SHORT STORIESagirlwhodreams
Livewire

  •             ผมหย่อนขาสองข้างลงข้างเตียง นั่งอยู่แบบนั้นราวสิบนาทีได้ ในหัวไม่ได้คิดอะไร แค่มองหิมะนอกหน้าต่างเท่านั้น

                วันนี้เป็นวันที่สามแล้วสำหรับแพลนพักผ่อนสองอาทิตย์ของผมที่สก็อตแลนด์ แพลนไม่ได้มีอะไรมาก ผมเลือกที่พักห่างจากตัวเมือง ร้านรวงไม่หนาแน่น คนไม่พลุกพล่าน เดินออกจากที่พักไม่กี่ก้าวทิวเขาสลับกันไปมาสุดลูกหูลูกตาก็ปรากฎอยู่ตรงหน้า อันที่จริงเหตุผลที่ผมมาที่นี่คืออยากมีเวลาให้ตัวเองบ้าง เพราะตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลซึ่งผ่านมาปาเข้าไปเกือบปีแล้ว พวกเพื่อนๆยังตามดูแลไม่ห่างเหมือนผมเป็นผู้ป่วยร้ายแรงอะไรเทือกนั้น ถึงอุบัติเหตุครั้งนั้นผมจะหลับยาวไปเกือบสองเดือน และพักหลังที่มีนัดตรวจเป็นระยะ แต่ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง บางทีผมคิดว่าพวกนั้นออกจะตื่นตูมไปหน่อย ทำให้กว่าจะได้มาพักผ่อนคนเดียวแบบสงบๆแบบนี้ ผมต้องสาธยายให้พวกมันฟังอยู่หลายวันกว่าเจ้าพวกนั้นจะยอมให้ผมมาเอง

               

                ช่วงสายหลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ผมเช็คกระเป๋าเป้ใบเล็กที่ใส่หนังสือ ปากกา สมุด หูฟัง ไอพอดเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอะไรตกหล่น สองเท้าก้าวยาวพาผมออกจากห้องไป

                เดินเตร็ดเตร่กระทั่งเจอคาเฟ่เล็กๆในตรอกหวังฝากท้องมื้อเช้า ผมมาได้เวลาช่วงร้านเปิดพอดี ยังไม่มีลูกค้าในร้าน พนักงานยังคงเช็คอุปกรณ์เตรียมวัตถุดิบกันให้วุ่น ถึงจะเป็นร้านไม่ใหญ่มาก แต่ดูจากจำนวนโต๊ะและพนักงานที่นี่แล้ว เดาได้ว่าช่วงเวลามื้ออาหารลูกค้าต้องแน่นอย่างไม่ต้องสงสัย ผมดูเมนูอยู่พักหนึ่งก่อนตัดสินใจสั่งเซ็ตอาหารเช้าเซ็ตใหญ่ไป เอาล่ะ จะว่าเป็นเรื่องแปลกของผมคงไม่ผิด ผมเป็นคนประเภทสั่งอาหารไซส์ใหญ่กว่าปกติ ถึงไม่ได้ทานเยอะ แถมเหลือทุกที แต่ผมก็ยังสั่ง

                ผมเลือกที่นั่งติดกับกระจกหน้าร้าน พลางหันออกไปมองด้านนอก สังเกตร้านรวงในตรอกยามผู้คนไม่พลุกพล่าน มีร้านตัดผม ร้านขายของชำเล็กๆ ซึ่งผมคิดว่าลูกค้าส่วนใหญ่ก็คงเป็นคนละแวกนี้ทั้งนั้น จักรยานนับสิบคันจอดในที่จอดเป็นระเบียบ ผมเบนความสนใจมาที่อาหารที่พึ่งยกมาเสิร์ฟที่โต๊ะ หน้าตามันธรรมดาๆเหมือนอาหารเช้าทั่วไปที่เราทานกันอยู่บ่อยๆ แต่อะไรสักอย่างทำให้ผมรู้สึกว่ามันพิเศษ ผมไม่ได้ว้าวกับมันหรอก แต่มันเป็นความรู้สึกลึกๆมากกว่า อธิบายยากเหมือนกัน ผมเลื่อนจานให้อยู่ในตำแหน่งที่ถนัดก่อนลิ้มรสอาหารเช้าวันนี้

                มันดีกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก ผมตักมันเข้าปากคำแล้วคำเล่าก่อนเบนหน้าออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ร้านรวงเริ่มเปิดบ้างแล้ว ผู้คนเริ่มสัญจรไปมา ทว่ากลับมีคนหนึ่งที่หยุดอยู่หน้าร้าน เขาตัวสูง ผมบลอนด์ มีไรหนวดขึ้นเหมือนไม่ได้โกนมันมาราวสองสัปดาห์ได้ สวมเสื้อโค้ตกับกางเกงขายาว เขามองผ่านกระจกใสหน้าร้านมายังผม เราคงอยู่ห่างกันไม่เกินสามก้าวหากมีเพียงกระจกร้านกั้นอยู่เท่านั้น

