ยอมละสายตาไปไหนอยู่เนิ่นนานโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะที่เขาจะยิ้มและยื่นมือมาด้านหน้าอีกครั้ง

     

    กลับบ้านกันเถอะ เขาว่าพลางสอดประสานมือ ไว้วันหลังฉันจะหาแดนดิไลออนดอกใหม่ให้นายใหม่เอง

     

    วินาทีนั้นผมรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวนอกจากเสียงของต้นหญ้าที่ลู่ตามลม ความอบอุ่นจากมือของพี่อี้ฟานเริ่มทำให้หัวใจผมเต้นรัวอีกครั้ง ผมไม่รู้ว่าที่เขากำลังทำอยู่คืออะไร ไม่รู้ว่าเขามีความรู้สึกแบบไหนระหว่างที่กุมมือผมเพราะเขาไม่ยอมพูดหรือแสดงท่าทีอะไรเลยซักอย่าง

     

    หลังจากเดินไปได้ซักพักพี่อี้ฟานก็หันมา แววตาของเขากลายเป็นสีน้ำตาลสว่างเมื่อต้องแสงอาทิตย์ ผมเผลอยิ้มอย่างห้ามไม่ได้เพราะเขาดูหล่อยิ่งกว่าครั้งไหนๆ และกว่าที่จะรู้ตัว พี่อี้ฟานก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วจูบผมเบาๆ

     

    นี่คือจูบแรกระหว่างเรา

    ผมหมายถึงจูบที่เป็น จูบ จริงๆ

     

    พี่อี้ฟานมอบสัมผัสที่นุ่มนวลและแผ่วเบายิ่งกว่าสายไหมให้กับผม เขาไม่ได้ลุกล้ำเข้ามาหากแต่ค่อยๆทำให้ผมตัวเบาหวิวเพียงแค่ทาบทับริมฝีปาก เราดูดดึงกันเพียงชั่วครู่ก็ผละออก มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่รู้สึกเหมือนวิญญาณหลุดจากร่าง ในหัวไม่มีคำพูดต่อว่าที่โดนฉวยโอกาสนอกจากอยากมองตาพี่อี้ฟานตรงๆอีกครั้ง ผมอยากรู้ว่าเขาคิดอะไร เขาทำแบบนี้กับผมทำไม แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นอะไรบางอย่างจากตัวของเขา

     

    เราสบตากัน มองหน้ากันอีกนิดหน่อยก่อนจะผละออกแล้วเดินกุมมือต่อ ตลอดทางพี่อี้ฟานไม่พูดอะไร เขาปล่อยให้ผมจมเจ่าอยู่กับความสับสนของตัวเอง เขาก็เป็นแบบนี้เสมอ ไม่เคยพูดหรือแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเหตุผลที่เขาทำมันหมายความว่าอย่างไร ผมไม่ค่อยแน่ใจในสิ่งที่ตัวเองเห็นเท่าไหร่

     

    แต่ถ้าไม่ได้คิดไปเอง...ผมว่าผมเห็นความรักผ่านทางแววตาของพี่อี้ฟาน

     


     

    ผมและพี่อี้ฟานไม่มีใครพูดถึงจูบในวันนั้นอีก มีหลายครั้งที่เราเคอะเขินเมื่ออยู่ลำพังกันสองคน แต่ส่วนใหญ่คนที่เขินจนหน้าแดงมักจะเป็นผม พี่อี้ฟานไม่ยอมทำให้มันชัดเจน เขาไม่ยอมบอกว่าทำไมจู่ๆถึงยื่นหน้าเข้ามาจูบแต่ผมก็ไม่คิดจะถามเพราะกลัวว่าถ้าหากเค้นเอาคำตอบจากพี่อี้ฟานแล้วมันกลับไม่ใช่อย่างที่คิด ผมกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนไป กลายเป็นอู๋อี้ฟานคนเดิมที่เคยเย็นชาอีกครั้ง

     

