Seven rooms : 7 สิ่งเร้นลับในโรงเรียนHacker Dewdie
บทที่ 9 : ความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น (ตอนแรก)


  •         ทั้งผมและลุงบุญส่งกำลังเดินตามทางเดินอาคารเรียน 4  ในขณะนี้ เราทั้งสองคนสำรวจชั้น 4 ของอาคารเรียนใหม่ล่าสุดในโรงเรียนแห่งนี้ ผมส่องไฟฉายตามทางเดิน ตามประตูหน้าต่างห้องเรียน เพื่อสำรวจสภาพแวดล้อมความปลอดภัยภายในอาคารเรียน


             ในระหว่างที่ลุงบุญส่งสำรวจภายในห้องเรียน  ผมรู้สึึกมั่นใจแล้วว่าในห้องนี้ไม่พบสิ่งผิดจึงเดินออกมาจากห้องเรียน สูดลมหายใจให้ทั่วปอด แล้วหันหน้ามองนอกอาคารเรียน ทัศนาความงามในยามราตรี พลันหวนคิดถึึึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในห้องไปต่างๆ นาๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเฮีี้ยนในห้องวิทยาศาสตร์  ครูบาอาจารย์ในห้องนาฏศิลป์ เด็กในห้องพยาบาล เด็กในห้องที่เคยถูกปิดตาย หนูน้อยในห้องสมุด ฯลฯ มันอาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ ในสำหรับคนหลายๆ คน แต่นั่นก็คงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพวกเขาที่ต้องแบกเอาไว้ และถามคำถามกับตัวเองทุกคืน


             "เหนื่อยแล้วเหรอ พ่อหนุ่ม" 


             "ยังไม่เหนื่อยครับลุง ผมแค่อยากออกมาดูบรรยากาศข้างนอกเท่านั้นเอง"


             "แย่หน่อยนะที่ลุงต้องชวนหลานมาตรวจด้วยกันอย่างนี้"  ลุงบุญส่งปิดประตูห้องเรียน  "แต่ก่อนตอนที่โรงเรียนแห่งนี้ยังมีครูและภารโรงไม่มาก  ลุงต้องรับทำหน้าทีี่นี้เองคนเดียว ต่อมาทางเขตก็มองเห็นว่าการอยู่เวรยามคนเดียวมันไม่ปลอดภัยนี่สิ ก็เลยกำหนดให้โรงเรียนต้องมีีเวรยามอย่างน้อยสองคน ลุงก็เลยรู้สึกเบาใจนะ ทีี่มีคนมาอยู่เป็นเพื่อน แถมยังเป็นครูใหม่ป้ายแดงอีกด้วย"


             "นั่นนะสิครับ แค่คืนแรกคืนนี้ ผมก็เจอหลายสิ่งหลายอย่างมากมายเหมือนกันเลย"


             "หลานไม่ต้องกลัวพวกเขาหรอกนะ"  ลุงบุญหันหน้ามาหาหลังจากใส่กุญแจประตูเรียบร้อยแล้ว "ลุงรู้จักพวกเขาดี พวกเขาอยู่ที่นี่กันมานานแล้ว พวกเขาอยู่กันอย่างสงบ ไม่ทำร้ายใครหรอกนะ อาจจะทำให้หลานตกใจบ้าง แต่เขาก็ไม่ได้ทำอันตรายใครหรอก"


             "ถ้าหากพวกเขา."


             "ไปกัันต่อเถอะ..."  ลุงบุญส่งพูดตัดแทรกขึ้นมา โดยไม่ฟังผมให้พูดจบ



    .......................


             หลัังจากทีี่ผมและลุงบุญส่งเดินสำรวจอาคารเรีียนชั้น 4 ครบหมดทุกห้อง ลุงบุญส่งเดินนำผมลงบันไดอย่างช้าๆ ก้าวทีีละก้าวอย่างระมัดระวัง เพราะในความมืดนั้นทำให้ผมมองเห็นขั้นบันไดไม่ชัดเจน  ความมืดยังคงปกคลุมโรงเรียนเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงแล้ว ไฟฟ้าจะมาตอนไหนนะ ถ้าไม่มีีเสียงของที่ถูกกระแทกทีี่ส่งเสียงดังก้องกังวาลแบบนั้น ผมก็คงไม่ต้องเดินสำรวจโรงเรีียนเป็นเพื่อนลุงบุญส่งหรอก และก็ไม่อยากจะเจอเหตุการณ์ชวนสยองขวัญแบบนี้ต่อไปอีกแล้ว


