บุหลันดั้นเมฆpiyarak_s
บทที่ ๖
  • การออกเรือนเป็นเรื่องควรยินดีและเดือนก็ยินดีกับงานมงคลของเมฆ แต่หากให้เอ่ยว่ายินดีอย่างเต็มหัวใจก็ไม่ต่างอะไรจากการกล่าวเท็จ 


    เดือนยอมรับว่าตนเองตื่นตะลึงกับข่าวการแต่งงานของพี่ชายคนโปรด แต่ตระหนกกับความคิดที่เกิดขึ้นของตนเองมากกว่า เพราะเด็กชายไม่เคยคิดว่าสิ่งที่ได้ยินและเป็นเรื่องธรรมดาของชายที่เจริญด้วยวัยและหน้าที่การงานแล้วที่จะมีครอบครัว บุตรภรรยาต่อไปในอนาคต


    จากวันที่ได้รู้ข่าวเรื่องเมฆจะออกเรือนอย่างกะทันหัน ผ่านมาจนถึงวันขึ้นเรือนหอและพิธีแต่งงานของเมฆที่เดือนเข้าร่วมด้วยก็ราวห้าถึงหกเดือน ความรู้สึกหนึบชาที่ต่อมาเปลี่ยนเป็นความรู้สึกจุกอยู่ในอกเหมือนถูกคลื่นใหญ่หรือบางสิ่งที่หนักหน่วงซัดกระแทกกลางอกคลายลงไปมากแล้ว ถึงกระนั้น ความรู้สึกหนักอึ้งเหมือนมีบางสิ่งถ่วงอยู่ในใจก็หวนกลับมาอีกครั้ง แม้ไม่รุนแรงเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจอย่างคราวก่อน 


    เดือนได้แต่เตือนตนเองว่า จงยินดีที่เพื่อนของพี่ชายและคนที่ตนรักเป็นพิเศษกว่าคนอื่นอย่างเมฆไว้วางใจให้เข้าร่วมพิธีเป็นเพื่อนฝ่ายเจ้าบ่าว เช่นเดียวกับพี่ชายและพี่สาวของตนเองที่สนิทสนมกับครอบครัวของพระสุจริตวินิจฉัยมานาน และให้ยินดีที่ภรรยาของเมฆเป็นกุลสตรีที่หาได้ยากยิ่ง และจะเป็นขวัญใจขวัญเรือนของเมฆต่อไปในภายหน้า 


    แม่ผิว ว่าที่ภรรยาของเมฆอายุสิบเจ็ดย่างสิบแปด เป็นหญิงสาวร่างเล็ก ดวงหน้าและผิวพรรณงามละมุนละไมเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบหรือรูปนางอัปสรที่ช่างบรรจงปั้นขึ้นมาอย่างเต็มฝีมือ กิริยามารยาทเรียบร้อยเพราะเป็นชาวที่หรือข้าหลวงฝ่ายในของเสด็จในกรมพระองค์หนึ่งมาแต่เล็ก เหมาะสมกันกับชายหนุ่มผู้ที่กำลังจะเป็นสามีของหล่อน หลังจากได้ฤกษ์เข้าหอและจะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันที่เรือนหอหลังใหม่ที่ปลูกขึ้นเชื่อมกับหมู่เรือนใหญ่ของพระสุจริตวินิจฉัยราวกับเป็นคู่สร้างกันมาแต่หนหลัง 


    ความงามของแม่ผิวเป็นที่เลื่องลือ แต่ด้วยความสงบเสงี่ยมเก็บเนื้อเก็บตัวทำให้ไม่ใคร่มีเจ้านาย ขุนนาง หรือบุตรขุนนางคนใดมีโอกาสได้ยลโฉมมากนัก จนกระทั่งงานลอยพระประทีปคราวหนึ่งที่แม่ผิวขอลากลับบ้านเพื่อเยี่ยมมารดาที่ป่วย และถือโอกาสไปชมมหรสพกับญาติพี่น้องชายหญิงของตน เมื่อนั้นเอง ความงามหมดจดของหล่อนจึงปรากฏ และเกิดถูกพระทัยของเจ้านายพระองค์หนึ่งเข้า จึงส่งคนมาทาบทามกับบิดาและมารดา 


