Seven rooms : 7 สิ่งเร้นลับในโรงเรียนHacker Dewdie
ตอนที่ 10.5 : ขอให้เรื่องนี้..ไม่มีคนตาย (ตอนจบ)



  •            1 สัปดาห์หลังจากจบกิจกรรมของชมรมอาสาพัฒนาชนบท  ฉัน ชนัฐกานต์ และพี่กันต์สรุปงานกิจกรรมส่งให้กับทางครูที่ปรึกษาชมรมฯ  พี่กันต์คอยพิมพ์งานและสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนฉันและชนัฐกานต์คอยเป็นลูกมือช่วยงาน จนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี 


               "ฮัลโหล..พี่กันต์มีอะไรเหรอคะ" เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมา ในระหว่างที่ฉันกำลังทำการบ้าน


               "พรุ่งนี้ว่างไหม"  พี่กันต์เอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล  "พี่กะว่าจะชวนน้องไปเลี้ยงข้าวดูหนังหน่อยอ่ะ ว่างไหมล่ะ" 

     
               "พี่กันต์เลี้ยงหนูเนื่องในโอกาสอะไรหรือคะ" 


               "ก็วันก่อนที่น้องมาช่วยพี่สรุปงานกิจกรรมไง พี่ก็อยากตอบแทนน้องที่มาช่วยงานพี่"


               "คือเออ..ก็ว่างอยู่นะ"  ฉันนิ่งคิดไปสักครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดต่อว่า "แต่พี่...หนูชวนเพื่อนไปด้วยได้ไหมคะพี่"


               "อืม...ได้สิ มาทั้งคู่เลย" พี่กันต์ตอบตกลงฉัน 


                หลังจากนั้นพี่กันต์ตัดบทสนทนาและวางสาย ฉันรู้สึกตื่นเต้นและว้าวุ่นเป็นอย่างมาก ความคิดเตลิดไปไกล ภายในหัวมีแต่คำว่า "พี่กันต์ชวนฉัน พี่กันต์ชวนฉัน"  ฉันดีีใจจนคุมสติไม่ติดเนื้อติดตัว ราวกับว่าล่องลอยอยู่ในอวกาศ 


                ฉันวางดินสอ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ กระโดดล้มตัวลงบนเตียงนอน เอาหน้าซุกไซร้ผ้าปูที่นอน ใช้มือทุบต่อยตีหมอนอย่างบ้าคลั่ง ถีบผ้าห่มไปมา ขว้างหมอนข้างไปตกที่มุมหนึ่งของห้อง ขย้ำขยี้ผ้าปูที่นอน หยิบหมอนหนุนประกบกับปาก  ร้องกรี๊ดสุดแรงลมหายใจโดยใช้หมอนหนุนดูดซับเสียง พลิกตัวไป พลิกตัวมา ลุกขึ้นจากเตียง หยิบหมอนข้างที่ตกอยู่มุมหนึ่งของห้องฟาดกับขอบเตียงอย่างไม่หยุดยั้ง แล้วหลังจากนั้นพุ่งล้มลงบนเตียงนอนด้วยความเหนื่อยล้า


                พี่กันต์รู้ไหม พี่กันต์ทำให้หนูเป็นบ้าไปแล้ว


    ********


                เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศช่างเป็นใจ ท้องฟ้าแจ่มใส ปลอดโปร่ง โล่งสบาย ฉันสูดลมหายใจลึกๆ สะพายกระเป๋า เดินทางออกจากบ้าน  ฉันแต่งหน้า ทาปาก หวีผมให้เรียบร้อย ติดกิ๊บเปิดหน้าผากเพิ่มความมั่นใจเพื่อกลบร่องรอยจากการนอนไม่หลับทั้งคืน  วันนี้จะจบลงอย่างไรนะ ถ้าเกิด ถ้าเกิด พี่กันต์มีเรื่องจะสารภาพบอกรักกับฉัน ฉันจะตอบรักเขาดีีไหมนะ


                แต่กลายเป็นว่าฉันมาสายจนได้  ฉันรู้สึกแย่ที่เป็นคนไม่ตรงเวลา ฉันเดินไปถึงที่จุดนัดหมาย พบพี่กันต์ยืนคุยกับกานต์อย่างสนุกสนาน ฉันขอโทษพวกเขาที่เป็นฝ่ายรอฉัน  พี่กันต์และกานต์ก็ให้อภัย หลังจากนั้นพวกเราทั้งสามคนเดินไปซื้อตั๋วโรงภาพยนต์ ในระหว่างที่รอรอบคิวภาพยนต์ พวกเราทั้งสามคนก็หาอะไรมากินก่อนเข้าไปชมภาพยนต์


                พี่กันต์สวมเสื้อคอวีสีขาวทำให้ดูเหมือนเป็นชายหนุ่มมาดเข้มสุดเท่  ต่างจากที่ฉันเคยเห็นในโรงเรียน  ฉันแอบมองพี่กันต์บ่อยครั้ง ใบหน้าเข้มๆ ของเขาทำให้ใจฉันละลาย  ถ้าใครได้ใกล้กับพี่กันต์ ก็ต้องหลงชอบพี่เขาแน่เลย แต่ถ้าเป็นฉัน ไม่รู้สิ... พี่กันต์เขาจะชอบคนอย่างฉันหรือเปล่านะ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงจะดี


