เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Not today, he said.Ms.Ambiguous
Pink Angel
  • 05

     



    ผมไม่เคยเห็นคนในชุมชนแตกตื่นขนาดนี้มาก่อน

     

    ผู้คนวิ่งกันวุ่นวายท่ามกลางความร้อนที่แผ่มาถึงจุดที่กำลังยืนอยู่เสียงไซเรนของรถดับเพลิงยิ่งปั่นประสาทผมให้เตลิดเปิดเปิงผมพยายามฝ่าฝูงไทยมุงเข้าไป เห็นลุงคนหนึ่งแบกตู้เย็นวิ่งสวนมาแต่ผมไม่สนใจตอนนี้บ้านคือความกังวลอย่างเดียวของผม บ้านหลังสุดท้ายที่เป็นสมบัติในชีวิตบ้านที่แม่ซื้อไว้ บ้านที่มีอนุสรณ์ของแม่

     

    ถ้าเสียมันไป -- ผมจะไม่เหลืออะไรเลย

     

    เสียงร้องหงิงๆคุ้นหูเรียกให้ผมก้มมองไอ้แดงวิ่งหูลู่มาทางนี้เหมือนจะฟ้องว่าเกิดอะไรขึ้น ผมเงยหน้ามองท้องฟ้ามันกลายเป็นสีส้มอมดำที่อัดแน่นด้วยควัน เสียงคนร้องตะโกนโหวกเหวกดังจนจับใจความไม่ได้เอาน้ำมาทางนี้! สาดน้ำเร็ว! ทุกคนเอาแต่ตะเบ็งเสียงดังใส่กันแต่เปลวไฟที่อยู่ห่างไปไม่ไกลบอกผมว่าพวกเขาทำไม่สำเร็จหรอก ไฟลามมาเกือบปากซอยแล้วไม่มีอะไรหยุดมันได้จนกว่าเชื้อเพลิงจากบ้านจะมอดเอง

     

    ผมตั้งสติ พยายามมองหาทุกคนอย่างกระวนกระวายไอ้แดงวิ่งนำผมไปทางซ้ายราวกับรู้ว่าผมต้องการอะไร ในที่สุดผมก็เห็นเพื่อนบ้านลุงชื่นกับป้าหมอนกอดกันร้องไห้อยู่ข้างรถมูลนิธิ ส่วนคนอื่นๆยังไม่เห็นผมไม่เจอพี่ลี ป้าเพ็ญ ข้าวฟ่าง และลุงชัยเลย

     

    พี่! มีเด็กติดอยู่ใน!มีเด็กติดอยู่ในบ้านหลังที่สองอ่ะพี่!!!”

     

    เสียงพี่ลีร้องกรี๊ดตะโกนเรียกชื่อผมคอแทบแตกแกร้องเรียก ก้อง! ก้อง! อยู่หลายหนก่อนจะบอกเจ้าหน้าที่ดับเพลิงว่ามีคนติดอยู่ข้างในผมรีบเข้าไปจับไหล่พี่ลี บอกแกว่าผมอยู่นี่ ปลอดภัยดี ไม่ต้องเป็นห่วง

     

    โอ๊ย! ก้อง --”

     

    พี่ลีเข่าอ่อนแกทรุดนั่งบนพื้นกับหมาชิสุสองตัวแล้วร้องไห้

     

    ไฟไหม้ได้ไงครับพี่?

    พี่ก็ไม่รู้พี่ลีอุ้มหมามากอด หมาขนยาวสองตัวเขรอะฝุ่นแต่แกก็ยังกอดมันเอาไว้แน่น ดีที่อุ้มหมาออกมาทัน ถ้าหมาตายพี่ต้องตายแน่เลย”

     

    ผมรู้มานานแล้วว่าพี่ลีเป็นคนรักหมาแต่เพิ่งเห็นกับตาว่าแกรักมากขนาดไหนก็วันนี้ ผมถามถึงสมาชิกที่อยู่ในระแวกบ้านเราพี่ลีส่ายหน้า แกบอกว่าเจอแค่ลุงชื่นกับป้าหมอน ส่วนคนอื่นๆไม่เห็นเลย

     

    %3

  • 05

     



    ผมไม่เคยเห็นคนในชุมชนแตกตื่นขนาดนี้มาก่อน

     

    ผู้คนวิ่งกันวุ่นวายท่ามกลางความร้อนที่แผ่มาถึงจุดที่กำลังยืนอยู่เสียงไซเรนของรถดับเพลิงยิ่งปั่นประสาทผมให้เตลิดเปิดเปิงผมพยายามฝ่าฝูงไทยมุงเข้าไป เห็นลุงคนหนึ่งแบกตู้เย็นวิ่งสวนมาแต่ผมไม่สนใจตอนนี้บ้านคือความกังวลอย่างเดียวของผม บ้านหลังสุดท้ายที่เป็นสมบัติในชีวิตบ้านที่แม่ซื้อไว้ บ้านที่มีอนุสรณ์ของแม่

     

    ถ้าเสียมันไป -- ผมจะไม่เหลืออะไรเลย

     

