เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
พิฬารลมnimon
ตอนที่ ๑ บุหลันส่องสกาวเหนือดารา


  • “นา ติเวลํ ปภาเสยฺย นตุณหี สพฺพทา

    สิยา อวิกิณฺ มิตํ วาจํ ปตฺเตกาเล อุทีริเย

    - ไม่ควรพูดจนเกินกาล ไม่ควรนิ่งเสมอไป

    เมื่อถึงเวลาก็ควรพูดพอประมาณ 

    ไม่พร่ำเพรื่อ -”


         “หากแม้นมองดารารัศมี

    มองให้ดีจะพบเธอคู่กับฉัน

    มองให้มั่นจะพบรักอันนิรันดร์

    เมียงมองนั้นพบว่าฉันรักเธอ”


         วันนี้เป็นวันที่ฉันลาหยุดพักวันสุดท้าย ก่อนที่ฉันจะต้องกลับไปทำงาน และฉันตัดสินใจไปตากเสื้อผ้าที่ระเบียง และเจอกับคุณวายุ ที่อยู่ห้องใกล้กัน และคุณวายุเป็นคนที่มีอัธยาศัยดีมาก เพราะตั้งแต่แรกพบที่เจอกัน คุณวายุเป็นคนช่างสรรหาเรื่องราวมาคุยกันได้ทุกครั้งที่พบเจอ และวันนี้ก็เช่นเดียวกัน


    “คุณเมย์มาตากเสื้อผ้าหรือครับ”วายุพูด

    “ใช่ค่ะ”ฉันพูด


    “คุณเมย์รู้ไหมว่า พรุ่งนี้จะมีคนใหม่ย้ายเข้ามาที่ห้องว่างข้างๆคุณเมย์ แล้วผมคิดว่า ผมจะไปซื้อของให้กับคนใหม่ที่ย้ายเข้ามาครับ เพราะว่า ชั้นเรามีเพื่อนบ้านครบถึงสามคนแล้ว ผูกมิตรไว้ดีกว่าสร้างศัตรู จริงไหมครับ”วายุพูดซะยาว แต่แสดงออกถึงความมีมิตรไมตรีของวายุ เพราะตอนที่ฉันย้ายเข้ามา เขาก็มาเคาะประตูและซื้อของขึ้นห้องใหม่มาให้เหมือนกัน ดังนั้น ฉันเลยบอกกับเขาไปว่า


    “ฉันเตรียมของที่จะให้คุณห้องใหม่เรียบร้อยแล้วค่ะ”ฉันพูด


    “อ้าว คุณเมย์รู้ก่อนผมอีกหรือครับ”วายุถาม


    “รู้เมื่อวานค่ะ เมย์จะบอกกับคุณวายุ แต่เมื่อวานคุณวายุไม่อยู่ค่ะ”ฉันพูด


    “เมื่อวาน ผมเลิกดึกครับ เพราะใกล้สิ้นเดือนแล้ว กว่าจะปิดงานสำเร็จ ก็กินเวลานานเลยครับ”วายุบอก ก่อนจะถามฉันว่า


    “แล้วคุณเมย์รู้ไหมว่า เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย”วายุถาม


    “ข้อนี้ เมย์ไม่รู้ค่ะ แต่เมย์ซื้อของที่เหมาะทั้งหญิงทั้งชายเลยค่ะ”ฉันบอก


    “ผมถามได้ไหมว่า คืออะไร”วายุถาม


    “เทียนหอมค่ะ”ฉันตอบ


    “ดีมากเลยครับ”วายุบอก ก่อนจะบอกกับฉันว่า 


    “งั้นผมขอไปซื้อของให้กับเพื่อนบ้านใหม่ก่อนครับ”วายุบอก


    “ได้เลยค่ะ”ฉันพูด และเดินมาตากเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนที่ฉันจะเดินไปทำอาหาร และเตรียมเสื้อผ้าที่จะไปทำงานในวันพรุ่งนี้


         และขณะที่ฉันกำลังดูทีวีอยู่นั้น ฉันได้ยินเสียงของคุณวายุเรียกฉันผ่านระเบียงห้อง ดังนั้น ฉันจึงได้เปิดประตูระเบียงไปคุยกับคุณวายุ