    แม้บิดามารดาของบุตรสาวผู้ดีจะยินดีให้บุตรสาวของตนถวายตัว เพราะถือเป็นเกียรติยศและผลประโยชน์ของวงศ์ตระกูล แต่บิดามารดาของแม่ผิวกลับลังเลใจ เพราะกิตติศัพท์เกี่ยวกับเรื่องเจ้าจอมหม่อมห้ามทั้งหลายของเจ้านายพระองค์นั้นไม่สู้ดีนัก แต่ก็ยังเป็นโชคดีของแม่ผิว เพราะการที่พนักงานฝ่ายใน เป็นคุณข้าหลวงต้องของพระราชานุญาตลาออกมาแต่งงานและมาอยู่ร่วมครัวเรือนกับสามี แม่ผิวจึงซื้อเวลาได้นานขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง โดยอ้างว่าต้องให้ทางเจ้านายพระองค์นั้นส่งมาขอกับเสด็จในกรมโดยตรง


    ด้วยความเป็นคนโปรดคนหนึ่ง แม่ผิวจึงได้รับพระกรุณาและความเอ็นดูเป็นพิเศษ ด้วยหญิงสาวเป็นคนเขียนอ่านหนังสือคล่อง เสียงไพเราะ รู้จักใช้จังหวะหนักเบาอ่านหนังสือโคลงกลอนถวายได้ดี และเมื่อเสด็จในกรมทรงทราบว่า ผู้ที่จะมาทาบทามขอแม่ผิวไปเป็นหม่อมเป็นผู้ใด ก็ทรงถึงกับส่ายพระพักตร์ แต่ก็ไม่ได้ทรงปฏิเสธเสียทีเดียว เพียงตรัสว่าขอคุยกับแม่ผิวให้ได้ความก่อนว่า มีคู่รักหรือคู่หมายอยู่แล้วหรือไม่ 


    ว่ากันตามตรงแล้ว เมฆกับแม่ผิวเคยพูดคุยกันไม่กี่ครั้งแต่ก็คุ้นเคยกันพอสมควรในฐานะพนักงานฝ่ายหน้าและฝ่ายในที่เคยพบเห็นกันมาก่อน ทว่าไม่เคยเกี้ยวพากันฉันหนุ่มสาว ถ้านับกันตามบรรดาศักดิ์แล้ว บิดาของแม่ผิวมีบรรดาศักดิ์สูงกว่าบิดาของเมฆ เป็นขุนนางที่รับราชการต่างกรมแต่ก็ได้พบและทำความรู้จักกันตามสมควรโดยเฉพาะในเวลาที่เข้าเฝ้า เพื่อได้พูดคุยก็ถูกอัชฌาสัยกันดี เมื่อเกิดเหตุร้อนนี้ขึ้นแล้ว บิดาของแม่ผิวจึงตระหนักว่าบุตรีของตนเองเริ่มเข้ารุ่นสาวและพร้อมที่จะออกเรือนได้ และตัวเลือกที่ดีที่สุดลำดับแรกที่นึกได้ก็คือ นายรองพินัยราชกิจ หรือเมฆ บุตรของพระสุจริตวินิจฉัย ตุลาการศาลอาญานอกที่ชำระความราษฎร ซึ่งมีข่าวว่าจะได้เลื่อนลำดับขึ้นเป็นนายพินัยราชกิจ หุ้มแพรในอีกไม่ช้า 