                ผมสบตาสีฟ้าคู่นั้นอยู่หลายวินาที ดวงตาเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยแสดงความประหลาดใจออกมาชั่วครู่ ก่อนมันจะกลายเป็นแววตาเฉยชาตามปกติแล้วเดินผ่านไป ผมหันกลับมาอยู่ในท่าเดิมจะทานต่อ สายตาจ้องอยู่ที่จาน มือสองข้างยังคงถือมีดกับส้อม แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้น ผมเงยหน้าขึ้น สายตาไล่ไปอยู่ที่เก้าอี้ว่างฝั่งตรงข้ามซึ่งมีแค่กระเป๋าเป้ของผมวางอยู่

                ผมวางมีดกับส้อมลง

                รู้สึกเหมือนทุกอย่างจุกอยู่ที่คอ

     

                ไม่อยากกินแล้ว

     



              คืนนั้นผมฝัน ฝันถึงผู้ชายตาฟ้าคนนั้นกับสายตาหม่นๆนั่น เขายืนประจันหน้ากับผมบนทางเท้า  ผู้คนเดินผ่านสวนกันไปมา เราห่างกันราวสิบเมตร แต่อยู่ๆผมก็ล้มลงเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง ผมนอนมองคนยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่นานร่างสูงก็ล้มลงตาม ผมได้ยินเสียงตัวเองเรียก “พี่แจ็ค” สุดเสียงพร้อมกับเอื้อมสุดแขนออกไปทั้งที่ยังนอนอยู่บนพื้น ก่อนจะสะดุ้งตื่น

                นี่มันอะไรกัน

     

     

               หลายวันผ่านไป ผมไม่ได้เจอเขาอีก ซึ่งมันอาจจะดีแล้วก็ได้



                “ทอม”

                ผมหันไปมองตามเสียงเรียกตรงหัวมุมร้านหนังสือ เป็นชายมีอายุราวหกสิบปี เขาโบกมือให้

                “นั่นทอมสินะ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

                ผมไม่เข้าใจ แต่ก็ทำได้แค่ยิ้มให้อีกฝ่ายจากอีกฝั่งของถนนในตรอก บางทีเขาอาจจะจำผิดคนก็ได้

                “บอกแจ็คว่างๆก็แวะมาที่ร้านบ้างนะ ไม่เจอนานแล้ว”

                แจ็ค ชื่อนี้อีกแล้ว

                ผมอยากเข้าไปถาม คิดว่าบางทีชายสูงอายุคนนี้อาจจะให้คำตอบกับเขาได้ แต่ไม่ทันได้เดินไป ชายคนนั้นก็หันไปง่วนอยู่กับลูกค้าที่แวะเข้าไปซื้อหนังสือก่อน เป็นจังหวะเดียวกับที่ฝนเริ่มปรอยลงมา ทำให้ผมตัดสินใจกลับที่พักแทน

                กว่าค่อนคืนผมไม่สามารถไล่เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ออกไปจากหัวได้

     

                ตกดึกผมออกมาสูดอากาศข้างนอก ฝนหยุดแล้ว แต่สภาพอากาศชื้นแฉะยังอยู่ ร้านรวงปิดเกือบหมดเหลือแต่เพียงร้านสะดวกซื้อ24ชั่วโมงเท่านั้น ผู้คนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ผมออกมาเดินเกือบครึ่งชั่วโมงเดินสวนคนชนิดที่นับได้ จนมาหยุดที่แม่น้ำหลังสวนสาธารณะเล็กๆ สายตากวาดไปเจอร่างคุ้นตายืนริมรั้วกั้น มือซุกในกระเป๋าเสื้อโค้ต เหม่อมองสายน้ำเบื้องหน้า แค่เห็นด้านหลังผมก็จำได้แล้ว...ผู้ชายตาฟ้าวันก่อนนั่นแหละ

               เขาไม่รู้ตัวกระทั่งผมเดินไปหยุดริมรั้วห่างจากคนที่ยืนอยู่ไม่ถึงห้าก้าว อยู่ๆผมก็เอ่ยขึ้นมา สายตามองตรงไปด้านหน้าไม่ได้มองคนข้างๆ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมเลือกที่จะเอ่ยออกไป

               “แจ็ค”

               “...” ผมเห็นจากหางตาว่าคนข้างๆหันมาเล็กน้อยแต่ผมไม่เห็นสีหน้าของเขา

               “คุณรู้จักคนชื่อแจ็คมั้ย” เขาหันหน้ากลับไปตามเดิม เว้นช่วงไปครู่ก่อนตอบกลับมา

               “มีธุระกับเขาหรือ”

     “คุณไม่ได้ตอบคำถามผม”