    “มีอะไรหรือเปล่าคะ คุณวายุ”ฉันถาม


    “ผมซื้อนี้มาครับ”วายุพูดพร้อมโชว์รองเท้าที่เดินในบ้านให้ดู มันเป็นรองเท้าที่มียี่ห้อ ราคาแสนแพง ซึ่งฉันเคยสงสัยมานานแล้วว่า 


    ‘ทำไม คุณวายุถึงชอบซื้อของแพง และกล้าใช้เงินมากขนาดนี้นะ’ฉันได้แต่คิดในใจ 


    “ให้คนใหม่หรือคะ”ฉันถาม


    “ใช่ครับ คุณว่า คนใหม่จะชอบไหม”วายุถาม


    “ชอบอยู่แล้วล่ะค่ะ ไม่ว่า ใครให้อะไรก็ชอบหมดล่ะค่ะ”ฉันตอบ


    “ผมขอบคุณมาก อืม แล้วผมมีเรื่องถามคุณเมย์ต่อ”วายุพูด


    “เรื่องอะไรคะ”ฉันถาม


    “พรุ่งนี้ผมจะชวนคุณเมย์และเพื่อนบ้านใหม่ไปกินชาบูกันที่เดิม ที่ผมเคยชวนคุณเมย์ไปกินด้วยกัน ตอนเจอกันครั้งแรกครับ”วายุบอก


    “อืมก็ดีนะค่ะ เราปล่อยตรงดาดฟ้าโล่งมานานแล้วเนอะ”ฉันพูดถึงดาดฟ้าที่อยู่ข้างๆห้องของคนที่อยู่ใหม่


    “ใช่ครับ วันนี้ ผมไปทำความสะอาดดาดฟ้าเตรียมพร้อมเลยนะครับ”วายุพูด


    “คุณวายุดูตื่นเต้นกับเพื่อนบ้านคนใหม่มากเลยคะ”ฉันถามด้วยความใครร่รู้


    “คุณเมย์น่าจะรู้ว่า ผมเป็นคนแบบไหน ตอนคุณเมย์มา ผมก็ตื่นเต้นแบบนี้ล่ะครับ”วายุพูด


    “ก็คงงั้นมั่งค่ะ”ฉันตอบ และอยู่ๆดี ฉันอยากรู้ขึ้นมาว่า คุณวายุทำงานอะไรนะ ฉันเลยลองถามขึ้นมาว่า


    “ฉันอยากรู้มานานแล้วว่า คุณวายุทำงานอะไรหรือคะ”ฉันถาม


    “ผมทำงานขายประกันครับ”วายุพูดและยื่นนามบัตรให้


    “เหมาะกับคุณวายุมากเลยค่ะ”ฉันตอบ พร้อมรับนามบัตรมา และคิดในใจว่า 


    ‘ไม่น่าถามเลย เดี๋ยวชวนซื้อประกันขึ้นมา ทำไงดี’


    “คุณเมย์ไม่ต้องทำหน้าเหมือนกับว่า ผมจะมาขายประกันเลยครับ ยังไง ผมไม่ขายประกันให้คุณเมย์แน่ๆ”วายุพูด และพูดต่อว่า


    “แต่กับคนใหม่ ถ้าดูทรงแล้วขายได้ ผมก็จะขายครับ”


    “งั้นโชคดีที่ทรงของฉันขายไม่ได้ ใช่ไหมคะ”ฉันถาม


    “อืมครับ ผมมั่นใจว่า คุณเมย์เกลียดคนขายประกันที่สุดเลย”วายุพูดจี้ใจดำ


    “แหม ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ”ฉันตอบ


    “ขนาดนั้นเลยล่ะครับ”วายุพูดและหัวเราะออกมา ทำให้ฉันต้องหัวเราะออกมาด้วยเช่นกัน


    “ก็ไม่ชอบเป็นการส่วนตัว”ฉันพูดและลูบหัวตัวเองอย่างเขินๆ ก่อนที่วายุจะบอกว่า


    “ผมไม่ถือหรอกครับ แต่ผมทำอย่างอื่นด้วยนะ เผื่อคุณเมย์จะสนใจขึ้นมา”วายุพูด และยื่นอีกนามบัตรหนึ่งให้