    เมื่อลองให้ญาติซึ่งเป็นคุณข้าหลวงลองทูลถามเสด็จในกรมเพื่อขอให้ประทานคำปรึกษา เสด็จในกรมซึ่งแม่ผิวถวายตัวรับใช้ก็ตรัสขึ้นว่า “ถ้าเป็นผู้นั้น ข้าจะไม่ยกให้ แต่ถ้าเป็นนายเมฆ มหาดเล็ก ข้าไม่ขัดข้อง” ปัญหาเรื่องหาเหตุผลในการปฏิเสธการทาบทามไปเป็นหม่อมห้ามของเจ้านายพระองค์นั้นก็เป็นอันจบไป 


    หลังจากหาทางแก้ไขปัญหาไปได้เปลาะหนึ่งแล้ว มารดาของเมฆซึ่งสนิทสนมกับมารดาของแม่ผิวและทราบปัญหาดังกล่าวมาตลอดจึงได้ไปสู่ขอแม่ผิวให้บุตรชาย เมื่อทั้งแม่ผิวและเมฆต่างตกลงปลงใจ ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายพอใจว่าที่เขยและสะใภ้ของตนอย่างยิ่ง ทุกอย่างจึงดำเนินมาตั้งแต่เรื่องหมั้นหมายกันไว้จนถึงวันขึ้นเรือนหอและแต่งงานด้วยความเรียบร้อย


    แม้ว่าเดือนจะยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่และไม่รู้รายละเอียดของเรื่องราวอันเป็นเหตุที่มาของการออกเรือนของเมฆกับแม่ผิวในด้านลึก แต่ก็พอรู้อะไรอยู่บ้างจากการได้ยินสิ่งที่ด้วงและพี่สาวคนอื่น ๆ พูดคุยกับบิดามารดาของตนจนปะติดปะต่อเรื่องได้ และพอเข้าใจความจำเป็นนี้ นอกเหนือไปเสียจากเข้าใจว่านี่เป็นบทบาทและหน้าที่ในทางครอบครัวของผู้ชาย ใครที่ถึงวัยออกเรือนแล้วยังไม่ออกเรือนอาจถูกสายตาจ้องมองด้วยความสงสัยได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่มีข่าวลือเรื่องกรมหลวงพระองค์หนึ่งโปรดพวกละครชาย แม้ไม่ผิดกฎหมายแต่ข้อครหาและสายตาที่มองยังกรมหลวงพระองค์นั้นก็ไม่ใช่สายตาที่แสดงความชื่นชมแต่อย่างใด และนั่นก็ทำให้เดือนจำใจต้องเก็บงำความรู้สึกบางอย่างของตนไว้และพยายามลืมความรู้สึกนั้นเสียให้สิ้น แม้จะเป็นไปได้ยากยิ่งหรือเป็นไปไม่ได้เลยก็ตาม 


    ช่วงวันก่อนถึงฤกษ์แต่งงานหรือวันสุกดิบที่พระสุจริตวินิจฉัยและแม่พุด บิดามารดาของเมฆยกผ้าไหว้และขันหมากไปสู่ขอแม่ผิวจากท่านเจ้าคุณและคุณหญิง ผู้เป็นบิดาและมารดาของเจ้าสาว เป็นช่วงเวลาที่เดือนได้พบกับแม่ผิวเป็นครั้งแรก เดือนยอมรับว่าหญิงสาวผู้นี้สมกันกับเมฆอย่างที่สุด หล่อนไม่เพียงมีกิริยามารยาทดีงามแต่จิตใจและอัชฌาศัยส่วนตัวนั้นก็น่ารัก และทำให้ผู้ที่ได้รู้จักนึกรักใคร่ได้อย่างไม่ยากเย็นเลย 


