MiscellaneousAsinay
Day20: (9Satra Fan Fiction) Outsider






  • [1]


    พรานทมิฬคือผู้ล่า

    คือสัตว์ร้าย

    คือฆาตกร

    คือคนที่พรากบ้านเกิด พรากครอบครัว พรากความสุขของเขาไป

     


    แต่ในขณะเดียวกัน พรานทมิฬก็เป็นเหยื่อด้วยเช่นกัน

     





     

    [2]


    อ๊อดไม่คิดจะเรียกฝ่ายนั้นว่าบาก

    บากไม่ใช่ชื่อของพรานทมิฬ เป็นแค่ชื่อที่นายมนุษย์ตั้งให้

    ไอ้บากฟังทั้งเหยียดหยามและเหยียบย่ำ อ๊อดไม่ชอบมัน แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ต้องการจะลึกซึ้งขนาดจะถามว่าชื่อแต่เดิมที่มารดาฝ่ายนั้นตั้งให้คืออะไร ไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าพรานทมิฬจะจำได้ หรือจำได้ก็อาจไม่อยากกล่าวถึง


    อ๊อดจึงเรียกพรานทมิฬว่าพรานทมิฬ อย่างน้อยนั้นก็เป็นสมญาที่เจ้าตัวได้รับและเลือกให้ตนถูกกล่าวขานด้วยนามนั้นเอง

     


    มันทั้งใกล้ชิดและเหินห่าง เป็นทางการ แต่ก็เป็นตัวตนของอีกฝ่ายมากกว่าสิ่งใด


    ทั้งบาดแผล

    ทั้งความภาคภูมิ

     


    อ๊อดคิดว่าเขาเข้าใจในกิริยาและสีหน้าเมื่ออีกฝ่ายขานรับนามนั้น


    เข้าใจ


    หรือไม่เช่นนั้นก็ไม่เข้าใจอะไรเลย

     





     

    [3]


    ครูมวย

    ผู้กอบกู้

    เขาเองก็ถูกเรียกขานด้วยนามที่ไม่ใช่ของตน อยู่ในที่ที่ไม่ใช่ที่ของตน รามเทพถูกยกให้เป็นบ้าน แต่มันก็ไม่ใช่หมู่เกาะนกแอ่น รามเทพมีคนคุ้นหน้า มีลูกศิษย์ลูกหา แต่อ๊อดก็ไม่รู้สึกว่า ณ ที่นั้นมีคนคุ้นเคยเลยสักคน

     


    ต่อให้ทั้งชาวเมืองและลูกศิษย์ของเขา ต่างคนต่างบอบช้ำต่างคนต่างมีบาดแผล แต่บาดแผลนั้นก็เป็นบาดแผลคนละชนิดกับของเขา


    ร่องรอยของการกดขี่ ความคับแค้น แต่นั่นก็ไม่ใช่บาดแผลของเขา ถึงเป็นความสูญเสีย แต่ก็เป็นความสูญเสียคนละชนิดกับเขา มันใช่และไม่ใช่ มันคล้ายคลึงและแตกต่าง

     


    ไม่มีใครที่มีบาดแผลชนิดเดียวกับเขา บาดแผลที่ทาบกันได้สนิทเหมือนอย่างสหายร่วมทางเหล่านั้น สหายผู้กระจัดกระจายไปสู่ที่ที่เป็นของตน


    อาจจะยกเว้นพรานทมิฬ

     

    แต่นั่นก็ไม่ใช่สหายเขา

     






     

    [4]


    เขาเองก็ไม่ใช่สหายของพรานทมิฬ


    บางทีสหายหนึ่งเดียวของพรานทมิฬคงจะเป็นสกุณเหรา เจ้านกยักษ์ที่สิ้นชีพด้วยมือเทหะยักษา สหายที่เขาชดใช้คืนให้ไม่ได้


     

    หนึ่งชีวิตแลกหนึ่งชีวิตหรือ


    อ๊อดคิดว่าน่าจะเป็นตนมากกว่าที่เอาเปรียบ

     






     

    [5]


    คนอื่นๆ เรียกพรานทมิฬว่ามัน


    สรรพนามลับหลัง

    อ๊อดวางนิ้วลงไปไม่ถูก ว่านั่นเกิดจากความกลัวจนต้องแบ่งแยก หรือเป็นการเหยียดหยาม

    แต่เขาคิดว่าหากอีกฝ่ายได้ยินก็คงจะไม่ชอบใจนัก

     


    อ๊อดยืนกรานให้เรียกพรานทมิฬว่าเขา ทั้งต่อหน้าและลับหลัง มันไม่ได้มีอะไรมากเกินไปกว่าการเคารพซึ่งกันและกัน


