[NCT | OS/SF] ALL IS LOVEhbrxnct
[os] you #jaedo










  • คุณถาม ‘รักคืออะไร?’
    ผมตอบ ‘คุณ’










    - 0 -
    สำหรับผมแล้วนั้นคุณคือความสับสน



    เชื่อไหม ว่าเสียงดนตรีที่ดังอึกทึกและแสงไฟที่วับวาบอยู่รอบกายของผมในขณะนี้น่ะ มันไม่ได้ทำให้ผมเกิดความรู้สึกสนุกสนานหรือครึกครื้นขึ้นมาเลย ไม่เลยสักนิด

    ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้สูงหน้าเคาน์เตอร์บาร์ และเห็นคุณอยู่ตรงนั้น ตรงโต๊ะวีไอพีบนระเบียงชั้นสองของร้าน รอบกายของคุณเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาตลอด

    ผมนั่งมองคุณพูดคุยกับผู้คนเหล่านั้น มองคุณยิ้ม มองคุณหัวเราะ และชั่วครู่หนึ่งที่คุณหันมองลงมายังด้านล่าง

    เราสบตากัน...

    ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เป็นผมเองนี่แหละที่หลบสายตาก่อน ผมก้มมองแก้วเครื่องดื่มในมือที่เหลือของเหลวสีเหลืองอำพันติดเพียงก้นแก้วด้วยหัวใจที่สั่นระรัว

    มันเป็นแบบนี้เสมอในทุก ๆ ครั้งที่ผมได้สบสายตากับคุณ

    และให้ตายเถอะ ผมเกลียดที่ตัวเองเป็นแบบนี้ชะมัด

    ผมกุมแก้วที่อยู่ในมือของตัวเองแน่น และรับรู้ได้ถึงอุณหภูมิรอบกายที่ค่อย ๆ สูงขึ้นขึ้นทีละนิด ทั้งที่เครื่องปรับอากาศภายในบาร์แห่งนี้ก็ยังทำงานเป็นปกติ

    อา...ผมคงเมาแล้วแน่ๆ

    แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคงยกแก้วขึ้นจรดริมฝีปาก ก่อนจะกระดกดื่มรวดเดียวจนในภายแก้วนั้นไม่หลงเหลืออะไรอยู่อีกเลย กระทั่งเริ่มรู้สึกมึนหัวนั่นแหละ ผมถึงได้รับรู้ว่าคืนนี้ผมดื่มเยอะเกินลิมิตของตัวเองไปแล้ว และแอลกอฮอล์ก็กำลังทำหน้าที่ของมัน

    “ผมเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าอย่าดื่มเยอะ”

    ผมที่กำลังจะสั่งเครื่องดื่มแบบเดิมเพิ่มอีกแก้วนั้นจำต้องชะงักนิ่ง เมื่อกลิ่นน้ำหอมที่ผมจำได้ขึ้นใจว่าเป็นกลิ่นประจำตัวของคุณนั้นลอยมาแตะจมูก

    มันเป็นกลิ่นที่ชวนให้ผมรู้สึกหลงใหลและนึกรังเกียจในคราเดียวกัน

    รวมถึงน้ำเสียงนุ่มทุ้มนั้น...และสายตาเมื่อครู่นั่นเองก็ด้วย

    มันทำให้ผมรู้สึกอยากพุ่งเข้าไปกอดคุณด้วยความโหยหา แต่มันก็ทำให้ผมนึกกลัวจนอยากลุกหนีไปให้ไกลที่สุดจากตรงนี้ด้วยเช่นกัน

    ทุกสิ่งที่เป็นคุณมันทำให้ผมสับสนไปหมด

    “ไง...ไม่เจอกันนานเลยนะ”

    หลังจากที่เอาแต่นั่งเงียบมาเป็นเวลาหลายสิบวินาที ในที่สุดผมก็ควานหาเสียงของตัวเองพบเสียที

    “นั่นสิ ไม่เจอกันนานเลย คุณดูผอมลงนะ”

    “งั้นเหรอ...”

    ผมเอ่ยตอบด้วยความรู้สึกอึดอัดที่ท่วมท้น และหวังที่จะให้บทสนทนาของเราสองคนรีบ ๆ จบลงเสียที

    “แล้วนี่มาคนเดียวเหรอ ให้ผมนั่งดื่มเป็นเพื่อนไหม”

    “ไม่เป็นไร” ผมปฎิเสธอย่างรวดเร็ว ทว่าคุณกลับไม่ฟังผมเลยสักนิด ผมจึงได้แต่ปล่อยให้คุณย้ายตัวมานั่งลงตรงเก้าอี้ว่างที่อยู่ข้าง ๆ ผม และในขณะเดียวกันนั้น ผมก็พยายามเค้นสมองของตัวเอง เพื่อเฟ้นหาเรื่องราวที่ไม่น่าคุยมากที่สุดออกมาพูดกับคุณ เผื่อว่าคุณได้ฟังแล้วจะไม่อยากคุยกับผมต่ออีก “มาคุยกับฉันแบบนี้ ถ้าแฟนนายรู้เดี๋ยวก็ไม่พอใจเอาหรอก”

    “ไม่หรอกครับเขาเข้าใจน่า”

