พิพิธภัณฑ์เสียงSALMONBOOKS
พิพิธภัณฑ์เสียง
  • “ผมนึกไปถึงผู้คนรอบข้างมากมายที่ต่างมีเรื่องราวในใจ 
    แต่ไม่ยอมพูดมันออกมา นั่นแหละมันทำให้ผมพบว่า 
    ความเงียบ บางครั้งช่างน่ารำคาญ”

  • 1

    เสียงคลายตัวของข้อกระดูกดังชัดกลางห้องพักขนาดห้าคูณห้าตารางเมตร เสียงนั้นดังตามกันมาอยู่สามครั้ง ห่างกันไม่นานนาที จากคอ ข้อศอก และนิ้วมือเพื่อนร่วมห้องของผม จากนั้นทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ความวังเวงของเสียงจิ้งหรีด และเสียงสายลมพัดกิ่งไม้ปลิวไหวผ่านลำโพงของจอโทรทัศน์ขนาดยี่สิบเอ็ดนิ้ว เสียงแสดงออกตามภาพที่ฉาย ป่าเขตร้อนรกครึ้มยามกลางคืน เม็ดสีในจอแก้วแช่ภาพอยู่เช่นนั้น

    ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรที่หูของผมจับเสียงหาวหวอดจากปากตัวเองได้ นาฬิกาบนข้อมือบอกเวลาสิบเจ็ดนาฬิกา เมื่อคืนนอนสี่ทุ่มครึ่ง และตื่นแปดโมงเช้า การอ้าปากหาวยามบ่ายเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลยิ่ง สาเหตุประการเดียวคือความนิ่งเงียบของภาพยนตร์ตรงหน้า 

    ผมชอบงานศิลปะ แต่บางครั้งหากอะไรๆ ดูนิ่งและน้อยเกินไป สิ่งนั้นก็น่าหน่าย

    “เมื่อไหร่มันจะซั่มกันวะ” เพื่อนร่วมห้องเอ่ยปาก ควักบุหรี่จุดสูบ 

    “ฮือ” ผมหันหน้ามองเพื่อน

    “อ้าว มึงไม่รู้อะไร หนังอาร์ตหลายๆ เรื่องแม่งก็เป็นแบบนี้ ทิ้งนิ่งให้มันดูเท่ไปสักพัก พอคนดูใกล้จะหลับเดี๋ยวก็ตัดฉากมีคนมาซัดกันให้ดูเฉย” เขาสูดก้นบุหรี่สุดปอด มองกลับมาที่ผม 

    “มึงไม่เข้าใจศิลปะ”  

    ผมยิ้มให้ข้อสังเกตของมัน 

    เรากำลังดูครึ่งหลังของหนังเรื่อง สัตว์ประหลาด ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล รูมเมตของผมยืมดีวีดีของเพื่อนที่เรียนสาขาภาพยนตร์มาอีกที ตอนนั้นผมเรียนมหาวิทยาลัยปีสาม และบ่ายนั้นผมดูมันไม่จบ 

    หลายปีผ่านไป ภาพจำของหนังเรื่องนั้นคือความละเมียดละไมของความรักของสองหนุ่มต่างจังหวัดคู่นั้น โดยเฉพาะฉากที่ตัวเอกจับมือคู่รักหนุ่มของเขาไปดมหลังจากที่เขาเพิ่งปัสสาวะเสร็จ นอกนั้นคือเพลงประกอบภาพยนตร์ และความเงียบ ความเงียบ และความเงียบ

    นอกจอโทรทัศน์ ผมจำคราบน้ำลายที่ติดอยู่บนหมอนของเพื่อนผม ตราตรึง
  • 2

    เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล ของ เป็นเอก รัตนเรือง เป็นอีกเรื่องที่ทำให้ผมหลับ แม้จะเป็นความช้าที่แชเชือนและเงียบงันที่โรแมนติก แต่ก็ไม่ยาวไปกว่าสมาธิของผม ผมฟุบหลับในโรงภาพยนตร์เมื่อเรื่องเดินได้ถึงช่วงกลางค่อนท้าย อย่างไรก็ดี หลับไปไม่นาน ผมตื่นขึ้นมาปลายเรื่อง ดูมันจนจบ หลังจากนั้นผมเฝ้ารอให้ดีวีดีออกมา ซื้อเก็บ และเปิดดูย้อนหลังฉากที่พลาดไป เฉกเช่นหนังของอภิชาติพงษ์และหนังเรื่องอื่นๆ ในแนวทางใกล้กัน บ่อยครั้งผมหลับ บ้างก็รู้สึกรำคาญ แม้สมาธิจะสั้นแต่ผมกลับรื่นรมย์ไปกับมันด้วยวิธีดังกล่าวอยู่ไม่น้อย  

    ในทางเดียวกัน ผมก็ดันชอบเผลอหลับในหนังที่ไม่ควรจะหลับอย่างหนังเสียงดังอึกทึกครึกโครมอย่าง 2012 หรือหนังรถซิ่งกับดารากล้ามเป็นมัดเสียงดังโหวกเหวกอย่างหนังชุด The Fast and the Furious หนังเรื่องอื่นๆ ของสปีลเบิร์ก, ไมเคิล เบย์ ฯลฯ เหล่านี้เป็นหนังที่สนุก ให้คนดูเก้าในสิบต้องบอกว่าช่างเร้าอะดรีนาลินอะไรเช่นนี้ แต่ผมกลับหลับ ผมเป็นหนึ่งในสิบที่ไม่ตื่นเต้นไปกับมันเท่าไร อาจเป็นเพราะฮอร์โมนความแมนน้อยกว่าชาวบ้าน หรือไม่จริงๆ ผมก็เฉื่อยชาเกินไปกับการรับชมภาพยนตร์ไม่ว่าจะเป็นแนวอะไรก็เป็นได้ 

