[ Thunwa ]kunlalin
Why

  • I know a girl, she's like a curse
     We want each other, no one will break first

    ผมอาจจะเด็กเกินไป

    อันที่จริง คงต้องบอกว่าเราทั้งคู่ยังเด็กเกินไป
    โดยเฉพาะคุณที่เด็กกว่าผม แต่กลับมีกระป๋องเบียร์กับมวนบุหรี่จากกล่องสีขาวแถบแดงในมือ 
    ทำตัวเหมือนคนอกหักที่ชีวิตหม่นหมอง เลียนแบบผู้ใหญ่เหล่านั้นเพราะคิดว่ามันดูดี

    แต่ผมรู้ คุณไม่ได้คิดถึงอะไรแบบนั้นหรอก 
    คุณแค่อยากทำมัน และคุณก็ทำมันมาตั้งนานแล้ว ก่อนที่ผมจะรู้แล้วนำมาคิดตามเสียด้วยซ้ำ

    หลายสิ่งที่ผมคงเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ อย่างเช่นคุณในตอนนี้ 
    เคยมองว่าเป็นเพียงเพื่อนร่วมชั้นธรรมดา พลังเหลือล้น ร่าเริงสดใส



    เรารู้จักกันมากขึ้น 
    นั่งคงเป็นเพราะผมรู้ความลับของคุณก่อน
    ทว่าคุณกลับไม่เคยแสดงออกว่ากลัวที่ผมรู้

    ผมกลายเป็นความสบายใจของคุณ 
    ทั้งที่ผมเองยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าตัวเองไปทำอะไรให้

    คงเพราะเมื่อไร้กำแพงกั้น เราก็พูดคุยกันได้มากขึ้น

    "ดีแล้วธัน มึงอะเป็นคนดีต่อไปเลย"
    "กูนี่ สีดำ เห้อ"

    "กูก็ไม่ได้ขนาดนั้นไหม"
    "เป็นสีเทามากกว่า ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ก็แล้วแต่สถานการณ์"

    "อ่อ"

    "แต่กูว่ามึงไม่ใช่สีดำหรอก"

    "ยังไง?"

    "สีดำมันไม่มีเฉด" 
    "แต่มึงมี ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เหมือนกู"

    "..."
    "งั้นกูคงเป็นสีเทาเฉดที่เข้มที่สุดละ"
    "แล้วมึงก็เป็นสีเทาเฉดที่อ่อนที่สุด"

    "ก็คงงั้น"

    "ชอบว่ะ"

    "สีเทาอะนะ"

    "ชอบมึง"

    "..."

    "ล้อเล่น นายสีเทา"

    หลังจากนั้นผมก็กลายเป็นนายสีเทาของคุณอย่างเต็มใจ



    แต่ยิ่งรู้จัก ก็เหมือนยิ่งถลำลึก

    สาบานได้ว่าถ้าไม่ใช่คุณ ผมคงหาไม้เรียวยาว ๆ มาฟาดเข้าให้สักที
    ไม่อย่างนั้นก็ฟ้องผู้ปกครองเขาให้ลงโทษเด็กแก่แดดคนนี้ให้มันหลาบจำ

    คงเพราะถลำลึก

    มากเกินไป



    ผมอาจจะเด็กเกินไป

    แม้ว่าจะโตขึ้นมาอีกนิดหน่อย ผมก็ยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจคุณ
    คุณและผมในบรรยากาศแปลก ๆ และแน่นอน บุหรี่จากกล่องสีขาวแถบแดงแบบเดิม 
    ไม่เคยเข้าใจว่าเด็กมัธยมแบบคุณชอบอะไรมันนักหนา ทั้งที่บอกนักหนาว่ามันไม่ดี

    จนแอบคิดว่าคุณไม่ปกติ, หมายถึงไม่เหมือนกับคนอื่นในวัยเดียวกัน
    แต่ก็ชินไปเสียแล้วกับการที่คุณเป็นแบบนี้

    และก็ใช้ว่าจะไม่ชอบ

    คุณบอกว่าผมรู้จักคุณดี
    แต่ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองแทบไม่รู้จักคุณเลย