    “เพื่อนคุยหรือคะ อืม แบบเพื่อนนอนหรือคะ เมย์ไม่เอาด้วยหรอก”ฉันถามด้วยเสียงหลง


    “เปล่าครับๆ เพื่อนคุยอย่างเดียว แต่ไม่มีการนอนแน่นอนครับ”วายุพูด


    “งั้นเมย์ก็ขอบายอยู่ดี เพราะทุกวันที่เราเจอกันก็คุยกับคุณวายุจนคลายเหงาอยู่แล้วค่ะ สงสัยเมย์คงไม่ต้องขอเพื่อนคุยเพิ่มแล้ว”ฉันพูด


    “อ้าว ซะงั้น”วายุพูดแล้วหัวเราะพร้อมกันกับฉัน ก่อนที่จะขอตัวเข้าห้องไปห่อของขวัญให้เพื่อนบ้านใหม่ก่อน


    ‘คิดว่า เราขี้เหงาหรือเนี่ย’ฉันคิดในใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป นอกจากกลับไปดูทีวีเหมือนเดิม

  •      วันรุ่งขึ้น ฉันเดินทางด้วยความสบายใจ หลังจากได้หยุดนานถึงสิบสี่วัน ที่ฉันได้ไปท่องเที่ยวยุโรปคนเดียว ก่อนจะกลับมาพักที่บ้าน แล้วค่อยไปทำงานในวันนี้ และเมื่อฉันเดินทางมาที่ทำงาน ฉันก็พบว่า ที่ว่างข้างๆฉันรับคนใหม่เข้ามาทำงานแล้ว ฉันเลยทักทายแม่บ้านว่า


    “รับคนใหม่หรือคะ”ฉันถาม


    “ใช่ค่ะ คุณเมย์ หล่อมากเลยค่ะ”แม่บ้านพูดแบบกระซิบ


    “คนไทยหรือญี่ปุ่นคะเนี่ย”ฉันถามด้วยความอยากรู้


    “คนไทยค่ะ เสียดายอยู่อย่างเดียว เงียบขรึมไปหน่อย”แม่บ้านกระซิบ


    “ชวนคุยแล้วหรือคะ”ฉันสงสัยจึงถามดู


    “ค่ะ แต่ไม่คุยไม่พอ แล้วทำหน้านิ่งตอบด้วยค่ะ”แม่บ้านพูด แล้วขอตัวไปทำงานต่อก่อน


    ‘ทำไม ต้องให้ผู้ชายหน้าตาดีมาอยู่ข้างๆด้วยนะ’ฉันคิดในใจ เพราะฉันแพ้ทางผู้ชายหน้าตาดีอยู่แล้ว จะคุยก็คุยไม่ออก แถมรู้สึกเขินๆอีก และฉันนึกคำพูดพี่บุ๋มขึ้นมาได้ว่า 


    ‘จะให้ฉันฝึกพนักงานใหม่ หลังกลับจากพักผ่อน จริงด้วย ฉันลืมไปได้ไงเนี่ย อย่างนั้น ขอฉันทำใจแปล๊บก่อน’


    “พี่เมย์ กลับมาแล้วหรือค่ะ ของฝาก”น้องนิด น้องในแผนกทวงของฝากทันที


    “จ้ะ”ฉันพูด และยื่นของฝากให้น้อง 


    “พี่เมย์  นิดอิจฉาพี่เมย์มากเลย ที่ได้อยู่กับคนหล่อแบบพี่ศศิ”น้องนิดพูด และเว้นวรรค ก่อนที่จะพูดต่อว่า


    “ชื่อพี่เขาแปลกมากด้วยนะ”น้องนิดพูด ถอนหายใจนิดๆ ก่อนจะพูดถึงชื่อพนักงานคนใหม่ว่า


    “ศศิพิฬาร”