    เสียงร้องหงิงๆคุ้นหูเรียกให้ผมก้มมองไอ้แดงวิ่งหูลู่มาทางนี้เหมือนจะฟ้องว่าเกิดอะไรขึ้น ผมเงยหน้ามองท้องฟ้ามันกลายเป็นสีส้มอมดำที่อัดแน่นด้วยควัน เสียงคนร้องตะโกนโหวกเหวกดังจนจับใจความไม่ได้เอาน้ำมาทางนี้! สาดน้ำเร็ว! ทุกคนเอาแต่ตะเบ็งเสียงดังใส่กันแต่เปลวไฟที่อยู่ห่างไปไม่ไกลบอกผมว่าพวกเขาทำไม่สำเร็จหรอก ไฟลามมาเกือบปากซอยแล้วไม่มีอะไรหยุดมันได้จนกว่าเชื้อเพลิงจากบ้านจะมอดเอง

     

    ผมตั้งสติ พยายามมองหาทุกคนอย่างกระวนกระวายไอ้แดงวิ่งนำผมไปทางซ้ายราวกับรู้ว่าผมต้องการอะไร ในที่สุดผมก็เห็นเพื่อนบ้านลุงชื่นกับป้าหมอนกอดกันร้องไห้อยู่ข้างรถมูลนิธิ ส่วนคนอื่นๆยังไม่เห็นผมไม่เจอพี่ลี ป้าเพ็ญ ข้าวฟ่าง และลุงชัยเลย

     

    พี่! มีเด็กติดอยู่ใน!มีเด็กติดอยู่ในบ้านหลังที่สองอ่ะพี่!!!”

     

    เสียงพี่ลีร้องกรี๊ดตะโกนเรียกชื่อผมคอแทบแตกแกร้องเรียก ก้อง! ก้อง! อยู่หลายหนก่อนจะบอกเจ้าหน้าที่ดับเพลิงว่ามีคนติดอยู่ข้างในผมรีบเข้าไปจับไหล่พี่ลี บอกแกว่าผมอยู่นี่ ปลอดภัยดี ไม่ต้องเป็นห่วง

     

    โอ๊ย! ก้อง --”

     

    พี่ลีเข่าอ่อนแกทรุดนั่งบนพื้นกับหมาชิสุสองตัวแล้วร้องไห้

     

    ไฟไหม้ได้ไงครับพี่?

    พี่ก็ไม่รู้พี่ลีอุ้มหมามากอด หมาขนยาวสองตัวเขรอะฝุ่นแต่แกก็ยังกอดมันเอาไว้แน่น ดีที่อุ้มหมาออกมาทัน ถ้าหมาตายพี่ต้องตายแน่เลย”

     

    ผมรู้มานานแล้วว่าพี่ลีเป็นคนรักหมาแต่เพิ่งเห็นกับตาว่าแกรักมากขนาดไหนก็วันนี้ ผมถามถึงสมาชิกที่อยู่ในระแวกบ้านเราพี่ลีส่ายหน้า แกบอกว่าเจอแค่ลุงชื่นกับป้าหมอน ส่วนคนอื่นๆไม่เห็นเลย

     

    ผมช่วยพี่ลีอุ้มหมาตัวนึงแล้วพาย้อนกลับไปหาลุงชื่นตอนนี้ผมเจอเพื่อนบ้านสามคน เหลืออีกหลายคนที่ต้องตามหาเสียงร้องไห้ของเด็กผู้หญิงเรียกให้ผมเดินฝ่าฝูงคนเข้าไป แล้วผมก็เจอข้าวฟ่างกับพี่อาสาคนหนึ่งห่างจากจุดที่เรารวมตัวกันไม่ไกลเท่าไหร่

     

    พี่ก้อง!”

     

    ข้าวฟ่างกระโดดกอดผมเนื้อตัวสกปรกเพราะเขม่าไฟ ผมเผ้าเสียทรงและมีกลิ่นไหม้เหมือนเพิ่งถูกช่วยออกมาผมกอดข้าวฟ่างแน่น เราสองคนร้องไห้โฮด้วยความดีใจ ในบรรดาเพื่อนบ้านที่อยู่ด้วยกันผมเป็นห่วงข้าวฟ่างมากที่สุดเพราะน้องยังเด็กเกินกว่าจะเจอเรื่องซวยๆแบบนี้

     

    แม่อยู่ไหนข้าวฟ่าง?!”

    แม่อยู่ร้านเสริมสวยเด็กหญิงร้องเสียงดัง หนูอยู่คนเดียวหนูนอนดูทีวีอยู่ แล้วไฟก็มา ไฟไหม้หมดเลย

     

    ผมไม่รู้จะเรียกเหตุการณ์นี้ยังไงมันคือความชิบหายซ้ำซ้อนในชิบหายจนผมตั้งสติไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรโฟกัสไปที่บ้านตัวเองหรือออกตามหาเพื่อนบ้านใจหนึ่งก็อยากไปดูให้เห็นกับตาว่ามันไหม้หมดแล้ว แต่อีกใจก็อยากหาพวกเขาให้เจอก่อนผมแค่อยากแน่ใจว่าทุกคนปลอดภัย

     

    ผมอุ้มข้าวฟ่างกลับไปหาพี่ลีตอนนี้คนสี่คนกับหมาสามตัวได้แต่กอดกันร้องไห้ ผมไม่ร่วมวงกับพวกเขา ผมแค่ยืนมองเปลวสีส้มที่เริ่มลามเข้ามาเรื่อยๆด้วยความสิ้นหวังจบสิ้นแล้ว หมดกัน นั่นคือสิ่งที่ผมคิดออกตอนนี้ 

