NAGOYA หน้าหนาวeiijay_
พ้มได้ไป Shirakawa-go แล้วครับ!!!!
  • พยากรณ์อากาศของวันที่ 8 ธันวาคม 2562....
    ยินดีด้วย...คุณได้ช่องฟรีซ 1 ea

    น...หนาววววววววววววววววววววววววววววว
    หนาวแบบไม่มีความคิดที่จะอาบน้ำ ซึ่งตั้งแต่มาก็ไม่ได้อาบน้ำตอนเช้าอยู่แล้ว ยิ่งวันนี้ด้วยยิ่งแทบจะไม่แปรงฟันอีกต่างหาก....-.- นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะครับ เพราะเราไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อหนาวขนาดนี้ ที่พอจะต่อสู้ได้ก็คือ ใส่เสื้อไปเพิ่มเป็น 5 ชั้นพร้อมโค้ดทับ และกางเกง 2 ตัว พันผ้าพันคอไปอีกหนึ่ง อีกนิดเดียวคือใช้วิธีกลิ้งเพื่อ Check-out ออกจากที่พักได้เลย....
    พอลงมากินข้าวเช้าอะไรเสร็จ ก็ได้เวลาแห่งความจริง นั่นก็คือวิ่งไปต่อแถวให้เร็วที่สุด (โดยคู่แข่งส่วนใหญ่ก็คือคนไทยด้วยกันนั่นแหละ) เรื่องตื่นเช้าเพื่อแย่งชิงโอกาสนี่ขอให้บอกป้า ตื่นแต่งตัวตั้งแต่ตีห้า พร้อมเรียกคนอื่นขึ้นมาด้วย รีบลงมากินข้าวแล้วออกจากที่พักตั้งแต่หกโมง

    พอไปถึง Terminal หมายเลข 4...... ม..ไม่เห็นมีคนต่อคิวเลยง่ะ.....
    อ่าว ทำไมโล่งขนาดนี้วะ



    แต่ก็ได้สังเกตว่ามีการวางกระเป๋าเดินทางเป็นแถวกันอย่างมีนัยยะสำคัญ...หรือว่า....
    น..หน่านี้! นี่มันวิธีการต่อแถวแบบไทย555555555
    นึกภาพที่คนเอารองเท้าแตะไปเรียงต่อเป็นแถวในสถานที่ราชการออกไหม คือภาพนั้นผุดขึ้นมาเลย55555 เราก็เลยเอากะเค้าด้วย เอากระเป๋าเราไปเรียงๆให้รู้ว่าเรามาแล้ว(ล่ะมั้ง)

    แล้วก็นั่งเฝ้าไปเรื่อยๆจนกระทั่งรอบก่อนหน้าของเรากำลังจะออก พอถึงเวลาปุ๊บคือแถวงอกขึ้นมาเลย 
    ร..เร็วมาก! ตอนแรกเราก็ไม่รู้ นั่งดูอยู่เฉยๆแบบงงๆ เราก็นึกว่ามันเป็นแถวของรถรอบต่อไป(ที่เราไม่ได้คิดว่าจะได้ขึ้นเร็วขนาดนั้น) ที่ไหนได้ มันคือคนที่รอที่นั่ง non reserved แบบพวกเรานี้แหละ แถมเป็น2-3รอบถัดไปก็มายืนรอด้วย แล้วคือคนเยอะ! เยอะจนเกือบถอดใจแล้วว่าหมดโอกาสแล้วแน่ๆ...(._.   ) รถรอบเช้าก็มาจอดที่สถานี แล้วก็มีพนักงานมาเรียกคนขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะรอขึ้นรอบถัดไป คิดว่าคงไม่ได้ขึ้นรอบนี้แหละมั้ง

    ต..แต่พนักงานที่พูดภาษาอังกฤษได้...นางน่ารักมากเลย...แอร๋ย ลูกทัวร์รอได้เสมอค่าาาาาาาาาาา


    และแล้ว! เราก็มีเสียงสวรรค์ดังขึ้น...
    พนักงานสุดหล่อคนนั้นมองมาที่คิว ดูเหมือนจะมองหาคนที่อยากจะไปพร้อมกับรอบนี้ แล้วชาวต่างชาติข้างหน้าเราที่มาเป็นเป็นกลุ่มใหญ่เขาไม่พร้อมแยกกรุ๊ปทัวร์ เหมือนรอที่จะไปพร้อมกัน เขาเลยลองมาถามพวกเราที่อยู่ถัดไป ซึ่งรอบนี้เหลือที่นั่ง 4 ที่พอดี จะมานั่งรอบนี้เลยไหม หรือจะรอรอบถัดไป...
    เอา!!! เอาพี่!!! เอาอยู่แล้ว!!!!!! เอาทั้งที่นั่งและตัวพี่เลยคร่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!

