Europe First TimeKanSiri
ไกด์ฟรีที่ยุโรป กล้อง และพาสปอร์ทที่หายไป
  •                 หลังจากที่กลับมาจากค่ายกักกัน พวกเรามีเวลาเหลือเวลาอีกเยอะก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน
    ดังนั้นพวกเราจึงตกลงกันว่าจะไปเข้าร่วมกิจกรรม
    Free Walking อันเป็นกิจกรรมการมีไกด์ทัวร์เดินฟรี

                    ต้องขออธิบายก่อนว่า Free Walkingคือกลุ่มของไกด์ หรือกิจกรรมของคนกลุ่มนึง ที่มาทำหน้าที่ไกด์ให้ฟรีๆแบบไม่มีเงื่อนไข พวกเขาจะพาไปสถานที่สำคัญๆของเมือง และเล่าประวัติความเป็นมาของสิ่งต่างๆในเมืองที่เรามาเที่ยว ซึ่งจริงๆแล้ว Free Walking มีแทบจะทุกเมืองดังๆในทวีปยุโรปเพื่อนๆสามารถเข้าไปเช็คได้ในเว็บไซด์ของ Free Walking และแน่นอนทุกอย่างถูกบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ (ซะส่วนใหญ่) แต่ถึงจะบอกว่าฟรีก็เหอะ ด้วยมารยาท ทุกคนมันจะให้ทิป หลังจากจบทัวร์อันจริงๆแล้วไม่มีกำหนดตายตัวว่าจะให้เท่าไหร่ แต่ส่วนใหญ่ทุกคนก็จะให้ราวๆ 10-30 ยูโร

                    การมาเข้าร่วม Free Walking ครั้งนี้ทำให้เรารู้ประวัติคร่าวๆของเมืองกรากุฟ และสถานที่ต่างๆ อันมีความสัมพันธ์กับเรื่องของสงครามโลก ชาวยิวและการล่าล้างบางพวกชาวยิว

                                                                  (ไกด์จาก Free Walking)

                    วันนี้ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดีพวกเราหาอาหารมื้อเย็นกินและกลับไปพักผ่อนที่ห้อง ถือได้ว่าเป็นวันที่ดีอีกวันนึง แม้ว่าเรื่องราวที่จะได้รับรู้จากค่ายกักกันจะเป็นเรื่องเศร้าอันเป็นผลพวกมาจากสงครามก็ตาม

                    ก่อนจะหลับตานอน สองได้เข้ามาหาผมในห้องและพูดถึงเกี่ยวกับเหมืองเกลือใกล้ๆกับเมืองกรากุฟที่ผมเคยพูดให้สองฟัง ต้องบอกก่อนว่าก่อนหน้านี้ เดลและสองไม่ได้วางแผนที่จะไปเหมืองเกลือแต่ด้วยความที่ผมแอบไปทำการบ้านมาจึงรู้ว่าห่างออกไปจากตัวเมือง กินเวลาไม่เกิน 30 นาทีโดยรถไฟ มีเหมืองเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโปแลนด์ที่สำคัญองค์การยูเนสโก้ได้รับรองถึงความมหัศจรรย์และขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไว้อันเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย ผมกับสองปรึกษากันว่าจะไป โดยที่ครั้งนี้สองลองถามเดลดูแล้วและเดลปฏิเสธที่จะไปกับพวกเรา ดังนั้นพวกเราจึงต้องออกเดินทางไปเหมืองเกลือกัน 2 คนแต่เช้า...