               “ถ้าคำตอบคือไม่” เมื่อสิ้นประโยคของอีกคน ผมหันไปหาเขา

               “ผมคงจะถามคนอื่นจนกว่าจะเจอมั้ง” ผมตอบพลางเบือนหน้าออกยังฝั่งแม่น้ำ

               “คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเขาบ้างล่ะ”

               “ผมรู้แค่ว่า ผมเรียกเขาว่า พี่แจ็ค ” เขาหันกลับมาเผชิญหน้าตรงๆ ทว่าไร้คำพูดใดๆจากปากเขา

     

                ไม่มีใครขยับเขยื้อน ไม่แม้แต่จะปริปาก เขาเงียบ ผมเงียบ มีแต่เพียงเสียงลมพัดผ่านเท่านั้น

                ผมไม่เข้าใจเขา หรือจริงๆแล้วผมไม่เข้าใจอะไรเลย

     

                การบอกลาอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการทำลายความเงียบนี้ก็ได้ อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว กลับไปนอนน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี ผมเตรียมจะพูดมันออกมา เพียงแต่คนตรงหน้าก้าวเข้ามาหาผมเสียก่อน เขาถอนหายใจหนักๆก่อนรั้งท้ายทอยผมไว้เข้าหาตัวเขา ริมฝีปากซีดเซียวประกบลงมา ความเย็นเฉียบจากริมฝีปากนั้นทำเอาผมสะดุ้งน้อยๆ แรงกดนั้นแนบแน่นและหนักหน่วง ราวกับขอแบ่งปันไออุ่นจากผม ไม่ต่างจากต้นไม้ที่ต้องการแสงแดดหลังผ่านฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ผมตอบรับสัมผัสนั้น หลับตาลง เปิดให้เขาเข้ามาตักตวงความอบอุ่นอย่างเต็มใจ

     

                นี่ผมทำอะไรลงไปนะ

                จูบคนแปลกหน้างั้นหรือ

               

    ผมใจลอยจมดิ่งไปกับจูบที่คนตรงหน้ามอบให้ รู้ตัวอีกทีก็ตอนริมฝีปากอีกคนผละออกช้าๆ จังหวะเดียวกับที่ผมค่อยๆลืมตา ใบหน้าเรายังคงอยู่เกือบชิดกัน นั่นทำให้ผมสังเกตเห็นน้ำใสๆที่หล่อเลี้ยงนัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้นเริ่มเอ่อ ใจผมกระตุกวูบ มือขวาเลื่อนขึ้นมา ทว่าไม่ทันแนบสัมผัสนั้นกับใบหน้า เขาเบือนหน้าออกห่าง ใช้ขายาวนั้นก้าวถอยไปอีกสองสามก้าว ก่อนกลับหลังเดินจากไป ไม่มีคำเอ่ยลา ไม่มีคำอธิบายใดๆ


               วูบหนึ่งในห้วงความรู้สึกกลับบอกว่าเขาไม่ใช่คนแปลกหน้า


    ผมยังยืนนิ่ง มือค้างอยู่อย่างนั้น

              ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว ม่านน้ำตาก่อตัวขึ้น สุดท้ายกลั้นไว้ไม่อยู่

              น้ำตาหยดแรกเอ่อล้นออกมา และตลอดทั้งคืนมันก็ไม่หยุดอีกเลย

              มันไหลไม่หยุดแบบไม่มีสาเหตุมีแต่ความรู้สึกที่จุกอยู่ตรงอก

     

               คืนนั้น ผมหลับไปทั้งน้ำตา

               

    ช่วงสายอีกวันผมไปร้านเหมือนเดิม สั่งอาหาร ตอนนั้นพนักงานสาวมารับออร์เดอร์ตามปกติ ผมเดินไปนั่งรอที่โต๊ะ ระหว่างนั้นพยายามทบทวนทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืน มันสับสน ผมไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจเขา ความรู้สึกกับสิ่งที่ควรจะเป็นมันดูสวนทางกันไปหมด

    “มาแล้วค่ะ เชิ... ทอม”

                คนเสิร์ฟอาหารคราวนี้เป็นหญิงวัยกลางคน เธอออกจะดูท้วมหน่อยๆ ไม่ได้ใส่ยูนิฟอร์มเหมือนพนักงานคนอื่นๆในร้าน ใบหน้ายิ้มแย้ม แต่งตัวสะอาดสะอ้าน ดูเหมือนเธอน่าจะเป็นเจ้าของร้านมากกว่า แต่ที่แปลกคือเธอรู้จักผมอีกคนแล้ว หรือผมไปหน้าเหมือนใครแถวนี้รึเปล่านะ ผมไม่ได้ตอบอะไร แต่ทำหน้างงๆ

                “ไม่ใช่หรอ โอย ถ้าแบบนั้นฉันคงต้องขอโทษด้วย ฉันไม่ได้เจอเขานาน อาจจะจำผิด”