             ในระหว่างที่ผมเดินจนถึงชานพักบันไดระหว่างชั้นทีี่ 3 กับชั้นที่ 4 ผมได้ยินเสียงฝีีเท้าของคนดังมาจากชั้นล่าง ผมเริ่มมีอาการขวัญผวา ในหัวสมองคิดไปต่างๆ นาๆ ถ้าผมมองระหว่างช่องราวบันได อาจจะพบใครบางคนกำลังเดินขึ้นบันได และเงยหน้าขึ้นมามามองผมก็ได้ด้วยสีหน้าที่น่ากลัวตามทีี่ใครเล่ากันไว้  ไม่ ไม่!! ผมตัดสินใจเปลี่ยนฝั่งเดินชิดขวาติดขอบกับผนังให้ได้มากทีี่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการมองลงไประหว่างชั้นบัันได 


             "ฮือ ~ ฮือ ~" 
             ผมได้ยินเสียงคนร้องไห้ค่อยๆ ดังมาจากในห้องน้ำในระหว่างที่ผมเดินจนถึงชานพักบันไดระหว่างชั้นที่ 2 กับชั้นทีี่ 3  เป็นเสียงร้องทีี่สั่นและเย็นชา ทำให้ตัวของผมเย็นวูบทันที

     
              "เด็กนั้นอีกแล้ว!!! " ลุงบุญส่งกล่าวขึ้นมาอย่างลอยๆ พร้อมกับหันหลัังส่องไฟฉายมาทีี่ผม   "หลาน....ลุงขอเวลาไปหาเด็กคนนั้นหน่อยนะ"


              ปัง!!!!!!!
             ผมก็ได้ยินเสียงฝารองนั่งชักโครกกระแทกกับชักโครกเสียงดัังลั่น และมีเสียงสั่นพ้อง ลุงบุญส่งรีบไขกุญแจ และผลักประตูห้องน้ำอย่างรวดเร็ว  หลังจากนั้นรีบวิ่งไปยังห้องส้วมห้องที่ 2  ใช้มือดันประตูให้ออก แต่ประตูนั้นไม่ยอมเปิด  ลุงบุญส่งใช้มือตบประตูห้องส้วมและตะโกนให้เปิิดออก  ผมเดิินตามหลังลุงบุญส่งเข้าไป เห็นลุงบุญส่งพยายามตบประตูด้วยเสียงดังลั่น ลุงบุญส่งมีท่าทางร้อนรนและพยายามตั้งใจเคาะประตู เรียกคนภายในให้เปิดประตูออก 


               ในระหว่างทีี่ลุงบุญส่งพยายามเปิดประตู ผมเห็นมนุษย์ทีี่มีรูปร่างผิดปกติด้านหลังของลุงบุญส่ง เป็นวัยรุ่นชาย  ยืนร้องไห้ น้ำตาไหลออกมาเป็นสายเลือด เขาสวมเสื้อนักเรียนและกางเกงของโรงเรียนแห่งนี้ ปล่อยผมเผ้ารกรุงรัง เสื้อยับยู่ยี่ และร่างกายเปื่อยยุ่ย ยืนร้องไห้อยู่นิ่ง ที่แก้มของเขามีรอยตำหนิ เห็นได้ชัดเจน ผมตัดสินใจเดินเข้าไปหาเด็กคนนั้น และพยายามเอามือโอบกอดเหมือนกับวิญญาณอื่นๆ ที่ผมพบเจอ บางทีเขาต้องการความรักความอบอุ่นจากใครสักคน แต่หนุ่มน้อยคนนั้นหันหน้าหนีและจางหายไปในความมืด