    "พอแล้วมั้ง"

    "อีกนิดมึง จะหมดมวนละ เข้าไปก่อนก็ได้ถ้าไม่อยากรอ"

    "ไม่ได้บอกว่าไม่อยากรอไหม"

    "หึ"

    เป็นคุณมากกว่าที่รู้จักผมดี

    "วันนี้ไม่เห็นพระจันทร์เลยว่ะ"

    เหมือนทุกครั้ง ... 
    นั่งมองท้องฟ้าด้านนอก เหม่อมองพระจันทร์ สูบบุหรี่ บ่นอะไรนิดหน่อยแล้วกลับเข้าไปนอน 
    แตกต่างกันแค่เพียงครั้งนี้ผมมีคุณอยู่ข้างกาย ไม่ได้มองเห็นผ่านหน้าจอมือถือเท่านั้นเอง

    "เมฆบังหมด"

    "เสียดาย"

    พูดจบคุณก็สูบควันเข้าปอดอีกครั้ง ก่อนจะขยี้สิ่งที่อยู่ในมือทิ้งไป
    ลอบมองด้านหลัง เพื่อนคนอื่นที่มาด้วยกันคงจะสลบเป็นตายกันหมดแล้ว

    "ธัน มึงว่าพระจันทร์เหงาปะ"

    เอ่ยถามหลังจากพ่นควันนิโคตินออกมาจนคลุ้งไปทั่ว 
    แล้วก็เป็นผมที่พยายามปัดมันออกทุกครั้ง 
    ไม่เคยชอบควันบุหรี่ แต่ก็เอ่ยปากออกไปเองว่าจะรอ

    "ก็คงเหงา"

    "ไมคิดงั้น"

    "ก็อยู่บนฟ้า ไม่มีสิ่งมีชีวิต ถ้ามึงหมายถึงเหงาแบบนั้น"

    ผมตอบไปตามที่คิด
    ความคิดเบสิกที่เชื่อว่าหากถามคนอื่นที่ไม่ได้คิดอะไรมากเหมือนผมก็คงตอบแบบเดียวกัน

    "แล้วมึงคิดว่าไง"

    "ไม่"

    "เพราะ?"

    "เพราะใคร ๆ ก็รักพระจันทร์"

    "..."
    "ก็จริง"

    บทสนทนาเงียบลงอีกครั้ง 
    ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คุณเป็นฝ่ายหันมามองผมแทนท้องฟ้าที่ไร้จันทร์ตรงหน้า

    "รู้สึกเหมือนกำลังเมาเลยว่ะ"

    ไม่ใช่หรอก ข้อนี้ผมรู้ดี

    แล้วคุณก็หยิบบุหรี่ขึ้นมาอีกมวน

    "กูพูดจริงนะ พอแล้ว"

    "มึงไม่ชอบเหรอ?"

    "เออ"

    "แต่กูชอบ"

    ยังคงเป็นคนเดิมที่จุดมันขึ้นมาแล้วสูบนิโคตินเข้าปอดอีกครั้ง
    ดื้อด้าน แต่แล้วผมทำอะไรได้

    "งั้นลองบ้าง"

    "ไม่ให้"

    "ทำไม?"

    "เพราะไม่อยากให้ ไอเด็ก"

    "กูแก่กว่ามึงครับคุณลลิน"

    "ก็แค่เลขบอกอายุปะวะ"

    ซึ่งมันก็จริง เพราะแบบนั้นผมเลยทำได้เพียงนั่งเงียบ ๆ ไม่คิดจะหาวิธีเอาชนะ
    อันที่จริงก็ไม่พยายามเอาชนะมาตั้งนานแล้ว เพราะรู้ดีว่ายังไงมันก็คงไม่เป็นผล

    "อยากลองจริง ๆ ปะ"

    ..
    "เออ"

    "งั้นหันมา"

    ไม่ทันคิด, ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น ผมก็หันไปตามที่คุณบอก
    ไม่คิดว่าสิ่งที่ได้รับจะกลายเป็นริมฝีปากของคุณที่ทาบทับลงมาแทนมวนบุหรี่นั่น

    แค่นั่น

    ...

