บันทึกเรื่อยเปื่อยpunpun_lawit
อื่นๆ เกี่ยวกับ Intermittent Fasting
  • **รายละเอียดเกี่ยวกับอินซูลินและร่างกายของท่าน**

    - ข้างล่างนี่คือรายละเอียดสำหรับคนอยากเข้าใจเรื่องอินซูลินเพิ่มเติม มันจะยากหน่อย ถ้าขี้เกียจอ่านก็ข้ามไปเถอะ รู้ไว้แต่ว่าการมีอินซูลินมากเกินไปทำให้ร่างกายเก็บไขมันลูกเดียวไม่ยอมใช้ละกัน (จะกลับไปอ่านบทความที่แล้วก็ได้)

    - อินซูลินเป็นสิ่งดีค่ะ ถ้าไม่มีอินซูลินคือท่านเป็นเบาหวานไทป์หนึ่ง ร่างกายท่านจะกักเก็บพลังงานอะไรไม่ได้เลย ท่านจะผอมลงๆ และถ้าไม่ได้ฉีดอินซูลิน ท่านจะตายค่ะ

    - แต่ปรกติคนที่อ้วนนั้น เกิดเพราะร่างกายมีอินซูลินเยอะเกินไป พอมีเยอะไปก็เหมือนคนที่เสพยาเยอะๆ น่ะค่ะ มันดื้อยา ร่างกายเราก็ดื้ออินซูลินค่ะ 

    พอดื้ออินซูลินแล้ว อินซูลินก็ทำงานของมันไม่ได้

    งานเบื้องต้นของอินซูลินคือ เอาน้ำตาลออกจากเลือด ส่งไปให้เซลล์ต่างๆ 

    พอร่างกายดื้ออินซูลิน มันก็เลยส่งน้ำตาลออกไปให้เซลล์ต่างๆ ไม่ได้ แต่อินซูลินก็ยังต้องพยายามเคลียร์น้ำตาลออกจากเลือดอยู่ดี เพราะยิ่งมีน้ำตาลในเลือดเยอะยิ่งอันตราย มันเลยส่งน้ำตาลไปเก็บในรูปกลูโคส (ไกลโคเจน) ที่ตับก่อน จากนั้นพอตับเต็มก็แปรรูปเป็นไขมัน

    ดังนั้นเมื่อท่านมีอาการดื้ออินซูลิน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ท่านไม่ค่อยมีแรง (เซลล์ไม่ได้รับน้ำตาล) > ท่านอ้วนขึ้นเรื่อยๆ (อินซูลินไม่รู้จะเอาน้ำตาลไปไหนเลยทำไขมันพอกๆ ไว้) > พออ้วนถึงขีดหนึ่ง อินซูลินก็กำจัดน้ำตาลออกจากเลือดไม่ค่อยจะได้แล้ว ท่านก็จะมีน้ำตาลในเลือดสูง > สูงถึงขีดหนึ่ง ท่านก็เป็นเบาหวานไทป์สอง

    เบาหวานไทป์สองคือการมีอินซูลินมากไป ส่วนเบาหวานไทป์หนึ่งคือการไม่มีอินซูลิน มันต่างกันตรงนี้น่ะค่ะ

    ###

    ***ทำไมทำ IF แล้วไม่เกิด starvation mode***

    - เอาคำตอบง่ายๆ กำปั้นทุบดินคือท่านใช้ไขมันของท่านอะคะ ท่านไม่ได้อด

    ส่วนคำตอบยาวๆ ก็ต้องอธิบายว่า starvation mode คือการที่ร่างกายได้รับพลังงานต่ำติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่นวันละ 500 แคล พอกินแบบนี้ติดกันไปเรื่อยๆ ร่างกายก็จะปรับตัวให้ล็อคอยู่ใน safe mode เหมือนมือถือ คือมันจะเผาผลาญพลังงานเป็นแค่ 500 แคล ที่เหลือเผาไม่เป็นละ

