THE LAST MASTERPIECE สลักรักMichaeldean.jr
THE LAST MASTERPIECE สลักรัก
  • “ผลงานของเจเรมี่ จี ครับ”  


    “ของเจเรมี่ จี จริงหรือ”  ผมประท้วงเบาๆ   ขณะที่เพ่งมองรูปสลักตรงหน้า  “ผมเข้าใจว่าเขาเลิกแกะสลักไปนานแล้ว เมื่อประมาณเกือบสามสิบปีก่อน”


    “ของเจเรมี่ จี แน่นอนครับ”  เกรย์สันยืนยันอย่างมั่นใจ  เขายืนอยู่เบื้องหลังผมเล็กน้อย  “เขาอาจจะพูดอย่างนั้น หรือแสดงท่าทางอย่างนั้น  แต่โดยสายเลือดของช่างแกะสลักแล้วนั้น ไม่มีใครที่วางมือจากสิ่วหรือค้อนของตนเองได้หรอกครับ  ไม่อย่างแน่นอน โดยเฉพาะกับเจเรมี่ จี  --  ดูนี่สิครับ --”  


    เกรย์สันเดินออกมา  เขาผายมือไปทางด้านหลังรูปสลัก ชี้ให้เห็นถึงอักษรลงนามของศิลปิน ซึ่งมองเพียงผิวเผิน อาจไม่ทันสังเกตเห็น


    “เจเรมี่ จี สลักชื่อของตนเองเอาไว้เพื่อเป็นหลักฐานถึงผลงานชิ้นเอกของเขาครับ”   เกรย์สันอธิบาย  “ซึ่งนั่นก็เป็นความคิดที่ดีทีเดียว  เพราะไม่นานหลังจากนั้นเขาก็สิ้นใจลง”


    คำพูดของชายชราผู้นี้  ทำให้ผมนิ่งเงียบไปอยู่นาน  ผมเผลอจิกนิ้วทั้งห้าเข้าหากัน ในขณะที่สายตาเหม่อลอยไปยังรูปปั้นตรงหน้า


    “ผมคงหาผลงานของศิลปินผู้นี้ไม่ได้อีกแล้วสินะ”   ผมเอ่ยถาม


    ชายชราส่ายหน้าไปมา


    “เห็นจะไม่ครับ”  เขาตอบอย่างสุภาพ  “นี่คือผลงานชิ้นสุดท้ายของเจเรมี่ จี ที่ถูกยอมให้นำออกมาประมูลขาย -- ลูกของเขาต้องการที่จะมั่นใจจริงๆ ว่าผลงานชิ้นสุดท้ายของบิดาตน จะมีคนที่คู่ควรจริงๆเป็นเจ้าของ”


    ผมพยักหน้า  สองมือประสานเข้าหากันที่ปลายคาง  เผลอสูดลมหายใจลึกเสียจนเกิดเสียงเบาๆขึ้นมาภายในโถงแห่งนั้น  จากนั้นก็พูดออกมาว่า


    “ผมรักรูปสลักนี้ครับ”


    ชายชรายิ้มออกมา  เขาจับมือกับผม  พูดอธิบายเกี่ยวกับการติดต่อลูกของเจเรมี่ จี   การติดต่อธุระทางเจ้าหน้าที่  แล้วก็อะไรอีกสองสามอย่าง  จากนั้นก็เดินตรงไปยังห้องทำงาน เพื่อจัดการเอกสารต่างๆให้ผม



    ผมกลับมาสู่โลกแห่งความเงียบอีกครั้ง --  ที่ซึ่งมีเพียงผมกับรูปสลักที่งดงามไร้ที่ติ


    นานมากแล้ว ที่ผมห่างเหินไปจากวงการของรูปวาด รูปสลัก และศิลปินชื่อดังต่างๆ   นานเสียจนผมจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ผมหยุดพินิจมองผลงานชิ้นเอกนั้น คือเมื่อไหร่  --  และตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ผมเลิกให้เวลาแก่ตนเองในการดื่มด่ำไปกับรายละเอียดที่ลึกซึ้ง และหยุดชื่นชมเรื่องราวที่แฝงมากับผลงานเหล่านั้น