             หลังจากทีี่ลุงบุญส่งพยายามเคาะและผลักประตูหลายๆ ครั้ง  ในที่สุดประตูห้องส้วมถูกเปิดออกอย่างง่าย  ลุงบุญส่งเดินเข้าไปข้างใน ผมเดินตามไป พบสิ่งแปลกประหลาดทีี่น่าสะอิดสะเอียดมากที่สุดเท่าทีี่ผมเคยพบเจอมา  เป็นสิ่งมีีชีวิตนั่งบนโถส้วมในสภาพทีี่ดูสยดสยอง  ใบหน้าที่แสดงให้เห็นเพียงตา รูม่านตาเรียวคล้ายกับตาแมว รูจมูก และปากถูกเย็บติดกันด้วยด้าย ข้อมือหักไม่เหมือนคนทั่วไป มีหนามแทงทะลุตามผิวหนัง มีเลือดไหลย้อยออกมาเปื้อนเสื้อผ้า แขนทั้งสองข้างชูขึ้นเหนือศีรษะ ต้นคอเต็มไปด้วยบาดแผลเหมือนถูกของมีคมฉีกขาด เสื้อและกางเกงของโรงเรียนเรียนถูกย้อมให้กลายเป็นสีแดงจากเลือดของเขา บริเวณช่องอกและท้อง กล้ามเนื้อพองและยุบอย่างรวดเร็ว  และยังคงมีมัดกล้ามเนื้ออื่นๆ งอกออกมาที่ขาและยึดติดกับพื้นห้องน้ำ
     


             "ลุงอยู่ที่นีี่แล้ว ลุงอยู่ที่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัว ไม่มีีใครทำร้ายลูกอีกต่อไปแล้ว"
     

             "ผมอยากจะฆ่ามัน ผมอยากจะเอาชีวิตมัน เพราะมันทำให้ผมทำให้ผมกลายเป็นแบบนี้"  สัตว์ประหลาดนั้นพูดด้วยน้ำเสียงโทนต่ำ คลื่นเสียงกระทบกับขนแขนและลุกชูชัน


             "หยุดเถอะ!! อย่าอาฆาตแค้นเลย ปล่อยวางเถอะ ไม่งั้นลูกจะเจ็บปวดอีกหลายเท่า"


             "ผมเจ็บ ผมทรมาน ผมกลัว ผมอยากหลุดพ้น พวกมันกรูเข้ามาทำร้ายผมอีกแล้ว คืนนี้ ไม่นะ" สัตว์ประหลาดนั้นส่งเสียงร้องดังกังวาลและดิ้นไปมาอย่างบ้าคลั่ง


             ลุงบุญส่งโอบกอดร่างของสัตว์ประหลาดตัวนี้อยู่นาน จนมันค่อยๆ แน่นิ่ง ลุงบุญส่งปล่อยมือออกและนั่งหอบ หายใจเข้าลึกๆ


             "เมื่อไหร่จะจบกันสักที"  เด็กน้อยคนนั้นพูดขึ้น และร้องไห้ในเวลาต่อมา
             
        

  •          เช้าของวันนี้ถือเป็นวันแรกที่ผมเริ่มต้นในสถานที่แห่งใหม่ กับชีวิตใหม่อีกชีวิตหนึ่ง  ผมก้าวเท้าซ้ายเยียบลงพื้นดินของโรงเรียนเป็นก้าวแรก เพื่อถือเป็นฤกษ์งามยามดีต่อการเข้าเรียนในสถานที่แห่งนี้ ผมสูดลมหายใจลึกๆ และปล่อยออกมายาวๆ มองบริเวณรอบโรงเรียน เดินชมความงามของบรรยากาศสถานที่แห่งนี้ พร้อมมองเหล่านักเรียนชายหญิงที่เดินเข้ามาในโรงเรียน 

              
             ผมเดินขึ้นบันไดชั้นเรียนอาคารเรียน 2 เพื่อหาห้องเรียนที่ผมเรียนในคาบแรก เมื่อผมเดินไปถึงห้องดังกล่าว พบเพื่อนหญิงชายหลายคนนั่งในห้อง บางคนก็รวมกลุ่มพูดคุยกัน บางคนก็นั่งหยิบปากกากและกระดาษออกมาวางบนโต๊ะ  ผมเลือกที่นั่งของกลางห้อง วางกระเป๋าบนเก้าอี้และหยิบหนังสือเรียนจากกระเป๋าขึ้นมาอ่านเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเรียนในชั่วโมงแรก


             "เธอ เธอ ขยันจังเลยนะ" ผมเงยหน้าขึ้นมามอง ก็เจอใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่ง