    “หึ” ผมแค่นยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อได้ยิน “ยังรักกันดีอยู่ใช่ไหม? นายกับเขาน่ะ”

    “ครับ”

    “อืม...ยังไงก็ดีใจด้วยแล้วกันนะ”










    - 1 -
    ในวันที่ทุกอย่างได้เริ่มต้นขึ้นนั้นผมไม่เคยคาดคิดถึงจุดจบของมันเลย



    เราเจอกันครั้งแรกที่ร้านแห่งนี้ ในคืนหนึ่งที่ผมมานั่งดื่มคนเดียว และคุณก็มากับเพื่อนของคุณ ไม่ได้ต่างอะไรจากคืนนี้เลยสักนิด

    แต่คุณคงยังไม่รู้ ว่าความจริงแล้วผมน่ะรู้จักคุณมาก่อนหน้านั้นเสียอีก เพราะงั้นที่ผมบอกว่าเราได้เจอกันครั้งแรกที่นี่ มันคือเราที่หมายถึงคุณและผม

    คืนนั้นผมดื่มหนักมาก เรียกได้ว่าเมาเละจนเป็นหมา และผมก็ได้สร้างปัญหาใหญ่ให้กับคุณ เมื่อผมที่กำลังเมาหนักได้ที่ วิ่งปิดปากโซเซไปยังห้องน้ำของร้านเพราะว่าอ้วกของผมที่ใกล้จะพุ่งออกมาเต็มทีนั้น เกิดชนเข้ากับคุณที่กำลังเดินออกมาจากห้องน้ำอย่างพอดิบพอดี อ้วกของผมที่ควรจะได้ไปอยู่ในโถส้วมเลยพากันมากองบนอกเสื้อเชิ้ตของคุณและพื้นหน้าห้องน้ำแทน

    เฟิร์สอิมเพรสชันของเราสองคนไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยนะว่าไหม

    ผมจำเรื่องราวต่อจากนั้นไม่ค่อยได้เท่าไหร่ รู้เพียงแค่ในเช้าวันถัดมาเมื่อผมตื่นขึ้น ผมก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงของคุณในห้องของคุณ และกำลังสวมชุดนอนของคุณอยู่ โดยที่มีคุณที่นั่งเล่นมือถืออยู่ตรงโซฟาปลายเตียงหันมามอง ผมในตอนนั้นตกใจจนพูดอะไรไม่ออกเมื่อได้เห็นหน้าของคุณเต็มสองตา

    และใช่...ในตอนนั้นหัวใจของผมน่ะมันเต้นแรงเป็นบ้าเลย

    “ตื่นแล้วเหรอครับ?”

    คุณเอ่ยทักพร้อมกับรอยยิ้มน้อย ๆ ตรงมุมปากจนเห็นลักยิ้มทั้งสองข้างบนแก้มของคุณที่บุ๋มลง อันที่จริงยิ้มของคุณในตอนนั้นดูเป็นมิตรอยู่ไม่น้อย ทว่าเมื่อมันมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ มันจึงทำให้ผมทั้งรู้สึกกระอักกระอ่วนและอับอายเอาเสียมาก ๆ เพราะถึงแม้ในตอนนั้นผมจะรู้จักคุณอยู่แล้ว แต่ว่าคุณน่ะยังไม่รู้จักผมเลยสักนิด ความสัมพันธ์ของเราสองคนก็คนแปลกหน้าดี ๆ นี่เอง

    “เอ่อ...” น้ำเสียงของผมตะกุกตะกัก สมองของผมโล่งว่างไปชั่วขณะหนึ่ง “ผม...เมื่อคืน...ผมคงเมาหนักมาก”

    “ครับคุณเมาหนักโคตร ๆ เลย“

    “ผมคงไม่ได้เผลอทำอะไรแย่ ๆ ลงไป...ใช่ไหมครับ?”

    ความทรงจำสุดท้ายที่ผมเค้นหาได้ในตอนนั้นคือผมกำลังนั่งกระดกอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ พอเริ่มรู้สึกพะอืดพะอมผมก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ แล้วหลังจากนั้นภาพก็ถูกตัดไป เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าสีดำสนิท

    ผมจำไม่ได้เลยสักนิดว่าหลังจากนั้นผมทำอะไรลงไปบ้าง

    “ถ้าการที่คุณอ้วกรดเสื้อผมแล้วชิงหลับไปก่อนไม่ถือว่าเป็นอะไรแย่ ๆ ก็คงใช่ล่ะมั้งครับ”

    “อา...ผมขอโทษ”

    น้ำเสียงของผมจืดเจื่อนลงด้วยความรู้สึกผิด แม้ผมจะไม่เคยโดนคนแปลกหน้าอ้วกรดใส่เสื้อแต่ผมก็รู้ดีว่ามันไม่น่าจะใช่เรื่องที่ชวนให้พิสมัยอย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นคุณก็ยังมีน้ำใจหอบหิ้วผมกลับมาที่ห้อง สละเตียงให้ผมนอน แถมยังเปลี่ยนชุดให้อีกต่างหาก

    “ไม่เป็นไรครับ แค่ทีหน้าทีหลังก็อย่าดื่มเยอะจนทำให้คนอื่นต้องมาลำบากแบบนี้อีกก็พอ”

    ทั้งที่คุณก็พูดด้วยท่าทีสบาย ๆ และบนใบหน้าของคุณเองนั้นก็ยังคงมีรอยยิ้มดูดีประดับอยู่ แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงได้รู้สึกว่าคุณน่ะโคตรปากร้ายเลยให้ตาย

    “ครับ...”