    เมื่อลองคิดให้ดีแล้ว ถ้าหากหล่อนเป็นพี่สาวแท้ ๆ เขาก็คงอยากให้หล่อนมีสามีที่ดีอย่างเมฆ และถ้าหากเมฆเป็นพี่ชายร่วมสายเลือด เขาก็ย่อมอยากให้พี่ชายที่ตนรักและสนิทสนมด้วยมากที่สุดได้ภรรยาที่สมเป็นแม่ศรีเรือนอย่างแม่ผิวเช่นกัน คิดได้ดังนี้แล้ว เดือนก็ค่อยรู้สึกเหมือนที่ว่างในหัวใจของตนมีบางสิ่งเข้ามาถมเติมขึ้นมาได้บ้าง 


    ตกบ่าย ย้ายสถานที่มายังเรือนหอของคู่แต่งงานใหม่ มีการนิมนต์พระมาเจริญพระพุทธมนต์ เมฆและแม่ผิว คู่บ่าวสาวถูกจัดให้นั่งกลาง มีเถ้าแก่ฝ่ายหญิงนั่งคั่น ข้าง ๆ ของสองฝ่ายนั้นเป็นญาติพี่น้องและเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว เมื่อพระเริ่มพิธีไปจนถึงขึ้นบทชยันโต หลวงพ่อซึ่งเป็นประธานสงฆ์ก็ซัดน้ำมนต์จากบาตรใส่คู่บ่าวสาวและเพื่อนตรงหน้า เถ้าแก่ไม่รู้ว่าขยับหายไปจากที่นั่งระหว่างกลางไปตั้งแต่เมื่อใด แต่เพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่รอคอยโอกาสนี้มานานแล้วก็ต่างเบียดเข้าหาฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่เปียกปอนไปทั้งตัวให้ชิดเข้าหากัน 


    ครั้นไหล่ต่อไหล่เบียดกัน แก้มของแม่ผิวก็กลายเป็นสีชมพูเรื่อเหมือนสไบสีกลีบบัวที่หล่อนห่มและขับผิวที่ผ่องราวกับกลีบดอกไม้แรกแย้มนั้นให้งามยิ่งกว่าเดิมขึ้นไปอีก จากนั้นดวงตาของชายหนุ่มและหญิงสาวแลสบก็กันก่อนที่ต่างฝ่ายจะยิ้มและหัวเราะกันออกมาได้เป็นครั้งแรกหลังต่างฝ่ายต่างดูขัดเขินกันอยู่แทบตลอดทั้งวัน 


    กิริยาท่าทีที่ทั้งสองแสดงออกต่อกันทำให้เดือนที่นั่งอยู่ข้างด้วงพลอยยิ้มตามไปด้วย แม้ลึก ๆ แล้ว ความรู้สึกว่างหวิวในหัวใจจะหวนกลับมาอีกครั้งก็ตาม โดยเฉพาะเมื่อเมฆหันมามองหาเมื่อพิธีซัดน้ำสิ้นสุดลงและฝ่ายเจ้าบ่าวเจ้าสาวแยกกันไปเพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกโชกด้วยน้ำ จากนั้นฝ่ายเจ้าสาวก็จะกลับไปบ้านตน ให้เจ้าบ่าวอยู่เฝ้าเรือนหอตามลำพัง ก่อนที่จะมาร่วมกันตักบาตรพระสงฆ์กับเจ้าบ่าวในช่วงเช้าซึ่งเป็นวันที่มีฤกษ์แต่งงานจริงอีกครั้ง


    “พี่จะผลัดผ้า พ่อเดือนมาช่วยพี่ทีเถิด” 


    เป็นประโยคแรกของวันที่เมฆเอ่ยกับเดือน นอกไปเสียจากคำทักทาย แต่เดือนกลับเอ่ยสิ่งใดตอบกลับไปไม่ได้ นอกจากพยักหน้ารับ แล้วเดินตามเมฆเข้าไปในห้องและปิดประตู 