     

    หลังจากทนรอซักระยะ ผมก็เห็นพี่อาสาวิ่งสวนมาทางพวกเราเนื้อตัวมีแผลไหม้เพราะเพิ่งช่วยคุณป้าคนหนึ่งออกมาได้ ผมรีบเดินตามสัญชาติญาณ มั่นใจว่านั่นต้องเป็นหนึ่งในเพื่อนบ้านของผมต้องเป็นป้าเพ็ญแน่ๆเพราะรูปร่างอ้วนท้วมเหมือนกัน

     

    ถึงจะไม่ค่อยสนิทแต่ผมก็ดีใจที่ป้าเพ็ญปลอดภัยพี่อาสาบอกว่าแกยืนร้องไห้ในบ้านจนเป็นลม พร่ำเพ้อถึงเงินสองแสนที่เก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าส่วนลุงชัยมีสภาพไม่ต่างกัน แกเดินเท้าเปล่ามาหาเรา ผมกอดลุงชัยเอาไว้แน่นด้วยความดีใจครบแล้ว ผมบอกตัวเอง พวกเขาปลอดภัยแล้ว สบายใจได้แล้ว

     

    กู้ภัยบอกว่าดับไม่ได้เพราะเป็นไม้เกือบทุกหลังทำได้แค่สกัดไม่ให้ลามมากกว่านี้

     

    ลุงชัยบอกแล้วร้องไห้เพื่อนบ้านของผมต่างพยายามให้กำลังใจกันและกันทั้งๆที่ตัวเองก็เสียขวัญพี่ลีพูดว่าโชคดีที่เราไม่ตาย ของพวกนั้นเป็นของนอกกายยังทำงานสร้างใหม่ได้แต่ชีวิตเราเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ แล้วลุงชื่นก็พูดต่อ ลุงชัยพูดต่อ ไอ้แดงเห่าต่อสลับกันไปท่ามกลางความวินาศสันตะโรที่เกิดขึ้นรอบตัว 

     

    ผมเหม่อมองเปลวไฟและความโกลาหลเบื้องหน้าไม่เห็นด้วยกับคำพูดของพี่ลีเหมือนคนอื่นๆเพราะมันหมดแล้ว หมดทุกอย่างทั้งแม่และบ้าน

     

    ชีวิตของนายก้องเกียรติจบสิ้นแล้ว

     

     

     

     

    เมื่อคืนเราต้องขอพึ่งใบบุญวัดชาวบ้านแถวนั้นช่วยกันบริจาคเสื่อกับผ้าห่มให้เรานอนในศาลา ป้าเพ็ญคือคนเดียวที่เข้าโรงพยาบาลส่วนพวกเราทั้งหมดปลอดภัยดี ทั้งพี่ลีกับแฟน ลุงชื่นกับป้าหมอน ลุงชัยข้าวฟ่างกับเจ๊หมิว และไอ้แดง ไอ้หมาเวรที่ขนไหม้นิดหน่อย ทุกคนปลอดภัยไม่มีใครบาดเจ็บ ไม่มีใครจากไป

     

    ผมไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงเพราะแบตโทรศัพท์หมดตั้งแต่เมื่อคืนและไม่มีกะจิตกะใจจะหยิบยืมใครนอกจากนอนตาค้างในศาลากับผู้ร่วมชะตากรรม พอฟ้าสางลุงชัยก็ลุกขึ้นนั่งแกชวนเราไปสำรวจบ้านซึ่งกู้ภัยบอกว่าดับไฟได้แล้ว

     

    ถ้าคิดว่าการเห็นไฟไหม้บ้านต่อหน้าต่อตาคือสิ่งที่สะเทือนใจที่สุดผมขอบอกว่าการเห็นซากของมันต่างหากที่บีบคั้นความรู้สึกมากกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่าเราเดินเท้าจากวัดกลับบ้าน พอเห็นซากที่เหลือจากการเผาไหม้ ทุกคนก็ร้องไห้ทั้งพี่ลีและแฟน ทั้งลุงชื่นและป้าหมอนลุงชัยที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ยังแอบปาดน้ำตาเมื่อเดินเข้ารั้วบ้านตัวเอง ส่วนผมว่างเปล่าไม่รู้สึกอะไรนอกจากตื้อตันเหมือนโดนจับถ่วงน้ำจนหายใจไม่ออก

     

    สิ่งที่ยังเหลืออยู่คือรั้วอิฐบล็อกสีดำกับแผ่นไม้ปริแตกเพราะความร้อนผมเดินเข้าบ้านพลางนึกว่าจุดนี้เคยเป็นอะไร ตรงนี้เคยเป็นกำแพงตรงนี้เป็นประตูบ้าน ทางซ้ายคือบันได ทางขวาคือโซฟา เมื่อวานทุกอย่างยังมีอยู่ แต่วันนี้กลายเป็นเศษผงดำๆกองรวมกันบนพื้นบ้านผมเป็นไม้ทั้งหลังก็เลยเหลือแค่เสาบ้านกับบันได ไม่มีผนัง ไม่มีหลังคาไม่มีชั้นสอง ไม่มีทีวี ไม่มีอะไรเหลือเลยแม้กระทั่งอนุสรณ์ของแม่

     