    อันที่จริงแล้วตัวผมไม่ใช่คนเจี๋ยมเจี้ยมหรือคนที่สงบปากสงบคำอะไรมากนัก ทว่าการที่ได้มาอยู่ใกล้คุณมากขนาดนี้นั้นทำเอาผมรู้สึกประหม่าจนพูดอะไรไม่ค่อยออก

    “เอาเถอะ คุณจะกินอะไรหน่อยไหม? ผมมีโจ๊กซองอยู่ เมื่อคืนก็อ้วกออกมาซะเยอะ ท้องคุณคงว่าง”

    ผมพยักหน้าตอบเบา ๆ ก่อนจะเริ่มรู้สึกแสบท้องขึ้นมานิดหน่อยเมื่อได้ยินคุณพูดถึงอาการท้องว่าง มันเหมือนอาการที่นึกอะไรบางอย่างออกเพราะถูกย้ำเตือน

    คุณลุกไปยังชั้นวางของเล็ก ๆ ที่มีถ้วยชามวางเรียงอยู่ โดยมีสายตาของผมมองตามมือคุณที่กำลังฉีกโจ๊กซองใส่ถ้วย เทน้ำแล้วเอามันเข้าไมโครเวฟ ท่าทางของคุณดูคล่องแคล่ว ในขณะที่ผมนั้นได้แต่นั่งตัวแข็งทื่อ มือทั้งสองกำผ้าห่มที่คลุมตัวอยู่แน่นและไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวลงจากเตียง

    สามนาทีถัดมา ไมโครเวฟก็ส่งเสียงดังติ๊ง! คุณใช้ผ้าจับถ้วยโจ๊กไปวางบนจานรอง ก่อนจะถือมันมาวางตรงโต๊ะเตี้ย ๆ ตัวหนึ่งหน้าโซฟา คุณหันมามองผมอย่างกะทันหันจนเราสายตาของเราสองคนเผลอสบกัน และทันใดนั้น ผมก็รู้สึกร้อนวูบที่หน้า

    “ลุกมากินตรงนี้สิครับคุณ”

    “อะ...ครับ”

    ผมค่อย ๆ ลงจากเตียงตามที่คุณบอกก่อนจะเดินไปนั่งตรงโซฟาที่คุณนั่งอยู่ มือหนาของคุณนั้นเลื่อนถ้วยโจ๊กมาตรงหน้าผม ผมเอื้อมมือไปหยิบช้อนมาถือ และใช้มันคนโจ๊กที่อยู่ในชามเบา ๆ ก่อนจะตักมันขึ้นมาเป่าและเอาเข้าปาก

    “รีบกินล่ะจะได้อาบน้ำ วันนี้ผมมีเรียนเช้า คุณก็เข้ามอพร้อมกับผมเลยแล้วกัน”

    “เอ๊ะ...คุณ...”

    ผมเหวอไปครู่หนึ่ง มือที่กำลังตักโจ๊กอยู่นั้นชะงักค้างอยู่กลางอากาศ

    คุณรู้ได้ยังไงน่ะว่าผมเรียนมหาวิทยาลัยที่เดียวกับคุณ...

    “ไม่ต้องมาทำหน้างงหรอก ใคร ๆ ก็รู้จักคุณน่า” คุณเอ่ย “หน้าคุณแปะหราอยู่บนโปสเตอร์รณรงค์ไม่ทุจริตสอบรอบมอเสียขนาดนั้น”

    อ้อ...โปสเตอร์รณรงค์นั่น

    ผมนึกออกในทันทีที่ได้ยินคุณพูดถึง อันที่จริงแล้วผมไม่ได้อยากจะไปเป็นนายแบบนั่นเลยสักนิดก็มันน่าอายจะตายไม่ใช่รึไง แต่สายรหัสของผมคนหนึ่งที่เป็นคนดูแลโครงการนี้น่ะ ดันมาขอร้องอ้อนวอนแกมขู่บังคับแทบทุกวัน วันละมากกว่าสามเวลา และตื๊อเสียจนผมต้องยอมไปเป็นแบบถ่ายโปสเตอร์ให้เพื่อตัดรำคาญ

    สุดท้ายก็เลยมีรูปผมที่ถือกระเป๋าใส่ดินสอแบบใสยิ้มหราพร้อมถ้อยคำรณรงค์ให้นักศึกษาหันมาใช้กระเป๋าดินสอแบบเดียวกับที่อยู่ในมือผมช่วงสอบแปะอยู่ตามบอร์ดทั่วทั้งมหาวิทยาลัย

    แรก ๆ ผมน่ะโคตรอายเลย แต่หลัง ๆ มานี้ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว เรียกว่าชินชาไปเองก็คงไม่ผิดนัก เพราะความจริงแล้วก็คงไม่ได้มีคนนึกสนใจสักเท่าไหร่หรอกมั้ง ว่านายแบบที่อยู่บนโปสเตอร์นั่นเป็นใคร

    แต่ตอนนี้ดันกลายเป็นว่าไม่ใช่ผมเพียงฝ่ายเดียวเสียแล้วที่รู้จักคุณก่อนหน้านี้ ทว่าตัวคุณเองก็รู้จักผมเช่นกัน และมันก็เป็นเพราะโปสเตอร์นั่น

    “ถ้างั้นคุณต้องก็รู้น่ะสิ ว่าผมเป็นรุ่นพี่ของคุณ”

    “รู้”

    “แล้วทำไมถึงไม่เรียกผมว่าพี่...”

