แอบอ่านไดอารี่.. 2010 กรุบกริบกับสองกะเหรี่ยงkeep an ire on him
แอบอ่านไดอารี่ฯ.. ตอนที่ 6: ตกลงจะกลับมั้ย บ้านเนี่ย
  •      เย็นวันนี้รถม้าจะกลายเป็นฟักทองแล้ว เช้านี้เราตัดสินใจว่าจะไปคล้องกุญแจและถ่ายรูปกับนัมซานโซลทาวเวอร์กัน  

    การไปนัมซานโซลทาวเวอร์ (N-Seoul Tower) นั้นไปได้หลายทาง จะขึ้นเคเบิล หรือจะนั่งรถเมล์หรือจะถึกหน่อยก็เดินกันขึ้นไป ยังเห็นชาวเกาหลีผู้รักสุขภาพเลือกที่จะเดินกันเยอะอยู่ จากครั้งที่แล้ว ฉันกับเพื่อนตัดสินใจเดินทางด้วยเคเบิล โดยที่เราต้องเดินไต่เนินไปขึ้นเคเบิลซะหอบใหญ่ๆอยู่เหมือนกัน คราวนี้ฉันเลยเลือกที่จะนั่งรถเมล์ไปถึงเนินเขา แล้วค่อยเดินไต่ขึ้นไปทีหลังดีกว่า เหนื่อยพอกัน แถมประหยัดค่าเคเบิลอีกด้วย

    พวกเรานั่งรถไฟใต้ดินมาออกที่สถานีชงมูโร (Chungmuro Station) แล้วหาทางออกที่ 2 คุ้นๆว่าจะมีป้ายชี้บอกทางให้ไป N-Seoul Tower เดินตามลายแทงนั้นออกมา จะเจอป้ายรถ Shuttle bus ที่จะพาเราไป รถ Shuttle bus ที่ฉันขึ้นนั้น เป็นรถเมล์สีเหลืองติดป้ายว่าสาย 5 ถ้าจำไม่ผิดรถสายนี้วิ่งเป็นวงกลมนะ นั่งมาประมาณเกือบๆสิบนาที ก็ถึงจุดจอดรถเมล์และรถทัวร์ จากนั้นเราก็เดินไต่เขาขึ้นไปกัน หอบอีกแล้ว แสบคอเล็กน้อยถึงปานกลาง จากนั้นเราก็ขอทำตามหนังกวน มึน โฮ ล๊อคกุญแจ แต่ไม่ได้ล๊อค ด้วยกันหรอกนะ บ้าเหรอ จากนั้นก็ถ่ายรูปเรื่อยเปื่อย กรุ๊ปคนไทยเยอะมาก จนนึกว่าอยู่เมืองไทย

    ลูกเรือและฉันยังไม่หิวกันเท่าไหร่ เราเลยไปแวะถ่ายรูปที่ คลองชองเก (Cheong-gye-cheon Stream) กันก่อน เดินเล่นโต๋เต๋อยู่พักนึงประมาณบ่ายแก่ๆ ป้าแก่ๆสองคนเริ่มหิวกันแล้ว ไปลงที่ฮงแดเพื่อนยาก ไม่ต้องถามใช่มั้ยว่าเราไปหาอะไร 

    .. นั่นแหละ อันนั้นแหละ …

    ซึ่งตอนที่เราไปนั้น มันไม่ใช่มื้ออาหารอีกแล้วล่ะสิ แต่ละร้านไม่ต้อนรับเราเลย เว้นแต่ร้านเดียว ที่เราเห็นมีโต๊ะนั่งอยู่สองสามโต๊ะ และเราทานพร้อมๆกับเจ้าของร้านเลยทีเดียว ร้านนี้ภาษาเกาหลีไม่สามารถช่วยฉันในการสื่อสารได้เลย ฉันพูดภาษาเกาหลีไป หนุ่มน้อยที่มารับออเดอร์ ซึ่งอายุไม่น่าเกินยี่สิบ ตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษซะงั้น ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าใครเป็นชาวต่างชาติกันแน่