    ในที่สุดฟ้าก็เป็นใจ ประทานที่นั่งหลังสุด 4 ที่มาให้กับชาวไทย 4 คนที่โชคร้ายมาโดยตลอด แถมได้รอบเร็วกว่าที่คิดด้วย! แนะนำนะคะสำหรับคนที่ชวดที่นั่งแบบ reserved ...จงรีบไปต่อแถวแต่เนิ่นๆซะ! 
    เราก็ยื่น Pass ให้กับพนักงานดู แล้วก็สับขาเดินขึ้นบัสไปนั่งเบาะหลังแบบผู้ได้รับชัยชนะ \=v=//

    เอาล่ะ ได้เวลาชื่นชมธรรมชาติรอบข้างได้แล้ว
    ต..แต่ตรงที่นั่งหลังรถ...กระจกมันถูกบังไปครึ่งหนึ่งง่ะ 55555
    ไม่เป็นไร ได้นั่งก็ดีใจแล้ว ถ่ายผ่านๆเอาละกัน-v-;

    เห้ย วิวคืออะไรไหนบอกหน่อย
    กะจะไม่ให้คนหลังกล้องชื่นชมความงามเลยหรอวะ!

    ...และแล้วหลังจากนั่งรถไปสิบนาที เราก็ค้นพบวิธีถ่ายรูปวิวยังไงให้ออกมาโอเค (ฉบับiOS)
    นั่นก็คือการถ่ายวิดีโอแล้วค่อยกดถ่ายภาพผ่านวิดีโอ สัดส่วนภาพจะดูยาวขึ้น และภาพออกมาค่อนข้างนิ่งกว่าด้วยนะ...


    แต่สังเกตอะไรไหม...
    หิมะตกจ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!
    แล้วชุดเราที่ใส่มาตอนเช้ายังเอาชนะอุณหภูมิ 1 องศาไม่ได้เลย มาเจออากาศที่ Shirakawa-go ซัดไป -1 องศา!! แม่จ๋า หนูขาดความอบอุ่ลลลลลT^T!! แน่นอนว่าลูกทัวร์ทั้งสามดีใจกันใหญ่เพราะได้เห็นหิมะ เพราะต้นเดือนธันวามักจะมีกระทู้รีวิวว่าหิมะอาจจะไม่ตก แล้วยิ่งมีหิมะก็ยิ่งดับฝันความใบไม้เปลี่ยนสีของเราไปอี๊ก ไม่เจอใบส้มๆให้ชื่นใจบ้างเล้ย
    ...เออ แต่ยอมรับว่าพอหิมะตกแล้วบรรยากาศดูสวยขึ้นจริงๆ


    รถบัสวิ่งมาได้ประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึง Terminal Bus ของ Shirakawa-go
    เป็นเมืองที่รอบข้างสงบมาก (ถ้าไม่นับคนมาเที่ยวเมืองมรดกนะ เพราะเยอะใช้ได้อยู่)
    พอลงมาปุ๊บก็ได้สัมผัสกับความหนาวสุดขั้ว เลยต้องมาแอบใส่กางเกงยีนส์เพิ่มอีกชั้น (แถมด้วยถุงมือ) แล้วก็เอาของของทุกคนรวมกันแล้วฝากไว้ที่ล็อกเกอร์ของสถานี