    “ก็ผมไม่ได้อยากเป็นแค่รุ่นน้องของคุณนี่”

    อา...คุณทำให้ผมรู้สึกร้อนที่หน้าอีกแล้วนะรู้ไหม





    หลังจากวันนั้นเราสองคนก็เริ่มคุยกัน และผมก็ยอมรับ ว่ายิ่งผมรู้จักตัวตนของคุณมากขึ้นเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งตกหลุมรักคุณมากขึ้นเท่านั้น

    ผมในตอนนั้นทั้งรักและหลงคุณจนแทบไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น และมันก็เป็นเพราะว่าตัวคุณนั้นมีดีให้ผมรักอย่างมากมาย

    ใช่...ผมไม่ปฏิเสธว่าช่วงเวลาเหล่านั้นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของผม มันดีมากเสียจนทำให้ผมรู้สึกราวกับว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นคือความฝัน

    เราทำหลาย ๆ อย่างไม่ต่างจากคนที่กำลังคบกัน ไปกินข้าว ดูหนัง เที่ยวต่างจังหวัด คุยแชท แชร์เรื่องราวต่าง ๆ ที่เจอมาในแต่ละวัน และคอยถ่ายรูปอะไรต่อมิอะไรส่งให้กัน จนในที่สุดเราสองคนก็ตัดสินใจที่จะคบหากันในฐานะคนรักอย่างเปิดเผย

    ทว่าในท้ายที่สุด ผมก็ได้รับรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างเรานั้นเป็นเพียงแค่ความฝันจริง ๆ และมันก็เป็นฝันที่ผมไม่อยากตื่นขึ้นมาเลย

    แต่คนเราไม่สามารถอยู่ในฝันได้ตลอดไป ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

    เค้าลางของจุดจบเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อผมได้รู้ความจริงว่าที่คุณเข้ามาหาผมทำดีกับผม และคบกับผมนั้นเป็นเพราะว่าคุณต้องการเอาชนะใครคนหนึ่ง

    เพียงเพราะก่อนหน้าที่เราจะได้มาเจอกัน ใครคนหนึ่งคนนั้นเองก็กำลังสนใจในตัวผมอยู่เช่นกัน

    คุณไม่รีรอที่จะพาตัวเองกระโดดเข้ามาในกระดานและชิงเดินเกมก่อนโดยที่ใครคนนั้นยังไม่ทันได้เริ่มทำอะไร คุณหลอกล่อให้ผมเดินเข้ามาในกับดักที่คุณวางไว้ และรุกฆาต!

    คุณเป็นผู้ชนะ ทว่าผู้ที่แพ้กลับไม่ใช่ใครคนนั้น

    แต่เป็นผม

    ผมกลายเป็นเพียงแค่หมากโง่ ๆ ไร้ค่าที่อยู่บนเกมกระดานของคุณในที่สุด

    ผมรู้ดี แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเต็มใจ

    ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด ฝันดีของผมแปรเปลี่ยนเป็นฝันร้ายในชั่วพริบตา

    แต่ผมก็ยังดื้อดึงที่จะอยู่ต่อ เพราะผมนั้นยังไม่อยากตื่นขึ้น ผมยังอยากอยู่ในความฝันนี้กับคุณต่อไปเรื่อย ๆ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ฝันที่ดีอีกต่อไปแล้ว ผมยังอยากอยู่บนเกมกระดานนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

    ผมไม่อยากเสียความฝันนี้ ผมไม่อยากเสียคุณไป

    เพราะงั้น ถึงแม้ผมจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าที่จริงแล้วคุณไม่ได้รักผมเลยสักนิด แต่ผมก็ยังแอบเข้าข้างตัวเองอยู่ลึก ๆ ว่าถ้าหากเรายังคบกันแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ผมอาจจะทำให้คุณรักผมเข้าจริง ๆ ได้ในสักวัน

    เริ่มจะเดาได้แล้วใช่ไหมว่าในตอนนั้นผมย่ำแย่แค่ไหน

    ผมเริ่มหลอกตัวเองว่าคุณรักผม หลงงมงายไปกับความคิดที่เข้าข้างตัวเอง และยอมทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ฝันนี้จบลง

    ผมเริ่มทำตัวร้ายกาจใส่ทุกคนที่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับคุณ และเกือบจะทำลายชีวิตของคน ๆ หนึ่งไปเพียงเพราะเขาคนนั้นคือคนที่คุณสนใจ

    อ่า...ใช่ ในตอนนั้นผมเป็นคนที่ชั่วร้ายเอาเสียมาก ๆ เลยล่ะ

    เห็นหรือยังว่าผมหลงรักคุณอย่างหน้ามืดตามัวมากแค่ไหน และพยายามมากเพียงใดเพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองต้องตื่นจากฝันนี้