    ถึงความคลุมเครือของเราจะยังอยู่แต่เขายังคงทำตัวเหมือนเดิม ตื่นนอนแต่เช้าช่วยผมกับลุงจีฮุนเตรียมข้าวกล่อง ช่วงสายก็ออกไปส่งข้าวด้วยกัน พี่อี้ฟานจะอยู่ที่นี่ต่ออีกแค่สองวัน และผมรู้สึกใจหายทุกครั้งเมื่อคิดว่าเวลาระหว่างเรากำลังเหลือน้อยลงทุกทีๆ

     

    วันนี้ผม พี่ซงโฮ และพี่อี้ฟานต้องออกไปขายข้าวไกลกว่าปกติเพราะมีงานแฟร์อยู่อีกฟากของเมือง ลูกค้าประจำคนหนึ่งซึ่งขายน้ำผลไม้ในตลาดเอ่ยปากชวนให้เราลองไปขายดู ทีแรกเราเตรียมจะทำข้าวกล่องกันจนวุ่นวาย แต่เธอก็บอกให้เราทำไปขายในงานเพราะที่นั่นมีโต๊ะ ลูกค้าจะซื้อแล้วทานในงานเลย

     

    ดังนั้นผมกับพี่อี้ฟานจึงรับหน้าที่หนักคือการไปตลาดเพื่อซื้อของสด พี่ซงโฮเตรียมล้างหม้อกระทะและขอยืมถังแก๊สแบบพกพาจากคุณแม่ของพี่เซฮุน พี่ยูมีจะอยู่บ้านเป็นเพื่อนลุงจีฮุน แต่ลุงก็ไม่ยอม ลุงบอกว่างานแฟร์มีคนเป็นร้อย เราขายกันสามคนไม่ไหวหรอก

     

    เออน่า บอกว่าอยู่ได้ก็อยู่ได้สิวะ ลุงพูดเสียงแหบแห้ง ตาของลุงแดงก่ำเพราะเพิ่งอ้วกอีกครั้งทั้งๆที่เรายังไม่ได้กินข้าวเลย ไปช่วยกันทำมาหากินเถอะ อยู่เฝ้าคนแก่มีแต่จะขาดทุน ไปแค่แป๊ปเดียวไม่ใช่เหรอ? เที่ยงคืนก็ได้กลับแล้ว

     

    พี่ยูมีไม่ยอม เธอดึงดันจะอยู่เป็นเพื่อนแต่ลุงก็ดุจนเธอน้ำตาซึม วันนี้ลุงบอกว่าปวดท้องนิดเดียวไม่มากเท่าเมื่อวาน มันไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงและเขาดูแลตัวเองได้

     

    ผมไม่เชื่อคำว่าโรคกระเพาะของลุงอีกแล้ว ผมรู้ว่าลุงโกหก แต่ก็ไม่รู้ว่าลุงป่วยเป็นอะไร พักหลังมานี้ลุงปวดท้องบ่อย ปวดจนน้ำตาไหล บางทีก็อ้วกทั้งวัน บางทีก็ถ่ายเป็นเลือด ลุงบอกว่าเป็นริดสีดวงแต่ผมไม่เชื่อหรอก ลุงต้องป่วยมากกว่านั้นแน่ๆ

     

    ผมเคยขอให้ลุงไปหาหมอที่โรงพยาบาลเอกชนเพราะได้ยินมาว่าที่นั่นมีหมอเก่งๆแต่ลุงจีฮุนก็ปฏิเสธ วันนั้นผมตื๊อซ้ำๆจนลุงรำคาญ เขาตวาดผมเป็นครั้งแรกตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเกือบสองปี ผมร้องไห้เสียงดังเพราะน้อยใจที่ลุงไม่ดูแลตัวเอง ลุงเอาแต่พูดว่าไม่เป็นไร เอาแต่บอกว่ายังไหว แต่อาการของลุงไม่ดีขึ้นเลย

     

    ถ้ายังพูดมากอีกก็กลับจีนไป!” ลุงกระแทกเสียง ผมยิ่งร้องหนักขึ้น หยุดร้องได้แล้วไอ้เลี่ย! ร้องทำไม?! ยังไม่มีใครเป็นอะไรเลย!”