                    ด้วยความที่การไปเหมืองเกลือมันอยู่เหนือการคาดหมายของทุกคน และสองผู้ที่อยากไปทั้งย่านเมืองเก่าในกรากุฟ และเหมืองเกลือ พวกเราจึงต้องทำเวลาให้คุ้มค่ามากที่สุด และในวันนี้เองผมได้เจอกับบทเรียนอันแสนราคาแพงเป็นประสบการณ์ที่ผมจะจำไปจนวันตาย...
  •              ในตอนเช้า 6 โมงกว่าๆนั้นพวกเรารีบไปสถานีอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เสียเวลาในการกลับเข้ามาชมย่านเมืองเก่าและอีกเหตุผลก็คือเราต้องกลับมาให้ทันรถไฟรอบบ่าย 2  เพื่อกลับไปยัง Bialystok ซึ่งอยู่คนละซีกประเทศกับกรากุฟเลยพวกเราจึงมีเวลาไม่มากนัก แต่เพื่อไม่ให้เป็นการต้องรีบร้อนเกินไปการมาให้ทันรถไฟรอบเช้าๆดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ทำให้มีโอกาสหายใจหายคอได้บ้าง แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามคาดพวกเราขึ้นรถไฟรอบ 7.10 และในที่สุดก็มาถึงเหมืองเกลือภายในระยะเวลา30 นาที ถือว่าเป็นการทำเวลาได้ดีเยี่ยม

                ทุกอย่างเหมือนจะดำเนินไปด้วยดีจนกระทั่ง...ผมรู้สึกว่า

                Where is my camera!?” กล้องกูอยู่ไหน

                อีกสองเก้าจะเข้าเหมืองแล้วแต่มายแคเมร่าอะ ยูโน๊ว!? กล้องฉันอยู่ไหน Oh NO!!!!

                ความคิดแรกที่ผุดมาคือพาสปอร์ทผมที่อยู่ในกระเป๋ากล้อง ซึ่งมันสำคัญมากกว่ากล้อง(ถึงกล้องจะแพงกว่าก็เถอะ) และอีกความคิดนึงคือ “กูควรจะกลับไปหากระเป๋ากล้องหรือกูควรจะไปเที่ยวเหมืองก่อน”เพราะผมมากับสอง ตอนนั้นผมรู้สึกโมโหตัวเองมาก ทำไมถึงได้ประมาทขนาดนี้ ร้อยวันพันปีไม่เคยเป็นแบบนี้เลยแล้วกับวันที่ผมไม่อยากเสียเวลาอันมีค่ามากที่สุด...กลับเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ไหนจะยังน้องสองอีก ทุกอย่างมันลนลานไปหมด ผมพยายามตั้งสติและค่อยๆนึกๆดูที่ที่ผมลืมไว้มันเป็นที่ไหนไปไม่ได้เลยนอกจาก

                “บนรถไฟ”

                ใช่แน่ๆเลยทีนี้ทำไงละ ตอนนั้นพยายามถามพนักงานของเหมืองเกลือแถวนั้นว่า พอจะมีวิธีตามกล้องที่ลืมไว้บนรถไฟได้บ้างไหมพนักงานบอกว่าทางเดียวที่ยูจะได้กล้องคืน คือยูควรโทรหาตำรวจนะยู

                “วอทเดอะ ฟัค อีส โก อิ้ง ออน” ถ้าไม่เกรงใจนี่พูดออกมาแน่ๆ โอ้ยยย อิเชี่ย

                คือเดี๋ยวนะต้องถึงมือตำรวจเลยหรอ แผนก Lost and Found ก็พอมั้งดูมันห่างไกลที่จะเจอกล้องมากอะ

                ด้วยความตื่นตระหนกตอนนั้นทำให้ผมคิดอะไรไม่ค่อยจะออกเลยจากความสติหายในครั้งนี้ ในที่สุดสองก็ได้จัดการเป็นธุระถามโน่นถามนี่ให้ผม ทั้งเรื่องตั๋วทั้งเรื่องหาเบอร์ติดต่อสถานี พวกเราตัดสินใจกลับไปที่สถานีดูเบอร์ติดต่อเจ้าหน้าที่สถานีซึ่งสองเป็นคนติดต่อให้ ซึ่งตอนนั้นผมเกรงใจมาก แต่พยายามเรียกสติกลับมาแล้วมันไม่ไหว มือไม้สั่นไปหมด

                หลังจากที่สองติดต่อเจ้าหน้าที่ที่สถานีได้แล้วนั้นผมก็ต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้งเมื่อคนที่นั่นพูดภาษาอังกฤษไม่ได้