                “เขาเป็นคนยังไงครับ มีคนทักผมแบบนี้หลายคนแล้ว” ผมว่าพลางลูบท้ายทอยตัวเอง

                “แสดงว่าเธอเหมือนเขามากจริงๆ... อันที่จริงฉันมีรูปเขาตอนมาปาร์ตี้ปีใหม่ที่ร้านนะ เอ..ฉันเอาอัลบั้มรูปไว้ไหนนะ” ท่าทางกระตือรือร้นของเธอทำให้ผมอดคิดไม่ได้ถ้าเธอได้เจอคนที่พูดถึงอยู่จริงๆบรรยากาศในร้านคงสดใสกว่าท้องฟ้าข้างนอกนี้แน่

          “อ๊ะ นี่ไง” ร่างท้วมนั้นกลับมาพร้อมอัลบั้มรูปในมือ เธอเหยียดแขนจนสุดเพื่อให้ได้ระยะที่สายตาตนเองมองชัดพลางเปิดหาภาพที่เธอเอ่ยถึง ก่อนยื่นดึงรูปใบนั้นมาให้ผมดูแล้วพูดต่อ

    “น่ารัก ทอมเป็นคนน่ารัก เขาสดใสเสมอนะ ชอบมาที่ร้านนี้กับแจ็ค แฟนเขาน่ะ แต่ไม่ได้เจอนานแล้ว แจ็คก็มาที่นี่บ้างนะ แต่พอถามถึงทอมเขาก็ไม่ได้ตอบอะไร ฉันไม่ได้ถามต่อ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเหมือนกัน”

    ผมจ้องรูปนั้นด้วยใจที่สั่นรัว ผมเลื่อนมือขึ้นจับต่างหูเงินที่หูข้างซ้ายของตัวเองซึ่งลักษณะไม่ต่างจากในรูป มันอาจจะเป็นภาพธรรมดาภาพหนึ่งที่ผมถ่ายไว้ตอนไหนก็ไม่รู้ถ้าไม่ใช่เพราะคนข้างๆผม  นัยน์ตาสีฟ้าที่ตอนนี้ผมลืมไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว  

    “เขาแวะมาที่นี่ล่าสุดเมื่อไหร่ครับ”

    “เอ ถ้าทอมก็ปีกว่าได้นะ หลังจากนั้นก็มีช่วงหนึ่งที่แจ็คก็หายไปด้วย หลายเดือน พึ่งจะเห็นกลับมาเมื่อไม่กี่เดือนนี่แหละ”

    ถ้านับแล้วมันเป็นช่วงที่ผมเข้าโรงพยาบาลพอดี

              สายตาจ้องอยู่ที่รูป ใจผมเต้นถี่แทบไม่เป็นจังหวะเหมือนกำลังไขปริศนาขุมทรัพย์สักอย่าง ที่จริงผมรู้สึกว่าเริ่มปะติดปะต่ออะไรได้บ้าง ถึงอย่างนั้นคำถามค้างคายังมีอีกมาก แต่ผมไม่ได้ถามอะไรต่อ แค่ขอบคุณเจ้าของร้าน  ก่อนเธอจะกุลีกุจอเดินกลับเข้าไปจัดการงานต่อด้านใน

              หลังออกจากร้าน ผมตรงกลับที่พักต่อสายไปหาฟินน์ทันที

     

     

    “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

    “คือ...”

    “ขอร้อง”

    “...”

    ฟินน์เล่าทุกอย่างตอนนั้น ราวกับว่าชิ้นส่วนความทรงจำเผยออกมาทีละน้อย น้ำตาไม่อาจกลั้นไว้ได้ ผมปิดปากไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดเข้าไปในสาย แต่มีหรือที่ฟินน์จะไม่รู้ มันคงบินมาหาผมแน่ถ้าไม่ได้ห้ามไว้ก่อน ฟินน์อยู่คุยกับผมจนดึกดื่น ผมผล็อยหลับไปทั้งน้ำตาอีกคืนแล้ว

     

     

              เท่าที่ผมจำได้เรื่องมันมีอยู่ว่าก่อนหน้านี้ผมย้ายมาอยู่ที่บ้านพี่แจ็คและเมื่อปีก่อนผมกับพี่แจ็คทะเลาะกัน มันคงเป็นการทะเลาะทั่วไปที่วันต่อมาเราก็จะปรับความเข้าใจกันได้ แต่คืนนั้นพี่แจ็คดื่มหนักหน่อย เรื่องมันบานปลายถึงขั้นกระทบกระทั่งคนที่คลับ การ์ดไล่เราออกมาด้านนอกแต่ยังไม่วายมีกลุ่มคนในคลับตามออกมา ทุกคนต่างไม่มีสติกัน ผมไม่โทษใคร แรงเหวี่ยงของใครสักคนในกลุ่มนั้นทำให้ผมเซออกมาถึงถนน เสียงแตรดังสนั่น ไฟรถสาดมา ตามด้วยแรงปะทะที่ทำให้สติผมดับวูบไปในเกือบทันที ทุกคนละแวกนั้นหันมามองผม มีเสียงกรีดร้องตกใจและมีหนึ่งคนที่วิ่งเข้ามาหาผมแทบจะทันที...พี่แจ็ค นั่นคือภาพสุดท้ายที่ผมเห็น         