    ผมหยุดยืนจุดที่แม่จากไป  จินตนาการถึงเชือกที่เคยมีอยู่ ผมพยายามมองหาแต่ไม่พบไม่มีคราบหรือร่องรอยของแม่หลงเหลือเลยซักนิด ผมแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีเทาตอนใกล้รุ่งกลิ่นเหม็นไหม้ยังคงลอยคลุ้งทั่วโพรงจมูก ในเวลาแบบนี้ผมควรกำลังเปิดทีวีฟังข่าวพี่น้องไบรท์ควรนอนบนพื้นชั้นสองของบ้าน ไม่ใช่เดินสำรวจหาแม่จากกองขี้เถ้าแบบนี้

     

     เสียงร้องไห้ของเพื่อนบ้านดังมาเป็นระลอก ทุกคนต่างรำลึกความหลังและมองหาความหวังที่น่าจะหลงเหลือในกองเพลิงแต่ไม่มีใครหาเจอ ในซอยบ้านของเรา ไม่มีหลังไหนเหลือรอดเลย

     

    เมื่อกี๊เจ้าหน้าที่มาตรวจเขาบอกว่าไหม้เพราะโคมลอย

     

    เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นทุกคนรีบวิ่งไปหาผู้กระจายข่าวที่ยืนอยู่กลางซอยเพื่อถามไถ่ต้นเหตุของความบัดซบนี้

     

    แต่ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงลอยกระทง

    คงมีใครทำบุญปล่อยโคมมั้ง

    แล้วเราจะสืบหาตัวมันยังไงให้ตำรวจตามมันมารับผิดชอบบ้านพวกเราได้ไหม?

    เมื่อคืนกู้ภัยบอกให้แจ้งตำรวจก่อนเอาใบแจ้งความไปยื่นที่สำนักงานเขตแล้วค่อยไปกรมบรรเทาสาธารณภัยในซอยอารีย์ --”

     

    พวกเขาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างตั้งใจเมื่อใครคนหนึ่งบอกว่าเรายื่นเรื่องขอรับการช่วยเหลือจากทางรัฐได้ผมฟังแต่ไม่เข้าร่วม ความเคียดแค้นก่อตัวขึ้นแทนความเสียใจเมื่อรู้ว่าไฟไหม้จนวอดทั้งซอยแค่เพราะโคมลอยอันเดียว

     

    อย่าให้รู้นะว่าใคร

     

    ผมกัดฟัน

     

    ถ้าผมรู้ ผมจะฆ่ามัน ผมจะฆ่ามัน ผมจะฆ่าไอ้คนที่ปล่อยโคมลอยผมพูดกับตัวเองในใจซ้ำๆแล้วเดินกลับวัดทั้งน้ำตา

     

     

     

    ผมไม่รับรู้เวลาอีกเลยตั้งแต่เสียบ้านไป

     

    สองวันแรกความช่วยเหลือจากชาวบ้านช่วยให้พวกเรามีชีวิตอยู่ได้เราได้เสื้อผ้า ได้เครื่องนอน ได้รองเท้าใหม่ทดแทนคู่ที่ไหม้ไปพร้อมบ้านตอนอยู่วัด ทุกคนต่างให้กำลังใจกันและกัน หลวงพ่อเทศน์ให้ปลงในความไม่แน่นอนเพื่อช่วยปลอบอีกทางผมเองก็ร่วมวงกับพวกเขาและจำวรรคหนึ่งที่ท่านพูดได้

     

    คนเรามาแต่ตัวไปแต่ตัวทรัพย์สินเงินทองไม่จีรังยั่งยืน ไม่ตายก็หาใหม่ได้

     

    ผมทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในคราวเดียวกันทรัพย์สินหาใหม่ได้ก็จริง แต่อนุสรณ์ของแม่หาใหม่ไม่ได้ มันคือความคิดขบถในหัวของเด็กอายุสิบเจ็ดที่กำลังเคว้งคว้างหาที่ยึดเหนี่ยวไม่ได้ศาสนาไม่ช่วยให้ความเศร้าของผมดีขึ้นคำให้กำลังใจของเพื่อนบ้านก็ไม่ช่วยให้ผมดีขึ้น อ้อมกอดของลุงชัย ลุงชื่น พี่ลีข้าวฟ่าง แม้แต่ไอ้แดงที่เข้ามาอ้อนก็ไม่ช่วยให้ผมดีขึ้นผมจมอยู่กับความสูญเสียทั้งวัน หวนคิดอาลัยอาวรร์ถึงแม่ คิดถึงบ้านและกลัวอนาคตจนร้องไห้ตลอดเวลา

     

    เข้าสู่วันที่สาม ทุกคนเริ่มแยกย้ายตามทางของตัวเองเพราะผมไม่ใช่เด็กเล็กจึงเป็นไปได้ยากที่จะมีใครเมตตาอุปการะพาไปอยู่ด้วย ยิ่งในภาวะที่หมดเนื้อหมดตัวกันแบบนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ทุกคนต้องเลือกครอบครัวตัวเองก่อนด้วยกันทั้งนั้น แน่นอนว่าผมเข้าใจ แต่ความเข้าใจไม่ทำให้รู้สึกดีเลย

     