    หลังจากสั่งไปแล้ว ทางร้านก็นำมาเสิร์ฟ พี่ชายของหนุ่มน้อยคนเมื่อกี้เป็นคนย่างและปรุงให้เราร้านนี้พวกเราไม่ได้อิ่มแค่อาหาร แต่อิ่มความอบอุ่นภายในร้านด้วย ลักษณะเหมือนจะเป็นร้านของครอบครัว ที่เห็นทานอยู่ที่โต๊ะมีสี่คน ประกอบไปด้วย คุณยาย คุณแม่ พี่ชาย น้องชาย ส่วนคุณพ่ออยู่ในครัว ตัวพี่ชายนั้น พอมาเสิร์ฟให้พวกเราเสร็จ ก็เดินไปทานของตัวเอง แล้วก็เดินมาปิ้งหมูให้เรา แล้วก็เดินไปรับแขก แล้วก็กลับไปทานต่อ ชอบจังเลย บรรยากาศแบบนี้ ตอนจ่ายเงิน ฉันไม่ลืมหยิบนามบัตรกลับมาด้วย เผื่อว่าคราวหน้าจะได้มาถูก 

    สุดท้ายยังเหลือเวลาให้เราได้เก็บเกี่ยวของฝากกลับบ้าน ไปแวะเมียงดงดีกว่า มีทุกสิ่งให้เลือกสรร ไม่พ้นเครื่องสำอางค์มากมายอีกตามเคย ก็มันถูกกว่าที่บ้านเราตั้งเยอะนี่เนอะ แถมคนขายพูดภาษาไทยคล่องเชียว “ใส เด้ง ใส เด้ง” และส่งท้ายการกินแบบไม่กล้าคิดแคลอรี่ ไว้ที่วัฟเฟิลและไอศครีมจาก Baskin Robin คอก็เจ็บแต่เด็กหญิงไอติมทำได้

    จำใจลาเมืองอารีรัง คราวที่แล้วกลับแต่เช้ามืดคราวนี้กลับซะค่ำเลย อารมณ์อาวรณ์มันเลยมีน้อยหน่อย ลากกระเป๋ามาขึ้นที่ป้ายรถบัส เจอรถShuttle bus จอดอยู่พอดีเลย รีบวิ่งมาอย่างไม่คิดชีวิต คุณลุงคนขับจอดรออยู่เหมือนรู้ ฉันภูมิใจ ฉันคุยกับแกรู้เรื่องด้วย (ภาษาเกาหลีสี่สิบชั่วโมงก็ช่วยได้อยู่นะ)

    มาถึงสนามบิน เช็คอินเรียบร้อยโดยน้องสาวผู้ที่หน้าเกลี้ยงเกลามากถึงมากที่สุด ไม่รอช้ารีบต่อแถวผ่านด่านตรวจ คราวนี้สบายๆ เพราะไม่ได้ตั้งใจซื้ออะไรอยู่แล้ว แต่ก็ได้มานิดหน่อยพอกรุบกริบ มันเป็นเพราะว่าฉันได้คูปองลดราคาสำหรับซื้อสินค้าใน Duty Free มาจากบนรถ Shuttle bus ที่พาเรามาที่นี่หรอกน่า คูปองเหล่านี้ถูกเสียบไว้กับเบาะ ที่มองเผินๆจะดูเหมือนกันคูปองไร้สาระอะไรซักอย่าง

    ไฟลท์นี้คนไทยเพียบเลย ผิดกับคราวก่อนที่มีแต่พี่น้องชาวเกาหลีจนงงว่าฉันขึ้นผิดลำรึเปล่านะ อาการเจ็บคอของฉัน ประทุถึงขีดสุด อากาศแห้งบนเครื่องบินทำให้ระคายคอจนทนไม่ไหว ขอน้ำอุ่นจากพี่พนักงานต้อนรับมาบรรเทา พี่เค้าเป็นชาวเกาหลีใต้ นางเสิร์ฟน้ำอุ่นพร้อมกับเลมอนหั่นแว่นลอยหน้ามาให้ด้วย น้ำตารื้น.. รื้นว่าขอหยดน้ำผึ้งให้ด้วยเลยได้มั้ย

    ซักพักคุณอาสจ๊วตเดินมาหยุดอยู่ข้างๆเรา ถามเราว่า

    “น้องเป็นแอร์ด้วยรึเปล่า”

