เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
บันทึกนักอยากเขียนSooth Suwansakornkul
เชือก (ความสัมพันธ์)
  • สุข

    วันนี้เป็นวันที่ฉันมีความสุขที่สุด เกรดเทอมสุดท้ายออกแล้ว ฉันเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว แถมพ่วงด้วยรางวัลเกียรตินิยมอันดับที่หนึ่งเสียด้วย พี่ที่บริษัทที่ฉันเคยไปฝึกงานก็เพิ่งโทรศัพท์มาบอกว่าเขายินดีรับฉันเข้าทำงานในบริษัทแล้วด้วย นี่เป็นข่าวดีที่สุดในรอบสิบปี ยี่สิบปี หรือตั้งแต่ฉันเกิดมาเลยก็อาจเป็นได้ พ่อแม่จะดีใจขนาดกันไหนนะพอพวกท่านได้ยินข่าวนี้ ฉันคิดพลางบิดคันเร่งรถมอเตอร์ไซด์ขึ้นสะพานไป

    -----

    ทุุกข์

    หากข้ามสะพานนี้ไป จะถึงต้นไม้ใหญ่ที่พ่อและผมพากันมานั่งเล่นเสมอ ๆที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำไม่รู้อายุถึงร้อยปีหรือเปล่า พ่อจะผูกชิงช้าไว้ให้ผมนั่งไกวเล่น ขณะที่พ่อนั่งอ่านหนังสือบ้าง วาดรูปบ้างอยู่ใกล้ ๆ

    แต่วันนี้พ่อจากไปแล้ว พ่อ คนที่คอยเป็นที่ปรึกษา คนที่คอยช่วยเหลือเวลาที่ผมเดือดร้อน พ่อของผมเสียไปก่อนที่ผมจะเรียนจบ ตอนนี้เหลือเพียงผมกับแม่แล้ว แม่ดูซึมลงไปมาก บางครั้งแม่ก็เหม่อลอย เหมือนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นั่นอาจเป็นเพราะแม่คงคิดถึงพ่อ

    ผมตั้งใจว่า ผมจะทำหน้าที่ดูแลแม่แทนพ่อ แต่กระนั้นก็ดูเหมือนว่า ความพยายามของผม ไม่อาจจะเต็มเต็มส่วนที่ขาดหายไปในหัวใจของแม่ได้ ไม่นานนักแม่ก็จากผมไปอีกคน ผมไม่เหลืออะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวในชีวิตอีกต่อไปแล้ว ผมเหนื่อย จนไม่มีแรงลุกออกจากเตียง และคิดอะไรไม่ออก

    ดูเหมือนเจ้านายและคนรักของผมจะไม่ชอบสิ่งที่ผมเป็นเท่าไหร่ และในที่สุดก็เป็นเหมือนที่คาดไว้ เจ้านายเรียกผมไปพบ แล้วยื่นซองขาวให้ พอผมเล่าเรื่องผมถูกเลิกจ้างให้คนรักฟัง เธอก็หาว่าผมอ่อนแอ ความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ก็ถึงคราวขาดสะบั้น

    หมดแล้ว ผมไม่เหลืออะไรเลยจริง ๆ วันนี้ผมตัดสินใจกลับไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่อีกครั้ง พร้อมกับเชือกยาว ๆ เส้นหนึ่ง ผมจะไปหาพ่อ ดังคำที่อดีตคนรักของผมบอก

    "ถ้าคุณอ่อนแอขนาดนี้ ก็ตายไปอยู่กับพ่อแม่เลยดีกว่า"

    ผมรู้ว่าเธอพูดด้วยอารมณ์โกรธ แต่ผมคิดจริงจังกับคำพูดนี้

    พ่อครับ พอข้ามสะพานนี้ไป ก็จะถึงต้นไม้ใหญ่ของเราแล้วล่ะ

    -----

    มีความสัมพันธ์กัน

    "ช่วยด้วย"

    ผมได้ยินเสียงเด็กคนหนึ่ง ขณะกำลังโยนเชือกขึ้นไปพาดบนกิ่งไม้ใหญ่ พอผมหันไปมองหาที่มาของเสียง ผมก็เห็นมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งล้มคว่ำอยู่ข้างสะพาน มีเด็กชายคนหนึ่งยืนนิ่งหน้าตาซีดเผือดยืนอยู่ณ จุดนั้น


    "เกิดอะไรขึ้น"
    ผมรีบวิ่งไปถามเด็กชาย

    "ผมเห็นรถเก๋งแล่นสวนเลนขึ้นสะพานมาเร็วมาก มอเตอร์ไซด์ก็ลงสะพานมาเร็ว พอมอเตอร์ไซด์หักหลบรถไปข้างสะพาน ก็ชนกับราวสะพานอย่างจังแล้วคนขี่ก็ตกน้ำไป"