    ถึงจะเป็นสรรพนามลับหลัง ถึงจะได้ยินหรือไม่ได้ยิน แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

     





     

    [6]


    แววในดวงตาสีอำพันเป็นภาษาที่เขาอ่านไม่ออก


    เหมือนบ่อน้ำไร้ก้น

    และความเจ็บปวดเกินจะหยั่ง

     


    ดวงตานั้นเคลื่อนตามเขาเสมอแม้เจ้าตัวจะไม่ได้อยู่ใกล้


    ในเงา อ๊อดเห็นแนวโค้งสีขาว มันเหมือนจะน่ากลัว เหมือนจะถูกจับตาตามทุกฝีก้าว แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีอะไรเลย พรานทมิฬไม่เคยบุกรุกเข้าหา ไม่เคยก้าวเข้ามาถึงพื้นที่ส่วนตัว แม้แต่ลานฝึกก็แทบไม่ย่างเหยียบ


    กระนั้น เขาก็อยู่ตรงนั้นยังอยู่ตรงนั้น เมื่ออ๊อดเหลือบปลายตามอง

     


    เส้นตรงและเส้นโค้งที่เกิดจากเงาร่างของพรานทมิฬเป็นสิ่งคุ้นตา โดยเฉพาะวิธีที่ฝ่ายนั้นเคลื่อนไหวยามไม่เคลื่อนไหว มันเป็นกิริยาที่อ๊อดอ่านออกและรู้จักดี

     

    จะไม่รู้จักได้อย่างไร ในเมื่อเขาก็เห็นมันในเส้นร่างและเงาของตนเอง

     





     

    [7]


    แปลกแยก

    นั่นอาจเป็นสิ่งที่มีร่วมกัน


    แล้วนั่นจะยังเรียกความแปลกแยกได้อยู่หรือไม่ ในเมื่อมีผู้ร่วมแบ่งปันมันแล้ว

     

     





    [8]


    อ๊อดมานึกสงสัยเมื่อตอนไม่อาจหาผู้ให้คำตอบตนเองได้แล้ว

    อ๊อดเป็นชื่อจริงๆ ของเขา จากพ่อแม่ ณ บ้านฆ้องเหล็ก หรือเป็นชื่อที่พ่อพันธ์ตั้งให้ หากเป็นอย่างหลัง ชื่อจริงๆ ของเขาคืออะไร

     

    แต่มันก็ป่วยการจะรู้ เรื่องสุดจะรู้


    เหมือนชื่อเดิมของพรานทมิฬ

     





     

    [9]


    แม้รามเทพจะถูกยกให้เป็นบ้าน แต่มันก็ไม่ใช่บ้าน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่รู้สึกว่านั่นเป็นบ้าน ท้ายสุดเขาก็ขอลาจากเพื่อกลับบ้าน สู่หมู่เกาะนกแอ่น แม้ว่าที่นั่นจะไม่เหลืออะไรให้สามารถเรียกว่าบ้านได้แล้วก็ตามที

     

    พรานทมิฬขอติดตามไปกับเขา

     

    อ๊อดไม่เข้าใจนักว่าทำไมอีกฝ่ายจึงเลือกเช่นนี้ เพราะความแปลกแยกที่ต่างคนต่างมีทั้งนั้นหรือ  หรือเป็นเพราะไม่รู้จะยึดใครเป็นหลักอีก


    เหตุผลนั้นจะเป็นไปได้หรือ กับพรานทมิฬผู้เหี้ยมหาญ

    แต่จะเพราะอะไร อ๊อดก็ยอมให้พรานทมิฬกลับไปด้วยกัน

     


    การเดินทางนั้นเชื่องช้ากว่าครั้งมารามเทพ  ไม่มีเรื่องร้อนอะไรไล่ตามให้เร่งฝีเท้า ไม่มีอันตรายใดๆ ไปมากกว่าอันตรายตามวิสัยเมืองและป่า เพื่อนร่วมทางของอ๊อดเงียบเสมอ เขาไม่รู้ว่าเพราะฝ่ายนั้นคุ้นชินการเดินทางกับสิ่งที่ไม่พูดหรือเปล่า ระหว่างกันจึงไม่มีเรื่องให้ต้องพูดคุยไปมากกว่าความจำเป็น

     

     





    [10]


    หมู่เกาะนกแอ่นไม่ใช่หมู่เกาะนกแอ่นอีก ไม่ใช่หมู่เกาะนกแอ่นที่เขารู้จัก

    มันเหมือนหมู่บ้านร้าง เหมือนเมืองผี มีแต่ซากศพ โครงกระดูกและเศษซากปรักหักพังจากการบุกทำลายของยักษา ความพินาศที่หลวงเรืองนำมา

     