    "พอใจยัง"

    ก็บอกแล้ว ผมน่ะ แทบไม่รู้จักคุณเลย

    คุณขยี้บุหรี่ทิ้งทั้ง ๆ ที่เพิ่งจุดมันไป 
    แต่นั่นไม่น่าสนใจเท่าการที่คุณทำเหมือนกับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเรื่องปกติ

    ...

    "ชอบว่ะ"

    "พระจันทร์?"

    "มึง"

    "..."

    "ธัน คบกันไหม"

    "..."
    "ได้"

    ไม่เคยวิ่งตามคุณทัน



    แม้จะโตขึ้นอีกนิด ผมก็ยังคิดว่าตัวเองเด็กเกินไป

    ไม่มีบุหรี่ในมืออีกแล้ว คงเป็นเพราะผมที่ขอไว้ว่าไม่อยากให้คุณสูบ
    แต่ก็ไม่กล้ามั่นใจขนาดนั้นว่าคุณจะยอมเพราะผมจริง ๆ

    ไม่รู้เลย

    : ธันมึง
    : อยากเลิกกันมั้ย

    คุณส่งข้อความมา ก่อนวันครบรอบที่เราคบกันแปดเดือนเพียงไม่กี่ชั่วโมง

    : ...
    : ไม่รู้ ได้หมด

    : เค



    : งั้นเลิกนะ

    👍

    คุณเคยบอกว่าทุกสิ่งมีเหตุผลของมัน และเรื่องบางเรื่องเราก็เด็กเกินกว่าจะเข้าใจ
    คุณมีเหตุผล ผมรู้ ผมมั่นใจว่ารู้จักคุณมากขึ้น มากเท่าที่คุณอยากให้ผมรู้จัก

    คุณบอกผมว่าคุณกลัว
    หรืออันที่จริงก็แค่เคยชิน 

    ตอนเป็นเพื่อนกันมันก็ไม่ได้แย่

    ผมพยายามที่จะเข้าใจ
    แต่ผมคงเด็กเกินกว่าจะเข้าใจคุณจริงๆ



    แล้วคุณก็หายไป

    สามปี 
    โดยไม่ทิ้งอะไรไว้เลย



    I don't know why we act like it means nothing at all



    ผมเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ 

    ทุกสิ่งเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ใช้ชีวิตโดยไม่มีคุณ

    ระยะห่างระหว่างเวลานั้นทำให้ผมมีคนใหม่เข้ามาบ้าง 
    หลากหลายรูปแบบความสัมพันธ์ หลากหลายความรู้สึก

    ผมพบคนที่ดูแปลกไป จนมองว่าทุกสิ่งเป็นเรื่องธรรมดา
    แต่ที่แปลกกว่าคงเป็นตัวผมเองที่คิดว่าลืมคุณไปแล้ว แต่กลับทำไม่ได้

    ไม่เคยคิดว่าตัวเองอินกับความรักมากขนาดนี้ 
    คงเป็นเพราะคุณละมั้ง



    แล้วคุณก็กลับมา

    ผมรวบรวมความกล้าแทบตาย ถึงได้ตัดสินใจเดินเข้าไปทักคุณในโซนสูบบุหรี่หลังบาร์นั่น 
    ผมสีชมพูอ่อนดูแปลกตาไปสักหน่อย แต่นอกเหนือจากนั้น คุณเหมือนเดิมแทบทุกอย่าง

    "ไม่คิดว่าจะทำสีนี้จริง"

    "ก็ตอนนั้นมึงบอกว่าอยากให้ทำสีนี้..."

    ทั้งแววตา น้ำเสียง มาร์ลโบโรในมือ ใบหน้าเบื่อโลกนั่น

    "มึงไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ไม่ใช่เหรอวะ"

    "อ่า"

    "แล้วมาตรงนี้เพื่อ?"