             
             "อ่อ ครับ มันต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อนนะ เวลาเรีียนจะได้มีสมาธิิิในการเรียน ครูถามอะไรก็ตอบได้"


             "เอ๊ะ!! ที่แก้มเธอไปโดนอะไรมานะ" ผู้หญิงอีกคนถาม


             "อ่อ อันนี้เหรอครับ ก็เป็นปานทั่วๆ ไปนะ มันติดตัวมาตั้งแต่เกิด หมอบอกว่าเดีี๋ยวโตขึ้นมา มันก็จะหายไปเอง"


             นับตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ผู้คนทั่วไปมักจะถามถึงกันบ่อยๆ ตั้งแต่พบกับผมครั้งแรก มันเป็นปานที่ติดตัวมาตั้งแต่ผมเกิด พ่อกับแม่ก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมผมเกิดมามีรอยตำหนิตรงนี้ และรอยตำหนิตรงนี่แหละที่ทำให้เพื่อนในชั้นเรียนมองผมเป็นตัวประหลาด บ้างก็หาว่าผมเป็นลูกของผีปีีศาจ ทีี่เขาทำเครื่องหมายเอาไว้  บ้างก็หาว่าพ่อแม่ของผมไปทำกรรมเอาไว้ กรรมจึงฝังติดตัวมากับผม จนสุดท้ายเพื่อนตีตัวออกห่าง ไม่อยากคบค้าสมาคมกับผม  ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนก็แปลกใจกับปานของผมมากขนาดนั้น ทำไมต้องสนใจในเรื่องทีี่ไม่เป็นเรื่อง และก็ไม่เข้าใจทำไมเขาจึงรังเกียจเดีียดฉันมากขนาดนี้ ผมก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรเลย


             หลังจากที่ผมเดินกลับมาจากโรงอาหาร ตอนพักรับประทานอาหารกลางวัน ผมเดินไปห้องน้ำหลังอาคารเรียนหนึ่ง


             "เห้ยน้อง!! น้องคนนั้นนะ" ผมเงยหน้าขึ้นมา เห็นพวกพี่ๆ ม.ปลาย สามคนมองมาที่ผม "มาหาพี่หน่อยสิ พี่มีเรื่องจะคุยกับน้อง"


             "......" ผมหยุดนิ่งสักครู่


              "เห้ย กูรุ่นพี่มึงนะ  กูโตมาก่อนมึง   มึงเชื่อฟังกูบ้างสิ" 


              ทันทีี่รุ่นพี่พูดจบ เท้าของผมเดินเข้าไปหาทั้งสามคนนั้นโดยที่ผมไม่รู้สึกตัว รุ่นพี่คนหนึ่งมองผมด้วยสีหน้าที่ดุดัน "ให้มันได้อย่างนี่สิ ถึงจะเป็นรุ่นน้องที่น่ารักของพี่  เออแล้วแต่ว่า...น้องเดินมาห้องน้ำคนเดียว ไม่มีเพื่อนไม่มีฝูงกับเขาบ้างเลยเหรอ เพื่อนหายหัวไปไหนกันหมด"


             "ปกติผมก็เดินคนเดียวอยู่แล้วนี่นา"


             "เห้ยน้อง มึงไม่ปกตินะ มึงจะอยู่คนเดีียวไปจนวันตายไม่ได้" รุ่นพี่อีกคนก็พูดสวนกลับมา "เอางี้...พี่จะเป็นพี่ทีี่ดีของน้อง แต่พีี่ขอให้น้องช่วยอะไรให้พี่หน่อยได้ไหม"


             "ได้ครับพี่"


             "พี่ขอเงินหน่อยสิ"


             "พี่จะไถเงินผมใช่ไหม"


             "พี่ไม่ได้ไถน้องนะ แต่พี่ไม่มีเงินขึ้นรถกลับบ้าน พี่ก็เลยยืมนิดหน่อยเอง  เดี๋ยวพี่จะคืน"


             "อืม...งั้นก็ได้ครับ" ผมหยิบเงินจากในกระเป๋าแล้วยื่นให้พี่ "พี่สัญญานะว่าพี่จะคืนผม"


