แอดเวนเจอร์ ออฟ เมอฤดี ฉบับ TAIPEI PANIC เพียงชายคนนี้ไปไทเปSALMONBOOKS
คำนำ



  • คันฉัตรเป็นคนงงๆ ที่มักทำให้เรางงๆ กับเขาอยู่เสมอ

    เริ่มต้นตั้งแต่โปรไฟล์ของเขา

    เขาเป็นนักวิจารณ์สายแข็ง (เป็นคำเรียกกลุ่มคนที่ดูหนังยากๆ อ่านหนังสือเข้าใจยากๆ ฟังเพลงที่หาฟังยากๆ หรืออะไรที่ดูแข็งๆ เคี้ยวยากทั้งหลาย) ที่ดูเหมือนจะนิยมแต่อะไรที่ลับแลๆ แต่ก็
    อุตส่าห์ลงทุนบินไปเกาหลีเพื่อดูวงบอยแบนด์ เดิมที่คิดว่าเขาเสพแต่หนังอินดี้ที่มนุษย์ปกติไม่ดูและหาดูไม่ได้ แต่เขาก็ยังเป็นคอละคร ตามดูซีรีส์แม่บ้านสารพัด...วันที่เขาเข้ามาคุยกับเราเป็นครั้งแรก เขาสะพายกระเป๋าประจำเทศกาลหนังเมือง Cannes แต่ดันสวมเสื้อวง Girls’ Generation…ขัดแย้งกันสุดๆ

    ยามที่เขาเป็นนักวิจารณ์ สำนวนของเขาเร้าใจเสมอเวลาเสนอมุมมองอะไร ตัวอักษรของเขามีบุคลิกชอบจิกกัดและแซวแรงๆ อยู่เรื่อย
     
    ยามที่เขาเป็น ‘คุณเมอ’ (อีกนามหนึ่งบนโลกออนไลน์) เฟซบุ๊คของเขาเต็มไปด้วยสเตตัสโหดสัสระดับสิบอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องบันเทิงหรือเชิงสังคม แถมลีลาการเขียนยัง เอ่อ…ขออภัยที่ต้องใช้คำว่า ‘สาวแตก’ เป็นอย่างยิ่ง

    แต่เขาก็ยังมีสถานะเป็น ‘อาจารย์’ ที่มีลูกศิษย์ลูกหาอยู่ในหลายๆ มหาวิทยาลัยอีกด้วย (ขัดแย้งอีกแล้ว!)

    เห็นไหม คันฉัตรเป็นคนงงๆ ที่มักทำให้เรางงๆ กับเขาอยู่เสมอ

    ก่อนหน้านี้ เราเข้าใจมาตลอดว่า เพราะการที่เขาเป็นคน ‘มีของ’ เยอะ มีประสบการณ์ความรู้ที่อัดแน่นอบอวล จึงมีข้อมูลมากมายมาแจงทรรศนะและเล่านู่นนี่ที่คลุกคลีได้อย่างสนุกปาก ส่วนคนอ่านก็ได้ความรู้ไปด้วย—หลักในการทำหนังสือของเราเป็นเช่นนี้ ถ้าข้อมูลที่นักเขียนมีเป็นข้อมูลที่สนุก การเรียบเรียงหรือสำนวนอาจเป็นเรื่องรองลงไป เพราะเชื่อว่าลำพังข้อมูลที่ลึกซึ้งและตื่นเต้นนั้นสนุกอยู่ในตัวของมันแล้วเป็นธรรมชาติ—เราจึงแอบหวั่นเล็กน้อยเมื่อคันฉัตรบอกว่าจะไปประเทศไต้หวัน ประเทศที่เขาไม่เคยไปและไม่เคยคิดจะไปมาก่อน...

    ลำพังประเทศที่ฮิตๆ ป๊อปๆ อย่างเกาหลีหรือญี่ปุ่น อาจมีวัฒนธรรมที่เราคุ้นเคยผ่านหน้าจอทีวีหรือผ่านลำโพงวิทยุอยู่เป็นประจำ การที่คันฉัตรเขียนหนังสือเล่าเรื่อง ‘การเข้ามาของวัฒนธรรม’
    จากสองชาตินี้ มันจึงเป็นเรื่องค่อนข้างง่าย เพราะข้อมูลที่เขามีก็เต็มไปด้วยเรื่องราวในตัวของมันเองอยู่แล้ว เช่น โดราเอมอน หรือวงเจป๊อปจากญี่ปุ่น เคป๊อปเกาหลีและซีรีส์แดนกิมจิ

    แต่กับไต้หวันนี่เราไม่แน่ใจ เพราะคิดไม่ออกว่าประเทศนี้จะมีอะไรให้เล่า? เต้าหู้เหม็น? ชาไข่มุก?
       
    พอเปิดอินเทอร์เน็ตก็ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ (เอ๊ะ หรือเรามีความรู้รอบตัวน้อยไปหน่อย อะ แต่เมื่อลองพยายามค้นหาต่อไปก็พบว่าไม่เห็นมีสถานที่ไหนที่เราจะสนใจอยากไปเลย) แล้วคันฉัตรไปทำไมเนี่ย...