    จะว่าไปแล้ว เดือนโตเกินกว่าจะมาช่วยรับผ้าจากเมฆไปส่งให้คนซัก และรับเอาแหวนที่ขอดซ่อนไว้ในเสื้อผ้าเป็นรางวัลติดมือไปอย่างสมัยที่เคยรับเอาผ้าของด้วงไปซักในวันที่ด้วงออกเรือนกับแม่บัว ภรรยาเอกที่ตอนนี้ตั้งครรภ์ใกล้คลอดจึงไม่ได้มาด้วย แต่คำขอของเมฆดูเหมือนมีบางอย่างเป็นพิเศษและทำให้รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายมีบางอย่างที่อยากพูดคุยด้วย เดือนจึงทำตามคำขอครั้ง ทั้งที่สุดท้ายแล้ว ต่างฝ่ายต่างกลับไม่มีสิ่งใดจะพูดจาเล่นหัวกันอย่างที่เคยเป็นมาตลอดก่อนหน้านี้


    เดือนไม่ได้ช่วยเหลือเมฆมากนัก เพราะเมฆผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายของตนเองอย่างเงียบ ๆ หลังฉากกั้น มีหนเดียวเท่านั้นที่วานเดือนให้เรียกน้องชายคนเล็กของคนเองมารับผ้าเปียกไปให้บ่าวซัก และเอ่ยกับเดือนว่า เมื่อเสร็จการที่ฝากแล้วให้กลับเข้ามาในห้อง อย่าเพิ่งไปไหน 


    หลังจัดการตามคำขอของคนอายุมากกว่าแล้ว เดือนไม่ได้กลับเข้าไปในห้องของอีกฝ่ายในทันที


    มีบางอย่างในน้ำเสียงของเมฆที่ทำให้ใจที่เกือบจะนิ่งได้อยู่แล้วกลับสั่นไหวขึ้นมาอีก และต้องหยุดยืนอยู่หน้าห้องนั้นอีกพักใหญ่ ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกและกลับเข้าไปภายในห้องอีกครั้ง 


    ในแสงตะเกียงที่ส่องสว่าง เมฆที่ยืนไพล่หลังอยู่หันกลับมาหาเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู ชายหนุ่มรอให้เดือนก้าวเข้ามายืนอยู่ตรงหน้า ก่อนถอดแหวนวงหนึ่งออกจากนิ้วของตนเองส่งให้ เดือนจำได้ว่าเป็นแหวนพิรอด เครื่องรางที่เมฆมักใส่ติดนิ้วอยู่เป็นประจำ


    “แหวนนี้อาจไม่มีราคาค่างวด แต่พี่อยากให้พ่อเดือนรับไว้”


    “แต่...”


    “เถอะ” เมฆจับมือของเดือน และวางแหวนวงนั้นลงกลางฝ่ามือ “พี่ให้” 


    เดือนสบตากับเมฆ มองหาคำอธิบายที่อาจมีอยู่ในนั้น แต่ไม่ได้ในสิ่งที่อยากได้และเป็นฝ่ายที่ต้องหลบสายตาที่มองตอบกลับมาแน่วนิ่งไปเสียเอง 


    “ขอบคุณเจ้าค่ะ” คนรับแหวนมายกมือไหว้และขมวดแหวนดังกล่าวเก็บเอาไว้ที่ชายพกอย่างดี ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาพบกับรอยยิ้มของอีกฝ่าย


    “ขอบใจพ่อเดือนที่รับน้ำใจพี่” 


    ไม่ทันจะเอ่ยสิ่งใดตอบ มือใหญ่กว่าที่เคยจูงและกุมมือเล็กกว่าของเดือนไว้มาหลายปีนับแต่รู้จักและสนิทสนมกับก็เอื้อมมาลูบศีรษะของเขาอย่างนุ่มนวล และดึงตัวของเขาเข้าไปกอดในห้วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่จะปล่อยให้เป็นอิสระ 


    “พ่อเดือนรักพี่... พี่ขอบใจ” 


    เสียงของเมฆแผ่วเบา ทว่าดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวใจทั้งใจ


