Janie The Lawyerjanieishappy
Jane The Helper
  • เราเพิ่งจะทำอาชีพทนายมาได้ไม่กี่ปี (ก็ยังไม่ถึงสิบปีอ่ะนะ) เรามาฝึกตั้งแต่ยังเป็นลูกเจีี๊ยบ อารมณ์แบบออกจากไข่มา ใสๆ อ้อแอ้ๆ โดนจับล้างสมองตั้งแต่เนิร์สเซอรี่เลยว่างั้นเถอะ เราโดนฝึกโดยหัวหน้าสำนักงานโดยตรง ฝึกอยู่ 2 ปี ได้ หัวหน้าถึงได้ส่งเราใส่ครุยขึ้นศาล คดีแรกที่เราทำเป็นคดีที่หัวหน้าเคลียร์ไว้ให้หมดแล้ว เราแค่มีหน้าที่ไปศาล ใส่ครุย พยายามคีพคูล บอกศาลว่าโจทก์จำเลยคุยกันเรียบร้อยแล้วค่ะ ตกลงตามนั้นค่ะ แล้วก็เซ็นชื่อแกร็กๆๆๆ จบ

    ฟังดูง่ายเนอะ แต่อยากจะบอกว่าเราสั่นมาก แม้ว่าก่อนหน้านั้นเราจะเคยไปศาลมาแล้วเป็นร้อยรอบ โดนหัวหน้าและพี่ๆ จับเหน็บเข้าสะเอวไปศาลด้วยทุกวัน แต่พอถึงเวลาที่เราต้องทำหน้าที่เป็นทนายจริงๆ เราก็ยังคงรู้สึกตื่นๆ อยู่ดี

    เราจะเข้าใจลูกความเสมอ เวลาที่เขาบอกว่าเขาตื่นเต้น เขากลัว คนไม่เคยขึ้นศาล อาการมันเป็นยังไง เรารู้ เราก็จะต้องปลอบประโลมเขา สร้างความมั่นใจให้เขา บอกเขาว่าไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ศาลก็คน เดี๋ยวเราจะยืนอยู่ข้างๆ คอยช่วยทุกอย่างเอง เราไม่รู้ว่าที่เราพูดไปแบบนั้นมันช่วยให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นบ้างไหม แต่เราก็ไม่รู้จะทำยังไง — มีลูกความหลายคนพูดกับเราว่า “ใช่สิ ก็คุณเป็นทนายไง ขึ้นศาลบ่อยจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว” เราก็ต้องมานั่งเล่าประสบการณ์ตอนขึ้นศาลครั้งแรกๆ ให้เขาฟัง บอกเขาว่าเราไม่ได้พร้อมจะขึ้นศาลตั้งแต่เรียนจบได้วุฒิ น.บ. หรือแม้แต่ตอนที่ได้ใบอนุญาตว่าความ (aka ตั๋วทนาย) เราก็ยังทำอะไรไม่เป็นเลย ร่างฟ้องง่ายๆ ละเมิด ผิดสัญญาอะไรนี่พอได้ โนทิสก็พอทำได้ คำร้อง คำขอ คำแถลงอะไร ก็ทำได้เฉพาะที่ท่องไปสอบ ถามว่าเข้าใจกระบวนการไหม ไม่เลย ตอนเรียนก็ท่องๆ มา ไม่ได้เข้าใจอะไรหรอก มันไม่เห็นภาพ มันจะเข้าใจได้ไง