             ผมยังจำเหตุการณ์วันแรกพบของพวกพี่ๆ ทั้งสามคนนี้ได้  พวกเขาพูดดีและใจดีเหมือนคนปกติทั่วไป พวกรุ่นพี่มักจะทักทายทุกครั้งเมื่อผมเดินไปห้องน้ำแล้วเจอพวกพี่  พีี่เขาถามสารทุกข์สุขดิบเหมือนคนที่พูดคุยกันมานาน บางครั้งพวกพี่เขาอาจจะขอยืมเงินไปบ้าง แต่เขาก็คืนให้ในวันต่อมานะ แต่ช่วงหลัังๆ นี่สิ  พวกเขาก็เริ่มจะเปิดเผยธาตุแท้ เงินที่ให้ยืมไปบางทีก็ไม่คืน บางทีก็พูดจาตะคอกรุนแรงใส่ผม บางทีก็ตบหัว บางทีก็ใช้ให้ลอกการบ้านส่งครู  บางวันถ้าผมไม่ให้เงินกับพวกเขา พวกเขาก็ชี้หน้าด่าผม ผมก็ไม่อยากมีเรื่องมีราวกับรุ่นพี่ แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ก็ยอมให้เงินไปเหอะ เพราะยังไงยังไงเดี๋ยวมันก็จบ


             "น้อง ไปซื้อบุหรี่ให้พี่หน่อย"


             "พี่ก็ไปซื้อเองบ้างสิ"


             "สัส...เดี๋ยวนี้มึงกล้าขึ้นเสียงใส่กูเหรอ กูใช้เมิงแค่นี้ มันจะตายหรือไงกัน" หลังจากพูดจบ พวกพี่ตบหัวผมอีกครัั้ง


             ก็ไม่รู้ทำไม พอผมพูดกับพวกพี่เขาทีไร ผมก็ต้องโดนกระทำแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าผมจะดื้อด้านเท่าไหร่ สุดท้ายแล้วผมก็ต้องทำตามสิ่งที่พี่สั่งอยู่ดี  ผมกระโดดรั้วโรงเรียน โดยทีี่มีรุ่นพีี่ของผมคอยดูลู่ทางให้ ผมรีบวิ่งไปยังร้านค้า ซื้อบุหรี่ และวิ่งกลับมาข้ามรั่วของในโรงเรียน และมาหารุ่นพี่ที่ห้องน้ำ


             "เอานี่พี่"  
             ในระหว่างที่ผมหยิบบุหรี่จากกระเป๋าเสื้อของผมและยื่นให้พี่  มีกระดาษที่ติดมากับซองบุหรีี่และตกหล่นลงพื้น ผมก้มลงไปหยิบ แต่พี่คนหนึ่งใช้เท้าเหยียบไว้ ผมต้องชักมือหลบอย่างกะทันหัน พี่ที่เหยียบของนั้นก้มลงเก็บแผ่นกระดาษขึ้นมาดู 


             "นี่ใครว่ะ"


             "เอามา เอามา ผมขอคืน"


             "เห้ยพวกมึงดูนี่ ไอ้วอกนี่กำลังมีความรักว่ะ พวกมึงดูสิ" รุ่นพี่คนนั้นยื่นรูปถ่ายส่งให้เพื่อนๆ หลังจากที่เพื่อนๆ ดูกันจบแล้ว ผมรีบคว้ารูปถ่ายนั้นมาโดยเร็วๆ แล้วเก็บมันใส่ในกระเป๋าเสื้อ "กูไม่เคยคิดเลยว่าน้ำหน้าอย่างไอ้วอกนีี่มันไปหลงชอบคนสักด้วย แมร่ง....คนตัวดำอย่างมันเนี่ย จะมีความรักกับเขาด้วยเหรอว่ะ"


             "เห้ย วอก....กูถามตรงๆ คือมึงชอบพี่เขาใช่ไหม" รุ่นพี่อีกคนพูด


             "คือ....เอิ่ม เออ"


             "ตอบให้แมนๆ หน่อยสิวะ"


             "ครับพีี่"


             "โอ๊ย เรื่องแค่นี้เอง"  รุ่นพี่คนหนึ่งเดินเข้ามาตบบ่าผมแทนทีี่จะตบหัวผม  


             "....."


             "ในเมื่อไอ้วอกของพวกพี่จะมีความรักกันทั้งที  พี่ขออาสาช่วยไอ้วอกจัดการเรื่องความรักครั้งนี้เอง"


             "แต่พี่..ผมไม่ต้อง..."