     

    สุดท้ายวันนั้นพี่ยูมีก็กอดผมที่เอาแต่ร้องไห้ เธอบอกว่าผมเซ้าซี้มากเกินไปจนลุงรำคาญ ลุงไม่ได้ตั้งใจไล่ผม เขาแค่ไม่อยากให้ผมพูดเรื่องหมอเท่านั้น และมันได้ผล เพราะหลังจากนั้น ผมไม่เคยพูดให้เขาไปหาหมออีกเลยเพราะไม่อยากโดนไล่กลับจีน

     

    วันนี้เป็นอีกวันที่ลุงอาการไม่ค่อยดี เขาดูเหนื่อยๆแต่ก็ไม่ได้เพลียถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ ระหว่างที่กำลังช่วยกันเตรียมของเพื่อไปขายในงานแฟร์ ลุงจีฮุนก็กวักมือให้ผมตามขึ้นไปชั้นบน ลุงล้วงหยิบเอาเงินออกมาจากถุงสีน้ำตาลก่อนจะส่งให้ผม

     

    เก็บไว้กินขนมนะ ลุงพูดแล้วยัดเงินใส่มือเมื่อเห็นว่าผมไม่ยอมรับไปเสียที เอาไปเถอะ เก็บไว้หาหมอฟันก็ได้ ยังปวดอยู่ไม่ใช่หรือ?

    ไม่เป็นไรฮะ ปวดนิดเดียวผมทนได้ ผมอยากให้ลุงเก็บไว้หาหมอมากกว่า

    ไม่ต้องหาแล้ว เดี๋ยวก็หาย ลุงโกหกด้วยถ้อยคำเดิมๆ เก็บเงินนี้ไว้นะเลี่ย แล้วต่อไปอย่าเป็นขโมยอีก เข้าใจไหม?

     

    ผมพยักหน้ารับอย่างงุนงงแต่ก็ไม่ปฏิเสธนอกจากก้มมองปึกเงินในมือ มันอาจจะไม่ได้เยอะเป็นแสนวอน แต่ก็มากพอที่จะทำให้ผมได้กินของดีๆหลายมื้อ

     

    พี่เอ็งจะกลับวันไหน?

    วันอาทิตย์นี้ฮะ

    กลับไปกับเขานะ

     

    ผมเบะปากเตรียมจะร้องไห้เมื่อลุงพูดเหมือนอยากไล่ผมให้ไปไกลๆ ลุงจีฮุนใช้นิ้วชี้แตะปากตัวเองเป็นเชิงให้เงียบก่อนจะดึงผมเข้ามากอดแน่น

     

    อย่าอยู่ที่นี่เลย อย่ามาลำบากกับพวกซงโฮเลยชานเลี่ย ลุงว่าพลางลูบหัวผมที่เอาแต่ส่ายหน้าไม่ยอมฟัง กลับบ้านเถอะ ยังไงพี่เอ็งก็รออยู่ที่นั่น กลับไปอยู่กับพี่แล้วเป็นเด็กดีให้เขาชื่นใจด้วย เข้าใจที่พูดไหม?

    ลุงไล่ผม

    ไม่ได้ไล่ แค่เป็นห่วง ไม่อยากให้อยู่แบบนี้ ลุงจีฮุนพูดเสียงสั่น รู้ไหมว่าเขารักเอ็งกันทั้งนั้น ถ้าไม่รักคงไม่มาหาอีกรอบหรอก

    แต่ผมเป็นห่วงลุง ผมอยากอยู่กับลุงนะฮะ

    จะมาอยู่กับคนแก่ๆทำไมวะไอ้เลี่ย กลับจีนเถอะ ไปเรียนหนังสือ ไปหาอะไรทำ คนแบบเอ็งไม่ควรมาขลุกอยู่ที่นี่ กลับไปหาพี่เอ็งซะ เขาคงคิดถึงแย่แล้ว

    ถ้าผมไปแล้วลุงจะอยู่กับใคร? ผมร้องไห้ ใครจะเป็นคนส่งข้าวให้ลูกค้า?