    “คะ?” เดี๋ยวนะ.. เพราะฉันหูอื้อรึเปล่า

    คุณอาเล่าว่าเครื่องนี้มีลูกเรือพาครอบครัวมาเที่ยวทั้งหมด สามสิบคนได้นึกว่าเราเป็นหนึ่งในนั้น โว๊ะ.. หน้าตาแลดูมีสกุลรุนชาติเกินไปรึเปล่านะ

    มาถึงสุวรรณภูมิประมาณเกือบๆเที่ยงคืนต้องรอต่อเครื่องไปเชียงใหม่พรุ่งนี้เช้าไฟลท์ตอนเจ็ดโมง จะไปนอนรอที่ไหนล่ะเนี่ย คอก็เจ็บ หนาวแปลกๆ สงสัยไข้จะมา สุดท้ายไปถามพี่สาวใจดีที่กำลังทำความสะอาดอยู่แถวนั้น ว่ามีที่รอที่ไหนบ้าง แกบอกทางลัดมาให้เสร็จเลย น่ารักมากๆ แต่ฉันก็รู้สึกเอือมที่ต้องทิ้งขวดน้ำที่ยังไม่ได้เปิดไปหลายขวดผลพวงมาจากการผ่านด่านตรวจต่างๆนานาไม่รู้จะกี่ด่าน จะแก้ยังไงดีทำไมมันต้องเยอะขนาดนี้ ทั้งขามาและขากลับ เอือมมาก ณ จุดนี้

    สุดท้ายหาที่เหมาะๆนอน เป็นเก้าอี้ยาวสี่ตัวติดแบ่งกันคนละสองตัว โดยเอาหัวชนกันระหว่างฉันกับลูกเรือรอบข้างเต็มไปด้วยกลุ่มบุคคลที่ค้างเติ่งอยู่ที่นี่ ตรงหน้าเป็นทีวีซัมซุงกำลังฉาย Animal Planet ยังเห็นภาพ Slow motion พี่เสือจากัวร์วิ่งยาวยืดอยู่เลย เอาจริงๆก็วูบหลับได้ประมาณชั่วโมงหน่อยๆ หลับๆตื่นๆ หนาวด้วย ไม่สบายตัวด้วย เจ็บคอด้วย ฉันในตอนนี้รู้สึกท้อแท้กับชีวิตตัวเองชะมัดเลย สุดท้ายไม่ไหวแฮะ ลุกมานั่งดูพี่เสือชีโตสล่าเหยื่อดีกว่า

    ตีห้าพอด่านตรวจเปิดปุ๊บ เราก็แล่นไปกันเลย ไปหาอะไรทานที่ฝั่งภายในประเทศด้วย ต้องเป็นโอสถทิพย์อาหารจากสวรรค์แน่นอน ฉันวัดได้จากปริมาณอาหารที่แปรผกผันกับราคา บรรเทาอาการเจ็บคอด้วยบะหมี่น้ำที่ซดซะน้ำเหือด ได้เวลาเหิรฟ้าสู่เมืองล้านนาบ้านเรา หลับกรนกันตั้งแต่เครื่องยังไม่ออก แต่หาได้แคร์ไม่ เบ็ดเสร็จถึงบ้านประมาณสิบโมงกว่าๆ กระดกยาแล้วนอนทันที

    กลับมาจากเกาหลีคราวนี้ไม่ได้แบกกิมจิกลับมาอย่างคราวที่แล้ว ของฝากก็ไม่รู้จะไปฝากใคร เคยไปกันแล้วทั้งนั้น ก็คงจะมีแต่หวัดนี่ล่ะ ที่เป็นของฝากสำหรับตัวเอง สัญญาแล้วว่า จะกลับไปอีก ไม่ลืมนะ ขอเก็บเงินก่อน แล้วจะไปหานะ

    ..การเดินทางสำหรับบางคน คือการไปพักผ่อนหย่อนใจ

    แต่สำหรับฉันแล้วมันไม่ใช่การหย่อนใจหรอกนะ

    แต่มันคือการกระชับใจที่มันหย่อนๆยานๆดวงนี้มากกว่า

    ใจ..พร้อมที่จะกลับไปต่อสู้กับใจบูดๆเบี้ยวๆของผู้คนที่ผ่านมาพบเจอหรือยังนะ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in