    --  นานแค่ไหนแล้ว  ที่ผมไม่ได้จ้องมองรูปสลักอันงามวิจิตรเช่นนี้


    อาจจะสามสิบกว่าปี … หรือมากกว่านั้น



    เมืองแห่งนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อสามสิบปีก่อน  มันยังคงเป็นเหมือนเดิมทุกอย่าง  รถม้ายังคงวิ่งอยู่บนนถนนอิฐ และต้นไม้ใหญ่ก็ยังคงยืนตระหง่านอยู่ที่ริมข้างทาง


    เหตุผลที่นำพาให้ผมหวนคืนสู่โลกแห่งนี้อีกครั้งนั้น  คือเหตุผลเดียวกันกับที่ทำให้ผมต้องลาจากมันไปเมื่อครั้งในอดีต


    อดีตที่เต็มไปด้วยความทรงจำ  และคราบน้ำตา --  อดีตที่ผมเคยเลือกที่จะลืมมันทิ้งไป


    ผมกลับมา เพราะรูปปั้นชิ้นนี้  -- ชิ้นสุดท้ายที่ถูกสร้างด้วยมือของชายที่ชื่อเจเรมี่ จี


    รูปปั้นที่ผมกำลังมองอยู่นั้นช่างเป็นผลงานที่บ่งบอกถึงความเป็นเจเรมี่ จี


    ผมไม่ได้รู้สึกว่าตนกำลังจ้องมองหินอ่อนเลย  หากแต่รู้สึกเหมือนกำลังมองตอบหญิงสาวคนหนึ่งอยู่   เธอคนนี้มีใบหน้าที่สวยงาม  มีดวงตาโศกและรอยยิ้มที่มุมปาก    เจเรมี่ จี เก็บทุกรายละเอียดด้วยความประณีต และเต็มไปด้วยความใส่ใจ ประหนึ่งกำลังดูแลหญิงสาวคนหนึ่งจริงๆ


    เรือนผมหยักโศกของเธอถูกจัดแต่งให้ปล่อยสยายไปกับต้นคอที่เรียวยาว มันมีมัดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นปรากฏออกมา เมื่อลำคอนั้นหันเอนมาทางผมเล็กน้อย -- เธอหันมา เหมือนกับคนที่หันมาตามเสียงเรียกขาน -- มิติบนใบหน้าเธอนั้นเหมือนจริงเสียจนผมต้องกลั้นหายใจ -- ผมไล้สายตามองไปตามสันกรามที่ดูแข็งแกร่ง คิ้วหนาที่โก่งเหมือนคันศร และสันจมูกที่โด่งสวย  มันยิ่งทำให้ใบหน้าของเธอดูคมเข้ม ดูแปลกและแตกต่างจากสตรีอื่นทั่วๆไป  ที่มักจะดูบอบบางและน่าทะนุถนอม


    หากแต่ดวงตาคู่นั้นที่จ้องมองมาทางผม กลับดูอ่อนโยนมากกว่าจะดุดัน --


    ผมเขยิบปลายเท้าเข้าไปใกล้อีกนิด  ใกล้มากพอที่จะสามารถมองเห็นถึงแพขนตาที่ยาวหนา --  เห็นแม้แต่รอยแผลเป็นเบาบาง ที่ปลายหางตา


    -- ผมควรจะรู้สึกว่าเธอกำลังยิ้มด้วยความเศร้า  แต่ด้วยอะไรบางอย่างที่ฉายออกมาบนผิวหินอ่อนนั่น  จึงทำให้ผมกลับรู้สึกว่าเธอยิ้มให้ผมด้วยความรู้สึกคุ้นเคย และคิดถึงคะนึงหา


    เป็นรอยยิ้มที่ยิ้มให้กับคนรู้จักในอดีต  ไม่ใช่กับคนแปลกหน้า


    ถึงตอนนี้ ผมแน่ใจทีเดียว  ว่าเจเรมี่ จี สร้างเธอขึ้นมาจากคนที่มีเลือดเนื้อจริงๆ  ไม่ใช่เพียงมโนภาพที่เขานึกคิดขึ้นมา


    เธอคนนี้  เป็นหญิงสาวคนสำคัญที่เจเรมี่ จี ทุ่มเทที่จะสร้างเธอขึ้นมา ให้คงอยู่ถาวรตลอดไป