    แต่ผมก็ยังคงไปดู แม้จะตื่นบ้างหลับบ้าง ถ้าชอบก็แค่ซื้อดีวีดีเอามาดูใหม่อีกรอบ ใครจะว่าอะไร นั่นเป็นเรื่องของผม 

    หลายปีหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย คืนวันปีใหม่ของปีหนึ่งผมดูหนังของ เปโดร อัลโมโดวาร์ อยู่ในห้องพักของคอนโดมิเนียมที่กรุงเทพมหานคร ผมจำชื่อเรื่องไม่ได้ จำได้แต่พระเอกเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ตาบอดและ เปเนโลเป ครูซ เป็นนางเอก ผมนั่งดูกับคนรัก หนังสนุกแต่สุดท้ายผมก็หลับ นั่นเป็นช่วงท้ายเรื่อง ตื่นมาอีกครั้งเป็นตอนเช้า หน้าจอโทรทัศน์ขึ้นสีฟ้าแสดงโลโก้ของเครื่องเล่นดีวีดี ผมไม่พบเธอ ตามหาอยู่หลายวันและหลายๆ ที่ แต่ก็ไม่เจอ 

    ภาพยนตร์เรื่องนั้นเป็นเรื่องสุดท้ายที่ผมได้ดูพร้อมกับเธอ
  • 3

    ผมพบว่าสาเหตุที่ผมหลับระหว่างดูหนัง ไม่ใช่เพราะพล็อตเรื่อง หรือภาพเคลื่อนไหวที่ไม่ชวนให้เคลื่อนไหวตาม หลายเรื่องมากทีเดียวที่ถ่ายภาพสวย ตัวละคร และการดำเนินเรื่องก็ชวนดู แต่สุดท้ายผมก็หลับ สมมติฐานส่วนตัว ผมว่ามันมาจากเสียง หูผมประหลาด ผมเคยทดลองสวมเครื่องอุดหูระหว่างดูหนังต่างชนิดกันสามเรื่อง ทั้งหนังแอ็กชั่น หนังดรามา และหนังตลกเงียบภาพขาวดำจากยุคห้าศูนย์ (เรื่องนี้ผมไม่ต้องอุดหู) ผมตื่นตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ด้วยความที่ไม่เห็นว่าเป็นโรคภัย ผมจึงไม่ได้ใส่ใจ
     
    อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นผมก็ยังคงดูหนังทุกเรื่องโดยไม่อุดหู หลับบ้าง ตื่นบ้าง สลับกันไป บางเรื่องผมก็ตื่นดูมันทั้งเรื่อง และแน่นอนบางเรื่องผมหลับตั้งแต่เพลงอินโทรยังไม่จบ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา การหลับระหว่างดูหนังเป็นเรื่องเล็ก แต่การดูหนังพร้อมกับคนรักและหลับกลางเรื่อง เพื่อตื่นขึ้นมาพบว่าเธอสาบสูญไปไม่กลับมาเลย หาใช่เรื่องสามัญ และนั่นอาจเป็นสาเหตุว่าทำไมผมถึงจำชื่อหนังของอัลโมโดวาร์ที่ดูกับเธอคืนนั้นไม่ได้ และพบว่า เสียงของกรุงเทพมหานครในวันนั้นทั้งวันหลังจากหาเธอไม่พบ...

    ช่างน่ารำคาญสิ้นดี
  • 4

    จักรวาลไม่มีปาก หากแต่ไม่เคยเงียบ 
    หลายพันล้านปี โลกซึ่งไร้สัตว์สี่ขา
    พื้นดินไม่มีกล่องเสียง ท้องฟ้าไม่มีภาษา
    แบคทีเรียคือบรรพบุรุษที่ไม่เคยสื่อสาร

    ล่องลอยในอากาศ เริงระบำบนพื้นสมุทร 
    กระจัดกระจาย ไร้จุดหมาย 
    เกิดและกลาย ไร้ต้นสายปลายเหตุ
    มีเพียงแบคทีเรีย เริงระบำสุขสำราญ 

    เหตุการณ์เกิดขึ้นและดับไป เช่นความธรรมดา 
    แก่นโลกบิดขี้เกียจ ใต้พื้นผิวลึกลงราวไร้รังเรือน 
    ลาวาระอุ ถดถีบปีนป่าย พวยพุ่งสู่ชั้นบรรยากาศ
    ออกซิเจนสันดาป ฟ้าคำรามกราด 
    ฉีกกระชากราวโลกจะลาร้าง

    ใต้มหาสมุทรลึกสะเทือนเคลื่อน หนุนคลื่นทะเลสูง
    ทะเลลาวา ทะเลสมุทร สมสู่เมามันพัลวัน 
    แบคทีเรียกระทบกระทั่งมวลอากาศบ้าคลั่ง 
    ลอยคว้างไร้ขอบบริเวณ