                ฟินน์บอกผมว่าพี่แจ็คไปเฝ้าผมตลอดช่วงที่ผมยังไม่ได้สติ คอยดูผมอยู่ไม่ห่าง ความรู้สึกผิดยังอยู่กับพี่แจ็คตลอด เขาเอาแต่โทษตัวเอง ยิ่งหลังหมอออกมาบอกว่าผมมีโอกาสที่จะไม่ฟื้นหรือถ้าฟื้นความทรงจำอาจจะไม่กลับมาหรือแม้แต่ผมจะไม่เป็นเหมือนคนปกติ ฟินน์บอกว่าถ้าพี่แจ็คต้องตายตรงนั้นเพื่อแลกให้ผมกลับมาเป็นเหมือนเดิมพี่เขาคงไม่ลังเลเลย พอเล่ามาถึงตรงนี้ผมถึงกับสะอึก น้ำตาเริ่มไหลออกมา จนคนเล่าเองต้องถามว่าผมไหวไหม ผมตอบว่าไหวแต่ก็ร้องไห้ไปเกือบชั่วโมง

    หลังจากนั้นร่างกายผมเริ่มตอบสนอง หมอบอกว่าผมอาการดีขึ้น หากดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่เกินสองสัปดาห์ผมน่าจะฟื้นได้ นั่นนับเป็นข่าวดี แต่ข่าวร้ายคือผมอาจจะจำอะไรไม่ได้ ต้องรอดูอาการต่อไป และเป็นอย่างที่หมอบอก ผมจำช่วงเหตุการณ์ก่อนเกิดอุบัติเหตุไม่ได้เลย ผมจำได้แค่ฟินน์ที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเด็ก ส่วน แฮร์รี่ แบร์รี่ อนายริน เราต้องมารื้อความจำกันใหม่ทั้งหมด มันยากช่วงแรกๆ แต่พวกเขาอยู่ข้างผมเสมอ ส่วนพี่แจ็ค... ฟินน์บอกว่าพี่แจ็คตัดสินใจปล่อยผมไป เขาคิดว่าเขาดูแลผมไม่ได้ หากวันใดวันหนึ่งมันเกิดขึ้น หากวันใดวันหนึ่งผมไม่ได้โชคดีรอดเหมือนครั้งนี้ แม้ทุกคนพยายามพูดกับพี่แจ็คเรื่องนี้แล้ว แต่เจ้าตัวก็ยังยืนยันคำเดิม ทุกคนเคารพการตัดสินใจของพี่เขา หลังจากนั้น ไม่มีใครเอ่ยถึงพี่แจ็คต่อหน้าผมอีก รูปทุกใบ ข้อความทุกอย่าง ของทุกชิ้น อันตรธานตลอดกาล

    ผ่านไปเกือบหนึ่งปีเต็ม ผมใช้ชีวิตได้ตามปกติ ลำดับเหตุการณ์ทุกอย่างได้ไม่ต่างกับช่วงก่อนเกิดอุบัติเหตุ ถึงอย่างนั้นยังมีบางอย่างที่สำหรับผมมันยังไม่ชัดเจน เหมือนชิ้นส่วนของผมยังกลับมาไม่ครบ

               

               พอสองสามวันมานี้หลังได้ฟังเรื่องราวทุกอย่าง ใช้ความคิดปะติดปะต่อเรื่องราวเข้าด้วยกัน ความทรงจำจากที่เลือนลางของผมกลับมาแจ่มชัด ราวกับพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ราวกับชิ้นส่วนที่ขาดหายกำลังกลับเข้าที่

     


                บ่ายวันนี้ผมเดินไปที่ทะเลสาบไม่ไกล คนที่ผมตามหาอยู่ที่นี่ เขายืนริมน้ำ แขนยาวนั่นเหวี่ยงสุดแรงให้ก้อนหินในมือไปได้ไกลที่สุด พี่แจ็คทำแบบนี้เสมอเวลาใช้ความคิด ทว่าทันทีที่เท้าขวาก้าวเหยียบโดนกิ่งไม้แห้งบริเวณนั้น พี่แจ็คก็หันมามอง ดวงตาคู่นั้นแสดงอาการประหลาดใจ คาดไม่ถึงกับการมาของผม


                “พี่แจ็ค” คนได้ยินยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

                ผมไม่ได้มาโทษพี่แจ็คหรือโกรธที่ปล่อยให้ผมกลายเป็นคนไม่รู้จักหรอก ผมแค่อยากกลับมา...  กลับมาอยู่ กลับมาเป็นคนรักเหมือนอย่างที่เคยเป็น กลับมาใช้ชีวิตร่วมกับเขาคนนี้อีกครั้ง