    “เป็นรูปสลักที่สวยมากนะคะ”   เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นข้างกายผม  


    “ครับ  เป็นงานที่งดงามมาก”  ผมตอบ


    ผมเหลือบมองไปยังหญิงสาวแปลกหน้า  เธอมีหน้าตาสะสวย  และแต่งกายด้วยชุดลูกไม้สีดำ   ดวงตาสีเขียวนั้นจ้องมองไปยังรูปสลักตรงหน้า  พร้อมกับทอดถอนหายใจออกมา


    “คุณชอบศิลปะหรือคะ”  เธอกระซิบถาม


    ผมชั่งใจอยู่นานกว่าจะตอบเธอ


    “ผมรักผู้ที่สร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ครับ”


    เธอยิ้มให้ผมอย่างเปิดเผย  ข้างริมฝีปากสีแดงนั่นปรากฏเป็นลักยิ้มเล็กน้อย  เธอยื่นมือที่สวมถุงมือลูกไม้สีดำมาให้ผม  “ฉันมีอาค่ะ”


    “ผมเจอราร์ดครับ”


    เราจับมือกัน แล้วผมก็พบว่าเธอเป็นเพื่อนที่น่ารักมากทีเดียว


    มีอาเป็นหญิงสาวที่สุภาพ และพูดน้อย แต่ฉะฉานทุกครั้งที่พูด  อีกทั้งยังเคารพในความอาวุโสกว่าของผมตลอดเวลา เธอช่างต่างจาก เจน ภรรยาของผม --  ตลอดสามสิบกว่าปีที่ผมอยู่กับเธอ   ผมพบว่าในบรรดาสิ่งที่เธอพูดออกมามากมายนั้น ช่างน้อยครั้ง ที่ผมจะสามารถหาสาระหรือเหตุผลในถ้อยคำเหล่านั้นได้


    ผมรู้สึกเหมือนกับว่าวันนี้จะเป็นหนึ่งวัน  ที่ผมกับเจนจะสามารถปลีกตัวออกมาจากชีวิตสมรสอันน่าอึดอัดของเราได้


    มันเป็นเวลาสั้นๆ ที่ผมและเธอจะสามารถเป็นอิสระ  เป็นไทจากพันธะผูกมัด ที่เหนี่ยวรั้งให้เราทั้งคู่ถอยหลังลงสู่ความทุกข์ตรม


    มันอาจเป็นเพียงหนึ่งวัน ในตลอดเวลาหลายร้อยหลายพันวัน  ที่ในที่สุด เราก็สามารถมีเวลาให้กับตัวตนของเราเองจริงๆ  --  โดยไม่ต้องกลัวกฎเกณฑ์ หรือต้องพยายามปั้นหน้า สวมหน้ากากใดๆ


    มีอายืนอยู่ข้างผม ระยะห่างเล็กน้อยระหว่างเราทำให้ผมเห็นเธอได้จากปลายหางตา  --  เราทั้งสองต่างยืนมองรูปสลักของเจเรมี่ จี อย่างเงียบๆ


    “คุณชอบเจเรมี่ จี หรือคะ”  จู่ๆเธอก็ถามขึ้นมา


    คำถามของมีอาทำให้ผมเผลอกลั้นหายใจ


    “ฉันได้ยินเกรย์สันบอกว่า คุณเสนอราคาประมูลสูงมาก เพื่อที่จะได้รูปสลักนี้ไป”  มีอาว่า  ผายมือไปทางสำนักงานที่อีกด้านหนึ่งของโถง “ภรรยาของคุณคงจะชอบมาก  ผู้หญิงอย่างเราน่ะ  มักจะชอบให้สามีหาอะไรสวยๆงามๆ มาประดับบ้านอยู่เสมอล่ะค่ะ”



    ผมหัวเราะออกมาเบาๆ  เผลอจับสันจมูกของตนเอง และนวดคลึงมัน


    “ไม่หรอกครับ”  ผมบอก  “ภรรยาของผมเธอไม่ค่อยชอบเจเรมี่ จี”


    “เธอชอบศิลปินคนอื่นมากกว่าหรือคะ”


    “โอ้ ไม่ครับ เธอไม่ชอบศิลปะเท่าไหร่ แทบไม่สนใจและไม่รู้อะไรเลยก็ว่าได้”  ใบหน้าที่มองอย่างโกรธเคืองของเจนลอยเข้ามา  “แต่เธอไม่ชอบเจเรมี่ จี”