    เนิ่นนานกว่าขี้เถ้าจะเลือนหาย ทะเลกลับสู่พรมแดน
    แผ่นดินแยกร่าง กระจัดกระจาย ขีดแบ่งด้วยมวลสมุทร
    พวกมันยังอยู่ แบคทีเรียหน้าด้าน 
    ทนทาน ไร้ความรู้สึก

    แผ่นดินยังไม่ให้กระดูกสันหลังใคร 
    จักรวาลหากไม่เคยเงียบ
    สุ้มเสียงกังวานเช่นที่เป็นมา บนท้องฟ้าสู่พื้นปฐพี
    แบคทีเรียไม่เคยสัมผัส พวกมันไม่เคยเข้าใจ 
    พวกมันนั้นไซร้ ไร้ซึ่งรูหู
  • 5

    ควรจะเริ่มที่ห้องเรียนหรือร้านกาแฟ ผมชั่งใจ สาระที่แท้คือหลังจากเผลอหลับไปในตอนกลางวัน ผมตื่นขึ้นมาและมีความคิดจะทำ ‘พิพิธภัณฑ์เสียง’ ส่งอาจารย์เท่านั้น 

    เอาเป็นว่าผมจะเริ่มเล่าจากร้านกาแฟ ก่อนจะเขียนถึงห้องเรียนดีกว่า 

    เรื่องเป็นเช่นนี้ 

    วันนั้นเป็นบ่ายวันอาทิตย์ หลังจากจบคาบเรียน เพื่อนผมคนหนึ่งใช้นามว่าเอ็มซี ทีจีเอ็น...

    ฟังไม่ผิดหรอก เขาให้เพื่อนรวมชั้นเรียกเขาว่า เอ็มซี ทีจีเอ็น

    เอ็มซี เป็นคำย่อตามสไตล์แร็ปเปอร์ผิวหมึกว่า ไมโครโฟน คอนโทรลเลอร์ (Microphone Controller) ส่วนทีจีเอ็น เป็นชื่อคำภาษาอังกฤษที่หมอนี่เอามาผสมผสานกันจนผมก็จำไม่ได้ แล้วสื่อสารออกไปว่าเป็นความหมายที่แปลว่า ‘นักสรรพศาสตร์’...

    “งงล่ะซิ” 

    เขามักจะบอกเช่นนี้กับทุกคน หลังจากผ่านการทักทายกันในครั้งแรกที่เจอ 

    ครับ ผมก็งง

    เขาเป็นชายร่างใหญ่ ผิวขาว ไว้หนวดเคราครึ้มเข้ม ตัดผมสั้นเกรียน จมูกเป็นสันโด่ง แววตาแข็งกร้าว น้ำเสียงหนักแน่น ทุกครั้งที่เจอ ผมพบว่าเขาจะใส่ชุดสีดำล้วน รองเท้าหนังสีดำ มีที่ไม่ใช่ดำก็เห็นจะเป็นโซ่คล้องกุญแจที่แขวนมากับหูกางเกง พลังงานของเอ็มซี ทีจีเอ็นดูเหมือนจะถอดร่างมาจากมือสังหารชาวรัสเซียมากกว่าจะเป็นนักศึกษาปริญญาโท 

    ทีจีเอ็น (ผมขอเรียกเขาสั้นๆ อย่างนี้) ทำงานให้กับสำนักงานราชการแห่งหนึ่ง เขาอายุมากกว่าผมสองปี ก่อนหน้านั้นเขาทำเพลง เพลงในแนวโพรเกรสซีฟเมทัล ดนตรีซ้อนชั้น นักร้องสำรอกโหวกเหวก แสดงความอัดอั้นตันใจบีบคั้นจากเรื่องรักและปัญหาสังคม บลา บลา บลา ทีจีเอ็นบอกว่าถ้าคุณไม่ใช่คนที่มีสุนทรียะระดับสุดยอดจริงๆ ให้ตายพวกคุณก็เข้าไม่ถึงเพลงของเขา ผมเคยฟังเพลงของเขา ผมอยากบอกว่าเขากล่าวเกินจริงไปหลายขุม ก็นะ, ในหลายๆ เพลง ผมเข้าไม่ถึง ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้มีสุนทรียะระดับสุดยอดระดับกลุ่มเป้าหมายของเขา แต่ผมกลับรื่นรมย์ไปในความกราดเกรี้ยว การร้องไม่เป็นภาษา และความเปราะบางข้างใน มันเป็นอัลบั้มที่ใช้ได้เลยล่ะ 

    ส่วนความเป็น ‘นักสรรพศาสตร์’ อย่างที่ทีจีเอ็นกล่าวไว้ ถ้าอธิบายอย่างรวบรัดคือความเป็นนักจับฉ่ายวิทยาทางศิลป-วัฒนธรรมน่าจะชัดเจนกว่า เขาบอกกับผมผ่านหนังสือที่แถมมากับแผ่นซีดีผลงานของเขาว่าเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง นักเขียน (ความเรียงที่เขาเขียนในหนังสือเล่มนั้นใช้ได้เลย) นักบริหาร (เขาเคยเป็นซีอีโอบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง) นักพูด ฯลฯ ทั้งหมดทั้งมวล เขาให้คำจำกัดความตัวเองว่า ‘นักสรรพศาสตร์’ นอกเหนือจากนั้นแล้ว เขายังมีสมญานามที่ตั้งไว้อยู่ในหนังสือเล่มดังกล่าวว่า ‘โคตรกบฏคีตา’ คุณอาจจะคิดว่าเขาค่อนข้างเพี้ยน ก็ไม่ผิดหรอก แรกๆ ผมก็คิดอย่างนั้น จริงๆ แล้วเขาไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แค่เยอะอยู่ในที 
  • ทีจีเอ็นสั่งสตรอเบอร์รี่ปั่นกับคัพเค้ก ผมสั่งคาปูชิโน่ร้อน เราสองคนนั่งอยู่ในร้านกาแฟเปิดใหม่ที่ให้อารมณ์เชิญชวนให้ลูกค้าหยิบกล้องมาถ่ายรูปเล่นมากกว่าการนั่งดื่มกาแฟหรืออ่านหนังสือเงียบๆ เป็นความผิดพลาดของเขาที่เลือกมานั่งร้านนี้ แต่ไม่เป็นไร บางมุมก็ยังพอมีพื้นที่สงบพอให้เราได้นั่งหารือกันได้ 