               ไม่รู้ว่ามันจะมากไปไหม


                “...” เขาเงียบ ในเมื่อเขายังยืนนิ่งผมจะเข้าไปหาเขาเอง

                “ผมจำได้แล้ว ผมหมายถึง...ทุกอย่าง”

              ตอนนี้ผมเดินจนมาหยุดอยู่ตรงหน้าพี่แจ็ค พี่เขาไม่ได้ถอยหนี ผมมองใบหน้าที่ซูบลงกว่าเมื่อก่อน  เขาผอมลงมาก หนวดเคราไม่ได้โกนอย่างสม่ำเสมอ พี่แจ็คแทบไม่ดูแลตัวเองเลย

               “ถ้าไม่ได้ดูแลผม อย่างน้อยก็ดูแลตัวเองบ้างสิ”

               “...”

               “พี่บอกคนอื่นว่าพี่ไม่มั่นใจว่าจะดูแลผมได้ ผมเข้าใจ เพราะผมก็กลัว”

                “...”

                “แต่ผมไม่ได้กลัวพี่จะดูแลผมไม่ได้ ผมกลัวเป็นตัวถ่วง เป็นเด็กงี่เง่าในสายตาพี่”

                “ไม่ใช่แบบนั้

                “ผมรู้ มันห้ามไม่ให้คิดยากใช่มั้ยล่ะ”

                “...”

               “เราต่างคนต่างกลัว แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราไม่รักกันหรืออยู่ด้วยกันไม่ได้นี่” 

               “...”

               “แทนที่จะต้องห่างกันเพราะความกลัว เรามาพยายามทำมันให้ดีไม่ดีกว่าเหรอ”

               “...”

             “อีกอย่าง ผมอยากบอกไว้ตรงนี้ ผมรักพี่ในแบบที่พี่เป็น รักพี่ในแบบที่พี่รักผม เชื่อสิ ไม่มีใครดูแลผมได้ดีเหมือนพี่หรอก...”

      “...”

      “เพราะคนอื่นไม่ใช่พี่...หรือแค่นี้มันยังชัดเจนไม่พอ”

     สิ้นประโยคน้ำตาพลันรื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ผมยกมือขวาที่สั่นน้อยๆสัมผัสข้างแก้มคนตรงหน้าเบาๆ ครั้งนี้พี่แจ็คไม่ได้เบือนหน้าหนี นัยน์ตาสีฟ้ามีน้ำใสหล่อเลี้ยงจนปริ่มไม่ต่างกัน เสี้ยววินาทีแขนยาวทั้งสองข้างรวบตัวผมเข้าไปอยู่ในอ้อมกอด

     

    “พี่ขอโทษ...พี่ขอโท...ษ...”

     

    คำขอโทษนับสิบครั้งออกมาจากปากคนตัวสูง และเสียงนั้นเริ่มสั่นจนผมรู้สึกได้

               เขาร้องไห้

     

    ผมอยากเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้ จูบปลอบเขาสักที แต่อ้อมกอดนี้แน่นเหลือเกิน ราวกับว่าอยากปล่อยความรู้สึกทุกอย่างออกมาให้หมด ตรงนี้ ผมทำได้แค่ฟังเสียงสั่นสะอื้นนั้น น้ำตาผมไหลต่อเงียบๆ มือสองข้างกอดตอบด้วยรักหมดหัวใจ

     

               

                ทันทีที่เท้าเปลือยเปล่าสัมผัสกับพื้นไม้ในตัวบ้าน ผมกวาดสายตาสำรวจบ้านหลังเล็กของพี่แจ็ค หลังเดิมที่ผมเคยอยู่  ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมาก ข้าวของเพิ่มขึ้นบ้าง หายไปบ้างตามปกติ แต่มันยังเหมือนเดิม ด้วยความที่บ้านอยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบนัก ทำให้เวลามองออกไปนอกหน้าต่างผมรู้สึกเหมือนมีทะเลสาบส่วนตัวอยู่กลายๆ ยิ่งตอนค่ำแบบนี้บรรยากาศดีชนิดที่ว่าเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม ไออุ่นจากอ้อมกอดด้านหลังกระตุ้นความรู้สึกในวันเก่าๆกลับมาทั้งหมด จมูกโด่งคลอเคลียข้างแก้ม ผมหันกลับไปหาคนด้านหลัง เขย่งปลายเท้าเล็กน้อยจนริมฝีปากแตะกัน ก่อนคนสูงกว่าจะทาบทับมันลงมาอีกครั้ง สองแขนของผมโอบรอบคอแกร่ง ใจผมเริ่มหลุดลอย ขาแทบทรงตัวไม่อยู่หากไม่มีพี่แจ็คพยุงไว้