    มีอาทำเสียงแปลกใจในลำคอ


    “ลูกของคุณอาจจะชอบ”  เธอลองเดาอีกครั้ง  “ที่บ้านฉัน บรรดาลูกๆ มักจะชอบดูศิลปะสวยๆ ที่คุณพ่อเอามาอวดค่ะ”


    “บ้านของคุณน่ารักดีนะครับ”  ผมหันไปยิ้มให้เธอ หัวเราะให้กับการเดาครั้งที่สองนั่น  “ผมกับภรรยาผมไม่ได้มีลูกด้วยกัน  เราอยู่กันแค่สองคนครับ”


    คราวนี้มีอาเป็นฝ่ายหัวเราะบ้าง


    “ถ้าอย่างนั้น  คุณคงจะเป็นคนเดียวที่ชอบเจเรมี่ จี”


    ผมไม่พูดอะไรออกมา  คลายมือจากสันจมูก ขยับแว่นตาให้เข้าที่เล็กน้อย


    “เขาเป็นอัจฉริยะ”  มีอาพูดต่อไป  “งานที่เขาทุ่มเทมากที่สุดคือรูปสลักรูปหน้าหญิงสาวผู้นี้  เขาใช้เวลาแกะสลักหินอ่อนก้อนนั้นเป็นปีๆ  --”


    มีอาหันไปมองรูปสลักของหญิงสาวนิรนาม


    “ในตอนนั้น  ใครๆก็ต่างพากันเรียกเขาว่าคนเสียสติ มากกว่าจะเรียกว่าศิลปินหรือช่างแกะสลักมือทอง  --  เจเรมี่ จี ไม่หลับไม่นอน  เขาไม่ยอมแม้กระทั่งกินอะไรสักนิด ในตลอดเวลาที่เขาแกะสลักงานชิ้นนี้  -- ในที่สุดเขาก็เริ่มป่วยหนัก  แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่ยอมวางมือจากงาน”


    “อะไรทำให้เขาต้องรีบเร่งถึงปานนั้นหรือ”  ผมกระซิบถาม  รู้สึกเหมือนเสียงที่เบาหวิวของตนเองดังก้องไปทั่วโถง  ทั้งๆที่ความจริงแล้ว มันอาจดังแค่ในหัวของผมเอง  “มันดูไร้เหตุผล  ที่เขาจะเร่งใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายให้หมดไปกับงานชิ้นเดียว”


    ผมเห็นมีอามองมาทางผม จากทางหางตา


    “แต่ฉันไม่คิดอย่างนั้นหรอกค่ะ”   เธอบอกช้าๆ  “เจเรมี่ จี ไม่เคยมีเวลาให้แก่ความสุขของตนเองเลยสักครั้ง   เขาทุกข์ใจและตรอมตรมมานานแสนนานเหลือเกินแล้ว  ความทุกข์นั่นไม่เคยจากเขาไปไหน  ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เขาอยู่กับครอบครัว  หรืออยู่กับตนเอง


    ในท้ายที่สุดแล้วนั้น เจเรมี่ จี กลายเป็นมากกว่าคนที่ตรอมใจ -- เขาเป็นคนขี้โรคคนหนึ่ง --  โรคร้ายได้รุมเร้าเขา --  เจเรมี่ จี รู้ว่าเวลาของเขาเหลือน้อยลงทุกที  จากเวลาที่เขาเคยมีเป็นหลายสิบปี มันกลับลดลงเหลือเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น -- มือของเขาไม่อาจสร้างผลงานให้โลกใบนี้ได้อีกต่อไป เพราะปอดของเขากำลังจะพังทลายลงในเวลาอีกไม่กี่เดือน   เจเรมี่ จี แทบจะไม่สามารถหายใจได้ ในตลอดเวลาที่ถือสิ่วและขวาน ทำงานชิ้นสุดท้ายของเขา”