    เราก็เดินออกจากสถานีตามทางที่หามาจากในอินเตอร์เน็ตนั่นแหละ มันจะมีเส้นทางไว้สำหรับในนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมโดยเฉพาะ
    บ้านทุกหลังจะลักษณะคล้ายๆกัน ไม่ค่อยมั่นใจว่าใช้วัสดุอะไรทำหรือมุงด้วยอะไร แต่เป็นเอกลักษณ์ที่คนทั่วทุกมุมโลกต้องบินมาดูกันเลยทีเดียว (โดยเฉพาะคนไทย คนไทยเยอะมากๆๆๆๆๆๆ)
    พอเดินออกมาได้สักพักก็เจอกับพี่คนไทยที่เคยทักทายกันในที่พัก สไตล์เที่ยวคนเดียวเหมือนกับเรา มากับรถบัสรอบก่อนหน้าและกำลังจะกลับแล้ว เขาเลยแนะนำให้นั่งรถตู้บริการไปส่งที่บนจุดชมวิว คนละประมาณ 300 เยนหรือ 500 เยนนี่แหละ (ขออภัยที่จำบ่ได้เด้อT/|T~) ดีเลย..ไม่ต้องเดินขึ้นให้เสียเวลา


    พอนั่งรถตู้มา ก็เดินตามทางมาอีกหน่อย รอบๆก็ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหมดแล้ว ลูกทัวร์เราก็ตื่นเต้นกันเพราะไม่เคยเห็นหิมะมาก่อน ที่จริงเราก็แอบตื่นเต้นนะ เพราะไม่เคยมาเห็นหิมะที่ญี่ปุ่นเลย มันได้อีกฟิลหนึ่งจริงๆ... มีเสน่ห์ไม่เหมือนที่อื่นในโลกเลยอ่ะ


    พอเดินมาเรื่อยๆ ก็ได้เจอกับวิวนี้...
    สวย...สวยแบบวัวตายควายล้ม (ตอนนี้กูล้มแล้วหนึ่ง...) สวยจนต้องร้องขอชีวิต
    อันนี้ถ่ายด้วยกล้อง DSLR

    ส่วนอันนี้ถ่ายด้วย iPhone...

    ลองไปพิจารณากันเองว่าอันไหนดีกว่ากัน5555555
    เราเป็นคนที่ชอบเสพวิวมากเลยนะ แต่พอมากับคนอื่นแล้วเวลาตรงนี้มันหายไป กลายเป็นต้องสนใจถ่ายคนอื่น ถ่ายรูปคู่กับวิว ทั้งๆที่เรามาคนเดียวก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องอะไรแบบนี้ ไม่ค่อยชินเหมือนกัน....
    พอได้มองนานๆก็รู้สึกดีใจที่ได้มาอยู่ตรงนี้ :)

    พอขาลง เราได้เจอใบไม้เปลี่ยนสีด้วย! ถึงมันจะไม่เยอะสะใจแต่ก็ดีใจมากเลย เย่


    โคตรคุ้มบอกเลย ..มา 1 ได้เห็นถึง 2 ฤดู....
    แต่มันก็จะไม่สุดสักอย่างล่ะนะ หิมะก็ไม่ตกจนเป็นปุยคลุมหลังคาสวยๆ ใบไม้เปลี่ยนสีก็ไม่บานสะพรั้งจนเห็นแต่สีส้มเต็มไปหมด
    ....แต่เราดันชอบอะไรแบบนี้มากๆเลย :)

    พอชมวิวจากด้านบนเสร็จ ก็มาเดินเล่นข้างล่าง ก็พอจะมีมุมถ่ายรูปสวยๆให้ได้เล่นบ้าง แล้วก็มีของกินเล่นเล็กๆน้อยๆไว้บริการนักท่องเที่ยว(ไทย)
    หมู่บ้านอะไรวะเนี่ย! วิวโคตรโกง!

    พอเดินมาก็จะเห็นโมจิย่างเสียบไม้ ราคาจำไม่ได้จ้า555555 แต่แอบๆดูจากรูปน่าจะประมาณ 300 เยน (ซึ่งถ้ามองเป็นแค่แป้งย่างก็แพงมาก...) รสชาติเค็มๆและหอมข้าว น่าจะเป็นขนมโบราณในย่านนี้



    ส่วนอีกร้านหนึ่งจะขายพวกของย่าง เราก็จิ้มๆมา 2 อัน อันหนึ่งเป็นไก่ผสมเนื้อ อีกอันเป็นเนื้อย่าง100% อร่อยทั้งคู่เลยนะ ดูเหมือนเนื้อจะเป็นเนื้อฮิดะ ของดังในภูมิภาคกิฟุสะด้วย ใครแวะไปก็คงต้องลองล่ะนะ!