    “อันนี้เป็นโปรเจกต์ลับสุดยอดเลยนะ อยากให้ตั้งใจฟัง” ทีจีเอ็นเริ่มต้น พลางใช้หลอดคนน้ำสตรอเบอร์รี่ให้น้ำแข็งละเอียดชุ่มน้ำหวาน 

    เขากางกระดาษออกมา ข้างในเป็นตัวหนังสือสีน้ำเงินจากปากกาลูกลื่น เขียนเรียงลงมาเป็นตับ บรรทัดต่อบรรทัด มีเส้นโยงใยดูงวยงง 

    “ผมมีโปรเจกต์ศิลปะระดับสุดยอด ที่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อให้มันเกิดขึ้นมา ผมว่ามันจะเป็นงานชิ้นสุดท้ายของตัวเองก่อนตาย” 

    ใช่...โดยปกติเขาจะพูดจริงจังและดูอลังการเช่นนี้เสมอ นี่เป็นอีกสิ่งที่ผมควรต้องบอกก่อน 

    หญิงสาวผมสีน้ำตาลในชุดนักศึกษาเอาหน้าไปแนบกับดอกทานตะวันหน้าร้านกาแฟ เธอทำปากเม้ม ยื่นมือขวาไปสุดแขน กดโทรศัพท์ถ่ายรูปใบหน้าตัวเองกับดอกไม้ 

    “ผมรอฟัง” ผมกล่าว

    “ก่อนที่จะเล่า คุณต้องสัญญาก่อนว่าห้ามบอกใคร” เขาคาดคั้น

    ผมรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยกับการใช้สรรพนามของทีจีเอ็น จริงๆ แล้ว ผมว่าเขาก็คงอยากสนทนาด้วยสรรพนาม ‘กู-มึง’ แต่ความที่เรายังไม่ได้สนิทกันมากนัก และความที่ผมวางตัวเรียบเฉยไม่ได้เล่นหัวกับใครเท่าไหร่ ทีจีเอ็นจึงสงวนคำ กึ่งกันเอง กึ่งสุภาพ แม้ผมก็อยากให้เขาพูด ‘กู-มึง’ กับผมเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่าคงจะสื่อสารกันสะดวกปากขึ้น แต่มีอะไรหลายๆ อย่างที่ผมต้องรักษาพื้นที่กับชายผู้นี้ มิติด้านลึกของเขาดูน่ากลัวกว่าหน้าตาภายนอกนัก

    เวลาผ่านไปสามชั่วโมง ทีจีเอ็นจบโปรเจกต์ทางศิลปะและดนตรี มหากาพย์ซับซ้อนยาวยืด เบ็ดเสร็จ ผมดื่มกาแฟสองถ้วย และชามะนาวร้อนอีกหนึ่ง มีคนมาถ่ายรูปกับดอกทานตะวันหน้าร้านต่อจากนักศึกษาสาวผมสีน้ำตาลคนนั้นอีกสองคน ด้วยจรรยาบรรณ ผมสัญญากับเขาไว้แต่แรกว่าจะไม่แพร่งพรายกับใครเรื่องรายละเอียด ผมยืนยันเช่นนั้น 

    “คุณคิดว่าไง” ทีจีเอ็นถาม

    “ดีทีเดียว ถ้าคุณจะทำมันออกมาจริงๆ” 

    เขาทำหน้าคล้ายอยากฟังความเห็นของผมมากกว่านั้น

    “อืม...ถ้าเป็นผม มันอาจต้องมีการปรับรายละเอียดในหลายๆ งานหน่อย แต่นั่นเป็นรสนิยมส่วนตัว เราสองไม่เหมือนกัน ผมบอกไปบางทีคุณอาจไม่ชอบ” ผมกล่าว

    เขาพยักหน้า

    “ขอเวลาหนึ่งคืน ขอเอาแผนของคุณกลับไปอ่านที่บ้านก่อน พรุ่งนี้คงได้อะไรมากกว่านี้” 

    “ยินดี”

    ผมพยักหน้าบ้าง

    “มีอย่างอื่นอีกมั้ย” ทีจีเอ็นถามต่อ

    “ไม่นะ ถ้านอกเรื่อง ผมจะบอกว่าผมค่อนข้างดีใจ” ผมพูดในสิ่งที่คิด

    “ดีใจ?”