    แต่ถึงอย่างนั้นความฝันก็คือความฝัน และผมก็ต้องตื่นขึ้นในสักวัน

    ผมถูกปลุกด้วยความจริงที่ว่าคุณรักคนอื่น

    คุณไม่เคยรักผม ไม่มีวันที่จะรักผม และคุณเองก็ทนอยู่กับคนเลว ๆ อย่างผมไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

    เราจึงเลิกกัน

    และคุณก็ไปเริ่มต้นใหม่กับคนที่คุณรักคนนั้น

    คุณเขี่ยผมออกจากกระดาน ทิ้งให้ผมจมอยู่กับความเจ็บปวด ความเสียใจ ความอิจฉาริษยาและความเกลียดชัง

    ผมริษยาคนที่คุณตกหลุมรักคนนั้น คนที่คุณยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเขาจากความชั่วร้ายทั้งหมดทั้งปวง คนที่เป็นความสุขและเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของคุณ

    และผมก็เกลียดตัวเองเช่นเดียวกันที่ยังคงมีความคิดอยากจะทำลายคนคนนั้น เกลียดตัวเองที่อยากจะพรากความสุขนั้นไปจากคุณ และทำให้คุณรู้สึกทุกข์ทรมานอย่างที่ผมกำลังเป็นอยู่นี้บ้าง ผมเกลียดตัวเองที่ได้กลายเป็นคนชั่วร้ายไปแล้วเอาเสียมาก ๆ

    แต่ยังดีที่สุดท้ายแล้วทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่สิ่งที่ผมต้องการให้มันเกิด โชคดีผมไม่ได้ตัดสินใจทำอะไรแย่ ๆ อย่างที่ใจอยากทำลงไป ไม่อย่างนั้นผมคงรังเกียจตัวเองมากกว่าที่เป็นอยู่จนทนรับไม่ไหวอีกต่อไปแน่ ๆ

    สำหรับผมการต้องตื่นจากความฝันและอยู่กับความจริงนั้นเป็นอะไรที่ทรมาน แต่ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องทนอยู่กับมันให้ได้ ผมแค่ต้องทนให้ไหว










    - 2 -
    ผมถือไม้ขีดไฟก้านสุดท้ายไว้ในมือมองจ้องเปลวไฟที่กำลังลุกวาบ
    และค่อย ๆ มอดดับลง



    รอบกายของผมเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ผมยังคงมีเพื่อน มีครอบครัวที่รักและเป็นห่วงผม พวกเขาพยายามทำให้ผมลืมคุณ ทั้งชวนคุยเรื่องอื่น ๆ เล่าเรื่องตลกให้ฟังบ้าง ชวนออกไปเที่ยวบ้าง กระทั่งแนะนำคนมาเยียวยาใจให้ก็ยังมี

    แต่ผมกลับไม่รู้สึกสนใจใครเลยสักคน

    ไม่สิ อันที่จริงคือเพราะผมยังคงสนใจเพียงแค่คุณ มันจึงทำให้ผมไม่รู้สึกสนใจใครคนอื่นอีก และไม่ว่าผมจะพยายามทำความรู้จักใครใหม่ ๆ มากแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วก็ยังเป็นคุณ แค่คุณคนเดียวอยู่ดีที่ผมสนใจ

    ทุกคนต่างรู้ว่าผมกำลังเศร้า จึงพากันใส่ใจผมเป็นพิเศษ และมันก็มากเสียจนทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าคนเลว ๆ อย่างผมนั้นไม่เห็นจะสมควรได้รับความรักจากพวกเขาเลยสักนิด

    คนอย่างผมน่ะไม่ควรได้รับความรักจากใครเลย

    และคุณก็ทำถูกแล้วล่ะ ที่จะไม่มีวันรักคนอย่างผม

    ในแต่ละวันของผมผ่านไปอย่างเชื่องช้าและยากเย็นผม ต้องฝึกยิ้ม ฝึกหัวเราะให้เป็นธรรมชาติ พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงด้วยความร่าเริงเพื่อไม่ให้คนรอบข้างต้องเป็นห่วง แรก ๆ มันก็ยากนะ แต่พอทำไปเรื่อย ๆ แล้วผมก็เริ่มชินมากขึ้น

    ผมเกลียดตัวเองเหมือนกันที่ต้องโกหกพวกเขา แต่ผมจำเป็นต้องทำ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะรู้ว่าผมยังคงเสียใจอยู่

    ภายในใจของผมนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกทุกข์ทรมาน นอกจากตัวผมก็ไม่มีใครรู้อีกเลยว่าครั้งสุดท้ายที่ผมเคยสัมผัสกับความสุขจริง ๆ นั้นมันผ่านมานานมากแค่ไหนแล้ว ซึ่งมันก็ดีแล้วล่ะที่มีผมเพียงคนเดียวที่รู้เรื่องนี้

    ผมเริ่มใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น และเริ่มคิดถึงเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง

    คนเรามีชีวิตไปเพื่ออะไรกัน...เพื่อมีความสุขใช่ไหม?