    สองไม้นี้เกือบพันเยนนะเฮ้ย! ราคาไม่ใช่เล่นๆ =v=;

    พอเดินเล่นได้สักพัก ก็ถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้ว ที่จริงร้านอาหารในนั้นค่อนข้างเยอะนะคะ ไม่ต้องกลัวอด ต..แต่ร้านหายากมาก5555 ด้วยความไม่ชินพื้นที่ บวกกับร้านอาหารก็รูปร่างหน้าตาเหมือนกับบ้านหลังอื่นๆ เลยหาไม่ค่อยเจอค่ะ5555
    แต่สุดท้ายเราก็หลงมาเจอร้านหนึ่ง จากการเสิร์ชกูเกิ้ลในภายหลังพบว่าชื่อร้าน Shiraogi นั่นเอง

    หน้าร้านแทบไม่มีอะไรบ่งบอกถึงความเป็นร้านอาหารเลย... มีแต่แท่นเอาไว้ให้ลงคิว เราก็เลยลงชื่อตัวเองลงไปแล้วสังพักก็มีคุณป้าท่าทางใจดีคนนึงเดินออกมาดูคิวแล้วก็เรียก มีคิวอยู่ก่อนหน้าแค่คิวเดียวเลยได้เข้าไปในร้านได้เร็วค่ะ
    ในร้านเป็นฟิลอบอุ่น บรรยากาศบ้านโบราณที่เป็นไม้ บวกกับเฟอนิเจอร์ไม้เก่าๆ มีเบาะที่นั่งแบบเย็บเอง มีคุณป้าท่าทางใจดีคอยเสิร์ฟอาหารให้ประมาณ3-4คน บ้างก็จับกลุ่มคุยกัน(ไม่รู้นินทาเราหรือเปล่า555) แล้วก็มีป้าคิดเงินที่ดูดุๆอีกคนหนึ่ง พอมานั่งแล้วเขาก็ให้ไปกดชาร้อน มีบริการไว้ฟรี แถมในร้านมีฮีตเตอร์ด้วย! ฟินไปเรยคร๊
    ป้าก็เอาเมนูที่มีรูปภาพมาให้ ชาวไทย 4 คนก็สั่งแบบจิ้มๆกับคุณป้าที่มารับออร์เดอร์ แล้วก็นั่งรอไปสักพัก ป้าคนเดิมก็เข้ามาทำท่าบอกว่ามีชาให้ฟรีนะ คะยั้นคะยอให้ไปกดทาน น่ารักมากๆเลย

    และแล้วอาหารก็มาเสิร์ฟ เราสั่งเป็นชุดเนื้อฮิดะย่าง คือเขายกเตามาให้เลยง่ะ...

    เนื้อออออออออออออ ดูลายเนื้อนี่สิ~ มาพร้อมกับโชบะเย็น ข้าวสวย ซุป และผักดองแบบบ้านๆ ชุดนี้โดนไปจุกๆพันกว่าเยน
    ส่วนคนอื่นๆก็รีบกินไปก่อนแล้วเลยไม่ได้ถ่าย แต่ก็มีโซบะอันนี้ที่รอดพ้นมาให้เราถ่ายก่อนกินจนได้


    ซาบะซุปพร้อมปลาหวาน คือเดอะเบสต์มากในอากาศหนาวๆแบบนี้! รสชาติทั้งหมดมันได้อารมณ์อาหารพื้นบ้านมากอ่ะ เราชอบมากเลย เสพติดรสบ้านๆมาตั้งแต่คิวชู คือเน้นความอร่อยจากวัตถุดิบ ปรุงแต่งพอประมาณ แต่ผลลัพธ์เกินคาด ทุกคนดูชอบมื้อนี้กันยกใหญ่ เหมาะสำหรับคนไทยที่ไปกินเป็นหมู่คณะมาก คอนเฟิร์ม!
    ลิงก์พิกัดร้าน ไปอุดหนุนคุณป้าหน่อย^^ https://goo.gl/maps/6k8vjBMrfJMD1dGk7