    มีอาเงียบไปครู่หนึ่ง  ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา


    “--  ใบหน้าของเจเรมี่ จี ตอนแกะสลักรูปผู้หญิงคนนี้ --  คุณต้องมาเห็นค่ะ คุณเจอราร์ด”  เธอยิ้มบางๆที่มุมปาก   “โอ  ฉันไม่เคยเห็นใครมองรูปสลักตัวเองอย่างนั้นมาก่อนเลย  เจเรมี่ จี ยิ้มให้กับรูปสลักหินอ่อนของเขา ราวกับว่าเขากำลังตกหลุมรักเธอ  --  เหมือนกับว่าเธอมีชีวิตขึ้นมาในโลกของเขาก็ไม่ปาน”

    ผมจ้องมองรูปสลักหินอ่อนนั่น  ให้เวลาตนเองเรียบเรียงคำพูดอยู่นาน


    “เขาไปสบายไหมครับ”


    มีอาหันมาทางผมเล็กน้อย  “คุณว่าอย่างไรนะคะ”  เธอถามเบาๆ


    “เจเรมี่ จี น่ะครับ”  ผมเหลือบมองเธอ  “คุณพอรู้ไหมว่าเขาจากไปสบายหรือเปล่า --  ผมหมายความว่า -- ”  ผมรู้สึกเหมือนหาคำพูดไม่ได้  เหมือนเด็กตัวเล็กๆที่พูดจาไม่เป็นภาษา  “ผมแค่ -- อยากรู้วาระสุดท้ายของเจเรมี่ จี น่ะครับ -- คุณพอจะรู้ไหม  ว่าเขาจากไปสบายหรือเปล่า ….  เขาทรมานไหม  เขาเจ็บปวดมากหรือเปล่า”


    มีอาฟังคำพูดของผมอย่างตั้งใจ


    เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับว่าให้ถ้อยคำเหล่านั้นซึมซับเข้าไปในหัวของเธออย่างช้าๆ  จากนั้นก็ยิ้มให้ผม


    “เจเรมี่ จี จากไปอย่างสงบค่ะ”  เธอตอบ  “เขาเหมือนคนนอนฝันดีทีเดียวค่ะ  เขายิ้ม โดยที่มือข้างหนึ่งยังคงวางอยู่บนรูปปั้นนี้”


    ผมหันกลับมามองรูปปั้นตรงหน้า  คราวนี้ใช้เวลานานในการเฝ้ามองดูมัน  รู้สึกราวกับว่ามันเป็นของทรงคุณค่า ที่ผมไม่กล้าเอื้อมสัมผัส


    “เธอคือใครกันครับ”  ผมกระซิบถาม


    “ไม่มีใครรู้ค่ะ”  มีอาตอบ


    “คุณรู้จักกับครอบครัวของเจเรมี่ จี หรือ”


    “ค่ะ”  มีอาตอบ  “แต่มีไม่กี่เรื่องที่ฉันรู้เกี่ยวกับเจเรมี่ จี --  ฉันพยายามทำความเข้าใจเขาอยู่หลายครั้ง  แต่สุดท้ายแล้ว ก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ -- คุณรู้ไหม   เจเรมี่ จี เป็นผู้ชายที่เก็บซ่อนเรื่องราวบางอย่างไว้ในใจตนเอง”  


    ผมพยักหน้า  --  หนึ่งในไม่กี่อย่างที่ผมรู้เกี่ยวกับโลกแห่งศิลปะ  นั้นคือมีศิลปินหลายคนที่ยอมเก็บเรื่องราวไว้กับตนเอง  พวกเขารักที่จะบอกผ่านมันมากับลายเส้นและฝ่ามือ  มากกว่าที่จะเล่ามันออกมาด้วยลิ้นและคำพูด


    -- และเจเรมี่ จี ก็เป็นหนึ่งในนั้น


    “ลูกเขาบอกคุณว่าอย่างไรครับ”  ผมถาม รู้สึกเหมือนเหม่อลอยออกไปไกล เมื่อจ้องมองดวงตาหินอ่อนตรงหน้า  “เธอคนนี้….. คนที่เจเรมี่ จี เอามาเป็นแบบรูปสลัก เธอคือใครหรือ”


    ผมรู้สึกว่ามีอาขยับกายมาทางผมเล็กน้อย  


    “เธอคือรักแรกของเขาค่ะ”   เธอกระซิบบอก  “คนแรก และคนสุดท้าย ในชีวิตของเขา ที่เขารักและเทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใด --”


     ฝ่ามือของมีอาสัมผัสกับฝ่ามือที่เย็นเชียบของผมเบาๆ


    “นั้นคือสาเหตุ  ว่าทำไมเจเรมี่ จี ถึงละทิ้งความเศร้าโศก และใช้เวลาช่วงสุดท้ายในชีวิต สร้างเธอคนนี้ขึ้นมาจากความทรงจำ”


    ผมจ้องมองรูปสลักตรงหน้าอีกครั้ง ….