    คนแรกที่ย้ายออกจากวัดคือพี่ลีกับแฟนแกจะไปอยู่ชั้นสองของร้านเบเกอรี่ซึ่งเป็นตึกคูหาเดียวและมีห้องนอนเดียวคนที่สองคือข้าวฟ่างกับเจ๊หมิว ทั้งสองคนจะอยู่ห้องเช่าของร้านเสริมสวยชั่วคราวเจ้าของร้านใจดีเลยให้พวกเขาพักฟรีจนกว่าจะตั้งตัวได้

     

    คนที่สามคือลุงชื่นกับป้าหมอน ลูกสาวกับสามีที่เป็นข้าราชการขับรถกระบะมีหลังคาจากโคราชมารับถึงวัดวันนั้นผมรู้สึกแย่ที่สุดเพราะเห็นไอ้แดงได้นั่งรถไปกับลุงชื่นด้วยมันร้องหงิงๆดีใจเมื่อรู้ว่าสถานะของตัวเองไม่ได้กลายเป็นหมาวัดลุงชื่นกับป้าหมอนรักมันมากจนทิ้งไม่ลง แกบอกว่าจะพาไปอยู่บ้าน จะเลี้ยงอย่างดีเพราะบ้านลูกสาวที่โคราชมีสนามหญ้าให้วิ่งเล่นเป็นไร่ๆ

     

    ดีจังเลยแดง

     

    ผมบอกขณะลูบหัวหมาไทยพันธุ์ทางสีน้ำตาลแดงเบาๆร้อยวันพันปีเราไม่เคยญาติดีกันเพราะไอ้แดงประจบทุกคนยกเว้นผม ส่วนผมหมั่นไส้มันที่ไม่อ่อนน้อมถ่อมตัวจึงไม่อยากผูกมิตรเท่าไหร่แต่พอรู้ว่าถึงเวลาต้องแยกกัน ไอ้แดงกลับเข้าหาผมราวกับจะบอกลา

     

    ไปอยู่โคราชก็อาบน้ำบ่อยๆนะเหม็นสาบ

     

    มันร้องหงิงกระดิกหางแล้วเอาคางมาเกยเข่า ไอ้หมาเวรเอ๊ยรู้ว่าตัวเองเหม็นก็ยังจะเข้ามาใกล้อีกท่าทางไม่ได้สำเหนียกฟังสิ่งที่ผมเพิ่งพูดไปเลย

     

    ทำตัวดีๆด้วยอย่าหยิ่งกับลูกลุงชื่นล่ะ เดี๋ยวจะโดนทิ้งให้เป็นหมาเฝ้าสวน

     

    ผมพูดต่อเริ่มรังเกียจความสากที่ติดมือเพราะไอ้แดงไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่ปีใหม่ คราวนี้มันครางงื้ดเสียงยาวคงกำลังปลอบหรือไม่ก็กำลังด่าผมอยู่ ต้องเป็นอย่างหลังแน่ๆ เพราะไอ้แดงไม่มีทางคิดอะไรดีๆเหมือนหมาทั่วไปหรอก

     

    พอถึงเวลาพวกเขาก็ไป ผมมองรถกระบะของลุงชื่นหายออกจากวัดจนลับสายตาลุงชัยคือคนเดียวที่ยังอยู่วัดเพราะแกไม่มีใคร แกเลิกกับเมียและไม่ติดต่อพี่น้องมายี่สิบกว่าปีแล้วลุงบอกว่าถ้าวิ่งวินได้เงินก้อนใหญ่เมื่อไหร่จะย้ายไปอยู่ห้องเช่าและจะพาผมไปด้วย แต่ตอนนี้เราคงต้องพึ่งใบบุญของหลวงพ่อไปก่อน

     

    ดังนั้นสถานะของผมจึงกลายเป็นเด็กวัดโดยสมบูรณ์ผมต้องย้ายจากศาลาไปนอนห้องรวมที่มีเด็กผู้ชายห้าคน กำลังเรียนประถมสามคนมัธยมหนึ่งคน แก่กว่าผมหนึ่งคน พวกเขาพยายามปลอบใจด้วยการบอกข้อดีของการเป็นเด็กวัดแต่ผมเข้าไม่ถึงเลย

     

    แมวที่วัดเราดีนะ น่ารักทุกตัวขี้อ้อนด้วย ตัวนั้นชื่อส้ม ตัวนี้ชื่อสีนวล ส่วนตัวดำๆนั่นชื่อปลานิลเป็นลูกรักหลวงพ่อแต่ก้องจะไปอุ้มมาเล่นที่ห้องก็ได้

     

    ผมไม่ชอบแมว

     

    เซเว่นอยู่ไม่ไกลหิวเมื่อไหร่เดินออกไปซื้อของกินได้ตลอด แถมหลังวัดก็มีตลาดทุกวันพุธด้วยของกินเพียบ ไม่ต้องกลัวอดอยาก

     

    ผมไม่มีกะจิตกะใจจะกินโดยเฉพาะหลังไฟไหม้บ้านตัวเองเมื่อวันก่อน

     

    แต่หลวงพ่อใจดีมากนะเวลามีคนถวายขนมเค้ก หลวงพ่อยกให้พวกเราหมดเลย

     

    น่าดีใจตรงไหน ก็แค่เค้กผมเคยกินของอร่อยกว่านั้นมาตั้งเยอะ

     

    ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองโชคดีที่พระท่านเมตตาให้ที่ซุกหัวนอนผมคิดแค่ว่าทำไมวันนั้นไม่กลับให้เร็วกว่านี้ ถ้ากลับตามเวลาปกติคงได้ตายสมใจแถมเป็นการตายที่ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันเผาศพด้วย พอนึกถึงวันนั้น ผมก็นึกถึงพี่อู๋ วันก่อนผมมัวแต่ยุ่งเรื่องที่ซุกหัวนอนเลยไม่ได้โทรบอกเขาป่านนี้กล่องข้อความคงระเบิดแล้วแน่ๆ เขามักจะทำอย่างนั้นถ้าผมไม่ยอมรับสาย ยิ่งหายไปสามวันแบบนี้ต้องยิ่งโทรมาเป็นร้อยสายแน่นอน

     

    ผมขอยืมสายชาร์ตของพี่บอลซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่อายุเยอะสุดในวัดเมื่อหน้าจอสว่างก็นั่งรอข้อความจากพี่อู๋แต่มันว่างเปล่าไม่มีการแจ้งเตือนบอกว่าเบอร์พี่อู๋พยายามติดต่อมาแต่อย่างใดเขาไม่ได้โทรหาผมเลยนับจากวันสุดท้ายที่เราเจอกัน

     

    พี่อู๋อาจจะยุ่งอยู่

     

    วันนั้นเขาบอกว่ารีบกลับเพราะมีเรื่องด่วนบางทีอาจเป็นครอบครัวของเขา เป็นเพื่อน เป็นแฟน เป็นใครซักคนที่สำคัญกว่านายก้องเกียรติน่าแปลกที่ครั้งหนึ่งผมเคยอยากให้พี่อู๋ออกไปจากชีวิต พอเขาหายไปจริงๆกลับรู้สึกเหมือนถูกทิ้งทั้งๆที่เราไม่ได้เป็นญาติกันพี่อู๋ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบชีวิตผมด้วยซ้ำแต่การหายไปของเขาทำให้ผมจมดิ่งในความโดดเดี่ยวยิ่งกว่าเดิม

     

    ไม่เหลือใครแล้ว

     

    ผมร้องไห้เงียบๆในห้องนอนที่ต้องแชร์ร่วมกับคนอื่นใช้เวลาทำใจอยู่นานจนเด็กคนหนึ่งเปิดประตูเรียกให้ไปกวาดลานวัดเมื่อเห็นผมกำลังร้องไห้ เขาก็จากไปโดยบอกว่าวันนี้จะกวาดให้ก่อน พรุ่งนี้ผมค่อยกวาดแทน

     

    สิ่งที่พี่อู๋ทำส่งผลต่ออารมณ์ของผมมากมันเจ็บยิ่งกว่าหัวใจสลาย เจ็บยิ่งกว่าเห็นบ้านกลายเป็นขี้เถ้าเพราะมันคือการถูกทิ้งครั้งที่สองผมถูกทิ้งอีกแล้ว แต่ที่น่าเสียใจยิ่งกว่าคือการที่พี่อู๋ไม่บอกเหตุผลว่าทำไมไม่ติดต่อกลับมาความคลุมเครือของเขาทำให้ผมเห็นภาพซ้อนของแม่ พี่อู๋เหมือนแม่ตรงที่ไม่เคยบอกเหตุผลว่าทำไมทำไมถึงทิ้งผมไปโดยไม่พูดอะไรซักคำ

     

     

     

     

     

    วันที่สี่พี่บอลเล่นมุกว่าผมควรรับจ้างร้องไห้หน้าโลง เพราะสภาพผมตอนนี้ดูเศร้าและชวนหดหู่ยิ่งกว่าญาติคนตายเสียอีก

     

    เย็นนี้มีงานศพคืนแรกของอดีตนักการเมืองที่วัดจึงวุ่นวายเป็นพิเศษเพราะต้องเตรียมงานใหญ่โตผมกับเด็กวัดคนอื่นๆถูกเกณฑ์ให้ไปช่วยจัดสถานที่ หลังจัดเก้าอี้ห้าร้อยตัวเรียบร้อยเจ้าภาพก็บอกว่าถ้าอยู่ช่วยจนจบงานจะให้เงินพิเศษ ทุกคนดีใจที่ได้เงินเพิ่มผมเองก็ดีใจเพราะจะได้มีเงินจ่ายค่าน้ำมันเผาศพล่วงหน้าให้ตัวเองเสียที

     

    ลุงชัยก็มาช่วยโรงครัวทำกับข้าวเหมือนกันช่วงนี้ลุงยุ่งๆเลยไม่มีเวลาใส่ใจผมเท่าไหร่ วันนึงเราเจอกันแค่ช่วงเช้า ผมตื่นตั้งแต่ตีห้าเดินตามหลวงพ่อไปบิณฑบาตส่วนลุงก็วิ่งวินหาเงินจ่ายค่ามัดจำบ้านเช่า กว่าลุงจะกลับก็สองสามทุ่ม ตอนนั้นผมเก็บตัวใต้ผ้าห่มแล้วทุกคนคิดว่าผมเป็นพวกนอนเร็ว แต่เปล่าเลย ตลอดสี่วันที่ผ่านมาผมหลับวันละสองสามชั่วโมงที่เห็นนอนใต้ผ้าห่มก็แค่หาที่ส่วนตัวเพื่อร้องไห้เท่านั้น

     