                "เป็นอะไรไปล่ะ....น้องอร ไม่เห็นพูดคุยกันบ้างเลย อาหารอร่อยไหม" พี่กันต์ถามฉันขึ้นมาในขณะที่ฉันก้มหน้าก้มตานั่งเขี่ยชิ้นเนื้อหมูบนจานไปมา


                "ก็โอเคดีค่ะพี่"  ฉันตอบพี่เขาโดยไม่กล้าสบหน้าสบตา


                หลังจากนั้นกานต์ก็ชวนพี่กันต์คุยกันต่อไปเรื่อยๆ จนฉันมองเห็นพวกเขาคุยกันอย่างสนิทสนม ฉันเองก็ไม่รู้จะเข้าไปอยู่ในวงสนทนาของพวกเขาได้อย่างไร เพราะฉันจับหัวเรื่องชนปลายไม่ได้เลย มันเหมือนกับว่าฉันกลายเป็นส่วนเกินในวงการสนทนาไปแล้ว


    ********


                "นี่แก...ไม่สบายเหรอ หรือเจ็บปวดอะไรมาหรือเปล่า"  ชนัฐกานต์ถามขึ้นมา ในระหว่างที่เราทั้งสองคนอยู่ในห้องน้ำ ชนััฐกานต์เปิดน้ำจากอ่างล้างมือ  "ปกติแกก็เป็นคนพูดคุย เฮฮา ปาร์ตี้อยู่นะ แต่ทำไมวันนี้แกนิ่งเงียบ ดูแปลกๆ แหะ"


                "ฉันปกติดี ไม่เป็นอะไรเลย"


                "เหรอ....อืมม..." ชนัฐกานต์ปิดก๊อกน้ำ และสะบัดมือที่ชุ่มไปด้วยน้ำ  "ถ้าแก..."


                "แก...คือฉันจะบอกว่า" ฉัันพูดด้วยเสียงช้าๆ แล้วฉันเดินเข้าไปใกล้ชิดกับกานต์ เอาหัวไหล่ชนกับเธอ ฉันมองไปในกระจก เห็นชนัฐกานต์ยืนแข็งทื่อ ยืดตรง มองกระจกตรงข้างหน้าเช่นกัน 


                "คือตรงที่ห้องที่สามนับจากทางซ้ายนะ ฉันเห็น ฉันเห็น หญิงสาววัยรุ่นนั่งบนพื้นหน้าห้อง ผมเขายาวถึงพื้น ผิวหนังเขาบอบช้ำเป็นแผล เขากำลังอ้วก  เขาอ้วกออกมาลงบนพื้น บนพื้นเต็มนองไปด้วยเศษเนื้อ เศษเลือด แก แกอย่าหันไปมองนะ มันก็กำลังรับรู้แล้วว่าพวกเรากำลังมองมันอยู่"




                "อร แกดึงสติขึ้นมาเร็วเข้า ทำใจดีๆ ไว้" ชนัฐกานต์เขย่าร่างของฉัน และพูดกับฉันอย่างหนักแน่น  "สูดลมหายใจลึกๆ ปิดตา หายใจเข้าออกอย่างช้า ตั้งสติ  อย่างนั้นแหละ อย่างนั้นแหละ แล้วค่อยลืมตาขึ้นมา...." 


                ฉันทำตามที่ชนัฐกานต์สั่ง เมื่อฉันหันหน้าไปหาชนัฐกานต์ ก็เห็นสายตาของชนัฐกานต์ที่จ้องมองฉันด้วยความเป็นห่วง ฉันหันไปมองกระจกที่สะท้อนให้เห็นห้องส้วมห้องที่สาม ฉันไม่พบผู้หญิงแปลกๆ ที่นั่งหน้าห้องส้วมอีกต่อไปแล้ว


                "กานต์ ฉันขอโทษ ฉันขอโทษที่ทำให้บรรยากาศมันแย่" น้ำตาของฉันเริ่มไหลออกมา แล้วร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าเพื่อนของฉัน


                "แก ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร"  ชนัฐกานต์ยื่นกระดาษซับหน้าให้กับฉัน  "ฉันก็รู้ว่าแกจะต้องเจอเรื่องอะไรแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง  แต่แกก็อย่าคิดมากสิ แกต้องทำจิตใจให้เข้มแข้งเข้าไว้นะ พี่กันต์ชวนพวกเรามาดูหนังทั้งที ทำตัวให้ร่าเริงหน่อย"


  • ********



                หลังจากวันนั้นผ่านไป งานกิจกรรมภายในชมรมฯ เริ่มเบาบางลง นั่นก็เป็นเพราะว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของชมรมแล้ว เมื่อถึงคาบกิจกรรมดังกล่าว ต่างคนต่างกลุ่มคุยกัน บางคนก็อ่านหนังสือ บางคนก็เล่นเพลงเล่นกีต้าร์   แต่สำหรับฉันและชนัฐกานต์ใช้เวลาทำการบ้าน ช่วงแรกๆ ก็คุยเล่นกับพี่กันต์ แต่ช่วงหลังๆ พี่กันต์ไม่ค่อยเข้ามาที่ห้องชมรม นับวันฉันกับพี่กันต์ค่อยๆ ห่างกันไปเรื่อยๆ 