    แล้วตัวผมล่ะ...ในเมื่อตอนนี้ผมไม่มีความสุขกับการมีชีวิตเลยสักนิด ถ้าอย่างนั้นผมมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรงั้นเหรอ?

    คำตอบที่ผมได้คือไม่รู้ ผมไม่รู้เลยจริง ๆ

    และในเมื่อผมไม่รู้ แล้วทำไมผมถึงยังต้องมีชีวิตต่อไปด้วยล่ะ ทำไมผมต้องฝืน ทำไมผมต้องอดทน ทำไม ในตอนนั้นในหัวผมมีแต่คำว่าทำไม

    ผมเริ่มนึกสงสัยเกี่ยวกับความตายขึ้นมาบ้างแล้ว ว่ามันจะเป็นอย่างไรบ้าง ทุกอย่างจะสูญสลาย ดับหายไปหมดเหมือนกับว่าไม่เคยมีอะไรอยู่เลยรึเปล่า

    และถ้าผมตาย ผมก็จะหายไป ผมจะไม่ต้องรู้สึก ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องทุกข์ทรมาน ไม่ต้องรับรู้อะไรทั้งสิ้นอีกแล้วใช่ไหม

    และถ้าคำตอบคือใช่ พอเอามาเทียบกับการมีชีวิตอยู่ต่ออย่างเจ็บปวดแบบที่ผมเป็นอยู่นี้แล้ว ผมคิดว่าความตายคงจะดีกว่ามากจริง ๆ

    ผมนึกทบทวนเรื่องนี้กับตัวเองอยู่หลายวัน ถามคำถามเดิมกับตัวเองซ้ำ ๆ และในเมื่อผมหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ความตายก็ดูเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะสามารถยุติทุกสิ่งทุกอย่างลง

    ในคืนนั้น ผมเลิกขังตัวเองไว้ในห้องและเดินออกไปอย่างไร้จุดหมาย เมฆที่ครึ้มมืดมาตั้งแต่ช่วงบ่ายแปรเปลี่ยนเป็นหยาดฝนเม็ดเล็ก ๆ มันโปรยปรายลงมาเรื่อย ๆ ไม่หนักแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

    ผมยังคงเดินอยู่ริมถนนไม่ได้นึกสนใจว่าตัวเองจะเปียกมากแค่ไหน หรือพรุ่งนี้จะไม่สบายหรือเปล่าที่มาตากฝนแบบนี้

    ผมไม่อยากนึกสนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว

    ขาทั้งสองข้างพาผมมายืนอยู่ตรงกรอบสะพานข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่งในที่สุด ผมยืนมองผืนน้ำเบื้องล่าง มันเชี่ยวกรากและมืดมิดชั่ว วูบหนึ่งนั้นผมรู้สึกราวกับว่ามันกำลังกระซิบเรียกหาผมอยู่

    ผมทรมานมามากพอแล้ว และผมก็อยากให้ทุกอย่างจบลงเสียที

    ผมก็แค่หายไปซะ แค่นั้นเอง แล้วทุกอย่างก็จะจบ

    ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าและส่งเสียงหัวเราะออกมา น้ำตาของผมที่กำลังไหลอยู่นั้นปะปนไปกับเม็ดฝนที่ตกกระทบกับใบหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมองเห็นทางออกที่จะทำให้ผมหลุดพ้นจากความทรมานนี้

    ผมค่อย ๆ ปีนขึ้นไปบนกรอบสะพาน หัวใจของผมเต้นระส่ำ แยกแยะไม่ออกว่ามันสั่นเพราะความกลัว หรือว่าดีใจที่ผมใกล้จะได้หลุดพ้นจากวังวนบ้า ๆ นี้แล้วกันแน่ ความรู้สึกมันตีกันจนมั่วไปหมด เหมือนผืนผ้าใบที่ปาดสีทับไปโดยที่มันยังไม่ทันแห้ง สุดท้ายมันจึงผสมกันจนแยกแยะไม่ออกว่าเป็นสีอะไรกันแน่

    นาทีนั้นผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดเจนมากพอกับเสียงภายในหัวที่บอกให้ตัวเองรีบจบเรื่องนี้เสียทีเถอะ

    "เฮ้! จะทำอะไรน่ะ! เดี๋ยวก็ตกลงไปหรอก"

    ทว่าไม่ทันที่ผมจะได้ขึ้นไปนั่งบนราวสะพาน จู่ ๆ ก็มีมือหนึ่งเอื้อมมาคว้าต้นแขนของเอาผมไว้ก่อนจะกระชากผมลงมา ผมสะดุ้งด้วยความตกใจจนเผลอปล่อยมือออกจากสิ่งที่เกาะกุมอยู่ ร่างของผมร่วงลงไปสู่อ้อมอกของคน ๆ นั้น

    พลั่ก!

    แผ่นหลังของเขากระแทกเข้ากับพื้นคอนกรีตโดยที่ยังคงกอดผมเอาไว้ ร่มที่เคยอยู่ในมือของเขาถูกลมฝนพัดพาไปจนร่วงตกลงไปในแม่น้ำเบื้องล่าง ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

    และกว่าที่ผมจะได้รู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง...

    "คุณ...คุณโอเคไหม?"