    “สักเจ็ดแปดปีก่อน เพื่อนผมคนหนึ่งสมัยเรียนปริญญาตรี ถักผมเดรดล็อค เจาะลิ้น เจาะจมูก สักตั้งแต่ต้นแขนยันข้อมือ แต่งตัวแบบนักดนตรีวงนูเมทัลจากอเมริกา นัดผมไปดื่มเบียร์แต่หัววัน คุยได้สักพัก ดันถามผมถึงเรื่องอนาคต...อาชีพการงาน ความฝันอะไรทำนองนั้น สักพักดึงโบรชัวร์ออกมาจากกระเป๋า ชวนผมขายแอมเวย์ซะงั้น” 

    “แอมเวย์”

    “ใช่ ร่วมธุรกิจ ขายตรง ประชุมสมาชิก เพชรยอดมงกุฎ อะไรทำนองนั้น ใครจะไปคิดได้ สไตล์หมอนั่นออกจะไม่แคร์สื่อขนาดนั้น”

    “บัดซบ! คุณคิดว่าผมจะเป็นอย่างนั้นเหรอ” ทีจีเอ็นสบถ ผมไม่ได้ยินคำว่า ‘บัดซบ!’ จากปากใครมานานแล้ว 

    “เปล่าหรอก ผมคิดเล่นๆ คุณทำให้ผมนึกย้อนไปถึงเพื่อนคนนั้น แต่สาบานได้ ผมไม่คิดว่าคุณจะขายแอมเวย์หรอกนะ” 

    เขาทำหน้าเคร่งขรึม ก่อนเอ่ย

    “อย่าประเมินผมต่ำ...ที่จริงแล้วผมขายเอมสตาร์”

    ผมโพล่งหัวร่อ ขยับระยะห่างของเราเข้ามาอีกนิด 

    ทีจีเอ็นหัวเราะตามในลำคอ
  • 6

    โอเค จากร้านกาแฟ ถึงคราวผมจะเล่าถึงเรื่องในห้องเรียนได้เสียที ผมกำลังเรียนปริญญาโท สาขาวิชาที่ว่าด้วยการจัดการศิลปะและวัฒนธรรมในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ผมเรียนมาได้สองเทอมแล้ว ก่อนหน้านี้ผมเรียนจบมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดอีกแห่ง และย้ายตามงานเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพมหานคร 

    คอนโดมิเนียมในซอยลึก นั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เบียดเสียดมนุษย์เงินเดือนขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงานสัปดาห์ละห้าวัน ชีวิตชินชามลภาวะ ตารางเวลาเที่ยงตรงจนอึดอัด จราจรชวนเซ็ง เพื่อนร่วมงานชวนหน่าย เจ้านายน่ารำคาญ ฯลฯ กรุงเทพฯ ของผมน่าอยู่ด้วยคนรัก 

    เธออยู่ด้วยกันกับผมตั้งแต่เรียนปี 1 ที่มหาวิทยาลัย กระทั่งเรียนจบทำงาน ย้ายเข้ามาเมืองหลวงด้วยกัน เรื่อยมาจนกระทั่งวันหนึ่งเธอหายตัวไป ผมเศร้าอยู่หลายเดือน กรุงเทพฯ ในแง่จริงประจักษ์แก่สายตา เมืองแห่งนี้แสนหนวกหูเหลือทน สุดท้ายผมตัดสินใจยื่นใบลาออก เก็บข้าวของย้ายมาเช่าบ้านอยู่ต่างจังหวัด

    อยู่ว่างไม่นาน ผมได้งานประจำ ทำอยู่ไม่กี่เดือนก็พบว่างานที่ทำไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป ผมจึงลาออก รับงานอิสระและเรียนปริญญาโท

    ไม่มีเหตุผลว่าทำไมผมจึงเรียนปริญญาโทในสาขาที่พอบอกใคร ใครเขาก็สงสัยว่าเรียนไปทำไมแล้วจะไปประกอบอาชีพอะไร มันเป็นอีกหนึ่งสาขาวิชาที่ต้องการคำอธิบายค่อนข้างมาก...แต่ก็อย่างว่า ผมแค่อยากเรียนก็เท่านั้น ยังจำได้เลยว่าตอนสอบสัมภาษณ์เข้ามาผมโกหกอาจารย์ไปว่าผมอยากสร้างอะไรใหม่ๆ ให้กับแวดวงศิลปวัฒนธรรมในบ้านเรา...มันเป็นคำตอบสำเร็จรูป ก็เหมือนคุณไปสัมภาษณ์งานสักที่ อะไรล่ะ, ความท้าทายใหม่ๆ การได้ร่วมงานกับบริษัทในฝัน การช่วยกันจรรโลงสังคม ฯลฯ คำตอบปั้นแต่งมากมาย สุดท้ายเราต่างรู้ว่าที่จริงมีคำตอบเดียวคือเงินเดือน แต่สอบสัมภาษณ์เข้าเรียนมหาวิทยาลัยจุดหมายต่างออกไป ผมแค่อยากหาอะไรทำที่ไม่ใช่การทำงานเท่านั้น ลึกๆ เหตุผลคืออะไร ผมนั่งคิดและพบคำตอบว่าผมเพียงชอบศิลปะก็เท่านั้น