    ตั้งแต่ที่เราทำงานมา มีน้อยคนมากนะที่จะมาศาลแล้วเซลฟ์จัดมาเลย (ไม่นับทนาย) พวกเซลฟ์ๆ อย่างนี้จะมีสองจำพวก จำพวกแรกคือ พวกที่มาศาลมาหลายคดีแล้ว เคยผ่านมาแล้วทุกขั้นตอน นัดแรก นัดไกล่เกลี่ย นัดชี้ นัดไต่สวน นัดสืบ ขึ้นเบิกความเป็นพยาน โดนทนายฝ่ายตรงข้ามถามค้านไปยันม้ามยันตับอ่อน นางโดนมาหมดแล้ว คนแบบนี้จะนิ่งและสติดีมาก ทนายอย่างเราก็จะทำงานง่ายมากถ้าเจอลูกความเจนสนามแบบนี้ คือเรามีหน้าที่เป็นทนายอย่างเดียวเลยจริงๆ ไม่ต้องคอยช่วยอะไรมากเลย — สำหรับคนเซลฟ์จำพวกที่สอง พวกนี้จะเซลฟ์มาแต่กำเนิด เป็นคนเซลฟ์แบบโนสน โนแคร์ ศาลหรอ แล้วไง? จะเถียงอ้ะ มีไรมะ? ชั้นจะพูด ทุกคนต้องฟังชั้น! ฟังสิ ฟัง! กับลูกความแบบนี้ ทนายก็จะปวดหัวหน่อยๆ ต้องมีสติฟังเขาพูดเสมอ ต้องคอยห้ามคอยสะกิด ไม่ให้พูดเกินหรือหลุดอะไรไป กับไม่ให้ทำตัวไม่น่ารักใส่ศาล เดี๋ยวศาลจะเหม็นเอา ไม่ใช่อะไร

    ลูกความใสๆ ที่ไม่เคยขึ้นศาลจะมีเยอะสุด ความตื่นกลัวจะแผ่ออกมาจนเราสัมผัสได้ จะมากจะน้อยก็แล้วแต่ว่าคดีอยู่ในขั้นตอนไหน หนักสุดเลยคือช่วงนัดสืบ — สำนักงานเราจะมีการซ้อมพยานในเกือบทุกคดี การซ้อมพยานไม่ใช่เรื่องสนุก และการซ้อมพยานก็ไม่ใช่การจับพยานมามัดแล้วซ้อมให้น่วม โนๆ ลูกความไม่ใช่กระท้อน อย่ามองทนายในแง่ร้ายกันนักสิ การซ้อมพยานคือการจำลองเหตุการณ์ในวันสืบพยานให้ลูกความพอจะนึกภาพได้ว่า ในวันนั้นเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง เตรียมเขาว่า ถ้าทนายฝ่ายตรงข้ามขึ้นมาถามค้าน เขาควรจะต้องตอบแบบไหน จับลูกความมาเทรนวิธีการเบิกความให้เขาได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งมันก็ไม่ง่าย ไม่ง่ายเลยจริงๆ 

    ถ้าคนที่ขึ้นศาลบ่อยๆ ผ่านการขึ้นเบิกความเป็นพยานมาแล้วหลายคดี เราแทบไม่ต้องเทรนอะไรเลย คนพวกนี้จะเหมือนมีกำแพงล่องหนกั้นระหว่างตัวเขากับทนายฝ่ายตรงข้ามอยู่ประมาณสิบชั้นได้ คือถามยังไงก็ไม่ได้อะไรไปหรอก แงะยังไงก็ไม่มีทางหลุด บางคนตอบดีถึงขนาดที่ว่า ตอบคำถามค้านของฝ่ายตรงข้ามนะ แต่ตอบทิ่มฝ่ายตรงข้ามซะพรุน ทนายอย่างเราก็ไม่ต้องไปแก้ไปติงอะไรเขา เพราะการเบิกความของเขามันสมบูรณ์แบบของมันอยู่แล้ว ชาบู!!!

    ...นี่ไม่ใช่การนินทาลูกความ (ก็จะแก้ตัวง่ายๆ อย่างงี้แหละค่ะ) แต่มันคือการบอกเล่าว่า ทนายไม่ได้มีหน้าที่แค่ไปศาลแล้วก็กลับมานอนตีพุงสบายใจเฉิบอย่างที่หลายๆ คนคิด แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่ว่าทนายทุกคนจะทำแบบเรา ทนายชิลๆ มันก็มี เราก็อยากชิลนะ แต่หัวหน้าไม่ยอมให้ชิล *สะอื้น*

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in