    พออิ่มแล้วก็เดินออกมาย่อยสักพัก ก็ถึงเวลาที่ต้องบอกลา Shirakawa-go แล้ว พอแดดออกอุณหภูมิก็ลดลงหน่อย แต่ด้วยความที่เราใส่รองเท้าแบบบางไปเผชิญหิมะ ทำให้โดนความหเย็นกัดจนแดงไปหมด เท้าชื้นและแข็งมาก ทนเดินนานๆไม่ไหว ก็เลยตัดสินใจจะไปรอรถบัสเพื่อไปยังจุดหมายใหม่ดีกว่า
    พอเดินออกมาตามทางกูเกิ้ลแมพได้สักพัก ก็ได้เจอกับสะพานข้ามแม่น้ำที่วิวสวยมากกก(อีกแล้ว!) เลยต้องแวะถ่ายรูปรัวๆอีกครั้ง 

    แต่ถ่ายได้ไม่นานหรอก เพราะอีกไม่กี่นาทีรถบัสจะออกแล้ว เราตัดสินใจลองไปลงที่สถานี Takaoka เพื่อจะได้นั่งรถไฟชินคันเซนไปลงที่ Kanazawa เพื่อเข้าเช็คอิน share house ที่เราชวดไปคืนนึงเมื่อวาน-_-; (แอบเล่าหน่อยว่าเจ้าของชื่อ Ami เราส่งข้อความไปบอกเมื่อวานว่าตกรถบัส เลยไปขอเช็คอินพรุ่งนี้แทน นางก็บอกว่าไม่เป็นไร5555 แงงง แอบหวังลึ๊กลึกว่าพี่จะคิดเงินแค่คืนเดียวง่ะ แต่อันนี้เราผิดเองเต็มๆประตู =______=;; ...)

    แต่แล้วก็ราบรื่นได้ไม่เท่าไหร่ เจ้าต้องชดใช้ผลกรรมแล้ว!! เพราะเรามาขึ้นบัสผิดที่จย้า!
    คือในกูเกิ้ลมัน Pin ที่ขึ้นรถบัสเป็นอีกที่ พอมาถามพนักงานในร้านของฝากใกล้ๆถึงได้รู้ ซึ่งไอ้ที่เราเดินมาไม่ใช่ Nohi bus ที่เราจะต้องขึ้น
    แล้วเหลือเวลาอีก 10 นาทีในการเดินย้อนกลับไปที่เดิม!!!!!!

    อย่างที่ทุกคนทราบกัน รถบัสของญี่ปุ่นก็เหมือนรถไฟนั่นแหละ มันออกตรงเวลาเป๊ะๆ ในฐานะที่เราเป็นผู้โดยสารชั้นดี มาก่อนเวลามันก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าเป็นหัวหน้าทัวร์ชั้นเลวแบบเราแล้วล่ะก็.... เละจย้า!!
    วิ่งดิเอ๋ วิ่งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!
    เราพาลูกทัวร์ 3 ชีวิตวิ่งตามเส้นทางเมืองมรดกอย่างที่นักท่องเที่ยวอื่นไม่เข้าใจ ...เขาวิ่งกันทำไม วิ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมรดกโลกทำไม ...กำลังวิ่งราวหรือไม่ แล้วทำไมไอ้ตัวหน้าสุดทำหน้าลนลานขนาดนั้น
    กู...นัั่นกูเอง! ถ้าตกรถก็จะไม่มีรถบัสกลับบ้านไงโว้ยยยยยยย

    จ่ำอ้าวกันมาได้สักพักตามแผนที่กระดาษที่พนักงานร้านของฝากให้มา พอดีมันมีทางลัดไปได้(ขอบคุณคุณพี่!) เราเลยมาถึงได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ก็ต้องมายืนคอยฝรั่งสองคนที่กำลังจะมาถามอะไรสักอย่างหน้าเคาน์เตอร์.... -___-*** เฮียมาถามอะไรตอนนี้ คนจะจองตั๋วรถบัส แล้วมันกำลังจะออกในอีก 3 นาทีนี้แล้วนะโว้ยยย!!!
    แต่เขาก็ถามๆได้สักพักแล้วก็ออกไปอย่างรวดเร็ว เราก็รีบบอกจุดหมายแล้วก็รับตั๋วมาอย่างเฉียดฉิว... ประจวบกับลูกทัวร์ที่เอากุญแจไปไขกระเป๋าในล็อกเกอร์มาเรียบร้อยแล้ว ทำได้ดีมาก! หลานภูมิใจในตัวทุกคนจริงๆ ณ จุดๆนี้!! /หอมแก้มซ้ายขวา