    เออน่า ไอ้ซงโฮมันจัดการได้

    ไม่เอา ผมไม่ไป

    ชานเลี่ย โตป่านนี้แล้วอย่าขี้แย เป็นลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง จะมาร้องเพราะเรื่องแค่นี้ได้ไง? ลุงดุผม เหมือนที่พ่อเคยพูดไว้เมื่อสิบปีก่อนไม่มีผิด จำไว้นะว่าโลกนี้มีคนรักเอ็งเยอะแยะ

    แล้วลุงรักผมไหมฮะ?

    รักสิ เขาตอบแล้วร้องไห้ เหมือนลูกชายคนหนึ่งเลย

     

    ผมไม่รู้ว่าทำไมคำบอกรักของลุงถึงเศร้าเหลือเกิน เรายืนกอดกันแน่นในห้องนอนก่อนที่เสียงเรียกจากพี่ซงโฮทำให้เราต้องผละตัวออก ลุงเช็ดน้ำตาให้ผม ลูบหัวผม ก่อนจะใช้มือประคองแก้มของผมแล้วส่งยิ้มที่ดูเศร้าที่สุดตั้งแต่รู้จักกันมาให้

     

    ต่อไปนี้ต้องเป็นเด็กดี อย่าเป็นขโมย เริ่มต้นชีวิตใหม่ให้ดีเข้าใจไหม? ลุงจีฮุนสั่ง เย็นนี้ขายของเสร็จก็คุยกับพี่เรื่องกลับบ้าน อย่ารอนาน เดี๋ยวเขาเตรียมตัวไม่ทัน

    คุยวันหลังไม่ได้เหรอฮะ ผมยังอยากอยู่กับลุง

    วันไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ

    ไว้คราวหน้าผมจะบอกพี่อี้ฟาน ผมสูดน้ำมูก ผมจะกลับบ้านวันหลัง ผมจะกลับวันที่ลุงหายป่วยแล้ว

    งั้นก็อาทิตย์นี้เลย

    ลุงหายเร็วขนาดนั้นเลยเหรอฮะ?

    หายสิ เพราะถึงเวลานัดหมอไง ถามได้ เขายิ้มแล้วแกล้งเขกหัวผมเบาๆ ไปเถอะ ทุกคนรออยู่

     

    ผมเก็บเงินใส่กระเป๋าแล้วประคองลุงเดินบันไดลงไปข้างล่าง พี่ซงโฮกำชับให้ลุงทานข้าวให้เป็นเวลา ส่วนพี่ยูมีก็ช่วยจัดยาเป็นชุดให้ลุงกินโดยไม่ลืมบอกว่าจะรีบกลับให้เร็วที่สุด ลุงจีฮุนส่งยิ้มกว้างให้พวกเราอย่างอารมณ์ดี ลุงอวยพรว่า ขอให้ขายดี ก่อนจะเดินไปส่งเราถึงรถกระบะที่ลงทุนเช่ามาเพื่อไปขายข้าวที่งานแฟร์โดยเฉพาะ

     

    โชคดีนะ ลุงจีฮุนพูดยิ้มๆ ผมแอบเห็นลุงน้ำตาคลอด้วย เดินทางปลอดภัย ขอให้รวยๆกันทุกคนเลย

     

    เราโบกมือลาให้ลุงจีฮุนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะทยอยกันขึ้นรถ พี่ซงโฮเป็นคนขับ พี่ยูมีนั่งข้างหน้า ส่วนผมกับพี่อี้ฟานเบียดกันอยู่ข้างหลัง ทันทีที่รถเคลื่อนตัวออกผมก็เอี้ยวตัวหันไปโบกมือบ๊ายบายให้ลุงอย่างร่าเริง ผมตะโกนเสียงดังว่า จะซื้อของอร่อยๆมาฝากนะฮะ! ลุงจีฮุนพยักหน้ารับ ก่อนจะใช้หลังมือเช็ดใบหน้า

     