    "งั้นถามกลับ"
    "มึงก็แพ้ควันบุหรี่ ทำไมมึงยังสูบ"

    รู้สึกเหมือนได้เป็นฝ่ายชนะอีกครั้ง 
    แต่แค่คุณเหยียดยิ้มมุมปาก ผมก็กลับไปเป็นคนแพ้อยู่ดี

    บรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง ขณะที่ผมมีหลากหลายคำถามที่อยากจะเอ่ยออกไป 
    แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงนั่งมองพระจันทร์ตรงหน้าอย่างที่เคยทำ

    "ยังชอบพระจันทร์อยู่ไหม"

    "ชอบดิ"

    "แล้วกูอะ"

    "ก็ชอบ"

    แล้วทำไมถึงทิ้งไป

    ได้แต่เก็บมันไว้ในใจเท่านั้น



    เรากลับมาคุยกันอีกครั้ง 
    ได้รู้ว่าคุณมีปัญหาบางอย่างถึงได้หายไป 
    ซึ่งมันก็ตรงกับที่ผมแอบคาดเดาไว้นิดหน่อย

    แต่เพราะเราต่างก็โตขึ้น มีชีวิตเป็นของตัวเอง

    ไม่นานนักคุณก็บอกผมว่าคุณกำลังคบกับใครสักคนที่ดี

    ผมรู้
    รู้ว่าคุณไม่ได้รักเขา เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่คุณไม่เคยบอกว่ารัก

    คุณบอกว่ามีแค่ผมที่คุณเคยรัก

    แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเศร้าอยู่ดี



    ความสัมพันธ์แบบเพื่อนก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ 
    ในเมื่อเราทั้งคู่ต่างก็ผ่านมันมาแล้ว
    ทั้งคุณและผมสนิทกัน เรียกได้ว่าสนิทใจเสียมากกว่า 

    ผมไม่ใช่คนเรื่องมากในเรื่องความรัก, คิดว่าข้อนี่คุณก็รู้ดี

    คุณเริ่มมีปัญหากับแฟน เหมือนกับทุกครั้ง
    แล้วก็ยังคงเป็นผมที่อยู่ข้างๆ เป็นที่ปรึกษา ให้กำลังใจ
    แม้ว่าลึก ๆ ก็แอบดีใจที่มันเป็นแบบนั้น

    แต่ก็สิบเอ็ดเดือนแล้วที่คุณและเขายังคบกัน

    มันแปลก, ราวกับว่าคุณเหนื่อยที่จะกลัว และคิดจะเปลี่ยนทุกอย่าง 
    ทั้ง ๆ ที่ผมก็ยังมองว่าคุณไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

    อาจเป็นเพราะผมไม่ได้รู้จักคุณดีขนาดนั้น



    เราพบกันอีกครั้ง ไม่ใช่เรื่องแปลก
    สิ่งที่แปลกคงเป็นบรรยากาศน่าเป็นห่วงนี่ต่างหาก

    เป็นอีกครั้งที่ริมฝีปากของเราถูกดึงดูดเข้าหากัน 
    และคุณเองก็พร่ำบอกว่าอาจจะยังรักผม คุณรู้ว่ามันผิด แต่ไม่ได้สนใจ
    นั่นเพราะคุณเป็นแบบนั้น ซึ่งผมก็ชินแล้ว เพียงแค่ไม่เข้าใจ

    แม้ว่าลึก ๆ ผมจะตั้งความหวังว่ามันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมในสักวัน

    แต่แล้วคุณก็หายไป

    เหมือนทุกครั้ง



    คงเป็นผมที่ยังเด็กเกินไป

    เกินกว่าจะเข้าใจคุณ

    หรือไม่อย่างนั้น ผมก็คงไม่มีวันเข้าใจ



    พระจันทร์ที่ผีเสื้อหมายปอง 
    เคยคิดว่าผีเสื้อคงเป็นฝ่ายเจ็บปวดที่ตนเองไร้เรี่ยวแรงจะบินขึ้นมา

    ปีกบาง ๆ เหล่านั้นคงจะฉีกขาดไป
    ในขณะที่พระจันทร์สวยงามตรงหน้าก็เป็นเพียงก้อนหินเย็นชืดที่ไร้หัวใจ



    แต่ผมไม่ใช่พระจันทร์


    Why do we put each other through hell?
      Why can't we just get over ourselves?



    - Why

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in