    ผมมองเข้าไปในดวงตา มองใบหน้าและเรือนผม  --   เธอคนนี้เป็นผู้หญิงที่งดงาม และดูมีชีวิตชีวา --  อาจจะดูบ้า ที่ผมคิดว่าหินอ่อนจะสามารถเป็นได้มากกว่าความเย็นชาและนิ่งเฉย --  แต่เจเรมี่ จี ทำให้เธอเป็นได้มากกว่านั้นจริงๆ


    เธอเคยมีตัวตนอยู่ในสักที่หนึ่งของช่วงเวลาในอดีต --

    เช่นนั้นแล้วผมรู้จักใบหน้าของเธอผู้นี้ไหม ...

    เหตุใดผมจึงเกิดความรู้สักผูกพันกับเธอเสียเหลือเกิน

    -- ผมจะกล้าตอบคำถามเหล่านี้หรือเปล่า --


    “เจเรมี่ จี มีชีวิตที่น่าเศร้า”  เสียงของมีอาแว่วเข้ามาในโสตประสาท  “มีชายมากมายบนโลกใบนี้ ที่มีโอกาสพบรักแท้ที่สวยงาม  แต่เจเรมี่ จี กลับเลือกที่จะพบและรัก ในสิ่งที่ต้องห้าม”


    “เขาช่างโง่เสียเหลือเกิน”  ผมเอ่ยออกมาเบาๆ  “ที่เลือกรักกับคนที่ไม่อาจรักได้”


    มีอากระชับฝ่ามือผม  --  มือของเธอนั้นเล็ก และบอบบาง  หากแต่มันให้ความรู้สึกที่หนักแน่นและมั่นคง  เหมือนกับรูปสลักที่แข็งแกร่ง


    เธอเอื้อมมือมาถอดแว่นตาของผม  สายตาเพ่งพินิจมองทุกส่วนบนใบหน้าของผม  นัยน์ตาของเธอนิ่งสงบ และมีประกายบางอย่างฉายออกมา  มันเป็นสายตาที่เหมือนกับได้พบคำตอบ ที่เธอได้ตามหามานานแสนนาน    ในที่สุดสายตาเธอก็เลื่อนมาหยุดยังรอยแผลเป็นเบาบางที่หางตาผม


    “รู้ไหมคะ  ว่าเขาแกะสลักจมูกของเธอได้เหมือนจริงเพียงใด”  มีอากระซิบถาม  “เขาแกะสลัก ...จมูกของคุณได้เหมือนมากเชียวค่ะ  … คุณเจอราร์ด--”


    ผมรู้สึกเหมือนจมหายไปในม่านตาอันนิ่งสนิทของรูปสลัก  ลมหายใจที่ไหลผ่านลำคอนั้น ดูคล้ายจะจางหายไปในช่องอก เหมือนกลุ่มควันที่สลายตัวไปเมื่อถูกลมพัด


    “ฉันเคยนึกว่าเธอไม่มีตัวตนมาก่อน”  เสียงของมีอากระซิบต่อไป  “เจเรมี่ จี ไม่เคยพูดถึงคนที่เขารักมาก่อน  -- ในลานที่เจเรมี่ จี นั่งแกะสลักนั้น ไม่เคยมีรูปของผู้หญิงคนไหน  และไม่เคยมีใครได้มีโอกาสมานั่งเป็นแบบให้เขา  -- ไม่แม้แต่ภรรยาหรือลูกของเขาเอง --


    ฉันไม่เคยนึกว่าเธอคนนั้นจะมีตัวตน -- นั่นเพราะ...ฉันไม่รู้ว่าเขาแกะสลักคุณขึ้นมาจากความทรงจำ”