                "อ้าว พี่กันต์ หวัดดีค่ะ"  ฉันและชนัฐกานต์ทักทายกับพี่กันต์ในขณะสลับเปลี่ยนวิชาเรียน


                "ว่าไงน้องอร น้องกานต์ สบายดีเนอะ"


                "ก็สบายดีแหละแหม่  ไม่ทักทายกันตั้งนาน พี่กันต์เป็นไงบ้างคะ"  ชนัฐกานต์ถามขึ้น


                "ช่วงนี้ก็หนักนิดหน่อยแหละ  พี่ต้องอ่านหนังสืออีกเยอะ ก็คนเตรียมตัวจะเข้ามหาลัยแล้ว ก็เลยไม่ได้มีเวลาว่างไปนั่งทีี่ห้องชมรมฯ  อะนะ"

                
                "พี่กันต์สู้ๆ นะคะ พี่กันต์ต้องสอบเข้ามหาลัยให้ได้นะ"

                
                "โอเคจ้า งั้นพี่ต้องไปก่อนนะ  ไว้วันไหนว่างๆ พี่จะเข้าไปนั่งทีี่ชมรมฯ นะ" เราทั้งสองลาพี่กันต์โดยที่ฉันไม่ได้สนทนากับเขาเลย 


                พี่กันต์เองก็อยู่ ม.6 แล้ว ห่างกับฉันกันตั้ง 3 ปี อีกหน่อยพี่กันต์จะไม่อยู่โรงเรียนนี้แล้ว ฉันรู้สึกใจหายเหมือนกันนะ ฉันรู้จักกับพี่เขาแค่หนึ่งเทอมเท่านั้นเอง ทำกิจกรรมชมรมแค่ครั้งเดียว มันเหมือนว่าใช้เวลากับพี่เขามานานแสนนานเลยล่ะ ฉันอยากให้พี่กันต์อยู่ทีี่นี่ต่อไปเรื่อยๆ แต่นั้นก็คงเป็นไปไม่ได้หรอกมั้ง พี่กันต์เดินหน้าต่อไป  ไปสู่อนาคตทีี่ดี 


                "เอ๊ะ...ลมพัด!!!"


                ฉันอุทานในใจ ลมภายนอกอาคารพัดผ่านจากสนามหญ้า ปะทะเข้ากับหน้าของฉัน และพุ่งตรงไปหาพี่กันต์  เมื่อฉันหันไปมองพีี่กันต์ ก็พบคนคนหนึ่งเดินตามหลังพี่เขา  คนๆ นั้นสวมชุดสีดำ กางเกงสีดำ ถุงมือสีขาว เขาเป็นคนเดียวกันกับคนทีี่ยืนข้างๆ พี่กันต์  ที่ฉันเคยพบเคยเจอไม่นานมานี้  ดูเหมือนว่าเขาเดินตามหลังพี่กันต์มาตลอด  เขาต้องการอะไรจากพี่กันต์  ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจมากเหลือเกิน


    **********


               เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้น บรรยากาศภายในโรงเรียนเริ่มตึงเครียด เหล่านักเรียนจับจองห้องสมุดสุมหัวรวมกันอ่านหนังสือ บ้างก็หยิบยืมหนังสือไปอ่านที่บ้าน บ้างก็ทำการบ้านในรายวิชาต่างๆ ห้องสมุดแน่นขนัดตั้งแต่ก่อนพักเที่ยง  แต่ในวันนี้ฉันมีคาบพักก่อนถึงเวลาเที่ยง ทำให้ฉันจับจองโต๊ะทีี่นั่งได้ก่อนใคร


                "ฉันถามจริงเถอนะแก....ที่แกเอากำไลหยกให้พี่กันต์  คือแกคิดยังไงกับพีี่กันต์กันแน่" ฉันวางหนังสือประกอบการเรียนลงแล้วหันไปมองชนัฐกานต์ด้วยสีหน้าแววตาที่ลุกวาว  


                "ฉันก็ว่าพี่เขาเหมาะกับกำไลหยกดีนะ ก็เลยให้เขาไป อย่างน้อยก็ช่วยให้เขาพ้นภัยอันตราย"


                "แกชอบพี่กันต์ใช่ป่ะล่ะ ฉันถามจริง"


                "เห้ยแก ฉันไม่ได้....ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะแก"


                "แต่เท่าที่ฉันเห็นแกมาตลอด แกเองก็ไม่เคยเป็นอย่างนี้กับผู้ชายคนไหนมาก่อนเลยนี่นา หรือว่าแกกับเขา......."


                "บ้า ฉันปกตินะ ฉันเหมือนเดิม แกแกล้งฉันหรือเปล่าเนี่ย"


                "แกอย่าโกหกไปเลย แกก็น่าจะรู้ดี แกเองก็มีประสาทสัมผัสวิญญาณได้ แต่ทำไมแกไม่เคยสัมผัสฟังเสียงหัวใจตัวเองนะ"


                "แล้วฉันจะไปรู้สึกแบบนั้นได้อย่างไงกันเล่า ก็ ก็ พี่เขาไม่เคยเอ่ยปากขอฉันเลย แล้วฉันจะไปเออ  ก็แล้วทำอะไรแบบนั้นมันก็ไม่ใช่สิ"


                "ถ้าแกรู้สึึกกับพี่กันต์จริงๆ ก็บอกกันไปเถอะ แกลองคิดดูนะ พี่กันต์จะเรียนจบแล้ว ถึงตอนนั้นแกก็ไม่ได้มีโอกาสได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจแกนะ  บางทีนะแก....แกก็แค่บอกไปตามความรู้สึกที่แกมีอยู่ก็แค่นั้น มันก็เพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอ"


                "....." 