             "เห้ยย อะไรว่ะวอก มึงเองก็คอยช่วยเหลือพวกกูมานานแล้วนะ กูเองก็คิดมาตลอดว่าตอบแทนอะไรให้มึงดี แต่ตอนนี้กูคิดออกแล้ววะ ว่ามึงควรจะได้รักกับคนที่มึงชอบสักที เดีี๋ยวกูจะเป็นเทรนเนอร์ให้มึงเอง" 


     



  •         "น้องเข้าใจสิ่งที่พีี่พูดไหม พี่มีคนทีี่ชอบแล้ว อย่ามาตามตื้อพี่เลย"

            ประโยคเหล่านี้ผมจำได้ดีี เสีียงพูดชัดถ้อยชัดคำมันดังก้องอยู่ในหู มันยังคงส่งเสียงตามที่ต่างๆ ที่ผมเดินไป ทั้งห้องเรียน โรงอาหาร และทางเดินกลับบ้าน ผมล้มตัวลงบนทีี่นอนด้วยสภาพทีี่ไร้เรี่ยวแรง เอาหน้าซบหมอน นอนน้ำตาไหลออกมาเปื้อนคราบเดิมๆ เหมือนว่าเดินอยู่ท่ามกลางฝนทีี่ตกอย่างไม่ขาดสาย  ภายใต้ก้อนเมฆสีดำทะมึน ฟ้าคำรามดั่งเสียงเยาะเย้ยถากถาง นี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งทีี่ความรักไม่ได้ให้ผมเป็นคนพิสูจน์ คนทีี่เคยรักแล้ววันหนึ่งถูกบอกเลิกกัันไป อย่างน้อยเขาก็มีโอกาสได้รับความสุขจากความรักบ้าง เขาได้รับวันเวลาทีี่พิเศษ เวลาที่แสนดี แต่คนทีี่ไม่มีโอกาส คนที่ผิดหวังตั้งแต่เริ่มต้นซ้ำซาก มันก็ไม่ต่างอะไรจากหนอนที่ถูกนกคาบไปกิน โดยที่ไม่รู้ตัวว่าจะเป็นผีเสื้อแบบไหน


            "เหอะๆๆๆ ไอ้วอก" ผมหัันไปหาทีี่มาของเสียง แต่แล้วผมก็โดนตบหััวอีกครั้ง ผมคงชินแล้วกระมั้งทีี่รุ่นพี่ทำอย่างนี้กับผม มัันเหมือนกัับเป็นการทักทายของรุ่นพีี่  "มึงเศร้าใจทำไมว่ะ เรื่องความรักมีแค่นี้เอง ผู้หญิงยังมีเป็นร้อยคน ถ้าไม่ตายก็หาใหม่ได้" 


            "มึึึงไม่ต้องโทษใครหรอก มึงยังพยายามไม่ดีพอ เพราะมึงอ่ะอ่อนหัดเอง มึงมันอ่อนแออย่างนี้ไง  ผู้หญิงเขาถึงไม่สนใจในตัวมึง" เสีียงรุ่นพี่อีกคนพูดขึ้น "มึงจำไว้นะ มึงเป็นผู้ชายทีี่ต้องเป็นผู้นำแก่เขา ไม่ใช่ให้ผู้หญิงเป็นผู้นำแก่มึง" 


             "หรือว่ามึงเป็นตุ๊ดว่ะ ท่าทางนุ่มนิ่มขนาดนี้ ไปใส่กระโปรงดีกว่าเถอะ"  พอรุ่นพี่อีกคนพูดจบก็มีเสียงหัวเราะอีกตามมา


            "น้อง..เอางี้ดีกว่า" รุ่นพี่อีกคนทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นและใช้เท้าเหยียบ "มึึึงเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าเรื่องราวของมึงมันจะจบอย่างไร พี่เองก็รู้ตัวเองดี พี่รู้ พี่เข้าใจ และมองเหตุการณ์ของน้องมาตลอด พี่ก็เคยเป็น เองนะมีความกล้า แต่มัมไม่มากพอที่ทำให้ความฝันของมึงเป็นจริิง มึงยังมีจุดบกพร่องอีกตั้งเยอะ น้องต้องปรับเปลี่ยนปรับปรุงตัวเอง เพื่อตัวเอง อย่าแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น"