    ทุกคำพูดของมีอา ไม่ต่างไปจากสิ่วที่ตอกกระแทกเข้ากลางใจที่เย็นเชียบของผม  --  แรงกระแทกนั้นราวกับว่าปลุกผมให้ฟื้นตื่นขึ้นมาจากการหลับไหลอันยาวนาน


    มันปลุกให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมา เพื่อให้พบเจอกองซากปรักหักพังของเศษหินอ่อน ที่ถูกทำลายทิ้งไปในความทรงจำ


    ผมรู้ว่าครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว  เศษหินอ่อนเหล่านั้นเปรียบเสมือนรูปสลักที่งดงามที่สุดในใจของผม --  รูปสลักที่ไร้ซึ่งที่ติ หรือข้อบกพร่องทุกๆประการ


    ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าผิดหรือถูก ไม่มีสิ่งที่ควรหรือไม่ควร  ไม่มีการหลบซ่อนหรือปิดบัง   มันมีเพียงความจริงใจและเปิดเผย  มันไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆมาตัดสินในความงดงามในจิตใจที่เรามีต่อกัน


    นั้นคือรูปสลักที่มีเพียงผมกับเจเรมี่ จี เป็นเจ้าของซึ่งกันและกัน


    มันเป็นส่วนหนึ่ง ของความทรงจำอันเลือนลาง ….


     “ผมไม่ได้ลืมเขา”  ผมบอกมีอา  “เจเรมี่ จี จะอยู่ที่นั่นเสมอ ในใจของผม”


    มีอาอิงศีรษะของเธอเข้ากับไหล่ของผมเบาๆ  แล้วพูดออกมาว่า


    “ฉันรู้ค่ะ คุณเจอราร์ด -- ฉันรู้”


    ผมสูดลมหายใจลึกเข้าเต็มปอด  เป็นครั้งแรกที่รู้สึกเหมือนช่องอกนั้นว่างเปล่า  --  ผมรู้สึกเหมือนใจสั่น ทั้งๆที่หัวใจนิ่งสนิท  --  สองหูของผมไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหัวใจเต้น  --


    บางที ผมควรจะยอมรับได้เมื่อนานมาแล้ว  -- ว่าหัวใจของผม ได้ตายจากไปแล้ว  มันดับสูญสลายไปตลอดกาล เมื่อผมเลือกที่จะเดินจากชายแกะสลักคนนั้นออกมา


    ผมเฝ้าถามตนเอง  ว่าเหตุใดวันนั้นผมจึงตัดสินใจผิด  เหตุใดผมเลือกที่จะกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเดิมของตนเอง   เลือกที่จะจากเมืองแห่งนี้ไปพร้อมกับความเชื่อที่ว่า ผมอาจจะรักผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างๆผมได้ --  ผมเลือกที่จะหลอกตัวเองว่า  สักวันผมคงจะรักผู้หญิงสักคน ที่จะมาเป็นคู่ชีวิตและเป็นแม่ของลูกผมได้


    ตลอดช่วงเวลาที่ผมพยายามลืมอดีต  พยายามครั้งแล้ว ครั้งเล่า ที่จะเริ่มต้นถอดสิ่งที่คิดว่าเป็นหน้ากาก  เจเรมี่ จี กลับพยายามสร้างสิ่งจากความทรงจำระหว่างเราให้คงอยู่ถาวร


    บางทีผมควรรู้ให้เร็วกว่านี้  ว่าชีวิตที่ผมคิดว่าเป็นหน้ากาก ที่ผมพยายามถอดออกอยู่ตลอดเวลานั้น อาจจะเป็นสิ่งเดียว ที่เป็นความจริงที่สุดในตัวของผม


    และเจเรมี่ จี ก็มองเห็นความจริงนั้นในตัวผมเสมอมา


    เขาเห็นในสิ่งที่ผมเคยเห็นตนเองในกระจก เมื่อครั้งที่ผมยังถูกโอบอุ้มด้วยความรัก


    ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว  ผมเคยเห็นเรือนผมหยักโศกที่คลอเคลียไหล่  เห็นดวงตาโศกและรอยยิ้มนั่น --  ผมเคยเห็นผู้หญิงคนนั้นในตัวผมมาก่อนแล้ว


    มาวันนี้ ผมไม่มีโอกาสกลับไปโกหก หรือสวมหน้ากากใดๆ เพื่อให้ได้มีเวลาอยู่กับเจเรมี่ จี ได้อีกต่อไป