                เย็นของวันนั้นฉันเดินทางกลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้า ร่างกายห่อเหี่ยว ฉันเปิดประตูบ้านทักทายป้าที่อยู่ในครัว เดินเข้าไปในห้องนอน เอากระเป๋าวางบนเก้าอี้ทำงาน ปลดกระดุมเม็ดบนสุด ดึึงเสื้อออกนอกกระโปรง หงายหลังล้มตัวลงบนที่นอน ยืดมือยืดขาแผ่ร่างบนเตียง ตาจ้องมองขึ้นไปบนเพดาน


                อีกไม่นานแล้วพี่กันต์ต้องจบจากโรงเรียนนี้ไปแล้วสินะ  พี่เขาคงอาจจะย้ายไปอยู่ที่ไกลๆ แล้วก็อาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลย ฉันจะทำยังไงดีี พี่กันต์เขาเป็นคนอัธยาศัยดี เป็นรุ่นพี่ที่ชอบ แต่ฉันก็ไม่รู้ทำบ้าอะไร เอาแต่เก็บซ่อนความรู้สึกเหล่านั้นไว้  ที่ผ่านมา...เราทั้งสองก็เป็นได้แค่รุ่นพี่รุ่นน้อง ไม่ได้มีีอะไรเกินกว่านั้นเลย  มีเรื่องราวความรู้สึกดีๆ เติมเต็มให้กันอยู่เสมอ แต่ฉันนั้นสิ  ฉันชอบพี่เขาจนล้นหัวใจ ไม่สามารถบอกให้ใครรู้ได้ ฉันจะจัดการความรู้สึกตรงนี้อย่างไรดีนะ ฉันอยากให้สายลมและแสงจันทร์ในคืนนี้ ไปฝากไปบอกเขาที 'ว่าฉันชอบพี่เขาจริงๆ นะ'


                ฉันนอนคิดสักครู่หนึ่ง แล้วพลิกตัว ลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอน


                "ไม่ว่ายังไง...ฉันต้องบอกพี่เขาให้ได้"  



    **********


  •             ฉันรอพี่กันต์เพื่อจะสารภาพความรู้สึกของหัวใจ ตั้งแต่เช้าถึงเย็นวันพุธ ก็ไม่เจอพี่กันต์เลย  แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม...ความตั้งใจของฉันไม่ลดลง ยังคงมีวันพรุ่งนี้และเป็นวันที่มีคาบชมรมฯ ชั่วโมงสุดท้าย ที่ต้องได้พบกับพี่กันต์อย่างแน่นอน 


                วันรุ่งขึึ้น ฉันรีบเดินทางออกจากบ้านตั้งแต่เช้า เข้าโรงเรียนเวลาประมาณ 7 โมงเช้า เดินไปเปิดประตูห้องกิจกรรมชมรมฯ เปิดหน้าต่าง กวาดพื้น และเดินมานั่งที่โต๊ะคิดไปเรื่อยๆ   จนเวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง ชนัฐกานต์เดินเข้ามา เราสองคนพูดคุยกันก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ หลังจากนั้นก็เดินไปขึึึ้นไปเรียน 


              จนถึงคาบเรียนกิจกรรมชมรมฯ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะมีเรียนกิจกรรมชมรม นี่คงอาจจะเป็นวันสุดท้ายที่ฉันจะได้เจอกับพี่กันต์  เมื่อเข้าไปในห้องชมรมฯ  ก็เห็นบรรดาพี่ๆ น้องๆ  หลายคนนั่งจับกลุ่มคุยกัน ฉันเอากระเป๋าไปวาง คุยกับชนัฐกานต์ไปเรื่อยๆ 


              "ขอร้องล่ะ ได้โปรดเถอะ  อย่างน้อยก็ขอให้ฉันได้บอกความรู้สึกในใจก่อนที่พี่กันต์จะไป"


               ฉันหลับตา อ้อนวอนภาวนา เมื่อฉันลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ฉันเห็นภายนอกห้องชมรมฯ มีหมอกควันขาวๆ จับตัวกันอย่างแน่นหนา  หมอกควันเหล่านั้นค่อยๆ ปกคลุมจนมองไม่เห็นบรรยากาศภายนอก  ห้องทั้งห้องค่อยๆ เข้าสู่ความมืด มีเลือดไหลย้อยและซึมบนฝ้าเพดาน และหยดลงสู่พื้นห้อง บนพื้นเริ่มเจิ่งนองไปด้วยน้ำเลือด เศษชิ้นเนื้อลอยผลุบๆ โผล่ๆ ขึ้นมา  และแล้วเริ่มมีเสียงร้องโหยหวนอยู่รอบๆ ห้อง ฉันหันมองไปมองมาอย่างกระวนกระวาย จนมองเห็นเงาตะคุ่มตะคุ่มเดินวนเวียนไปมาอยู่ในหมอกควัน พวกมันหันมามองฉัน และหลังจากนั้นก็มีเสียงหัวเราะแหลมๆ ดังกังวาน ฉันเอามือทั้งสองข้างปิดหู ก้มหน้าลงง และกรี๊ดร้องดังลั่น  




