13 ตุลาคม 2559piyarak_s
จดหมายถึงแม่พลอย
  • ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙


    แม่พลอยจ๋า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวานนี้ทำให้ฉันคิดถึงแม่พลอยเหลือเกิน แม่พลอยเกิดใต้พระบรมโพธิสมภารของพระพุทธเจ้าหลวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเติบโตมาในแผ่นดินของท่าน ส่วนฉันเกิดมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ฉันอ่านเรื่องราวของแม่พลอยมาตั้งแต่ฉันยังเล็ก ดูละครเรื่องสี่แผ่นดินมาหลายหน ฉันได้รับรู้เรื่องราวเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงสวรรคตผ่านสายตาของแม่พลอย แต่ไม่เคยเลยที่จะคิดว่าตัวเองจะประสบกับสิ่งที่แม่พลอยเคยประสบในครั้งนั้น

     

    “วันนั้น อากาศมืดครึ้มไปทั่ว ไม่มีแสงแดด ทำให้แลดูครึ้ม เยือกเย็น ลมเหนือที่เริ่มจะพัดในเดือนตุลาคมหยุดนิ่งในวันนั้น แม้แต่ใบไม้สักใบก็ไม่มีกระดิก เสียงนกเล็ก ๆ ที่ร้องอยู่ตามพุ่มไม้ก็เงียบหายไปธรรมชาติทั่วทั้งกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะแสดงความโศกสลดในความวิปโยคครั้งยิ่งใหญ่” *

     

    แม่พลอยจ๋า แม่พลอยรู้ไหม เหตุการณ์ที่เคยเกิดเมื่อครั้งที่แม่พลอยได้รับข่าวร้ายเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคมปีนั้น ได้เกิดขึ้นซ้ำอีกในวันที่ ๑๓ ตุลาคมปีนี้ ถึงจะมีแถลงการณ์มาเป็นลำดับพอให้มีเวลาทำใจอยู่บ้าง ไม่ได้รู้อย่างกะทันหันอย่างคนในสมัยนั้น ใจหนึ่งก็คิดว่าถึงเวลาที่พระองค์ท่านจะได้พักผ่อนจากงานหนักที่ทรงทำมาตลอด ๗๐ ที่ครองราชย์เสียที แต่อีกใจหนึ่ง พอมานึกถึงว่า ในหลวงไม่อยู่กับเราแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูเหมือนจะหยุดนิ่งและหน่วงหนักไปหมด

    คืนวันที่ ๑๓ ตุลาคม เพื่อนที่อยู่ในกรุงเทพฯ บอกว่าอากาศในวันนั้นแปลกประหลาดเหลือเกิน เพราะมีหมอกครึ้มออกปกคลุมไปทั่วที่บ้านของฉันที่เชียงใหม่ ถึงจะไม่มีเมฆหมอกใด ๆ แต่ลมที่เคยพัดในคืนนั้นนิ่งสนิทมากเหลือเกิน เสียงสัตว์ เสียงนกที่เคยร้องและฉันเคยได้ยินอยู่ทุกวันก็ไม่ได้ยินเหมือนอย่างเคย จนกระทั่งเวลาที่ฉันเขียนจดหมายถึงแม่พลอยนี้ก็ยังเป็นอยู่เช่นนั้น ทุกอย่างนิ่งสงัด วังเวงไปหมด จนฉันอดรู้สึกไม่ได้ว่า ความรู้สึกเมื่อสิ่งที่เคยมี อีกทั้งเป็นสิ่งที่รักและสำคัญที่สุดประการหนึ่ง ที่เคยพบเห็นรับรู้ถึงความเป็นไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หายไปจากชีวิต เป็นอย่างนี้นี่เอง

    คำที่คุณเปรมของแม่พลอยเคยว่าไว้ตอนกลับมากล้ำกลืนกินข้าวก่อนกลับเข้าวังไปว่า ‘หาที่ไหนอย่างล้นเกล้าฯไม่ได้อีกแล้วเจ้าประคุณ’  ฉันซึ้งคำนั้นของคุณเปรมแล้วก็หนนี้

    วันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นคืนวันที่ยาวนานเหลือเกิน ไม่ใช่แค่สำหรับฉัน แต่สำหรับใครอีกหลายคน เพราะคนที่ไม่เคยอยู่ดึกดื่น ฉันก็ได้พบ ได้คุยด้วย หลายคนบอกแทบเป็นเสียงเดียวกันว่านอนไม่หลับ อยากอยู่จนข้ามเข้าวันใหม่ ฉันนั่งเคว้งอยู่หน้ากระดาษเปล่า ๆ อยู่ค่อนคืน โดยที่เขียนอะไรไม่ออกแม้สักคำเดียว