            พี่แจ็คอุ้มผมมาถึงห้องนอน พลันกลิ่นหอมหวานของความทรงจำวันเก่าแทรกเข้ามาในทุกลมหายใจ ครั้นแผ่นหลังสัมผัสกับเตียงนุ่ม ราวกับว่าได้รื้อฟื้นทุกอย่างที่เราต่างเคยมอบให้กันและกันในที่แห่งนี้ พี่แจ็คทาบตัวลง สายตามองผมอย่างมีความหมาย ผมมองกลับด้วยความรู้สึกเดียวกัน เราปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามสัญชาตญาณ ทุกการเคลื่อนไหว ทุกท่วงทำนอง จังหวะสอดรับเป็นหนึ่งเดียว ไร้บทสนทนา ราวกับว่าต่างคนต่างรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร

                ทุกเศษเสี้ยวชิ้นส่วนที่ขาดหาย ตอนนี้ผมได้รับการเติมเต็มทั้งหมด

     

               

                  “แล้วผมก็กลับมาเป็นของพี่ เหมือนเดิม” 

           ผมสบตากับพี่แจ็คที่ยิ้มให้ก่อนเขาจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ประทับริมฝีปากบนหน้าผาก รั้งตัวผมเข้าไปในอ้อมกอดจนศรีษะชิดอกกว้าง แสงแดดอ่อนๆส่องทะลุผ่านหน้าต่างห้องนอนจนมาถึงเตียง คนข้างๆทำให้เช้านี้ผมไม่อยากลุกออกไปไหน นั่นทำให้เรานอนคุยกันแทนที่จะไปเดินเล่นข้างนอก

    “ไม่หรอก” ผมขยับออกห่างจากอกเล็กน้อยก่อนเงยหน้าขึ้นมองพี่เขา

               “หือ?”

               “เราเป็นของกันและกันตลอดอยู่แล้วต่างหาก”

           พูดจบผมประทับจูบเหนืออกข้างซ้ายคนตรงหน้าไปทีแล้วยิ้ม ก่อนยื่นหน้าเข้าไปจูบริมฝีปากของคนปากหวานซ้ำไปอีก พี่แจ็คสานต่อจูบนั้นจนแทบละลาย คนตัวหนักกว่าพลิกตัวจากที่นอนมาอยู่บนตัวผมแทน ริมฝีปากร้อนหยอกเย้าไล้ตั้งแต่หลังใบหูลงมาถึงแก้มแล้วหยุดมองที่ใบหน้าของผมตรงๆ ใบหน้าแนบชิด ผมยิ้มให้พี่แจ็คด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่มี พี่แจ็คยิ้มกว้างไม่ต่างกัน มือหนาลูบเส้นผมเบาๆ สายตาของพี่แจ็คทำให้ผมรู้สึกได้ว่าผมมีค่ามากขนาดไหน คนอยู่ข้างบนโน้มมาจุมพิตหวานอีกครั้ง ก่อนเปลี่ยนมางับปลายคางเบาๆซ้ำๆไล่ขึ้นมาเกือบถึงใบหู ผมหลุดหัวเราะคิกคักทุกครั้งที่ไรหนวดสัมผัสกับผิว มันจั๊กจี้แบบบอกไม่ถูก ขณะเดียวกันอุณหภูมิในห้องสูงขึ้นจนผมรับรู้ได้ เชื่อว่าพี่แจ็คก็รับรู้ได้เช่นกัน สัมผัสร้อนนั้นเริ่มขึ้นอีกครั้ง แผดเผาร่างกายทุกตารางนิ้วกระทั่งหลอมรวมเราครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอดทั้งเช้าไม่มีการเอื้อนเอ่ยใดหากแต่ชื่ออีกฝ่ายสลับกับเสียงหอบหายใจเท่านั้น

     

    เกือบบ่ายหลังชำระร่างกายเรียบร้อย ผมเปิดตู้หาเสื้อผ้าพี่แจ็คมาใส่ ถึงจะตัวใหญ่หน่อยแต่ก็ใช้ได้ ผมติดกระดุมก่อนเหลียวซ้ายขวาเดินเก็บเสื้อผ้าที่กองอยู่บนพื้นตั้งแต่เมื่อคืนใส่ตะกร้า พลางหันไปมองคนที่พึ่งลุกไปอาบน้ำ ซึ่งตอนนี้ยืนอยู่หน้ากระจกอ่างล้างหน้า มีผ้าเช็ดตัวพันรอบเอว บีบครีมเตรียมโกนหนวด ผมเดินเข้าไปหาผ่านประตูห้องน้ำที่เปิดทิ้งไว้ก่อนแบมือยื่นไปตรงหน้าพี่แจ็คที่กำลังหยิบมีดโกนขึ้นมา