                "อร อร"  มีสิ่งหนึึ่งพยายามเขย่าร่างของฉัน 


                "อ้าว...กานต์หรอกเหรอ เกิดอะไรขึ้นกับฉัน"


                "ฉันไม่รู้เหมือนกัน อยู่ๆ ดีแกก็จ้องมองตรงไปที่ประตูห้องอย่างไม่กะพริบตา แล้วก็บ่นพึมพำ งึมงำ อยู่คนเดีียว แล้วหลังจากนั้นแกก็ฟุบลงบนโต๊ะ ไป แกเป็นอะไรเนี่ย แกทำให้ทุกคนรู้สึึกอกสั่นขวัญผวาแล้วรู้ไหมเนี่ย"


                "เหรอ..."  ฉันมองหน้าชนัฐกานต์  "ฉันคงอ่านหนังสือสอบมากเกินไปก็ได้ และก็รู้สึึกง่วง อยากงีบหลับ"


                "งั้นเรารีบกลับบ้านเถอะ ไปพักผ่อนเอาแรงก่อน แล้วเดี๋ยวคืนนี้ฉันโทรหา มาติวหนังสือกัน"


                ฉันเดินทางกลับบ้านด้วยใจห่อเหี่ยว ฉันไม่อยากให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้นกับฉันเลย ฉันคิดถึงพี่เขาจะแย่ แต่ฉันก็ไม่สามารถทำให้มันเกินกว่านี้ได้ เพระมันจะทำลายฉัน ฉันก็แค่อยากจะบอกความรู้สึกกัับพี่เขาเท่านั้นจริงๆ แต่ทำไมมันเป็นเรื่องที่ยากเย็นเหลือเกิน  ฉันเปิดโทรศัพท์มือถือ เปิดดูรายชื่อโทรเบอร์ออก ฉันโทรไปหาพี่เขาหลายครั้ง พี่เขาไม่ยอมรับสายฉันเลย บางทีีฉันอาจจะโทรไปในช่วงที่เขากำลังยุ่งก็ได้มั้ง ฉันเปิดดูรูปถ่ายในโทรศัพท์ ดูภาพพี่กันต์ไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกอุ่นใจ รอยยิ้มของเขายังคงตรึงตาตรึึงใจฉันอยู่เสมอ  พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะบอกกับพี่เขาแล้ว ฉันต้องทำให้ได้


    **********


                "แก....แกต้องทำใจดีๆ ไว้นะ"   ในระหว่างที่ฉันมีคาบว่างตอนบ่าย ชนัฐกานต์วิ่งเข้ามาหาฉันด้วยสีหน้าทีี่มุ่งมั่น ฉันค่อยๆ เอาหูฟังออกจากหูและเงยหน้าขึึ้นมองชนัฐกานต์


                "มีเรื่องอะไรเหรอ"


                "พี่กันต์นะสิ พี่กันต์ป่วยเป็นมะเร็ง.."


    **********


                หลังจากเลิกเรียนแล้ว ฉันกับชนัฐกานต์รีบมุ่งหน้าไปที่โรงพยาบาลโดยทันที ฉันรู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกหยุดนิ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างปกคลุมด้วยหมอกเทาๆ จิตใจไม่อยู่กับตัวเอง  สติหลุดลอยไปหลายๆ ครั้ง บางครั้งก็มีน้ำตาไหลออกมาจากตาออกมาเอง  เมื่อถึงโรงพยาบาลแล้ว ฉันรีบถามหาห้องพี่กันต์ แต่แล้วก็โดนเจ้าหน้าที่สั่งห้ามพบกับผู้ป่วย ทำให้ฉันเดินกลับบ้านด้วยใจห่อเหี่ยว  และนอนร้องไห้จนหลับไปอย่างไม่รู้สึกตัว


                รุ่งเช้าขึึ้นมา ฉันลุกขึ้นจากห้องนอน อาบน้ำ แต่งหน้าแต่งตาและรีบเดินทางไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง  เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ ฉันรีบเดินไปยังห้องเดี่ยวพิเศษโดยเร็ว 


                เมื่อถึงห้องดังกล่าว ฉันเคาะประตูห้อง 2-3 ครั้ง และหลังจากนั้นบิดลูกบิดประตูไป ก็พบกับพี่กันต์ที่นอนสลึมสลือ มีสายน้ำเกลือ เครื่องมือวัดการเต้นของหัวใจอยู่ข้าง ฉันเดินเข้าไปในห้อง เห็นแม่ของพี่กันต์นั่งเฝ้าข้างๆ เตียง พร้อมกับผู้ชายแปลกประหลาดคนหนึึ่ง เขาสวมเสื้อสูทสีดำ และกางเกงขายาวสีดำ เขายืนจ้องมองพี่กันต์อยู่ข้างเตียง เขาคนนี้เป็นคนทีี่ตามพีี่กันต์มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว และตอนนี้เขาก็ยังคงยืนอย่างเงียบ ไม่ส่งเสียงอะไรเลย


  •             "สวัสดีค่ะคุณแม่"