    กลับมาที่ห้องเรียน ภาคการศึกษาที่ 1 ชั้นปีที่ 2 ผมลงทะเบียนเรียนวิชาการจัดการพิพิธภัณฑ์...ตอนอยู่กับคนรักเก่า เธอเป็นคนชอบเดินพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน จังหวัดหรือประเทศใด พิพิธภัณฑ์คือที่แรกที่เธอทำเครื่องหมายไว้บนแผนที่ ผมเดินตามเธอตลอด ก็เหมือนนิสัยการชอบดูหนังและอ่านหนังสือที่ผมไม่เคยมีมาแต่ต้น ผมได้มาจากเธอ การลงเรียนพิพิธภัณฑ์ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะในหน่วยกิตนั้น แม้มีวิชาให้เลือกเรียนตั้งสามวิชา ผมกลับไม่ลังเลจะเลือกเรียนวิชานี้   

    ผมเข้าเรียนบ้างไม่เข้าบ้าง แล้วแต่โอกาส ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้นเป็นไปด้วยดี ไม่มีปัญหากับใคร คุยกับทุกคนในห้องด้วยสนิทใจ อาจเพราะเป็นคนกลางๆ ไม่ศิลปินจัด ไม่หน่อมแน้ม ทุกคนญาติดีกับผม รวมทั้งเอ็มซี ทีจีเอ็น ชายหนุ่มลักษณะเฉพาะ ใช่, ถ้าเทียบกับทุกคนในห้อง ทีจีเอ็นมีความเฉพาะตัวสูงจนน่ากลัว ผมยกตัวอย่างใครดีล่ะ...เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ใช่เลย ศิลปินคนนี้ ชิ้นงานฟู่ฟ่า พูดจาโผงผาง บางครั้งยกยอศิลปะไกลโพ้นเกินจริงไปหลายหมื่นปีแสง ต่างกันแค่บุคลิก ทีจีเอ็นสุขุมดุดันกว่าเฉียดใกล้ ถวัลย์ ดัชนี รังสีอำมหิตล้อมหน้าล้อมหลัง แต่อย่าให้ทีจีเอ็นได้พูด...ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ ทั้งหมดทั้งมวล ผมรู้สึกว่าเขาได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปินสองท่านนี้สูงทีเดียว      

    เป็นเรื่องน่าแปลก มีเพื่อนร่วมชั้นน่าสนใจมากมาย ทีจีเอ็นพึงใจจะคุยกับผม เรื่องโปรเจกต์ของเขาก็เช่นกัน อย่างที่บอก ผมนั่งฟังเขาเล่าเรื่องโครงการศิลปะส่วนตัวอยู่ถึงสามชั่วโมงในร้านกาแฟ และเขากำชับไม่ให้บอกใคร ซึ่งจนทุกวันนี้ถ้าเขาไม่เปิดเผยกับใครก่อน ผมก็ยังไม่ได้บอกใคร  
      
    สองสัปดาห์หลังจากร้านกาแฟ อาจารย์สั่งงานไฟนอลโปรเจกต์ เป็นการทำพิพิธภัณฑ์จำลองขึ้นมาสักแห่ง แบ่งห้ากลุ่มจากยี่สิบห้าคนในห้อง ได้กลุ่มละห้า ทีจีเอ็นตั้งกลุ่มขึ้นมาเอง ชวนผมเข้าไปอยู่ ผมรู้ลึกๆ ว่างานชิ้นนี้ต้องมีส่วนผสมกับงานส่วนตัวที่ทีจีเอ็นมาเล่าให้ผมฟังไม่มากก็น้อย เป็นดังว่า หลังจากหมดชั่วโมงนั้น ทีจีเอ็นเล่าว่าจะทำพิพิธภัณฑ์ศิลปะและดนตรีแห่งจิตวิญญาณของเขาส่งอาจารย์ 

    นั่นเป็นสิ่งที่เขาเล่าให้ผมฟังที่ร้านกาแฟวันนั้น
  • 7

    พฤษภาคม สองห้าห้าสี่
    ณ ราตรีที่แสนทรมาน 
    ความมืดมนครอบงำจิตวิญญาณ
    เกินต้านทานเก็บไว้ในอุรา
    ดลบังเกิดทางระบายก่อนคิดสิ้น
    ด้วยบรรเลงเพลงเสพย์ศิลป์สื่อภาษา
    ความอัดอั้นพรั่งพรูกรูออกมา
    จึ่งพบว่าคีตามิลาเรา
    มันแฝงอยู่ทุกอณูรู้ในจิต
    แนบสนิทชิดใกล้ในยามเหงา
    เป็นสิ่งเดียวที่ยังช่วยคอยบรรเทา
    ความโศกเศร้าจากใจกายให้คลายไป
    จึงเริ่มต้นสร้างสาส์นตำนานรัก
    วัฏจักรตัดปัญญาคราโง่เขลา 
    โลภ โกรธ หลงในตัวตนจนลืมเงา
    ที่ทอดยาวบดบังจิตปิดทางเดิน
    นับจากนั้นทุกอณูแห่งความคิด
    หลอมรวมมิดกับดนตรีมิห่างเหิน
    แม้นแผ่นดินโปรยกลบหน้ามิลาเมิน
    สร้างสาส์นเสริญจนสูญสิ้นชีวินเอย

    โคตรกบฏคีตา
    16 มิถุนายน 2554

    เอ็มซี ทีจีเอ็น อ่านบทกวีผ่าน YouTube และบันทึกมันไว้ในหน้าคำนำของหนังสือ Hybridophilic Affection Cyclic Part 1 (ตีพิมพ์เมื่อมกราคม 2554)
  • 8