    พอได้นั่งบนรถบัส เราก็พบว่า เขาออกเลท 10 นาที (ฮา)
    พอมาได้นั่งสงบๆก็คิดว่า วันที่ผ่านๆมาเราใช้ชีวิตแบบแอดเวนเจอร์มากเลยนะ... แต่โคตรดีที่ผ่านมาได้แบบหวุดหวิดสุดๆ
    จุดหมายครั้งนี้คือ Takaoka ซึ่งเป็นเมืองท่าเฉยๆ ไม่ได้มีอะไรให้เที่ยวเป็นพิเศษ ตอนแรกจะไปห้องสมุดด้วยรถราง แต่ก็กลัวว่าจะทำให้ลูกทัวร์ต้องลุ้นอีกเลยยกเลิกไป เพราะวันนี้ก็ลุ้นจนความดันขึ้นไปเยอะแล้ว ไปแบบสบายๆบ้างเถอะ...


    สุดท้ายก็มาลงเอยที่ Kanazawa เข้าที่พักที่จองมาชื่อ Guesthouse Kintoto เดินจาก JR Kanazawa station มาประมาณ 10 นาที Check-inแบบไม่ต้องเห็นตัว แค่รับรหัสที่เขาใส่ซองเสียบไว้ให้ก็พอ...(โคตรairbnbญี่ปุ่นเลย ถ้ามีแขกคนอื่นมาเปิดดูก็ทำได้อะนะ....) เป็น share house ที่ค่อนข้างแคบ มีครัวและห้องน้ำส่วนกลาง เราจองห้อง 6 เตียงมา (แต่พัก 4 คน) แล้ววันนั้นก็มีแขกห้องอื่นอยู่ด้วย ก็เลยเขินๆกันนิดหน่อย 

    เสร็จแล้วก็ออกมาหาอะไรกินกันก่อนจะเข้าที่พัก เข้าไปดูในห้างเชื่อมกับสถานีนั่นแหละ เจอกับร้านซูชิที่เขารีวิวมาว่าอร่อย แต่กดคิวรอนานมากกกกกกกก ที่ตริงก็นั่งรออยู่พักใหญ่เลยนะ แต่ไม่ถึงคิวสักทีก็เลยล้มเลิกไป ลงเอยเป็นร้านราเมง(อีกแล้ว) ไม่ได้ถูกใจทุกคนหรอก แต่หัวหน้าทัวร์เห็นว่ามันเร็วและพอจะกินแก้หิวได้5555555

    แล้วก็ตบท้ายด้วยของหวาน เป็นแพนเค้กเด้งดึ๋งกับผลไม้ คือตัวครีมและแพนเค้กอร่อยนะ แต่ผลไม้ที่ให้มาบางอันมันเปรี้ยวมากกกกกกกก (นี่พิมพ์ไปน้ำลายมโนก็ไหลไปด้วย) จานนี้กิน 4 คน 1390 เยน
    แล้วก็สั่งชาไข่มุกของญี่ปุ่นมาลองอีกแก้วหนึ่ง จัดมาเป็นโฮจิฉะไข่มุกมาเลย... ตัวชาหวานใช้ได้ ได้รสโฮจิฉะอยู่นะ ถือว่าอร่อย (แต่ต้องรอน้ำแข็งละลาย) ส่วนไข่มุกออกไปทางแข็งสู้ฟัน ไม่ได้ประทับใจขนาดนั้น =O=; ราคาไม่น่ารักเลยนะเนี่ย จำได้คร่าวๆว่าราคาประมาณ 650 เยน
    แต่ร้านออกแนวน่ารักๆเลยนะ เจ้าหญิงเปอติ๊ดอินฟรองซ์สุดๆ ลองไปอุดหนุนกันได้
    ชื่อร้าน A Happy Pancake ที่ห้าง Kanazawa Forus https://goo.gl/maps/Mt561AdsBednFNjw5

    พออิ่มท้องแล้วก็ถึงเวลาพักผ่อน... พรุ่งนี้จะทำมิชชั่นไป Kyoto สำเร็จไหมเนี่ย...
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in