                "สวัสดีจ๊ะลูก มาเยี่ยมพี่กันต์เหรอ" แม่กล่าวด้วยใบหน้าที่พยายามยิ้มแย้มที่เต็มไปด้วยความอิดโรยจากการอดนอน


               "พี่กันต์เป็นยังไงบ้างคะ"


                "พี่กันต์เก่งมากนะ พี่กันต์ต่อสู้ฝ่าฟันกับมันมาตลอด  ตั้งแต่เทอมที่แล้ว  เมื่อวานก็เพิ่งเข้าห้องผ่าตัดไป  ตอนนี้ก็กลับมาพักฟื้นแล้ว ทุกอย่างก็ดีขึ้น อีกหน่อยก็กลับไปพักทีี่บ้านได้แล้วล่ะ"  แม่กล่าวด้วยความภูมิใจ และเอามือไปลูบหัวของพี่กันต์   


                "......"  ฉันไม่กล่าวอะไรออกไป ได้แต่ยืนมองแม่ที่ใช้สายตามองด้วยความเป็นห่วง แม่พี่กันต์เอาหลังมือแตะหน้าผาก จับเนื้อต้องไหล่ และลูบแขนพี่กันต์


                "เออนี่ลูก...เดี๋ยวยังไงแม่ขอฝากลูกดูแลพี่กันต์แทนแม่สักครู่นะ แม่เองก็ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่ตอนเย็นของเมื่อวานแล้ว ถ้ามีเรื่องฉุกเฉินก็กดปุ่มตรงนั้นนะ"


                "ได้ค่ะ...แม่"


                ***********


                "เป็นไงบ้างค่ะพี่"  ฉันเอามือแตะทีี่มืือของพี่กันต์ มือของพี่กันต์เย็นมาก พี่กันต์มองดูฉัน แล้วก็ยิ้มให้กับฉัน


                "ดีขึ้นแล้วแหละ....พี่ทนกับโรคมะเร็งนี่มานานเหลือเกิน ผ่าตัดมาหลายครั้งแล้วแต่ก็ยังไม่เจอต้นตอสาเหตุที่แน่ชัดสักทีี พี่ขอภาวนาให้ครั้งนี้มันหายขาดได้สักที จะได้มีชีวิตเหมือนกับคนอื่นเขาบ้าง"


                "ทำไมพี่กันต์ต้องปิดบังเรื่องนี้เป็นไว้เป็นความลับ ทำไมพี่กันต์ไม่บอกกับหนู หนูจะได้หาทางแก้"


                "พี่ไม่อยากบอกไป เพราะพี่กลัว กลัวว่าน้องอาจจะรังเกียจคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งอย่างพี่"


                "แล้วหนูจะไปรังเกียจพี่ได้ยังไง  ก็ในเมื่อใจทั้งใจมันชอบพี่อยู่แล้ว!!!!" 


                ".........."



               "พีีี่กันต์ไม่รู้บ้างเลยหรือไง ว่าหนูชอบพี่  ไม่ว่าพี่กันต์จะเป็นยังไง พี่กันต์จะเป็นอะไรไป แต่พี่กันต์ของหนูก็คือคนที่หนูชอบอยู่วันยังค่ำ หนูชอบพีี่ หนูอยากอยู่ข้างๆ พี่ ไม่อยากให้พี่ไปไหน"  ฉันเอามือไปจับพี่กันต์ และก้มหน้าปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมาหยดลงบนพื้น


                "น้องชอบพี่จริงๆ ใช่ไหมเนี่ย"  พี่กันต์พูดขึ้นมาอย่างลอยๆ ทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นมา "โหว....พี่ดีใจทีี่น้องรู้สึกกับพี่เช่นเดียวกันกับพี่ที่รู้สึกกับน้อง พี่คงไม่ได้คิดเพ้อฝันไปว่าพี่ชอบน้องอยู่ฝ่ายเดียวใช่ไหมเนี่ย"


                "พี่ อะไรยังไง นะ" ฉันมองหน้าพี่กันต์ด้วยความงง พี่กันต์เริ่มยิ้มแย้มให้กับฉัน พี่กันต์พยักหน้าตกลงตอบรับฉัน " โธ่ พี่กันต์ บ้า ทำไมพี่ต้องให้ปล่อยให้น้องเป็นฝ่ายบอกล่ะ ถ้าพี่ชอบหนู พี่ก็บอกตรงๆ กับหนูสิ หนูก็คงไม่ต้องแบกความรู้สึกที่มันเอ่อล้น แล้วต้องมาบอกกับพี่อย่างนี้" 


                "พี่ขอโทษนะ......พี่ไม่อยากจะผูกพันกับน้องไปมากกว่านี้  น้องยังมีเวลาในช่วงวัยมัธยมอีกตั้งเยอะ และพบเจอใครต่อใครได้อีกตั้งมากมาย แต่พี่เองก็ต้องไปเรียนต่อมหาลัยฯ  พี่ไม่อยากเรื่องของสองเราผูกพันไปมากกว่านีี้ พี่ไม่อยากให้ความห่างไกลมาทำร้ายความสัมพันธ์กันและกัน พี่อยากดูแลน้องให้ดีที่สุดเท่าที่พี่จะทำได้ พี่ขอโทษจริงๆ  พี่จำเป็นต้องทำแบบนี้กับน้องจริงๆ"