             "แล้วผมต้องทำยังไงล่ะครับ"


            หลังจากรุ่นพีี่พูดจบในประโยคนั้น ผมยังคงอ้ำอึ้งในความหมายของสิ่งทีี่พี่เขาพูด แต่หลังจากวันนั้นเสาร์-อาทิตย์ รุ่นพี่ก็ชวนผมเที่ยวเปิดหูเปิดตา สอนนู้นสอนนี่มากมาย สอนการเข้าหาสังคม สอนการเล่นเกมและกีีฬา ผมเริ่มกลับบ้านเย็นมากเรื่อยๆ ผมต้องโกหกพ่อแม่ ผมเริ่มโดดเรีียนบ่อยมากขึ้น ผมรู้สึกชีวิตมีความเป็นอิสระ มันเป็นเหมือนกับโลกใบใหม่ทีี่ผมไม่เคยเรีียนรู้มาก่อน มันเป็นโลกที่ไร้ข้อผูกมัด ไม่มีแรงโน้มถ่วงดึงตัวผมไว้ ผมสามารถลอยไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ และรู้สึกมีความสุขมากกว่าสิ่งทีี่ผมเคยเป็น


    .............


            และแล้วชีีวิตการเรียนในช่วงปลายเทอมเข้ามา


            ทีี่โรงเรียนของผมมีการจัดกิจกรรมปัจฉิมนิเทศ ซึ่งเป็นวันพิเศษทีี่ทางโรงเรีียนอนุญาตให้รุ่นพี่จัดกิจกรรมบันทึกความทรงจำวันสุดท้ายของการเรีียนที่โรงเรียนแห่งนี้ก่อนจะแยกย้ายไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัย 
            

             "เออน้องวอก พี่ขอถ่ายรูปกับน้องได้ไหม" เสียงใสๆ ดังเข้ามาในระหว่างทีี่ผมอ่านหนัังสือการ์ตูน  เมื่อผมหันไปหาทีี่มาของเสียงนั้น พบรุ่นพี่ผู้หญิงทีี่ผมชอบ ซึ่งเป็นคนทีี่หักอกผมเมื่อช่วงกลางภาคเรียน พีี่เขาทักทายด้วยใบหน้าทีี่ยิ้มแย้ม


             "เอิ่ม ได้ครับ..." ไม่ทันไร พีี่เขาก็เอาหน้ามาแนบกับใบหน้าผม และส่งยิ้มให้กับกล้องที่เพื่อนเขาถืออยู่ข้างหน้า ผมก็ยิ้มให้กับกล้อง แต่ภายในใจของผมรู้สึกไม่ชอบการกระทำของพีี่เขาทำอย่างนี้มากเหลือเกิน  เพื่อนของพีี่เขากดชัตเตอร์ถ่ายภาพ หลังจากที่ถ่ายเสร็จ ผมหันไปหาพี่ผู้หญิง พี่เขาก็มีสีหน้าแปลกๆ


            "เออ..น้อง...."  พี่คนนั้นๆ เขาค่อยพยายามพูด  "น้องวอกสูบบุหรี่ด้วยเหรอ"


            "ใช่ ทำไมเหรอ"  ผมรู้สึกเดือดมากทีี่พี่ถามผมเช่นนี้ ราวกับว่าผมทำอะไรผิดมา


            "ทำไมน้องเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ น้องทีี่พี่เคยรู้จักก็เป็นน้องทีี่น่ารักดี ดูก็เรียบร้อย แล้วทำไมถึง.."


            "พี่คิดว่าผมสูบบุหรี่แล้วผมเป็นคนเลวเหรอ  ผมสูบบุหรี่ไปก็ไม่เห็นว่าจะมีปัญหากับพี่เลย" พอได้ยินคำว่าบุหรี่ ผมเริ่มจะปรี๊ดแตกขึ้นมาทันที เพราะการทีี่ผมสูบบุหรี่ ผมก็สูบเอง และก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกัับพี่เขาเลย


            "ไม่..คือ พี่เป็นห่วงสุขภาพน้อง" 