                OMG (อะไรกันนักหนาเนี่ยพวกมึงไม่เคยคิดจะพูดอังกฤษเลยใช่ม๊ายยยย) ความรู้สึกตอนนั้นมันเฟลคูณสองเลย

                จนในที่สุดไม่ได้การแล้ว ต้องหาคนพูดภาษาอังกฤษได้ เท้าผมก้าวออกจากป้ายบอร์ดข้อมูล และมันเป็นครั้งแรกจริงๆที่สัญชาติญาณเอาตัวรอดมันทำให้ผมพูดภาษาอังกฤษเป็นต่อยหอยเลยแล้วเหมือนกับสวรรค์มีตา ผมเจอผู้ชายที่คุยภาษาอังกฤษได้ (น้ำตาไหลพราก) ผมเลยเข้าไปขอความช่วยเหลือจากเขาสองไม่รอช้าเข้าผสมโรงให้ ทำให้ผมรับการช่วยเหลืออย่างจริงจังจากชายผู้ใจดีนี้ ไม่กี่อึดใจผมแยกออกจากสองเพื่อไปหาเจ้าหน้าที่บนรถไฟหลังจากมีรถไฟขบวนหนึ่งเทียบเข้าชาญชราไม่นานสองกับผู้ชายคนที่ผมเข้าไปขอความช่วยเหลือ ก็เดินขึ้นมาบนรถไฟพร้อมกับบอกผมว่าโทรไปที่สถานีแล้วและมีเด็กเจอกระเป๋ากล้องแล้ว แต่ผมต้องกลับไปที่สถานีหลักในกรากุฟเพื่อไปรอเอาของจากขบวนรถไฟที่ผมลืมไว้นั่นเอง

                ระหว่างที่นั่งรถไฟกลับผมทำความรู้จักกับผู้ช่วยเหลือเรา เขาชื่อเมเธอุซ เป็นไกด์ (อะไรจะโชคดีขนาดนี้)ตอนนั้นผมขอบคุณเมเธอุซและสองเป็นอย่างมาก และเพราะเมเธอุซนั้นทำให้ผมได้กล้องและพาสปอร์ทผมคืนมาภายในระยะเวลา1 ชม.และก็ถือว่าเป็นโชคอีกชั้นที่ผมกลับมาที่สถานีแล้วพวกเราได้ทำการจองตั๋วรถไฟกลับไปBialystok ทันเวลาอย่างปาฏิหาริย์ การจองตั๋วรถไฟครั้งนี้ทำให้พวกเรารู้ว่าหากมาช้ากว่านี้ พวกเราคงต้องกลับ Bialystok อีกวันอย่างแน่นอนเพราะตอนนี้ตั๋วนั่งเต็มหมดแล้ว จะเหลือก็แต่ตั๋วยืนซึ่งพวกเราก็ต้องยอมรับและซื้อตั๋วยืน ที่ต้องยืนราวๆ 4 ชม.(ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้ยืนตลอดหรอก ก็ได้นั่งแหละ แต่นั่งกับพื้นรถไฟนะ ฮ่าๆชีวิตรันทดชิบเป๋ง) แต่รู้อะไรไหม พวกเราไม่มีทางเลือกแล้ว

                หลังจากได้ของคืนจองตั๋วเสร็จสรรพ ระยะเวลาก็ได้ล่วงเลยมา 1 ชม.เกือบจะ 2ชม. พวกเราได้เข้าไปในเหมืองเกลือ ณ เวลา 9 โมงครึ่งณ ตอนนั้นไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้าย แต่ถ้าพวกเราไม่ได้กลับไปที่สถานีมันก็คงจะทำให้เราต้องพักที่กรากุฟอีกคืนจริงๆ สองพยายามพูดเปรยไม่ให้ผมรู้สึกแย่

    ปล. ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยที่ภาพอาจจะไม่เกี่ยวกับเนื้อหาเท่าไหร่ เพราะกล้องมันหาย....อะคับ
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in