                "โธ่พีี่....อย่ากังวลถึงอนาคตเลย แค่ตอนนี้ได้บอกว่าชอบก็พอแล้วใช่ไหมพี่ ถึงวันนั้นทั้งหนูและพี่ต้องห่างไกลกัน  ก็จะเป็นสิ่งทีี่ให้คิดถึงว่า ในครั้งหนึ่งก็เคยมีคนชอบนะ "


                "พี่ก็เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าน้องเองก็มีมุมแบบนี้เหมือนกัน"  พี่กันต์ขำเล็กน้อย  


                หลังจากพี่กันต์พูดจบ พี่กันต์ส่งสายตามาให้ฉัน ฉันสบตากับพี่เขา เราทั้งสองคนมองหน้ากัน มือทั้งสองของฉันจับมือพี่กันต์ไว้อย่างเหนียวแน่น หัวใจของฉันเต้นเร็วจนแทบจะหลุดจากขั้ว ความนุ่มนวลของใบหน้า  ความหล่อของพี่มันช่างเย้ายวนใจ แต่เสียดายทีี่ผู้ชายแปลกประหลาดคนนั้นยังคงยืนเกะกะขวางตาของฉัน ฉันอยากจะไล่ผู้ชายคนนี้ออกไปเสียเหลือเกิน



                            *************


                หลังจากที่แม่ของพี่กันต์กลับเข้ามาในห้อง ฉันเห็นพี่กันต์กับแม่พูดคุยกับพี่กันต์สักครู่หนึ่ง แล้วหลังจากนั้นบทสนทนาก็เงียบลง พี่กันต์หลับตาและนอนหลับไป แม่ดึงผ้าห่มห่มพี่กันต์แล้วหลังจากนั้นคุยกับฉันสักครู่หนึ่ง จนหมดเรื่องจะคุย ฉันก็เป็นฝ่ายบอกลาแม่ เพื่อให้แม่กับลูกอยู่ใกล้ชิดมากขึ้น


                หลังจากที่ฉันปิดประตูห้องพี่กันต์ เมื่อฉันเดินมาถึึงจุดหนึึึ่ง ฉันเห็นชายประหลาดที่ฉันเคยเห็นในห้อง ยืนบนทางเดินอาคารห้องพักผู้ป่วย เขาเดินมาหาฉัน สวนทางกับฉัน แล้วมุ่งหน้าไปห้องพี่กันต์นอนพักผ่อน ฉันเดินตามเขาไป ฉันเห็นเขาเดินทะลุกำแพงห้องพี่กันต์ แล้วหลังจากนั้นไม่นาน เขาเดินทะลุกำแพงออกมาจากห้อง พร้อมกับมีชายอีกคนเดินตามหลังมา


                "พี่กันต์"

                ฉันอยู่ในความตกตะลึงเป็นอย่างมาก ทำไมพี่กันต์เดินออกมาจากห้องในขณะที่นอนบนเตียงรักษาภายในห้องพักฟื้น  ชายทั้งสองเดินตัดหน้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว พี่กันต์เดินก้มหน้าตามชายแปลกประหลาดคนนั้นไป 


                "แก แกจะเอาพี่กันต์ไปไหน แกเอาพี่กันต์คืนมานะ"


                "ขอโทษด้วยนะ แต่นี่เป็นหน้าที่ของผมที่ผมต้องทำ มันถึงเวลาของเขาแล้ว" เขาหยุดเดิน แล้วตอบฉัน โดยที่ไม่หันหน้ามามองกลับมา


                "นี่แก แกเป็นผู้นำทางวิญญาณใช่ไหม แกจะเอาของรักของฉันไปถึึงไหน แกเอาครอบครัวของฉันไปแล้ว แกยังเอาคนทีี่ฉันรักไปอีก จะไม่พอใจอีกหรือไง"


                "........."


                "ผมเสียใจนะ....แต่ความจริงก็คือความจริง" ผู้นำทางคนนั้นตอบ "ไม่ข้าไม่เร็ว วันหนึ่ง ผมต้องเอาสิ่งที่คุณรักไปอยู่ดีี"




                หลังจากผู้นำทางวิญญาณตอบ ความรู้สึกของฉันเหมือนดิ่งลงเหว ฉันทรุดตัวลงกับพื้นราวกับคนไม่มีเรี่ยวแรง ฉันก้มหน้า น้ำตาไหลหยดลงบนพื้นไม่ขาดสาย 


                ฉันเงยหน้าขึ้นมา ผู้นำทางวิญญาณก้าวขา เดินออกไปห่างจากฉันเรื่อยๆ  


                "เดีี๋ยว!!!!"  ฉันสั่งเขาด้วยน้ำเสียงดุดัน   "แกตอบฉันสิ....แกรู้ใช่ไหมว่าฉันเห็นแก และคนวิญญาณคนอื่นที่ร่อนเร่พเนจรได้นั้น  ตอบฉันสิ ฉันจะให้เห็นวิญญาณแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ ฉันจะปิดมันยังไง ฉันไม่เอาแล้ว ย่ิ่งฉันมองเห็นมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งเห็นความตายมากขึึ้นเท่านั้น ฉันไม่อยากเห็นใครตายอีกต่อไปแล้ว"


                "คุณจำไม่ได้เหรอ คุณนั่นแหละที่ขออยากเห็นหน้าพ่อ แม่ และน้องของคุณที่จากไป" ผู้นำทางคนนั้นตอบ "ผมทำตามคำขอร้องไม่ได้ แต่มีวิธีนี้ที่ทำให้คุณมีโอกาสเจอพวกเขาได้ แล้วคุณเจอพวกเขาแล้วหรือยังล่ะ???"