    ท่านก็เลยจะมีพลังงานต่ำตลอดเวลา แถมยิ่งกินเยอะยิ่งอ้วน เพราะนอกจาก 500 แคลที่ร่างกายใช้เป็นนั่น มันก็ส่งทำไขมันหมดเลยจ้า (อาการนี้กว่าจะแก้ให้หายได้ใช้เวลาเป็นปีๆ เลยนะ ดังนั้นห้ามกินน้อยติดต่อกันนานๆ เพราะหวังผอมเด็ดขาด เพราะระยะยาวท่านจะยิ่งอ้วน)

    ในการลดน้ำหนักปรกติ เขาก็รู้เรื่อง starvation mode นี่เหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงแนะนำให้กินต่ำกว่าเดิมนิดเดียวเท่านั้น เช่นปริมาณปรกติ 1,500 ก็กิน 1,200 แทน ที่เหลือออกกำลังกายเอา เพื่อไม่ให้ร่างกายเข้า safe mode

    แต่จะบอกว่า ตราบใดที่ร่างกายท่านยังเผากลูโคสในตับไม่หมด ท่านก็จะไปไม่ถึงไขมัน ถ้าท่านยังไปไม่ถึงไขมัน ยิ่งท่านใช้แรง ท่านจะยิ่งหิวค่ะ

    ยิ่งหิวก็จะยิ่งกินค่ะ บางคนทนได้นานกว่าบางคน ผ่านตรงนี้ไปได้ก็ “อาจจะ” ลดลงได้ แต่อะไรที่ต้องใช้ความอดทนมาก มันจะพังทันทีที่ชีวิตท่านไม่ปรกติค่ะ ชีวิตคนเราไม่มีทางปรกติดี๊ดีตลอดเวลา การอดทนออกกำลังกายหนักๆ และทนหิวโหยมากๆ จึงไม่ใช่สิ่งที่จะพึ่งพาได้ในระยะยาวค่ะ

    (อนึ่ง ถ้าจะออกกำลังกาย ควรออกเมื่อร่างกายเจอไขมันแล้ว เมื่อเจอไขมันแล้ว ท่านอยากจะเผาสักเท่าไหร่ก็เผาไปเถอะค่ะ)

    ทีนี้กลับมาที่ starvation mode 

    ขอให้ท่านคิดว่า ตัวท่านมี “ถุงใส่พลังงาน” อยู่หนึ่งถุงนะคะ

    ถ้าท่านกินเช้า กลาง วัน เย็น ทั้งวันรวม 500 แคล ขอให้ท่านคิดว่ามื้อหนึ่งท่านจะได้พลังงานประมาณ 100-200 กว่าแคลเท่านั้น 

    พอได้พลังแค่นี้ ร่างกายท่านจะคิดว่า อ๋อ มีพลังมาแค่นี้ตลอดเวลาสินะ งั้นเราจะลดถุงใส่พลังของเราให้เล็กๆ ละกันนะ starvation mode ก็เกิดขึ้นคล้ายๆ กับการที่ “ถุงใส่พลังงาน” หดนี่แหละค่ะ 

    แต่ถ้าท่านกินวันนึง 1-2 มื้อ แล้วกินเต็มที่เท่าที่ท่านอิ่ม ร่างกายก็จะ อ๋อ ถุงต้องใหญ่ประมาณนึงสินะถึงใส่หมด อืมๆ งั้นไม่หดถุงละ

    พอจะนึกภาพออกไหมคะ มันไม่ได้อยู่ที่ท่านกินถี่ขนาดไหน แต่อยู่ท่านกินครั้งหนึ่งแค่ไหน นี่คือสาเหตุว่าทำไมในการไดเอทแบบกินแคลน้อยลงบางแบบถึงต้องมี cheat day ที่กินอะไรก็ได้ ก็เพื่อให้ถุงของท่านมันไม่หดนี่แหละ

    แต่ IF มันยังช่วยเรื่องอินซูลินด้วย มันถึงได้ดีกว่าการกินแคลน้อยลงแล้วออกกำลังกาย และ/หรือ มี cheat day ไงล่ะ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in