    เราได้แต่เฝ้าดูการเดินทางของเขาในประเทศไต้หวันพร้อมๆ กับเฝ้ารอต้นฉบับ บนหน้าเฟซบุ๊คของเขายังเหมือนทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ คือวุ่นวายไปด้วยความโกลาหลระหว่างเดินทาง ความพังพินาศของโชคชะตา และความน่าวิงเวียนของมนุษย์ที่ผ่านพบ

    เวลาผ่านไป ต้นฉบับเดินทางมาถึง เราแอบหวั่นเล็กน้อยเพราะคันฉัตรไปประเทศไต้หวัน ประเทศที่ดูแล้วไม่มีอะไรน่าสนุกเลยสักนิด แถมเขายังไม่มีข้อมูลอะไรมาก่อน... พออ่านจบเราก็เกิดคำถามตัวใหญ่ยักษ์ว่า...
    ทำไมถึงอ่านสนุกได้ขนาดนี้นะ...
    แต่ก็นะ อย่างที่บอกไปนั่นแหละ
    คันฉัตรเป็นคนงงๆ ที่มักทำให้เรางงๆ กับเขาอยู่เสมอ


  • “เดี๋ยวนี้ เที่ยวบ่อยนะ”
    เป็นประโยคที่มีคนพูดกับผมบ่อยมากในช่วงหลังนี้

    ก็คงจะใช่ เพราะขนาดตอนที่เขียนคำนำหนังสือเล่มนี้ ผมก็อยู่ที่เวียนนา ประเทศออสเตรีย นั่นแปลว่าผมมาเที่ยวทั้งที่ทำงานไม่เสร็จ จนต้องแบกโน้ตบุ๊คมาทำงานนั่นเอง วะฮะฮ่า (เขียนไว้ในคำนำประจานตัวเองซะเลย พิมพ์ใหม่กี่ครั้ง มันก็ยังคงอยู่)

    พอมานึกย้อนดูตัวเองแล้ว ช่วงสองปีมานี้ผมไปต่างประเทศค่อนข้างบ่อย สาเหตุก็อาจจะรู้สึกว่าอยากชดเชยเวลาที่สูญเสียไป อย่างที่เคยเล่าครับว่าสมัยก่อนผมกลัวการไปที่แปลกถิ่นมาก จนไป
    เมืองนอกครั้งแรกก็ตอนอายุ 27 ปี 

    สิ่งที่ค้นพบก็คือ มันก็ไม่ได้น่ากลัวเลยนี่หว่า กูมัวไปทำอะไรอยู่ กูจะกลัวทำไม แล้วมาเที่ยวอะไรป่านนี้ ทำไมไม่หัดเที่ยวตั้งแต่ตอนยังเรียนอยู่ บัตรนักเรียนมันใช้เป็นส่วนลดเข้าพิพิธภัณฑ์ได้เกือบทุกที่นะโว้ย! (เอาหัวกระแทกกำแพง)

    แต่จะบ่นครวญครางไปก็ใช่เรื่อง เมื่อย้อนอดีตไม่ได้ ก็ต้องมาเติมเต็มปัจจุบันแทน นี่จึงเป็นที่มาของการไสหัวตัวเองออกนอกประเทศบ่อย อีกทั้งตอนนี้ยังโสด (และคง โสดนี้อีกนาน โสดนี้ไม่ลืม / จะโปรโมตหนังสือให้ปลารี่ทำไม) ยังไม่มีภาระอะไรมาก ไม่มีลูกไม่มีเมีย สังขารตอนนี้ก็ยังไหว (ถึงจะปวดเท้าปวดหลังง่ายกว่าตอนอายุยี่สิบต้นๆ มาก) ดังนั้นมันคงก็เป็นช่วงชีวิตที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวต่างแดนมากที่สุดแล้วล่ะ

    ทว่าชีวิตไม่ได้ง่ายขนาดนั้นครับ แม้จะเฝ้าฝันอยากไปประเทศนั่นนี่มากมาย แต่มันก็มีข้อกำจัดหลายๆ อย่าง เช่น ค่าใช้จ่ายสูงมากจนถ้าไปเที่ยวแล้วอาจมีเงินพอแค่ขาไป ไม่มีขากลับ เป็นประเทศที่สวยมาก แต่ระบบขนส่งยังไม่ดีเท่าไหร่ หรือเป็นประเทศที่ไม่เหมาะกับการเที่ยวคนเดียว

    เมืองไทเป ประเทศไต้หวัน เป็นสถานที่ที่หลุดพ้นจากข้อจำกัดที่ว่ามาทุกประการ เมืองนี้มีระบบรถไฟฟ้าที่ทั่วถึง ค่าครองชีพก็ไม่สูงและมีความปลอดภัยพอสมควร (ที่จริงเคยมีคนพูดทำนองว่าถ้ารอดชีวิตในกรุงเทพฯ ได้ ก็ไม่ต้องกลัวประเทศไหนแล้ว) แต่แปลกดีที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเท่าไหร่ เพื่อนรอบตัวก็ไม่ค่อยไปกัน ไปเดินหาซื้อหนังสือนำเที่ยวก็ไม่ค่อยมี

    หนักที่สุดคือ มีหลายคนพูดทำนองว่า “จะไปทำไม” หรือบอกว่าประเทศนี้ “มันไม่มีอะไรนะ”

    เจอแบบนี้เข้าไปผมก็เสียเซลฟ์อยู่เหมือนกัน แต่อาจเพราะเป็นคนชอบทำตัวอินดี้แอ็กอาร์ตเป็นทุนเดิม อะไรที่ดูลับแลนี่ชอบนัก ว่าแล้วผมก็เลยตัดสินใจไปไทเปจนได้

    ส่วนทริปนี้จะมีอะไร หรือไม่มีอะไร หรือผมได้ค้นพบอะไรบ้าง
    ก็ขอเชิญออกเดินทางไปด้วยกันครับ

    อ่านให้สนุกนะครับ

                                                                                                                  


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in