                คำพูดของผู้นำทางคนนั้นทำให้ฉันตกตะลึง ดำดิ่งสู่ก้นบึึงของความคิด ความทรงจำของฉันค่อยๆ เริ่มย้อนกลับมา มันย้อนไปจนถึงตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก นอนบนเตียงพักฟื้น ฉันกำลังขอบางอย่างจากคนๆ หนึ่งที่แหวกม่านเข้ามา ฉันขอพลังจากเขาคนนั้น แล้วหลังจากนั้นคนๆ นั้นก็หายจากไป 


    ************
  •             "หลังจากที่น้องเขาใกล้จบ ม.6  ตอนนั้นน้องเขาทำหน้าที่เป็นประธานชมรมฯ วันสุดท้ายของการเรียน น้องเขาก็หยิบสมุดโน้ตเล่มนี้มาวางไว้ที่โต๊ะตัวนี้  น้องเขาจดบันทึกและวาดรูปกิจกรรมภายในชมรมตั้งแต่ตอนมัธยมไว้มากมาย แล้วแนบรูปถ่ายของผม และรูปของเขาใส่เอาไว้ด้วย มันทำให้ผมคิดว่าน้องยังคงคิดถึงผมอยู่นะ"


                ".........."


                "แต่ทำไมต้องมาเกิดเรื่องแบบนีี้กับผม ผมทำอะไรผิด จะโอบกอดน้องให้อบอุ่น ให้เหมือนคนอื่นก็ทำไม่ได้  ทำไมมันต้องทำร้ายชีวิตผม ผมก็แค่อยากเป็นเหมือนคนรักแบบคนทั่วๆ ไป ทำไมต้องพรากความรักด้วย ไม่เข้าใจ"  ชายคนนั้นยังคงร้องไห้อย่างเสียงดัง


                "อย่าเสียใจไปเลยนะ ลูกรัก"  ลุงบุญส่งเข้าไปจับไหล่ของชายคนนั้น  "อย่างน้อยลูกก็ได้พบเจอกับคนที่ลูกรักแล้วนิ"


                "ช่วงสองสามปีแรกน้องเขาก็เข้ามาเยี่ยมผมในห้องบ้างนะ น้องเขาบอกกับผมว่า น้องเขามีพลังพิเศษที่มองเห็นผม ผมดีใจมากที่น้องเห็นการมีตัวตนของผม แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา น้องเขาหายไป ไม่พบเจอกับน้องเขาอีกเลย น้องเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ ผมคิดถึงน้องเขามากจริงๆ"


                "ลุงคิดว่าถ้าจิตใจของคนเราต่างคิดถึงกันและกัน ก็คงมีีสักวันหนึ่งที่ได้พบเจอกันอีกครั้งแน่ๆ"


                "......."  ชายวิญญาณคนนั้นไม่ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มอย่างเศร้าๆ และค่อยๆ หายตัวลับไปในความมืด



    **************


                แล้วห้องประตูของกิจกรรมชมรมค่ายอาสาฯ ปิดลง ลุงบุญส่งใส่กลอนประตู และเดินไปยังตามทางเดินระเบียงของอาคาร 4 เรื่อยๆ สำหรับผมก็ยังคิดในใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น


                อย่างน้อยได้เกิดมาได้ชอบใครสักคน มันก็เป็นความรู้สึกที่ดีนะ เพราะเราไม่รู้ว่า ในวันข้างหน้าจะมีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่ และกับใครคนไหน แม้ว่าปลายเส้นทางอาจจะไม่ได้จบลงตรงที่เป้าหมายที่มันควรจะเป็น แต่มันก็เป็นสิ่งที่บอกเราว่า เราก็เคยทุ่มเทให้กับคนๆ หนึ่งเพื่ออยากทำให้เขามีีความสุขบ้าง เหมือนที่เขาทำให้เรารู้สึกดี ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นการหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้แก่กัน เป็นสิ่งทีโลกใบนี้สดใสขึ้นมา


                การที่มีอยู่ของคนๆ นั้น และมาพบเจอกัน มันอาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก แต่คนสองคนเจอกันในช่วงเวลาทีี่เหมาะสมกันดีแล้ว ได้พบ ได้เจอ และได้ทำอะไรมากมาย ทุกสิ่งทุกอย่าง จะถูกจดจำไว้เป็นอดีตของกันและกัน เมื่อถึงวันทีี่เวลาได้พรากจากกัน  ก็จะมีวันหนึ่งทีี่ได้คิด ได้ทบทวนว่า คนเราเคยทำอะไรลงไปบ้าง  เมื่อเปิดลิ้นชักออกมา ก็อาจะจะพบเจออดีตที่แสนดีจะทำให้เรารู้สึกอบอุ่นและรู้จักได้ว่าใครเป็นคนที่มีคุณค่าในความทรงจำเหล่านั้น  ส่วนอดีตที่เลวร้ายจะเป็นบทเรียนให้เราเดินหน้าต่อไป และไม่มีีวันหันกลับมองมัน 

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in