    ตอนนั้นผมไม่ได้เอะใจ ผมคิดแค่ว่าลุงอาจจะอยากแบ่งเงินให้ใช้และเห็นว่าพี่อี้ฟานกำลังจะกลับเลยบอกให้ผมคิดทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง ตลอดทั้งวันเราเอาแต่เตรียมของขายจนวุ่นวายไปหมด ในหัวของผมมีแค่ต้องระวังไม่ให้จานกระดาษปลิว ต้องเตรียมเงินทอนและเรื่องของช้อนส้อมเท่านั้น มีบ้างที่ผมเป็นห่วงว่าลุงจะกินยาหรือยังแต่ก็ไม่คิดอะไร เพราะผมไม่นึกว่าลุงจะทำแบบนั้น ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่านั่นจะเป็นการกอดกันครั้งสุดท้ายระหว่างเรา

     


     


    การขายข้าวในงานสนุกกว่าขายข้าวกล่องเยอะเพราะเราต้องช่วยกันตัก พี่ยูมีตักข้าว พี่ซงโฮตักแกง ผมมีหน้าที่ทอนเงินและรับหน้าลูกค้า ส่วนพี่อี้ฟานไม่ต้องทำอะไร แค่ใช้หน้าหล่อๆเรียกแขกก็ทำให้ร้านเราขายดีกว่าใครแล้ว พวกเราขะมักเขม้นกับการเรียกลูกค้าจนกับข้าวหมดเกลี้ยงก่อนบูธอื่นๆ  หลังขายหมดพี่ยูมีก็นำเครื่องครัวไปล้างลานให้พอสะอาด ไว้ถึงบ้านเมื่อไหร่เราจะช่วยกันขัดอีกรอบหนึ่ง

     

    กำไรเยอะจังเลยฮะ

     

    ผมพูดยิ้มๆเมื่อเห็นพี่ซงโฮนับเงินเป็นฟ่อนๆ วันนี้เราขายได้มากถึงห้าแสนกว่าวอนเลย

     

    อ่ะ เอาไปกินขนม พี่ซงโฮพูดแล้วแบ่งเงินจำนวนหนึ่งให้แต่ผมก็ไม่เอา เอาไปเถอะ เก็บไว้ซื้อของเล่นก็ได้

    ผมไม่เล่นของเล่น

    ก็เอาไปซื้อหนังสือสิ ชอบอ่านไม่ใช่เหรอ? แล้วก็ซื้อหนังสือมีประโยชน์นะ อย่าอ่านแต่การ์ตูน เขาว่าก่อนจะให้เงินพี่อี้ฟานด้วย ส่วนนี่ค่าแรง

    “No, that’s ok. I just want to help” (ไม่เป็นไรครับ ผมแค่อยากช่วย)

    “Sure?” (แน่ใจ๋?)

    “YES” (แน่ใจครับ)

     

    พี่อี้ฟานตอบยิ้มๆ แล้วเราก็หัวเราะเมื่อพี่ซงโฮรีบเก็บเงินลงกระเป๋าหมดเลย ผมรู้ว่าเขาไม่ได้กั๊กเงินไว้ใช้เอง แต่เราต้องแบ่งเงินไว้ส่วนหนึ่งเพื่อหาลุงไปหาหมออาทิตย์นี้ด้วย

     

    หลังเก็บของเสร็จพี่ซงโฮก็ปล่อยให้เราเดินเล่นในงาน ผมกับพี่อี้ฟานแวะร้านนั้นออกร้านนี้เพื่อซื้อขนมอร่อยๆไปกินที่บ้าน จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคงกุมมือผม แถมจับแน่นมากกว่าปกติด้วยเพราะคนในงานค่อนข้างพลุกพล่าน กว่าจะซื้อของฝากให้ลุงเสร็จก็เกือบเที่ยงคืน พี่ซงโฮเรียกให้เราขึ้นรถแล้วขับกลับบ้านอย่างไม่รีบร้อน

     

    พรุ่งนี้ขายอะไรดี? พี่ยูมีถาม

    ข้าวผัดกิมจิกับไส้กรอกทอด ผมเสนอ หรือจะแกงวัวดีฮะ?