    “ผมรู้จักเธอ  ผมรู้จักรูปปั้นนี้”  ผมเหมือนได้ยินเพียงเสียงกระซิบของตนเอง  ขณะก้มลงมองหยาดน้ำตาที่หยดลงมายังฝ่ามือ “ผมรู้จักเธอดีทุกอย่าง  ผมรู้จักแววตานั่น  และรอยยิ้มนั่น”


    “ฉันรู้ค่ะ -- ฉันรู้”  มีอาบอกผม  


    ผมมองเธอผ่านหยาดน้ำตา  


    มีอากระชับฝ่ามือผมอีกครั้ง


    “ฉันก็ดีใจค่ะ ที่ในที่สุด  ฉันก็ได้พบกับรักแรกของคุณพ่อเสียที  ได้รู้ว่าเธอมีลมหายใจและมีเลือดเนื้อจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงรูปปั้น”  เธอกระซิบบอก เอื้อมมือสวมแว่นตากลับคืนให้ผม


    “ฉันรู้ว่าเธออยู่ในตัวคุณมาตลอดค่ะ  คุณเองก็รู้ใช่ไหม”




    หลังจากวันนั้นแล้ว  ชีวิตของผมดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เหมือนกับเศษชิ้นส่วนบางอย่างในใจผมกำลังค่อยๆกลับมาประสานรวมกันใหม่อีกครั้ง


    ผมเปลี่ยนใจให้รูปสลักนั้น กลับไปยังพิพิฑภัณฑ์ของเมือง  กลับไปสู่ที่ที่มีเพียงเจเรมี่ จีเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงาน


    รู้สึกตัวอีกที  ผมพบว่าผมจำอะไรไม่ค่อยได้  ผมเป็นเพียงคนชราคนหนึ่งที่มักจะหลงลืมรายละเอียด และเรื่องราวหลายอย่าง  เหมือนกับที่จำวันเวลาไม่ค่อยได้ หรือแยกไม่ออกระหว่างความจริงกับความฝัน


    แต่ในห้วงความคิดที่เลือนลางเหล่านั้น  ผมมักจะเห็นรูปสลักของเจเรมี่ จี ชัดเจนทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในยามหลับ หรือยามตื่น


    มีหลายเหตุผลที่ชายบนโลกใบนี้จะได้ประสบพบพานกับรักแท้ที่สวยงาม แต่ทั้งผมกับเจเรมี่ จี ต่างก็เป็นหนึ่งในคนที่ตัดสินใจเลือกในสิ่งที่หลายคนเรียกมันว่า ต้องห้าม โดยปราศจากเหตุผลทั้งหลายเหล่านั้น


    ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่ง  ผมเคยบอกคุณไปแล้ว  ว่าใจผมมีกองเศษเสี้ยวของหินอ่อน  --  ผมไม่คิดว่ามันจะกลับคืนมาได้ดั่งเดิม


    ผมไม่เคยได้รูปสลักแห่งช่วงเวลานั้นกลับคืนมาได้  สิ่งที่ผมเคยเลือกทำลายทิ้งในตอนที่แรกรักกับเจเรมี่ จี ก็ยังคงเป็น เศษซากที่ถูกทำลายไปแล้วอยู่นั้นเอง


    เพียงแต่บัดนี้ มันกลับมีรูปปั้นที่เจเรมี่ จี สลักให้แก่ผม ปรากฏตั้งเพิ่มมาอีกหนึ่งชิ้น -- อย่างชัดเจน ที่กลางใจ


    หญิงสาวคนนั้น จะยังคงตั้งอยู่เช่นนั้นท่ามกลางกองเศษซากพังทลายทั้งหลาย  อย่างหนักแน่นและมั่นคง


    ผมหลับตาลง นึกถึงดวงหน้าของรูปปั้นหญิงสาว  -- ดวงหน้าเดียวกันกับที่เจเรมี่ จี จะมองเห็นเสมอ เมื่อมองหน้าผม


    ผมรู้สึกสงบ เหมือนได้กลับไปยังที่แห่งนั้นอีกครั้ง -- ที่ที่มีเพียงผม กับเจเรมี่ จี  และรูปสลักของสองเรา


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in