    พอเด็กชายพูดจบ ผมก็รีบชะโงกหน้ามองลงไปในแม่น้ำ

    "งั้นน้องถือเชือกนี่ไว้ เดี๋ยวพี่จะโดลงไปช่วยเอง"

    ผมพูดแล้วก็โดดลงจากสะพานแล้วดำน้ำลงไปงมร่างที่หมดสติของเธอขึ้นมาบนฝั่ง

    "คุณ คุณ ได้ยินผมไหม"
    ผมตบหน้าเธอเบา ๆ เพื่อเรียกสติ

    "พ่อจ๋า แม่จ๋า" 
    หญิงสาวเอ่ยขึ้นพลางร้องไห้

    "คุณ ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว"
    ผมเอ่ย

    เธอค่อย ๆ เปิดเปลือกตาแล้วมองหน้าผมแล้วพูดว่า
    "ขอบคุณมากนะคะ"

    เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วกอดตัวผมไว้แน่น
    "หนูขอบคุณพี่มาก ๆ เลยค่ะ" 

    "ไม่เป็นไรแล้ว เดี๋ยวพวกกู้ภัยกับตำรวจก็คงมา"
    ผมเอ่ย

    ตอนที่ผมและเด็กชายผู้เห็นเหตุการณ์กำลังนั่งรอส่งเธอขึ้นรถพยาบาล ความรู้สึกย่ำแย่ของผมก็ฟุ้งขึ้นมาอีก ผมมองไปที่เชือกบนต้นไม้ใหญ่ และเก้าอี้ที่เตรียมไว้

    "พี่คะ เป็นอะไรหรือเปล่า"
    หญิงสาวถามผมพลางหันมองตามผมไปที่ต้นไม้ใหญ่

    "พี่ไม่เป็นไรนะคะ"
    เธอถามย้ำ 

    ครู่หนึ่งหน่วยกู้ภัยก็ยกเปลพยาบาลมา หญิงสาวจ้องตาผมแล้วกล่าวว่า
    "พี่ต้องเข้มแข็งนะคะ หนูเป็นกำลังใจให้"


    พอเธอพูดจบหน่วยกู้ภัยก็ประคองตัวเธอขึ้นไปบนเปล หญิงสาวนอนลงแต่ยังคงจ้องมองมาที่ผม ผมรู้ว่าเธอรู้ว่าผมกำลังจะทำอะไร พวกกู้ภัยหามเธอไปยังรถพยาบาล ผมสบตาเธอไปเรื่อย ๆ จนประตูรถพยาบาลปิดลง

    ผมนั่งรอจนทุกคนกลับบ้านไปจนหมด ตอนนี้ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าไปแล้ว ผมคิดว่าถึงเวลาที่ผมจะจัดการธุระของตัวเองให้เสร็จเสียที

    ผมปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ แล้วผูกเชือกที่ห้อยอยู่บนกิ่งไม้ให้แน่นเข้า พอความรู้สึกแย่ดิ่งถึงขีดสุดแล้วผมจึงร้องไห้ออกมา

    "ฉันมันไร้ค่า ไม่รู้จะอยู่ต่อไปเพื่ออะไรแล้ว"

    "เพื่อช่วยคนไงพี่ พี่ยังช่วยคนอื่นได้"
    เสียงเด็กชายพูดขึ้นข้าง ๆ ตัวผม ผมมัวแต่คิดถึงแต่เรื่องของตัวเองจนลืมสังเกตว่าเขามายืนอยู่ใกล้ ๆ


    "พี่สาวที่บาดเจ็บบอกว่า ถ้าไม่มีพี่ชายช่วยไว้ เขาก็คงตายไปแล้ว พี่ช่วยเขาไว้ พี่เป็นคนดี พี่ไม่ไร้ค่า"
    เด็กชายพูด

    เหมือนมีแสงสว่างส่องวาบเข้ามาในหัวของผม ผมเร่งมือผูกเชือกและมัดปมให้แน่นเข้า

    "พี่จะทำอย่างนี้จริง ๆ เหรอ พ่อแม่สอนผมว่าทำแบบนี่มันไม่ดีหรอก"
    เด็กชายพูด

    "พี่จะเร่งทำชิงช้าให้เสร็จก่อนค่ำ แล้วพรุ่งนี้เช้ามานั่งเล่นด้วยกันนะ"



    ป.ล. ที่มาของเรื่องนี้มาจากการที่ผมไปฝึกอบรมวาดการ์ตูนกับทีมขายหัวเราะเมื่อวันที่หกสิงหาน่ะครับ ระหว่างคิดแก๊กตลก ก็คิดพล็อตนี้ออกมา ตอนแรกก็วาดเป็นการ์ตูนช่องแหละครับ แต่คิดไปคิดมาลองดัดแปลงเป็นเรื่องราวขึ้นมา ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าท่าก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in