            "พี่จะมาหวงมาห่วงอะไรกับผม ในเมื่อความเป็นจริงพี่ก็ไม่เคยเห็นผมอยู่ในสายตาของพี่เลย ...พี่จะจบแล้ว พีี่จะมายุ่งอะไรกับผมอีก จะไปไหนก็ไป ต่อให้ผมเป็นคนแบบไหน พี่ก็ไม่ชอบผมอยู่ดีนั่นแหละ" ผมพูดด้วยเสียงที่น่ากลัว "พี่นะควรถามตัวเองเถอะ ว่าสิ่งที่พี่ทำในตอนนี้คือการเป็นห่วงผม หรือพีี่อยากจะลืมเขา"


            "ช่วยให้เกียรติคนของพีี่ด้วย"


            "เหอะ..." ผมสบถออกมา "ทำไมพี่ไม่ตามพี่เขาไปล่ะ"
            

            หลังจากที่ผมพูดจบ พีี่ยืนนิ่งด้วยความชา ผมสังเกตเห็นน้ำตาของพี่ไหลออกมาจากหน้า แล้วพี่ใช้ฝามือตบที่แก้มผมอย่างรุนแรง  ผมทนความเจ็บปวดไม่ได้ มันทำให้ผมรู้สึกเดือดขึ้นไปอีก ผมใช้มือซ้ายกระชากคอเสื้อของพี่ และใช้มือขวากำหมัดและง้างในท่าเตรียมพร้อม


            ในความโกรธเกรี้ยวของผม ผมหวังว่ารุ่นพีี่เขาจะเกรงกลัวต่อหมัดของผมบ้าง  อย่างน้อยผมควรจะหมัดกระแทกหน้าพี่เขาเพื่อให้รับรู้สึกถึงความเจ็บปวดทีี่เขาตบทีี่แก้มของผมบ้าง  ผมเองก็เป็นคนไม่ยอมใครเหมือนกัน และไม่ยอมให้คนเขามาตบผมอย่างฟรีๆ หรอกนะ 


             แต่สีหน้าของพีี่เขายังคงไม่ย่อมอ้อนข้อให้ผมแม้แต่น้อย ฟันทีี่ขบกับริมฝีีปาก สายตาทีี่แสดงความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว ทั้งๆ ทีี่น้ำตาที่เจิงนองในดวงตา ใบหน้าที่แดงระเรื่อ ยังคงเย้ยยันท้าสู้ต่อหน้าและกำหมัดของผมโดยไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด



            "พอเถอะ!!!"  เพื่อนของพี่เขาเข้ามาห้ามผม


             ผมคลายกำมือจากคอเสื้อของพี่เขา และผลักพี่เขาจนเซเล็กน้อย หลังจากทีี่พีี่เขาทรงตัวได้ ก็จัดชายเสื้อ คอปกให้ดูเรีียบร้อยเข้าทีี่ตามเดิม


            "พี่แค่อยากมาขอบคุณน้องทีี่น้องเคยเป็นความทรงจำที่ดีของพี่  และพี่ขอเตือนน้องเอาไว้อย่างหนึ่งนะ ดูแลตัวเองด้วยละกัน" หลังจากทีี่พี่ผู้หญิงพูดจบ ก็เดินหนีีไป 


             ผมเองก็มีเหตุผลมากเพียงพอทีี่ผมควรทำอย่างนั้น พี่เขาก็สมควรเจ็บตัวเหมือนกับความเจ็บที่พี่เขาทำกับผม ผมไม่น่าใจดีและปล่อยพี่เขาไปแบบนั้น ในตอนนี้ผมก็ไม่ได้รักพีี่เขาเลยเสีียด้วยซ้ำ เขาไม่เคยใส่ใจความรู้สึกผม เขาทำลายความหวังของผม พี่เขายังคงทำให้ผมปวดใจอยู่เรื่อยมา พี่เขาไม่ได้รักผมหรอก และไม่มีใครรักผมจริิงๆ สักคน ที่ผ่านก็มีแต่คนที่หวังผลประโยชน์จากตัวผม แม้แต่วันนี้ที่พี่เขาทำกับผมเอง  พี่ก็ยังมอบความเจ็บปวดฝังทีี่แก้มของผม เป็นความเจ็บปวดที่ถูกตีตราเอาไว้จากคนที่ผมเคยหลงชอบ ไม่ต่างอะไรกับกับปานของผมที่ตีตราอยู่บนแก้มตลอดเวลา
     

    To Be Continue...

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in