    ทีจีเอ็นเล่าถึงโปรเจกต์พิพิธภัณฑ์ที่จะทำส่งอาจารย์ให้สมาชิกในกลุ่มสี่ชีวิตรวมผมด้วย คาดไว้ไม่ผิด, เขาได้นำส่วนหนึ่งของโปรเจกต์พิพิธภัณฑ์ศิลปะและดนตรีแห่งจิตวิญญาณมาต่อยอด โปรเจกต์ที่เขากำชับผมไม่ให้บอกใครนั่นแหละ เขาคงเห็นว่าไฟนอลโปรเจกต์ชิ้นนี้น่าจะเป็นการเปิดตัวงานส่วนตัวของเขาได้ดี 

    และผมแทงหวยถูก ทุกคนไม่เข้าใจ 

    อย่างว่า การเล่าเรื่องอะไรที่เป็นนามธรรมและส่วนตัวมากๆ ให้เข้าใจอย่างรวบรัดในวงข้าวมันไก่มื้อเที่ยงเป็นอะไรที่ยากกว่าการทำงานชิ้นนั้นให้ออกมาเป็นชิ้นงานเลยเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความซับซ้อนระดับอภิมหาฯ แบบของเขา ขนาดผม ที่เคยนั่งฟังทีจีเอ็นพูดสามชั่วโมงในวันนั้น ผมยังไม่กล้าบอกเขาเลยว่าผมไม่ได้เข้าใจในแนวความคิดของเขาทุกเรื่อง

    สุญญากาศเกิดขึ้นในวงข้าว ทีจีเอ็นก็ดูเหมือนจะอธิบายพิพิธภัณฑ์ศิลปะและดนตรีแห่งจิตวิญญาณของเขาให้ออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจนไม่ได้เสียที เวลาเคลื่อนคล้อย จู่ๆ ผมก็ฟุบหลับ สาบานได้ว่าตอนนั้นผมไม่ได้อดนอนมาก่อน และไม่มีท่าทีว่าจะง่วงแม้แต่น้อย วันที่ผมนั่งฟังทีจีเอ็นเล่าสามชั่วโมงผมยังไม่ขี้เซาถึงขนาดนี้เลย

    ผมจำไม่ได้ว่าท่าทีของสมาชิกในวงข้าวที่มีต่อผมเป็นอย่างไรกันบ้าง ผมเกยหน้าผากไปบนแขนที่พาดอยู่บนโต๊ะอาหาร ก่อนสติจะขาดหาย เป็นช่วงที่ทีจีเอ็นกำลังอธิบายอย่างออกรส ผมฟุบหลับและฝัน...ความฝันบนโต๊ะอาหารกลางวัน ความฝันมืดดำ ผมยืนคว้างอยู่กลางความมืดมนอนธการ มีเพียงเสียงที่ดังขึ้นทีละน้อยพอที่จะให้โสตประสาทสัมผัสได้ อธิบายไม่ได้ว่าเป็นเสียงอะไร คล้ายเสียงหัวใจเต้นช้าเชือนสลับกับเสียงน้ำ...เสียงหยดน้ำ ก่อนจะถี่มากขึ้นราวมีคนวักน้ำอยู่ใกล้ๆ สักพักเป็นเสียงท้องฟ้าคำรามแสบแก้วหู วนอยู่เช่นนั้นเนิ่นนานเหมือนผมยืนอยู่ตรงนั้นเป็นศตวรรษ จู่ๆ คล้ายมีพายุก่อตัว ปะทุจากพื้นล่าง สั่นคลอนเท้าสองข้างที่เหยียบยืน แสงสว่างไม่ทราบทิศส่องกายผมจ้า และตอนนั้นเองที่ผมเห็นว่าร่างกายของผมค่อยๆ ถูกแบ่งส่วน เท้าสองข้างเลื่อนออกจากข้อเท้า หน้าแข้ง ตามมาด้วยหัวเข่า สะโพก เรื่อยมาจนถึงศีรษะ ผมถูกสับเป็นชิ้นๆ ด้วยกลวิธีทางดิจิตอล ร่างกายเป็นส่วนหนึ่งที่ปรากฏในจอมอนิเตอร์ ประหลาดสิ้นดี คล้ายเนื้อหนังและอวัยวะของผมถูกแปลงเป็นไฟล์เสียง บรรเลงท่วงทำนองของดนตรีไซคีเดลิกยุคเก่า พ่วงด้วยเสียงริฟฟ์กีตาร์ป่วงประสาท กังวานบ้าคลั่งนานเนิ่น และค่อยๆ สงบลง จากเสียงดังสุดบนหน้าปัดเครื่องขยายเสียง ลดลงมาทีละวอลลุ่ม เบาลงๆ  กระทั่งสงบเงียบเยียบเย็น ความมืดคลุมตัว เงียบประดุจผมไม่เคยมีรูหู ผมร้องไห้อยู่ในนั้น 

    สมาชิกในกลุ่มคนหนึ่งปลุกผม การสัมผัสและเสียงของเขาทำลายความเงียบในฝัน ผมมึนงงสักพัก ก่อนสติตื่นสมบูรณ์ ขอโทษขอโพยทุกคน ทีจีเอ็นทำหน้าขรึม แต่ทุกคนดูผ่อนคลายลง ผมหัวเราะแก้เก้อ อ้างว่าเมื่อคืนนอนน้อย ทีจีเอ็นดูเหมือนจะแซวอะไรผมสักอย่าง แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยออก เขาเล่าเรื่องของเขาต่อไม่รู้ด้วยสาเหตุใด จู่ๆ ผมก็นึกถึงคนรักเก่าที่กรุงเทพฯ นึกถึงหนังเรื่องนั้นของเปโดร อัลโมโดวาร์ ท่ามกลางกระแสเสียงทุ้มต่ำของทีจีเอ็น ผมกลับรู้สึกโหยหา และความคิดก็พลันปรากฏขึ้นมาในหัว