    การช่วยงานศพทำให้ผมได้ขบคิดหลายๆอย่างระหว่างเดินเสิร์ฟของว่าง ผมแอบชำเลืองมองบรรยากาศโดยรอบ วงดนตรีไทยบรรเลงเพลงโศก ผู้คนมากหน้าหลายตาทยอยเดินเข้ามาร่วมแสดงความเสียใจกับญาติๆหลังจากนั้นพวกเขาก็ทานอาหารที่เจ้าภาพเตรียมให้ ฟังพระสวดอีกนิดหน่อยแยกย้ายกันเมื่อบทสวดจบ การเห็นภาพพวกนี้ทำให้ผมได้ข้อสรุปกับตัวเอง งานศพคืองานฉลองสุดท้ายของคนตาย

     

    ต่อให้บรรยากาศจะเศร้าแค่ไหน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคล้ายงานเลี้ยงขนาดย่อมมีทั้งดนตรี มีอาหาร มีการพบปะพูดคุย มีการประดับตกแต่งดอกไม้หน้าโลงศพ แถมยังมีพวงหรีดและพัดลมที่แขกนำมาถวายอีกงานศพจึงเปรียบเหมือนงานฉลองสุดท้ายของชีวิตซึ่งผมมองว่าเป็นงานเลี้ยงที่ถูกคุมโทนให้สวมชุดขาวดำแต่จริงๆแล้วคือการสังสรรค์อำลาคนตายเพื่อให้คนเป็นสบายใจต่างหาก

     

    ผมกำลังจินตนาการว่าตัวเองคือคนที่นอนในโลงแทนอดีตนักการเมืองในนั้นคงเย็นมาก คงหนวกหูเสียงพูดคุยจอแจของแขกที่มาร่วมงานแถมกลิ่นธูปกับดอกไม้สดก็ตีผสมกันจนคลื่นไส้ แต่อย่างน้อยก็เป็นงานสังสรรค์ที่ดีเพราะอดีตนักการเมืองคนนี้ยังมีญาติมิตรที่คิดถึงในขณะที่ผมไม่มีใคร เพื่อนบ้านแยกย้ายไปหมดแล้ว ส่วนผมไม่เป็นที่ต้องการไม่สามารถไปอยู่กับใครได้เพราะเป็นส่วนเกิน

     

    แล้วจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

     

     ผมถามตัวเอง ความคิดฆ่าตัวตายเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆเมื่องานศพดำเนินมาถึงตอนจบเจ้าภาพเรียกพวกเราไปรวมตัวด้านในเพื่อให้ซองทุกคนที่มาช่วยงาน ผมยกมือไหว้ขอบคุณแล้วเตรียมหันหลังกลับแต่คุณน้าที่เป็นลูกสาวคนตายก็จับแขนผมเอาไว้

     

    น้องไม่สบายหรือเปล่า?

     

    ผมส่ายหน้างุนงง ต่อให้เด็กวัดไม่สบายก็ไม่ใช่ธุระอะไรของเจ้าภาพเสียหน่อยไม่รู้จะใส่ใจทำไม ผมยกมือไหว้แล้วขอตัวกลับไปนอนที่ห้องส่วนเด็กวัดคนอื่นๆตามพี่บอลไปซื้อขนมที่เซเว่น เขาถามผมว่าอยากได้ขนมไหมผมตอบว่าไม่ ผมไม่อยากกินอะไร ผมอยากปล่อยให้กระเพาะอาหารว่างจะได้ดูดซึมง่ายๆ

     

    พวกเขาวิ่งไปเซเว่นอย่างเริงร่าปล่อยให้ผมได้ใช้เวลาวางแผนเงียบๆคนเดียวในห้อง ผมหยิบสมบัติหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ตอนนี้มาถือกระเป๋าผ้าเขรอะฝุ่นใบนี้มีสิ่งที่จะช่วยปลดปล่อยผมให้เป็นอิสระ ยานอนหลับสองแผงสำหรับสองอาทิตย์ร่วงหล่นลงตรงหน้าผมอ่านชื่อตัวยาบนแผ่นฟอยล์

     

    Lorazepam 1.0 mg.

     

    ผมไม่รู้หรอกว่ายานี่แรงพอที่จะช่วยส่งผมไปเจอแม่ได้หรือไม่แต่ยี่สิบเม็ดคงทำให้ได้หลับยาวสมใจแน่ๆ ผมแกะมันออกจากแผงหมดรวดเดียว ยัดยาทรงกลมเม็ดเล็กสีขาวใส่ปากแล้วกระดกน้ำตามจังหวะนั้นผมไม่คิดอะไรนอกจากอยากหลุดพ้นจากความน้อยเนื้อต่ำใจ ผมแค่อยากพักจากทุกอย่างอยากลืมว่าถูกทิ้ง ไม่อยากเสียใจอีกแล้ว

     

    น่าแปลกที่ผมร้องไห้โฮเมื่อกินยาทุกเม็ดจนหมดเกลี้ยงไม่ได้ร้องเพราะกลัวตาย แต่ร้องไห้เพราะต้องเขียนจดหมายลาตายของตัวเองต่างหากผมหยิบกระดาษกับปากกาที่หมอให้ขึ้นมา บรรจงเขียนอย่างตั้งใจเพื่อส่งความปรารถนาสุดท้ายถึงทุกคน

     