                “ผมโกนให้มั้ย” ครีมตามคางนั่นทำให้ผมอดนึกถึงซานต้าไม่ได้ แต่มันก็น่ารักดี

                พี่แจ็คมองผมเป็นเชิงถามเพื่อความแน่ใจ ผมพยักหน้า มือขวายื่นมีดโกนมาให้

                มือสองข้างยันตัวขึ้นนั่งที่ขอบเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าเพื่อให้ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกันกับคนตัวสูง พี่แจ็คอมยิ้ม สายตาจ้องมาที่ผม

                “มองทางอื่นก็ได้”

                “มันเห็นแต่ทอมนี่ พี่มองอย่างอื่นไม่ได้เลย”

                “หลับตาก็ได้ แล้วก็หยุดพูด อยู่นิ่งๆด้วย” ผมเอ็ดไปทีกลบเกลื่อนความรู้สึกตัวเองตอนนี้  คนตรงหน้าหลับตาลงแต่ริมฝีปากยังคมอมยิ้มไว้เหมือนเดิม

                ยังดีที่พี่แจ็คหลับตา เพราะผมกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่แล้ว

     

                “เสร็จแล้ว” คนหลับตาพริ้มลืมตาขึ้นทันทีหลังผมพูดจบ

                “โกนหมดรึเปล่าเนี่ย มือเบาจัง” พี่แจ็ครับมีดโกนที่ผมส่งให้ไปล้างก่อนล้างหน้าตัวเอง ใบหน้าเกลี้ยงเกลานั่นกลับมาแล้ว แต่อันที่จริงแบบมีไรหนวดผมก็ชอบเหมือนกัน

                “เอ๊ะ ยังไ” พูดไม่ทันจบประโยค ริมฝีปากนิ่มกับสันจมูกโด่งพลันแนบเข้าหา กดเบาๆฝังลงข้างแก้ม “ขอบคุณครับ”

                ผมเบือนหน้าเปื้อนยิ้มไปอีกทางก่อนลงจากเคาน์เตอร์ แต่ยังไม่ทันจะเดินออกจากห้องน้ำพี่แจ็คก็เรียกไว้ก่อน

                “ทอม”

                “ครับ” ผมกัดริมฝีปากกลั้นยิ้มจากเมื่อกี้ไว้แล้วหันไปหาพี่แจ็ค

                “ไปกินข้าวร้านประจำกัน”

                “อื้อ” ผมยิ้มออกมา พยักหน้าเป็นคำตอบ

     

                ทันทีที่เข้าร้าน เราตรงไปที่เคาน์เตอร์ สั่งอาหารเซ็ตเดิม นั่งโต๊ะเดิม

                แต่วันนี้เป็นมื้อแรกในรอบปีที่จานอาหารตรงหน้าว่างเปล่าแทบไม่เหลือ ที่นั่งฝั่งตรงข้ามเติมเต็มด้วยพี่แจ็ค ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าถึงความทรงจำช่วงหนึ่งหายไปแต่ลึกๆแล้วพี่แจ็คยังอยู่ในหัวผมตลอดเวลา  มันมีเหตุผลสอดคล้องกับทุกอย่างที่ผมทำ ที่ผมสั่งอาหารไซส์ใหญ่กว่าปกติตลอดเพราะเคยมีพี่แจ็คกินด้วย ผมเลือกมาสก็อตแลนด์เพราะเราเคยอยู่ด้วยกันที่นี่ ผมมาร้านนี้ไม่ใช่เพราะคู่มือท่องเที่ยวแนะนำ แต่เพราะมันเป็นร้านโปรดของเรา ผมตรงไปในโต๊ะริมกระจกแทบจะทันทีไม่ใช่เพราะผมชอบมองคนเดินผ่านไปมา แต่เพราะเป็นที่ประจำที่เราเคยนั่ง พี่แจ็คคงเป็นเหตุผลทุกอย่างของผมทั้งตอนนั้นและตอนนี้ แล้วผมก็รู้ด้วยว่าผมก็เป็นเหตุผลทุกอย่างของพี่แจ็คเหมือนกัน 

     

                “ยื่นหน้ามาหน่อย ซอสเลอะปากแล้ว” ผมพูดพลางหยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมา พี่แจ็คยื่นหน้ามาอย่างว่าง่าย ผมโน้มตัวไปหาคนข้างหน้า ยื่นมือออกไปอีกนิด วางผ้าเช็ดปากลงกับโต๊ะ ทาบริมฝีปากคนตรงหน้าแทน ผมได้ยินเสียงพี่แจ็คหัวเราะในลำคอเบาๆ ผมอมยิ้มขณะริมฝีปากเราขยับตามจังหวะเนิบๆ รสชาติซอสที่ติดอยู่ที่ปากอีกคน ผมชิมมันทั้งหมดก่อนผละออกเมื่อได้ยินเสียงคุยกันของลูกค้าที่กำลังเปิดประตูเข้าร้านมา

               

    เราต่างมองหน้ากันทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สุดท้ายต่างคนต่างก็หลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้

     

     

                                              

                                              HAPPY VALENTINE'S DAY
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in