    เท่าที่ผมฟัง ทีจีเอ็นกำลังจะทำพิพิธภัณฑ์ศิลปะในรูปแบบของเขา ซึ่งส่วนประกอบของเขาซับซ้อนและยากจะเข้าใจ หนึ่งในความซับซ้อนที่ผมค่อนข้างซาบซึ้งของทีจีเอ็นก็คือผลงานทางด้านดนตรีของเขา หลายคนบอกว่ามันหนวกหู แต่ผมว่ารายละเอียดทางเสียงของเขาเป็นเลิศทีเดียว และนั่นทำให้ผมคิดขึ้นมาได้ว่าหมอนี่เป็นคนที่เก่งอย่างร้ายกาจน่าดู พุทธิปัญญาเกิดขึ้นหลังจากผมตื่นจากฝันร้าย 

    “เราน่าจะทำ ‘พิพิธภัณฑ์เสียง’ นะ” 

    ผมบอกทุกคนไปเช่นนั้น  
  • 9

    เสียงเตือนดังเป็นปกติ ซ้ำๆ เดิมๆ จากลำโพงในรถไฟฟ้าพลันประตูเปิดออก
    ‘พลีส มายด์ เดอะ แก๊ป บีทวีน เทรน แอนด์ แพลตฟอร์ม...’

    ฉันเจอเขาอีกแล้ว สัปดาห์นี้ฉันเจอเขาที่รถไฟฟ้าเป็นครั้งที่สาม หนึ่งทุ่มสามสิบห้า บวกลบไม่นานเกินห้านาที เขาจะลงรถไฟฟ้าที่สถานีเพลินจิต สวนทางกับฉันที่ขึ้นที่สถานีนี้ 

    ในกรุงเทพมหานคร คนไม่รู้จักกันจะเจอกันซ้ำๆ บนรถไฟฟ้าสักกี่ครั้งเชียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ บนประตูรถไฟฟ้าต่างหมายเลขกัน มันบังเอิญเกินไป

    ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าเขาไม่ใช่คนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้การพูดของเขาจะออกภาษาไทยชัดเจนก็ตาม คำเดียวที่ฉันได้ยินจากปากเขาคือคำว่า “ขอโทษครับ” เท่านั้นเอง เขาชนฉันที่ประตูทางออกรถไฟฟ้า เป็นความผิดของฉันเองที่มัวแต่ให้ความสนใจกับ เจน แอร์ ในไอแพด ฉันติดหล่อนมากจนกระทั่งไม่อาจละสายตาแม้ขณะเบียดเสียดฝูงชนเคลื่อนตัวออกจากรถไฟฟ้าก็ตาม   

    ใบหน้าของเขาบ่งบอกว่านั่นคือส่วนผสมของคนต่างชาติ เขารูปร่างหน้าตาดีทีเดียว ฉันชนเขาอย่างจังที่ประตู 

    แม้จะเป็นฝ่ายผิดเต็มประตู แต่เขากลับขอโทษ คำขอโทษที่ทำให้ฉันรู้สึกละอายใจ จนไม่ได้พูดอะไรออกไป    

    ไม่หรอก ฉันไม่ได้หวั่นไหวกับเรื่องพวกนี้ การพบกันโดยบังเอิญครั้งที่สองและครั้งที่สาม ดูเหมือนเขาจำฉันไม่ได้ด้วยซ้ำ

    แปลกดีเหมือนกัน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันโดยสารรถไฟฟ้า ยืนบ้าง นั่งบ้าง ฆ่าเวลาด้วยหนังสือเล่มโปรด โทรศัพท์มือถือหรือไม่ก็ไอแพด ฉันกลบเสียงของผู้คนรอบข้าง และวิสัยทัศน์ของฉันเองด้วยสามสิ่งนี้สลับกันไปมา และไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตใดบนรถไฟฟ้าเข้ามามีผลกระทบต่อความสนใจของฉันได้เลยสักครั้ง  

    ฉันยืนยันเป็นครั้งที่สองว่าไม่ได้หวั่นไหว แต่มันก็แค่แปลกดีเท่านั้น 

    ฉันเอาเรื่องนี้ไปคุยให้คนรักฉันฟังที่คอนโดฯ ในตอนค่ำ หวังลึกๆ ว่าเขาจะหึง เขาแค่หัวเราะ แซวฉันว่านั่นไงเนื้อคู่ฉันมาแล้ว ฉันหัวเราะ บอกว่าถ้าไปจริงแล้วอย่ามาฟูมฟาย เขาหัวเราะอีก

    คืนนั้น ก็เหมือนหลายคืนที่ผ่านมา ฉันกับคนรักนอนหันหลังชนกัน ความไม่ปกติมีเพียงอย่างเดียว ในหูของฉันก้องไปด้วยเสียงจากลำโพงรถไฟฟ้า เตือนให้ผู้โดยสารระวังการก้าวเดินก่อนออกจากรถไฟฟ้า  

    ‘พลีส มายด์ เดอะ แก๊ป บีทวีน เทรน แอนด์ แพลตฟอร์ม...’ 

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in