    “แปลว่า”ฉันถามด้วยความสงสัย


    “แมวในพระจันทร์ค่ะ”น้องนิดบอก


    “น้องนิดรู้ได้ไง”ฉันสงสัย


    “หนูถามพี่เขาค่ะ แต่พี่เขาบอกว่า ให้เรียกว่า ศศิเฉยๆ”น้องนิดบอก


    “สงสัยให้หมอดูตั้งชื่อมั่ง”ฉันบอก


    “จริงด้วยค่ะ พี่เมย์”น้องนิดดีดนิ้วก่อนเห็นดีเห็นงามด้วยกับคำตอบนี้


    “แต่มันมีเรื่องประหลาด คือ สีตาพี่เขาเหมือนกับแมวเลยค่ะ”น้องนิดบอกเสียงเบาด้วยความพิศวง


    “ไม่เห็นแปลก ก็ใส่คอนแทกเลนส์ไง”ฉันตอบ


    “มันใช่หรือ พี่”น้องนิดพูด


    “เพื่อนพี่ก็ตาสีเปลี่ยนเพราะอย่างงี้ทั้งนั้น”ฉันตอบ


    “ก็เป็นไปได้”น้องนิดพูด แต่ยังดูไม่ได้คลายสงสัยเท่าไหร่ และเข้าไปที่โต๊ะของตัวเอง ก่อนจะเปิดคอมพิวเตอร์ ดูงานที่ค้างไว้ และพูดขึ้นมาว่า


    “พี่เมย์ พี่บุ๋มบอกให้พี่เมย์รับงานใหม่ และสอนงานพี่ศศิด้วยล่ะ”น้องนิดพูด และก็ค่อยเปิดของฝากดู ก่อนบอกว่า


    “สวยจังเลย พี่เมย์ ขอบคุณมากค่ะ”


    “พี่ก็คิดว่า จะไม่ได้ยินคำขอบคุณซะแล้ว ถ้าวันนี้ไม่ขอบคุณนะ ครั้งหน้าไม่ซื้อให้แล้ว”ฉันพูด


    “หนูไม่กล้าหรอกค่ะ พี่เมย์ แต่พอแผนกเราครบห้าคน ดูดีขึ้นมาเลยนะ แถมมีผู้ชายเข้ามาในแผนกเราด้วย”น้องนิดพูด


    “ยังไง ดูดี”ฉันถาม


    “พี่เมย์คิดดูสิ แผนกอื่นทั้งมีครบและเกิน แต่มีแผนกเราอยู่แผนกเดียว ที่อยู่ด้วยกันแบบขาดอย่างงี้มานานแล้ว พอมีครบ ก็สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกไงล่ะ”น้องนิดพูดอย่างมองโลกในแง่ดี ผิดกับที่ฉันกลับคิดว่า 


    ‘ถ้ามีคนเพิ่ม แต่ไม่มีประสิทธิภาพ ก็อย่าสู้มีดีกว่า’ฉันคิดในใจและไม่กล้าขัดความคิดของน้องนิดจึงตอบรับไปว่า 


    “จ้ะ”

  •     แล้วทุกคนในแผนกก็ค่อยๆทยอยมา จนกระทั่งคนสุดท้าย ก็คือคนที่ทั้งแผนกพูดถึงกันอยู่ก็เดินเข้ามา และฉันลืมตัวแอบเผลอมองอย่างต้องตาจริงๆ คือ ศศิเป็นคนที่ดูสูง ผอม ผิวขาว หน้าตาดี ดูมีเสน่ห์แปลกๆแบบอธิบายไม่ถูก ส่วนสีดวงตานั้นอย่างกับแมวจริงๆ อย่างที่นิดบอก โดยเฉพาะตอนที่เขาหันมามองสบตากับฉันเข้าอย่างจัง ทำให้ฉันมีสติขึ้นมา และเริ่มต้นทักทายอย่างเก้อๆว่า


    “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเมย์ ยินดีที่ได้รู้จัก”ฉันพูด


    “ศศิครับ”ศศิตอบสั้นมาก และไม่เห็นจะตอบเลยว่า ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันคิดว่า 


    ‘ควรตอบตามมารยาทหน่อยก็ได้ ไม่มีมารยาทเอาซะเลย’