    ทมิฬข้างกายเขาไร้เสียง

    แววในดวงตาสีอำพันก็ยังเป็นภาษาที่เขาอ่านไม่ออก อาจจะบอกตนเองได้ว่าเข้าใจ แต่อ๊อดก็รู้ว่านั่นเป็นคำโกหก 

    ทั้งหมดมีแต่ร่างเงาเลือนลางของการคาดเดา โดยเฉพาะเมื่อพรานทมิฬกวาดสายตามองสิ่งที่หลงเหลืออยู่

     



    สีหน้านั้นคืออะไร อ๊อดตอบไม่ได้

    อย่างน้อยไม่ใช่ความคับแค้น ไม่ใช่เช่นนั้น ใจเขาไม่อาจคิดเป็นแง่ร้ายได้ว่าชาวเผ่าทมิฬตนสุดท้ายจะอยากมาเห็นความพินาศของหมู่บ้านหนึ่งกับสีหน้าผู้เหลือรอดคนสุดท้าย


    แล้วเช่นนั้น มันคืออะไร

     



    ความรู้สึกผิดอย่างนั้นหรือ


    อ็อดคิดว่าไม่ใช่

     



    ศพและโครงกระดูกของทุกคนเท่าที่จะหลงเหลืออยู่ถูกนำมารวมกันกลางลาน พรานทมิฬเป็นคนก่อพนมเพลิงให้เขา และออกปากจะอยู่ช่วยเก็บกองฟอน หอบอังคารของทุกคนไปโปรยทะเล

     

     


    ใต้แสงเพลิงสีส้มแดง อ๊อดนึกถึงความตายของพ่อ ทั้งพ่อแม่ที่แท้จริงในฝันร้าย และภาพสุดท้ายของพ่อพันธ์กับครูผู้เฒ่า ความเจ็บร้าวในอกก็กรีดตัวขึ้นมาซ้ำอีก ความเจ็บร้าวที่หลงลืมไปแล้วว่ายังมีอยู่

     



    ชั่วขณะหนึ่ง อ๊อดขึงโกรธ เป็นความโกรธที่พร้อมระเบิดออกมาเช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่ช่องผาสิ้นเทพ  เกิดขึ้นและสงบลง รวดเร็วเหมือนสะเก็ดไฟที่ร่วงลงพื้นและวูบดับ

     


    เพราะสายตาของพรานทมิฬที่มองมา

     


    ทั้งหมดนี้ มันคือการชดใช้ การไถ่บาป หรือการหาสิ่งยึดเหนี่ยว หารอยแผลที่แนบสนิทกัน อ๊อดก็ไม่อาจตอบได้

     


    แต่มันก็ย้ำเตือนเขาอีกครั้ง ว่าแม้พรานทมิฬจะเป็นฆาตกร เป็นปีศาจร้ายในสายตาผู้อื่น แต่ครั้งหนึ่งพรานทมิฬก็เคยเป็นเหยื่อและผู้สูญเสียไม่ต่างกัน

     



    หากนี่เป็นการชดใช้ อ๊อดก็จะยินดีรับ


    หากนี่เป็นการไถ่บาป อ๊อดก็จะยินดีปลดปล่อย

     



    หากนี่เป็นการหาสิ่งยึดเหนี่ยว อ๊อดก็จะเอื้อมมือออกไปหาเช่นกัน

    เขาจะชดใช้ในสิ่งที่มนุษย์รุ่นก่อนหน้าได้ทำลงไป

     


    ถึงเขาไม่อาจอภัยพรานทมิฬได้ทั้งหมด  ความปวดเท่าเศษเสี้ยนยังเสียดค้างเหมือนติดอยู่ในแผลไม่ยอมหาย


    พรานทมิฬคงรู้สึกกับเขาแบบนี้เช่นกัน

     




    แต่สักวัน อ๊อดจะให้อภัย

     


    สักวัน


    และหวังว่าพรานทมิฬจะให้อภัยมนุษย์ อภัยเขา

     
























    (ไม่ได้ตั้งใจ แต่มือมันไปเอง oTL)

    (โดนผู้ชายรักสัตว์ตกค่ะ ฉากสุดท้ายที่ไม่มีอะไรนี่มันมีมากจริงๆ โอ๊ย นก นกกกกก (โมเอ้ตรงนั้น))

    (เหมือนในคอมมิคจะบอกว่าอ๊อดเป็นชื่อที่พ่อแม่เรียกแต่เดิม)

    (จริงๆ ไม่ได้คิดว่าจะขึ้นเรือจริงจังจนงอกฟิค แต่ก็นั่นล่ะค่ะ แม่ย่านางเจ้าคะ Permission to come aboard Ma'am)

    (เป็นฟิค Tribute เรือก็แล้วกัน ฮือ การงานจ๋า อย่าเพิ่งทำร้าย)


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in