    ผมก็พบว่าตัวเองกำลังนั่งตัวสั่นและร้องไห้สะอื้นเสียงดังลั่นอยู่ในอ้อมกอดของชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่เพิ่งช่วยชีวิตผมเอาไว้










    - 3 -
    ผมกำลังเฝ้ารอวันนั้น วันที่ผมจะเข้มแข็งขึ้น
    และมีความสุข



    เขาถามผมว่าบ้านของผมอยู่ที่ไหน เขาจะได้พาไปส่งถูก ทว่าผมกลับเอาแต่ร้องไห้เป็นเด็กและไม่ยอมตอบอะไรเลยสักอย่าง

    “ถ้างั้นไปที่ห้องผมก่อนแล้วกันนะ ยืนตากฝนแบบนี้เดี๋ยวจะไม่สบายเอา คุณเดินไหวไหม?”

    ผมพยักหน้าทั้งน้ำตาก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นโดยมีเขาคอยพยุง และปล่อยให้เขาจูงมือผมเดินฝ่าฝนไปยังอพาร์ทเม้นท์ของเขาที่อยู่ไม่ไกลจากสะพานแห่งนั้นนัก

    “เปลี่ยนเสื้อผ้าหน่อยนะ เดี๋ยวหวัดจะถามหา”

    เขาส่งผ้าเช็ดตัวและเสื้อผ้าที่แห้งสนิทมาให้ ผมเอื้อมมือไปรับมันมาถือเอาไว้และยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างเหม่อลอย จนหยดน้ำจากเส้นผมที่ปะปนไปกับน้ำตาพากันร่วงหล่นลงบนชุดสะอาดเหล่านั้นจนเห็นเป็นดวงหยดน้ำสีเข้ม

    และให้ตาย...ผมรำคาญตัวเองเป็นบ้าที่น้ำตามันไม่ยอมหยุดไหลเสียที

    เขายืนมองผมอยู่ครู่หนึ่ง และเมื่อเห็นว่าผมไม่มีทีท่าจะเดินเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนชุด เขาจึงคว้าเสื้อผ้าในมือผมไปถือ และเอื้อมมือมาจับข้อมือของผมเอาไว้

    “ถ้าคุณไม่เปลี่ยน เองผมคงต้องเปลี่ยนให้คุณนะ”

    ทว่าผมยังคงยืนนิ่งเป็นหุ่น ไม่ได้เอ่ยอะไรตอบกลับไปเลยสักอย่าง ผมปล่อยให้เขาถอดเสื้อผ้าออกและเช็ดตัวให้ จนในที่สุดชุดที่ผมใส่ก็ถูกเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสะอาดที่แห้งสนิท และหลังจากนั้นเขาก็หายเข้าไปในห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนชุดของตัวเองบ้าง

    คืนนั้น ผมนั่งห่อตัวอยู่บนโซฟา ภายในมือถือแก้วนมอุ่นใส่น้ำผึ้งที่เขาชงมาให้ ลำคอของผมแห้งผากทว่าผมกลับไม่นึกอยากดื่มอะไร ผมเลยได้แต่นั่งถือมันเอาไว้อย่างนั้น

    และนี่คือครั้งแรกที่ผมได้พบกับเขา





    ผมอยู่ที่ห้องของเขาโดยไม่ยอมพูดอะไรสักอย่างอยู่เป็นสัปดาห์ แต่เขาก็ไม่ได้ทีท่าทีรำคาญหรืออยากไล่ให้ผมออกไป และไม่ได้พยายามเค้นถามให้ผมยอมพูดอะไรออกมา สิ่งที่เขาทำมีเพียงแค่อยู่ข้าง ๆ และกุมมือผมเอาไว้ในตอนที่ผมร้องไห้ ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมรู้สึกสบายใจที่ได้อยู่ใกล้ ๆ เขา

    เพราะผมไม่ต้องเสแสร้งว่าสบายดี ผมไม่ต้องฝืนยิ้ม ไม่ต้องฝืนหัวเราะ ไม่ต้องฝืนทำตัวร่าเริง

    ผมร้องไห้ได้ เจ็บปวดและทุกข์ทรมานได้

    แปลกดีเหมือนกันที่ผมเลือกแสดงความอ่อนแอทั้งหมดของตัวเองให้เขาเห็น และเขาเองก็ไม่ได้รังเกียจเลยสักนิดที่ผมเป็นคนขี้แพ้แบบนี้ ทั้งที่ผมและเขานั้นไม่ได้รู้จักกันเลยแม้แต่น้อย

    “ข...ขอบ...คุ...ณ...นะ”

    ผมเอ่ยขึ้นในเย็นวันหนึ่งที่ผมและเขากำลังนั่งทานข้าวด้วยกัน ในขณะที่เขากำลังตักอาหารให้ผม น้ำเสียงของผมฟังดูขาดห้วงและแปลกแปร่ง

    “ในที่สุดคุณก็พูดกับผม”

    เขายิ้ม และผมก็รู้สึกว่าขอบตาของผมมันเริ่มร้อนผ่าวขึ้นอีกครั้ง...