    “เมย์ พี่ฝากสอนงานศศิด้วยนะ”พี่บุ๋มพูดขึ้นมาทำลายความคิดฉันทั้งหมด


    “ค่ะ”ฉันตอบสั้น และพี่บุ๋มยื่นโครงการหนึ่งมาให้ฉัน ก่อนจะบอกว่า


    “โครงการนี้ใหญ่นะ พี่อยากให้เมย์กับศศิช่วยกันหาข้อมูลทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยเสนอทางที่ลูกค้าต้องการไป”พี่บุ๋มเป็นคนที่อธิบายคนไม่เก่ง และมักจะพูดสั้นๆแบบนี้ตลอด แต่ทุกคนที่ทำงานกับพี่บุ๋มเข้าใจทุกคนว่า 


    ‘งานยากนะ ลูกค้าเรื่องมาก ระวังปัญหาที่จะตามมา’ และฉันคิดในใจว่า 


    ‘ทำไมไม่หางานง่ายกว่านี้ก่อนมาสอนคนใหม่’ แต่อย่างว่า ‘ช่วงหลัง ก็มีแต่งานยากๆทั้งนั้นที่มอบให้กับแผนกเรา’


    “หนูเข้าใจแล้วค่ะ”ฉันพูด ก่อนที่จะยื่นของฝากให้ทุกคน พร้อมกับยื่นของฝากให้กับคนใหม่อย่างศศิด้วย และทุกคนขอบคุณหมด ยกเว้นเขาที่ไม่ดูของฝาก และยังรีบเก็บเข้ากระเป๋าด้วย


    ‘กลัวดอกพิกุลจะร่วงออกจากปากหรือไงเนี่ย’ฉันคิดในใจ


    “หนูทำน้ำสมุนไพรมาให้พวกพี่ด้วย”น้องเนตร ผู้หญิงน่ารักสุดในแผนกพูดขึ้นมา


    “จะขายหรือเปล่า”น้องนิดถามด้วยความสงสัย เพราะเห็นน้องเนตรทำมาหลายครั้งแล้ว


    “ไม่ขายหรอก แค่ทำมาเผื่อ พี่ศศิก็ดื่มด้วยสิคะ”เนตรบอก


    “ครับ ขอบคุณ”ศศิบอก


    ‘พอผู้หญิงสวยล่ะ ขอบคุณ อย่าให้ฉันสวยขึ้นมาล่ะกัน’ฉันคิดในใจอย่างหมายมั่น แต่ก็ต้องทำเป็นยิ้มๆก่อนจะถามผู้ชายที่นั่งข้างๆฉันว่า


    “ศศิเข้าใจงานนี้มากน้อยแค่ไหน”ฉันถาม


    “ครับ”ศศิตอบ


    “ครับอะไรล่ะ”ฉันเริ่มหงุดหงิดขึ้นมา และนี่คงเป็นครั้งแรก ที่ผู้ชายหล่อ ไม่มีทางทำให้ฉันรู้สึกเขินได้นอกจากรู้สึกโกรธอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว


    “ใจเย็น”พี่บุ๋มบอก


    “ใจเย็นอะไรคะ พี่บุ๋ม เมย์ถามดีๆ”ฉันพูดและค่อยนึกขึ้นได้ว่า 


    ‘ฉันควรมีสติกว่านี้’


    “เมย์ขอโทษค่ะ”ฉันตอบในที่สุด และพยายามหาคำถามใหม่ว่า


    “ศศิเคยทำงานที่ไหนมาบ้าง และทำเกี่ยวกับอะไรล่ะ”ฉันถาม แต่ก็ได้ยินคำตอบเดิมกลับมาอีก


    “ครับ”ศศิตอบหน้าตาเรียบเฉย


    “เมย์ว่า ศศิคงไม่เข้าใจคำถามเมย์ งั้นเราก็เริ่มดูกันเลยดีกว่าว่า โครงการนี้มีอะไรบ้าง”ฉันพูด


    “ครับ”ศศิพูดแค่นี้จริงๆ 


    ‘มันอะไรนักหนาหว่า โครตเกลียดเลย พูดแต่คำว่า “ครับๆ” อยู่ได้’ฉันคิดในใจ แต่ก็ยังยิ้มในทีอยู่ และพูดว่า