    แม่พลอยจ๋า ภาพหมอกธุมเกตุที่เคยเกิดขึ้นครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงสวรรคตฉันก็ได้เห็นแล้ววันนี้ แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนที่ต้องออกปากเรียกคนที่ฉันเคยเรียกว่าพระเจ้าอยู่หัว หรือ ในหลวง มาตั้งแต่จำความได้ว่า ‘พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ’


    ฉันใจหาย... ฉันใจหายจริง ๆ นะ แม่พลอย


    ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า ชีวิตมนุษย์ทุกคน แม้แต่เจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ ย่อมมีความตายเป็นที่สุดเป็นธรรมดา แต่เอาเข้าจริงก็อดใจหายไม่ได้ ยิ่งในวันนี้ที่ความเป็นจริงและการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างปรากฏอยู่แก่ตาตัวเอง เข้าใจทุกอย่างทั้งหมดว่าต้องเป็นไปเช่นนั้น ฉันทำใจได้ ความเสียใจและเสียดายมีน้อยกว่าความคิดถึง แต่ก็ยังอดใจหายไม่ได้อยู่นั่นเอง  

    ฉันไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ จึงไม่ได้ไปรอเฝ้ารับขบวนนำพระบรมศพจากโรงพยาบาลศิริราชไปยังพระบรมมหาราชวัง ได้แต่มองผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ รถที่นำพระบรมศพไม่มีเครื่องหมายบ่งบอกสถานะใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกคนในบ้านของฉันนั่งมองภาพเหตุการณ์นั้นอย่างเงียบ ๆ อยู่กับบ้าน 

    ฉันอดหวั่นในใจไม่ได้ว่า จะมีเสียงใครสักคนร้องไห้ฟูมฟายหรือปล่อยโฮออกมาระหว่างการถ่ายทอดสด อย่างที่เคยอ่านเจอในเรื่องสี่แผ่นดิน ตอนที่แม่พลอยกับประชาชนไปรอขบวนแห่พระบรมศพ แต่ทุกอย่างล้วนอยู่ในความสงบมีแต่เพียงเสียงร้องส่งเสด็จ และเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นเหล่าตำรวจทหารคุกเข่าทำวันทยหัตถ์ระหว่างรถที่นำเสด็จและขบวนรถพระที่นั่งเคลื่อนผ่าน

    เพื่อนที่ไปรอรับขบวนพระบรมศพที่สนามหลวงบอกว่า ถึงจะมีคนอยู่จำนวนมากแต่ทุกอย่างก็เงียบเหลือเกิน ยามรถพระที่นั่งเคลื่อนผ่าน มีแค่เสียงสะอื้นเบา ๆ หลายคนตาแดงก่ำ ได้แต่น้ำตาไหลกันอยู่เงียบ ๆ เท่านั้น  ฉันไม่รู้ว่าเพื่อนของฉันร้องไห้ไหม เพราะเธอไม่ได้บอก 

    ลูกพี่ลูกน้องของฉันก็ไปเหมือนกัน ทางนั้นไปรอรับอยู่ที่อรุณอมรินทร์ ทีแรกจะชวนอาของฉันไปด้วย อาบอกพ่อของฉันว่า อาก็อยากไป แต่ตัดใจไม่ไป เพราะไม่อยากให้คนอื่นต้องมาดูแลเพราะร่างกายไม่พร้อม และยิ่งไปกว่านั้น อาไม่อยากร้องไห้ให้พระองค์ท่านเห็น

              ความพยายามจะเข้มแข็ง ไม่ร้องไห้ เพื่อไม่ให้ต้องเป็นห่วง ดูจะเป็นสิ่งที่หลายคนคิดตรงกัน


    อย่างที่แม่พลอยนั่งมองจนกระบวนแห่พระบรมศพหายเข้าประตูวัง ฉันนั่งดูการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์จนจบแต่อาจจะยาวนานกว่าสมัยของแม่พลอยบ้างเล็กน้อย

    ทุกอย่างเป็นเหมือนกับความฝัน แต่ล้วนเป็นความจริงที่ต้องยอมรับทั้งสิ้น โดยเฉพาะเมื่อการบำเพ็ญพระราชกุศลที่ประกอบในพระบรมมหาราชวังได้กลายเป็นสิ่งที่ตอกย้ำคำว่า ‘พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ’ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก

     

    อนิจจา  วะตะ  สังขารา                  อุปปาทะวะยะธัมมิโน
    อุปปัชชิตฺวา  นิรุชฌันติ                 เตสัง วูปะสะโม สุโข

     สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ         มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา
    เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป                   ความสงบระงับในสังขารเหล่านั้น เป็นสุข

     