    เป็นครั้งแรกที่ความรู้สึกที่คลุมเครือมาตลอดในหัวใจของเดือนกระจ่างชัด


    เดือนเพิ่งรู้ว่า เมฆรับรู้ว่าเขาคิดและมองเมฆในฐานะที่พิเศษกว่าคนอื่นมาตลอดเวลา


    การได้รู้หัวใจตัวเองของเดือนไม่ได้สายเกินไป เขาเพียงแค่ได้รู้หัวใจตัวเองและเรียนรู้การตัดใจไปพร้อมกันเท่านั้นเอง


    To be continued.... 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
baebpimry (@baebpimry)
แง ชอบบทนี้มากๆ เลยค่ะ ชื่นชอบนิยายพีเรียดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มองว่าการบอกเล่าความรักของคนสองคนในกรอบสังคมยุคนั้นมันยากน่ะค่ะ แต่บทนี้ทำได้ดีมากเลย สายสุขนิยมอย่างเรายังพอยิ้มออกค่ะ555555
piyarak_s (@piyarak_s)
@baebpimry แง ขอบคุณค่ะ เรื่องพีเรียดมีข้อจำกัดหลายอย่างเหมือนกัน แต่จะพยายามต่อไปค่ะ ><
Ornalin Eyck Pimsamsee (@fb2102545806457)
ขอบคุณพ่อเมฆที่รับรู้ในความรู้สึกน้อง
จะร้องไห้แล้วเจ้าค่ะ
piyarak_s (@piyarak_s)
@fb2102545806457 แจกผ้าเช็ดหน้าให้นะคะ ><
Happy X Circle (@fb2250936128515)
มันเหงาๆ เศร้าแบบบอกไม่ถูกเลยค่ะ รู้สึกว่าถ้าตัวเองเป็นพ่อเดือนคงวิ่งไปแอบร้องไห้แล้วแน่ๆ ;-;
piyarak_s (@piyarak_s)
@fb2250936128515 ฮือ ตอนนี้พ่อเดดือนก็จะช็อกๆ อึ้งๆ ด้วยนิดนึงค่ะ จะดีใจก็ยิ้มไม่ออก จะเศร้าก็ร้องไห้ไม่ได้อีกเหมือนกัน
wj_2301 (@wj_2301)
สงสารพ่อเดือนจังเลยพอรู้จักที่จะรักก็ต้องมารู้จักคำว่าเสียใจพร้อมๆกัน
piyarak_s (@piyarak_s)
@wj_2301 พ่อเดือนยังเด็ก ยังเรียนรู้ได้อีก มีโอกาสอีกเยอะเลยค่ะ
polkaneko_story (@polkaneko_story)
โถ พ่อเดือน นี่พี่เมฆก็คิดแบบเดียวกันกับพ่อเดือนหรือเปล่า ถึงรู้ว่าน้องรู้สึกอย่างไง
piyarak_s (@piyarak_s)
@polkaneko_story พี่เมฆเห็นอยู่นะคะว่า น้องคิดอะไร ส่วนพี่เมฆคิดอะไรกับน้องหรือเปล่าก็ต้องเดากันอีกที 555
yemaoziwnk (@yemaoziwnk)
พ่อเดือนนน ฮือออ T^T
พี่เมฆรู้ว่าน้องคิดอะไรมาตลอด แถมยังให้แหวนกับน้อง ก็คงต้องคิดอะไรกับน้องบ้างแหละ ชอบบรรยากาศ มุมมองของน้องต่องานแต่งพี่ พออ่านแล้วรู้สึกโรแมนติก เหมือนการร่วมยินดีให้กับใครสักคนที่เรารัก ให้เขาได้มีชีวิตที่ดี น้องเข้มแข็งมาก;-;
piyarak_s (@piyarak_s)
@yemaoziwnk ฮือออ น้องเดือนเป็นเด็กดีค่ะ น้องเจ็บหนนี้แต่เติบโตขึ้นมากๆ ;w;