    “ศศิ รู้จัก “FIVE FORCES ANALYSIS” ไหม”ฉันถาม


    “ครับ”ศศิตอบ


    “ครับ นี่คือรู้จักไหม อย่าทำให้ฉันรู้สึกหมดความอดทนนะ”ฉันกระซิบบอกข้างๆอย่างโกรธเต็มที่ โดยให้ได้ยินกันแค่สองคน และอยู่ดีๆศศิก็หัวเราะขึ้นมา และทุกคนในแผนกก็ดูงงกันไปหมด รวมถึงฉันด้วยที่ไม่เข้าใจว่า


    ‘ทำไม เขาต้องหัวเราะด้วยนะ’


    “ผมไม่รู้จักครับ”ศศิตอบคำถามขึ้นมา


    “ก็แค่นั้น”ฉันพูด


    “งั้นฉันจะบอก และศศิลองไปทำดูตามที่ฉันบอกนะ”ฉันพูดและอธิบายให้เขาฟัง ก่อนที่ฉันถามว่า


    “คราวนี้ก็ลองทำดูนะ แล้วเดี๋ยวฉันค่อยมาตรวจ แต่จะทำอะไร ก็ต้องรู้ข้อมูลบริษัทนี้ก่อนนะ”ฉันพูด และถามว่า


    “รู้ไหมว่า จะไปหาข้อมูลได้ที่ไหน”ฉันถาม


    “อินเตอร์เน็ต และโทรศัพท์ครับ”ศศิตอบ


    “ดีๆ แต่ก่อนที่คุณจะทำแบบนี้นะ คุณต้องศึกษาข้อมูลที่บริษัทที่เขาเอามาให้เราอ่านก่อน แล้วมีข้อสงสัยอะไร ถึงค่อยไปถามเขา เข้าใจไหม”ฉันถาม


    “ครับ”ศศิตอบ

  •      แล้วฉันทำงานในส่วนของฉันไป โดยที่ฉันต้องลิสต์ก่อนว่า ฉันจะทำอะไรก่อนหลังบ้าง และต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการทำงานแต่ละอย่าง โดยที่ฉันมองดูก่อนว่า ลูกค้าให้ทำงานนี้กี่วัน และฉันค่อยๆวางแผนทั้งหมดไว้ก่อนแล้ว 

         ซึ่งบางโครงการ ลูกค้าไม่ได้บอก ก็ต้องคิดจากการที่คุยกับลูกค้าว่า ลูกค้าต้องการให้เราทำนานขนาดไหน และเวลานี้เเหละคือสิ่งสำคัญที่สุด ที่ต้องบอกกับลูกค้าให้ดี ไม่เช่นนั้น ลูกค้าจะไม่พอใจ และเปลี่ยนเจ้าใหม่ได้ในทันที

         แต่ยังดีที่โครงการนี้ ลูกค้าบอกถึงเวลามาทั้งหมด ก็ถือว่า โชคดีไปเรื่องนี้อยู่ แต่ถึงแม้บอกเวลามาแล้ว ก็ควรทำงานให้เสร็จก่อน เพราะเผื่อลูกค้าจะเรียกแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอะไร เราจะได้ทำเสร็จในกรอบเวลาที่ลูกค้าตั้งไว้


         และระหว่างที่ฉันกำลังทำงานอยู่ ศศิเดินออกไปข้างนอก น้องนิดที่นั่งข้างๆฉันก็ถามขึ้นมาว่า


    “ทำไม พี่ศศิหัวเราะ หนูอยู่กับพี่ศศิมาสิบวันแล้วนะ หนูเห็นเขาทำหน้านิ่งตลอด ไม่เคยหัวเราะเลยนะ พี่เมย์ พี่คุยอะไรกับเขา”น้องนิดถาม