    ทุกอย่างนั้นไม่เที่ยง เกิดแล้วดับไปความสงบระงับในสังขารเป็นสุข... มานึกแล้วก็จริงอย่างที่พระพิธีธรรมสวดบังสุกุลในการบำเพ็ญพระราชกุศลนั่นละ แม่พลอย โดยเฉพาะเมื่อนึกขึ้นได้ว่า ตั้งแต่จำความได้ ฉันเห็นพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงงานหนักมาตลอดพระชนม์ชีพ  เพื่อที่จะพิสูจน์ให้เราเห็นว่า ความสำเร็จจะบังเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยน้ำพักน้ำแรง สติปัญญา และความเพียร ไม่ใช่เพราะปาฏิหาริย์ทรงมีเวลาพักยาวนานที่สุดก็ตอนที่ทรงพระประชวร แต่การเจ็บไข้ก็เป็นความทุกข์อยู่นั่นเอง ในเวลานี้ พระองค์ท่านทรงได้พักผ่อนจากกิจการงานทั้งปวงอย่างสงบสุขแล้ว

    จากวันนี้เป็นต้นไป ธงมหาราชสีเหลืองที่เคยประดับก็จะถูกทยอยเก็บ ภาพพระบรมฉายาลักษณ์มากมายที่เคยอยู่ในที่ต่าง ๆ ที่เคยมองเห็นได้จากท้องถนนก็เช่นกัน เพราะเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่รัชกาลใหม่ของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่

     

    “ชีวิตที่ได้ผ่านมาทั้งหมดดูนานหนักหนา แต่เหตุการณ์วันนี้ ก็เหมือนหลักบอกระยะทางแห่งชีวิต ว่าได้ผ่านพ้นไปอีกระยะหนึ่งแล้ว ระยะต่อไปจะเป็นอย่างไรนั้นดูมืดเหมือนกับความมืดที่กั้นกางอยู่ข้างหน้า” **

     

    แม่พลอยจ๋า ถ้าแม่พลอยไม่ถือ ฉันอยากกอดแม่พลอยสักครั้งหนึ่ง และบอกกับแม่พลอยว่าขอบคุณเหลือเกินที่เรื่องราวชีวิตของแม่พลอยเป็นเครื่องเตือนใจให้ฉันได้คิด ได้เข้าใจ ได้เตรียมใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ และเห็นว่า ยังพอมีแสงราง ๆ ในความมืดเบื้องหน้าอยู่บ้าง ถึงจะยังเศร้าและเหงาอย่างบอกไม่ถูกที่รับรู้ว่า จะไม่ได้เห็นพระองค์ท่านในโทรทัศน์ ไม่ได้ยินพระสุรเสียง หรือแม้แต่ข่าวคราวพระราชกรณียกิจอีกแล้วก็ตามที 

    อนาคตเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นเหมือนกับความมืดจริง ๆ นั่นละ แม่พลอยฉันเองก็ไม่รู้ว่า นับจากวันนี้แล้ว วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ก็อย่างที่แม่พลอยทำ ไม่ใช่เฉพาะฉัน แต่เป็นทุกคนที่ต้องลุกออกจากที่ที่ตัวหยุดอยู่แล้วเดินต่อไปข้างหน้าที่ไหนสักที่หนึ่ง และใช้ชีวิตระยะใหม่กันต่อไปนับจากนี้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากบอกแม่พลอย คือ แม้อนาคตข้างหน้าจะมืดมิดและยากจะมองเห็น แต่ฉันก็เชื่ออย่างบริสุทธิ์ว่า การทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ทำสิ่งทีดีต่อตนเองและต่อผู้อื่นทำในสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศจะทรงรับรู้ได้ว่า ประชาชนที่เกิดและมีชีวิตอยู่ในแผ่นดินของพระองค์ท่านจนถึงวันนี้ จะดำเนินชีวิตของตนเองต่อไปอย่างปกติสุข ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร ก็คงจะเป็นการดีที่สุดเท่าที่จะคนธรรมดาอย่างเรา ๆ จะทำได้แล้ว เพื่อที่พระองค์ท่านจะได้พักผ่อนจากการงานทั้งหลายได้อย่างวางพระราชหฤทัยและอย่างสงบสุขเสียที แม่พลอยเห็นด้วยกับฉันไหม

     

    เขียนด้วยความระลึกถึงแม่พลอยอย่างที่สุด


    ------------------------------------------------- 
    หมายเหตุ: 
    * และ ** จากเรื่อง 'สี่แผ่นดิน' แผ่นดินที่ 1 ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
    ได้แรงบันดาลใจที่จะเขียนเพื่อเป็นบันทึกเหตุการณ์สำคัญที่สุดในชีวิตจากคุณหน่า Siripannee ที่เขียนถึงแม่พลอยไว้ใน Facebook ส่วนตัว เลยยืมแนวคิดมาใช้

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in