    ช่วยสงเคราะห์ค่าเผาศพให้หน่อยครับเผาเสร็จแล้วจะทำอะไรก็ได้ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือจนถึงวันนี้ครับ ลงชื่อก้องเกียรติ

     

    หยดน้ำตาพรั่งพรูราวกับรู้ว่านี่คือครั้งสุดท้ายที่จะได้ร้องไห้ผมพับจดหมายวางข้างหมอนแล้วล้มตัวลงนอน ความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวันทำให้ร่างกายหนักอึ้งหลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ ทุกอย่างก็มืดสนิท นายก้องเกียรติพร้อมจะออกตามหาแม่แล้วครับ

     

     

     

     

    เสียงเอะอะตึงตังปลุกให้ผมรู้สึกตัวแต่ไม่ใช่การรับรู้แบบเต็มร้อย แค่ได้ยินเสียงเพื่อนร่วมห้องดังแว่วมาเท่านั้น

     

    ก้อง! มีคนมาหา!”

     

    พี่บอลเรียกเขาเขย่าตัวผมจนต้องลืมตาทั้งๆที่มึนสุดขีด ทันทีที่เห็นหน้าพี่บอลผมก็ขมวดคิ้ว ผมควรเจอแม่เจอยมทูต หรือใครซักคนที่ไม่ใช่เพื่อนร่วมห้อง แล้วทำไมตอนนี้ผมถึงเห็นพวกเขาถือถุงซาลาเปาเซเว่นกับไอศกรีมแท่งทำไมผมยังอยู่ในห้องเดิม ทำไมยังได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดของพัดลมเหมือนเดิมราวกับแค่งีบหลับไปไม่นาน

     

    ก้อง! ไปเจอพี่เขาก่อนแล้วค่อยมานอนต่อก็ได้เร็วๆเลย

     

    เสียงตำหนิของพี่บอลผ่านเข้าหูผมพยายามลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเลก่อนจะถามเขาว่าใคร พี่บอกบอกว่าไม่รู้ เป็นผู้ชายตัวสูงๆใส่ชุดสีชมพูเดินถามหาก้องมาสิบนาทีแล้ว

     

    หรือจะเป็นยมทูต

     

    ผมเดา

     

    ยมทูตยุคใหม่ที่สวมเสื้อสีชมพู

     

    ผมทึกทักเอาเองว่านี่คือช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างความเป็นกับความตายสิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือการเดินไปหายมทูตแล้วขอร้องให้เขาพาผมไปไกลๆจากที่นี่เสียทีดังนั้นผมจึงพยายามลุกขึ้นยืน แต่ก็มึนมากจนเซล้มอยู่หลายครั้งกว่าจะถึงประตู

     

    ผมได้ยินเสียงพี่บอลคุยกับใครซักคนอยู่หน้าห้องเริ่มสงสัยว่าเดี๋ยวนี้ยมทูตสื่อสารกับเด็กวัดได้ด้วยเหรอ ผมใช้มือเปิดประตูก่อนจะหน้าคว่ำลงไปกองบนพื้นดังตุ้บ!แรงกระแทกไม่ทำให้เจ็บเท่าไหร่ผมแค่รู้สึกง่วงนอนมากๆแต่ยังรับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัวบ้าง

     

    ง่วงจัง

     

    ผมคิดพร้อมกับพยายามลุกขึ้นแล้วก็ล้มหัวโขกพื้นอีกครั้ง

     

    ไม่ไหว ผมเดินต่อไปไม่ไหว

    สงสัยต้องนอนก่อนไว้พรุ่งนี้ค่อยเจอยมทูตก็ได้

     

    ก้อง!”

     

    ทำไมได้ยินเสียงของพี่อู๋เรียกชื่อผม

     

    ก้อง! ก้องเป็นอะไร!”

     

    ผมถอนหายใจอย่างรำคาญ แม้แต่ตอนตายเขายังขัดขวางการนอนของผมระหว่างที่กำลังด่าพี่อู๋ในใจ ใครบางคนก็พลิกตัวให้ผมนอนหงายเขาเป็นผู้ชายตัวสูงใหญ่และสวมเสื้อสีชมพูเหมือนที่พี่บอลว่า ผมคิดว่ายมทูตจะใจเย็นกว่านี้แต่เปล่าเลยเขาร้องโหวกเหวกโวยวายเสียงดังเหมือนพี่อู๋ ไม่เห็นสุขุมเยือกเย็นอย่างที่คิด

     

    เงียบ รำคาญ

     

    ผมพึมพำยมทูตที่เสียงคล้ายพี่อู๋พยายามหิ้วผมไปที่ไหนซักแห่ง ผมคิดเอาเองว่าน่าจะเป็นพาหนะสำหรับรับส่งวิญญาณแต่แปลกใจที่มันเบาะนั่งของมันดูเหมือนวีออสของพี่อู๋เปี๊ยบเลย ผมอยากอ้าปากถามยมทูตว่าเดี๋ยวนี้ไม่ใช้วัวเทียมเกวียนกันมารับวิญญาณแล้วเหรอแต่สุดท้ายความง่วงก็เป็นฝ่ายชนะ ผมหลับสนิทโดยยังไม่ทันรู้เลยว่ายมทูตชื่ออะไร






    You can send love by leaving comment or hashtag on twitter


    #เขาบอกผมว่าไม่ใช่วันนี้

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in