    “คุยเรื่องตลกกันนะ”ฉันตอบสั้นๆ พยายามเลี่ยง


    “ก็แปลว่า พี่เขาชอบเรื่องตลกของพี่”น้องนิดถาม


    “สงสัยอะไรนักหนา”ฉันถามแล้วนิ่วหน้าด้วยความสงสัย


    “หนูไม่เชื่อว่า พี่เมย์จะพูดเรื่องขำขันกับคนที่ไม่สนิทกัน”น้องนิดถาม


    “นั้นสิคะ พี่เมย์”น้องเนตรที่อยู่ตรงข้ามถาม


    “ก็นี้ต้องสนิทกันแบบเร่งด่วนไง ไม่งั้นจะทำงานด้วยกันได้ไง”ฉันพูด


    “แต่พี่เมย์ชอบเขินผู้ชายหน้าตาดีนี่คะ”น้องเนตรถามด้วยความใคร่รู้


    “แต่เขาไม่ใช่แบบที่พี่ชอบหรือพี่ต้องเขินนี่”ฉันพูด แล้วอยู่ดีๆ ผู้ชายคนที่พูดถึงได้เดินมาถึง และมานั่งโต๊ะตอนไหนก็ไม่รู้ ซึ่งทำให้ทุกคนตกใจกันอย่างมาก ก่อนจะเลิกสุมหัวคุยกัน และน้องนิดพูดขึ้นมาคนแรกเลยว่า


    “พี่มาได้ไง พี่ศศิ”น้องนิดถามด้วยความแปลกใจ ก่อนจะดึงแขนเสื้อฉัน แล้วได้กระซิบบอกว่า “เร็วเหมือนแมวเลย”


    “ไม่เอาน่า อย่าพูดไปเรื่อย”ฉันกระซิบบอก


    “พี่เดินมาครับ”ศศิตอบ


    “เดินแบบเร็วมากเลยคะ เหมือนแมวมากเลยคะ”น้องนิดยังพูดความคิดตัวเองให้ศศิฟัง


    “มีคนพูดแบบนี้กับพี่เยอะครับว่า ตาพี่เหมือนแมว การเดินเร็วเหมือนแมว ดังนั้น พี่ไม่ถือครับ”ศศิพูด


    “แหม ถ้าพี่ศศิเป็นแมวขึ้นมา คงเป็นแมวหน้าตาหล่อที่สุดตั้งแต่ที่เคยเห็นมาเลย”น้องนิดพูดแบบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว


    “ขอบคุณครับ แต่พี่คิดว่า ถ้าพี่เป็นแมวจริงๆ คงดูไม่ออกว่า พี่หล่อสุดจริงๆหรือเปล่า”ศศิตอบกึ่งเล่นกึ่งจริง


    “คะ”น้องนิดถาม


    “งั้นถือว่า แยกย้ายกันล่ะกัน”ฉันตัดสินใจพูดแทรกขึ้นมา และอยู่ดีๆ เขามากระซิบข้างๆฉันว่า


    “ผมเพิ่งรู้ว่า คุณเขินผู้ชายหน้าตาดีครับ”ศศิกระซิบ


    “ใช่ค่ะ แต่ไม่ใช่คุณ”ฉันกระซิบตอบกลับ


    “ผมก็ว่าอย่างงั้นล่ะครับ”ศศิพูดแล้วก็ยิ้มพร้อมกับหัวเราะอีกครั้ง


    “คุณหัวเราะทำไม”ฉันกระซิบถาม


    “หัวเราะคุณ”ศศิถาม


    “แล้วคำพูดฉันมันน่าขำตรงไหน”ฉันกระซิบถาม


    “ไม่ใช่คำพูดคุณ แต่การกระทำคุณต่างหาก แบบว่า เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เรียกชื่อผมเหมือนสนิท แต่พอกระซิบกันอยู่แบบนี้”ศศิพูดก็ยื่นเข้ามาใกล้ฉัน จนจมูกเขาแตะกับแก้มฉันขึ้นมา


    “เฮ้ย”ฉันเผลอร้อง เพราะตกใจอย่างมากกับการกระทำของเขา


    “กลับเรียกว่า คุณ”ศศิพูดต่อให้จบ


    “คุณอย่าทำกับฉันแบบนี้อีกนะ ฉันไม่ชอบ”ฉันพูด และศศิก็หัวเราะอีกครั้ง ก่อนพูดกับฉันว่า


    “แล้วแบบไหนที่คุณจะชอบล่ะครับ”ศศิพูด


    “ทำงานของคุณไปซะ เท่านี้ฉันก็ชอบใจมากแล้วค่ะ”ฉันตอบอย่างประชดประชัน ก่อนที่ฉันจะทำงานของตัวเองต่อไป แต่พอคิดถึงเหตุการณ์เมื่อกี้นี้ ก็เผลอเขินขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกว่า


    ‘ทำไม เขาต้องทำแบบนี้ด้วยนะ’

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in