    เมื่อผมยิ้มรับ





    การที่ผมหายตัวไปเป็นสัปดาห์นั้นทำให้คนรอบข้างแตกตื่นไม่น้อย ผมรู้สึกผิดที่ทำให้ทุกคนต้องมาเป็นห่วงแบบนี้ ทว่าลึก ๆ แล้วผมก็รู้สึกดีใจ...ผมดีใจที่ได้รู้ว่ายังมีคนอีกมากที่เป็นห่วงผม

    ในตอนนั้นผมที่รู้ตัวว่าสภาพจิตใจของตัวเองย่ำแย่มากขนาดไหนได้ตัดสินใจลองไปพบจิตแพทย์ดู โดยมีเขาคนนั้นคอยดูแลอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา

    ผมถูกหมอวินิจฉัยว่ามีภาวะซึมเศร้า และได้ยากลับมากินเป็นกระบุง

    ผมเกลียดการกินยาเอาเสียมาก ๆ และมันก็เป็นเรื่องเดียวที่เขาไม่เคยยอมตามใจผมเลย

    นั่นจึงทำให้ผมยิ่งเกลียดการกินยามากขึ้นไปอีก

    วันเวลาผันผ่านไป

    หกเดือน...หนึ่งปี

    เร็วบ้าง...ช้าบ้าง

    อาการป่วยของผมเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดผมก็หลุดพ้นจากภาวะซึมเศร้า

    เขาขอคบกับผมในฐานะคนรักโดยมีคนรอบข้างผมคอยสนับสนุน ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเขาดีกับผมและรักผมมากแค่ไหน ทว่าผมกลับไม่กล้าที่จะตอบตกลง










    - 4 -
    แล้วทุกอย่างจะผ่านพ้นไป



    ผมแค่อยากจะแน่ใจว่าคุณไม่มีอิทธิพลใดๆ ต่อจิตใจของผมแล้วจริง ๆ เพราะอย่างนั้นผมจึงเริ่มทำการพิสูจน์อย่างลับ ๆ โดยไม่บอกใครถึงเรื่องนี้

    ผมลองไปตามสถานที่ต่างๆ ที่ผมเคยไปกับคุณ เชื่อไหมว่าผมยังเห็นภาพซ้อนในตอนที่ผมยังมีคุณอยู่ข้าง ๆอยู่เลย

    แต่ผมไม่ได้รู้สึกโหยหาหรือเจ็บปวดกับมันอีกต่อไปแล้ว

    คุณคือความทรงจำที่ทั้งสวยงามและเจ็บปวดสำหรับผม แต่ไม่ว่าอย่างไรคุณก็เป็นได้เพียงแค่ความทรงจำ

    เพราะคิดแบบนั้นในคืนนี้ผมจึงพาตัวเองมาอยู่ที่นี่ ที่ร้านแห่งนี้ ร้านที่เราสองคนได้เจอกันครั้งแรก ร้านที่ผมไม่เคยคิดจะเข้ามาเหยียบอีกเลยหลังจากที่เราเลิกกัน

    ผมรู้ดีว่าที่นี่เป็นร้านประจำของคุณ ผมจึงไม่อยากพาตัวเองมาเจอกับคุณเพื่อเสียใจอีก ผมไม่ได้ชื่นชอบความเจ็บปวดขนาดนั้นหรอก เชื่อเถอะ

    ดังนั้นร้านแห่งนี้จึงถือเป็นสถานที่สุดท้ายที่ผมต้องมาปลดล็อคมันให้ได้ เพื่อที่ตัวผมนั้นจะสามารถไปเริ่มต้นใหม่กับใครสักคนได้อย่างแท้จริง

    ผมคิดว่าตัวเองเตรียมใจมาดีแล้วหากได้พบกับคุณอีกครั้ง

    และในตอนนี้ผมก็ได้รับรู้ว่ามันยังไม่เพียงพอ เพราะต่อให้ผมเตรียมใจมาดีมากแค่ไหน สุดท้ายคุณก็ยังคงมีอิทธิพลกับผมอยู่ดี

    ผมยังคงใจเต้นแรงเมื่อสบตากับคุณ ยังคงรู้สึกสับสน...ยังคงรู้สึกเจ็บปวด...

    ยังคงรู้สึกรัก

    แต่ในตอนนี้ผมเข้มแข็งขึ้น ผมสามารถรับมือกับมันได้

    และผมจะไม่มีวันกลับไปจมปลักกับมันอีกแล้ว

    “สุขสันต์วันเกิดนะ แค่อยากจะมาอวยพรน่ะ ฉันขอให้นายมีความสุขมากๆ แล้วก็...รักกับเขานาน ๆ ล่ะ”





    [end.]
    ____________________________________________________________________________________________________

    note : เป็นฟิคเรื่องเดียวกันกับที่พิมพ์ในฟรีเปเปอร์วันเกิดของแจฮยอนปี 2019
    note2 : รีบอ่านก่อนปิดฟิค

    #allislovefic
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
jeanasm_0 (@jeanasm_0)
ฮื่ออ พล็อตดีสมกับพี่เบลจริงๆค่ะ พี่เบลบรรยายฉากแต่ละฉากได้ดีมาก;-; ฉากที่บรรยายว่าโดยองเศร้าจนรู้สึกอยากตายคือดีจริงๆ ชอบมากค่ะ ของคุณที่เปิดให้อ่านนะคะ🙏🏻🙏🏻