    วัวแพงเกินไป เปลี่ยนเป็นหมูดีไหม? พี่ซงโฮพูดขึ้นมาบ้าง บิบิมบับกับไข่ม้วนก็น่าจะดี ของกินเล่นขายง่ายกว่า

     

    ตลอดทางมีแค่ผม พี่ซงโฮ และพี่ยูมีเท่านั้นที่พูดกันเพราะพี่อี้ฟานยังคงไม่เข้าใจภาษาเกาหลี เราคุยกันหัวเราะกันเสียงดังลั่นอย่างมีความสุขเพราะวันนี้เจอแต่เรื่องดีๆ กับข้าวก็ขายหมดเกลี้ยงแถมยังได้กำไรตั้งห้าแสนอีก ผมนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พลางกอดถุงขนมเอาไว้แน่น ทันทีที่ถึงบ้านผมจะเอาขนมไปให้ลุงจีฮุน ลุงจะต้องดีใจมากแน่ๆถ้ารู้ว่าผมซื้อขนมมาฝาก

     

    เราถึงบ้านเกือบตีหนึ่ง พี่ซงโฮลงจากรถคนแรกแล้วรีบเดินไปช่วยพี่ยูมีขนหม้อกับเตาลงจากท้ายรถ พี่อี้ฟานเองก็เข้าไปช่วยพวกเขาด้วย ดังนั้นจึงเหลือผมคนเดียวที่ว่าง ก็เลยรีบวิ่งเข้าบ้านเมื่อเห็นว่าไฟทุกดวงยังคงปิดอยู่

     

    เดินดีๆชานเลี่ย พื้นหน้าบ้านมันลื่นนะ!” พี่ยูมีตะโกนห้ามเมื่อเห็นผมระริกระรี้มากกว่าทุกที สงสัยลุงจะนอนแล้วมั้ง ปิดบ้านเสียมืดเชียว

    ลุงฮะ! ผมกลับมาแล้ว!”

     

    ผมร้องเรียกลุงพลางกำถุงขนมเอาไว้แน่น มือหนึ่งก็ถอดรองเท้า ส่วนอีกมือควานหาสวิตช์ไฟ ทันทีที่หลอดนีออนสว่างวาบ ผมก็รีบเปิดประตูเข้าไปก่อนจะต้องชะงักเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติภายในบ้าน

     

    ตอนนั้นผมเหมือนถูกใครทุบหัวเข้าอย่างจัง มันทั้งมึนงงและสับสนเพราะผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมถึงเห็นเท้าคนลอยเหนือพื้น ผมไล่สายตามองภาพตรงหน้าไปเรื่อยๆก่อนจะต้องตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นใบหน้าที่มีลิ้นจุกปากของลุงจีฮุนห้อยต่องแต่งจากคานบ้าน

     

    ผมอึ้ง พูดอะไรไม่ออก แม้แต่จะกรีดร้องก็ยังทำไม่ได้ เหมือนทุกอย่างถูกดูดกลืนหายไปหมดในพริบตา ผมหยุดหายใจชั่วขณะเพราะเผลอสบตาหลุนๆแทบจะถลนออกจากเบ้าของลุงอยู่นานราวกับถูกตรึงเอาไว้ไม่ให้ละสายตาไปไหนนอกจากมองศพของลุงจีฮุนเท่านั้น

     

    ผมยืนกำมือแน่นเพราะช็อก หยดน้ำตาไหลอาบใบหน้าอีกครั้งเมื่อเห็นภาพขึ้นอืดของแม่ลอยมาซ้อนภาพลุงจีฮุน ผมพยายามอ้าปากร้องเรียกขอให้คนช่วยแต่กลับไม่มีเสียง หลังจากต้องมองหน้าม่วงเขียวของลุงอยู่นาน พี่อี้ฟานเป็นคนแรกที่วิ่งมาหา เขาประชิดตัวจากด้านหลังแล้วรีบใช้มือปิดตาผมก่อนที่เสียงกรีดร้องของพี่ยูมีจะดังขึ้น

     

    ลุง! ทำไมลุงทำแบบนี้?! พี่ซงโฮ! พี่! มาช่วยลุงเร็ว!”

     

    ผมทรุดตัวนั่งลงบนพื้นอย่างหมดแรง ไม่รับรู้หรือได้ยินอะไรอีกแม้ว่าพี่อี้ฟานจะพยายามเขย่าตัว ผมเอาแต่หลับตาแน่นพลางใช้มืออุดหูเพราะได้ยินเสียงร้องโวยวายของพวกพี่ แล้วหลังจากนั้นบ้านของเราก็วุ่นวาย มีคนมากมายมาที่นี่เหมือนสมัยที่ผมอยู่กับศพของแม่ไม่มีผิด พวกเขาเข้ามาถามคำถาม พยายามเค้นเอาคำตอบจากผมที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พี่อี้ฟานเป็นคนเดียวที่ยังอยู่กับผม เขากอดผม เช็ดน้ำตาให้ผม ก่อนจะขอร้องให้ผมลืมตามองหน้าเขาซักครั้งเพราะตั้งแต่เกิดเรื่อง ผมเอาแต่หลับตาแน่นไม่พูดไม่จากับใคร

     

    อย่าร้อง ชานเลี่ย เขาปลอบผมด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพร้อมกับลูบหัว ลืมตามองหน้าฉันหน่อยได้ไหม?

    ผม -- ผมกลัว

    ไม่ต้องกลัว มันไม่มีอะไรแล้ว พวกเขาพาลุงออกไปแล้ว พี่อี้ฟานบอก ซงโฮกับยูมีกำลังคุยกับตำรวจ ตอนนี้ในบ้านมีแค่เรา

    ผม -- ผมเห็น -- ลุงตาย ผมละล่ำละลักพูดแต่ก็พูดไม่ออกเพราะภาพสุดท้ายของลุงติดตาจนรู้สึกกลัวไปหมด เหมือนแม่ ลุงเหมือนแม่ ผมกลัว

     

    ผมร้องไห้เพราะเห็นภาพศพขึ้นอืดของแม่และลุงตีวุ่นอยู่ในหัว มันทั้งสะอิดสะเอียนและน่าคลื่นไส้จนต้องโก่งคออาเจียนออกมา พี่อี้ฟานไม่ว่าซักคำที่ถูกผมอ้วกใส่ เขายังคงดูแลผมไม่ไปไหนและเอาแต่บีบนวดเพื่อให้ผมที่เครียดเกร็งรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

     

    ลืมตาหน่อยชานเลี่ย เขาขอร้อง อย่าหลับตา ไม่งั้นนายจะเห็นแต่ภาพพวกนั้น ลืมตามองหน้าฉัน ฉันอยู่ตรงนี้ ฉันอยู่กับนายไง

    ไม่เอา! ผมไม่อยากลืมตา! ผมกลัว!”

    ชานเลี่ย

    ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ผมอยากกลับบ้าน ผมร้องไห้บอกทั้งน้ำตา พี่พาผมไปจากที่นี่ที! ผมไม่อยากอยู่แล้ว! ผมกลัว!”

     

    ต่อให้ผมจะโวยวายเสียงดังหรือเอาแต่ใจ พี่อี้ฟานก็ไม่ผละตัวห่างไปไหนเลย เขานั่งกอดผมที่ยังคงหลับตาเอาไว้แน่น เขาปลอบผม ลูบหัวผมเหมือนที่เคยทำเมื่อสิบปีก่อนไม่มีผิด วินาทีนั้นความอบอุ่นจากพี่อี้ฟานไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเคอะเขินหรือดีใจซักนิด ในหัวมีแต่คำว่าอยากกลับบ้าน ผมอยากกลับบ้าน อยากกลับไปหาพี่ อยากไปไหนก็ได้ที่ไม่ต้องอยู่ที่นี่อีกแล้ว

     

    อย่ากลัวเลยชานเลี่ย

     

    พี่อี้ฟานพูดเสียงแผ่ว

     

    มันจะไม่เป็นไร ฉันจะพานายกลับบ้านเอง










Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in