บุหลันดั้นเมฆpiyarak_s
บทที่ ๒
  •                 ฤกษ์โกนจุกของเดือนคือเมื่ออายุสิบเอ็ดปี เร็วกว่าเด็กชายคนอื่นอยู่บ้าง แต่ผู้ใหญ่ในบ้านทั้งบิดามารดาก็เห็นพ้องกัน เพราะเดือนเป็นเด็กโตเร็ว ด้วยอายุเท่านี้ก็ตัวยืด แขนขายาว ถ้ารอให้ถึงอายุสิบสามเหมือนเด็กชายส่วนมากที่เจริญด้วยวัยค่อนข้างช้าคงไม่เหมาะ เมื่อปรึกษาเจ้าประคุณหลวงพ่อที่วัดที่ฝากเดือนเรียนเขียนอ่าน ฤกษ์งามยามดีที่ท่านให้คือ ฤกษ์สะดวก คือฤกษ์ที่ทุกคนเห็นพ้องว่าถูกว่าควรที่จะทำกิจการงานมงคลและแขกเหรื่อสำคัญสะดวกมาพร้อมกัน 


    เด็กชายยอมรับว่าตนเองตื่นเต้นกับงานมงคลที่จะมีเพียงครั้งเดียวในชีวิต แต่ก็ตื่นเต้นไม่เท่าที่หลังจากนั้นจะได้เล่าเรียนอย่างจริงจังเสียที และอีกอย่างหนึ่ง การเลิกไว้ผมจุกและต้องตัดผมไว้ทรงเดียวกับพี่ชายและญาติผู้ใหญ่ทั้งหลายทำให้เดือนรู้สึกว่าตนเองเข้าใกล้ความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่ง และการเป็นผู้ใหญ่ขึ้นทำให้เดือนรู้สึกว่า ตนได้รับการยอมรับให้เข้าร่วมฟังการสนทนาในเรื่องของผู้ใหญ่ที่จริงจังขึ้นกว่าเดิม ซึ่งนั่นหมายความว่า เขาจะสามารถนั่งฟังเวลาที่ด้วง เมฆ และบิดาของทั้งด้วงและเมฆพูดคุยกับในเรื่องต่าง ๆ ได้โดยไม่ถูกไล่ให้ไปเล่นที่อื่น หรือให้อยู่กับพี่เลี้ยงไปพลาง 


    เรื่องที่อยากรู้ก็เรื่องหนึ่ง เรื่องที่จะได้อยู่ใกล้กับคนที่ชอบก็อีกเรื่องหนึ่ง

    หากให้แบ่งความชอบที่เดือนมีต่อเมฆเป็นส่วน ๆ ความชอบของเดือนต่อเมฆเป็นความเคารพนับถือส่วนหนึ่ง ความชื่นชมส่วนหนึ่ง ความประทับใจส่วนหนึ่ง และความรักอีกส่วนหนึ่ง 


    ในส่วนของความรักนั้น แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นความรักอย่างน้องชายรักพี่ชายหรือเด็กคนหนึ่งที่รักผู้ใหญ่ที่รักใคร่เอ็นดูตนเองตอบ แต่เดือนรู้สึกว่ามีบางอย่างที่มากไปกว่านั้น เป็นความรู้สึกที่เข้าใจยากและอธิบายยากเกินไปสำหรับเด็กคนหนึ่ง เป็นความรู้สึกที่ไม่เหมือนความรู้สึกไหน และนำมาเปรียบเทียบกับความรู้สึกอื่น ๆ ที่ตนมีให้บิดามารดา พี่ชายพี่สาว และเพื่อนเล่นคนใดคนหนึ่งที่สนิทสนมคุ้นเคยกันไม่ได้เลย 


    ถึงความรักชอบของเดือนที่มีต่อเมฆนั้นจะหานิยามแน่ชัดไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เดือนแน่ใจยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมดคือ เขาชอบเวลาที่ได้อยู่ใกล้เมฆ ชอบเวลาที่เมฆพูดคุยด้วยและยิ้มให้ ดังนั้น สิ่งที่ทำให้เดือนยินดีและตื่นเต้นกับพิธีโกนจุกของตนเอง แม้จะแสนเกลียดที่ถูกญาติผู้หญิงผู้ใหญ่จับขัดสีฉวีวรรณและแต่งองค์ทรงเครื่องชุดใหญ่ให้ นั่นก็คือ พระสุจริตวินิจฉัยและนายรองพินัยราชกิจหรือเมฆที่ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นจากมหาดเล็กวิเศษหรือบุตรข้าราชการที่ถวายตัวเป็นมหาดเล็กทั่วไปรับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะมาร่วมพิธีตัดผมในช่วงเช้าด้วยนั่นเอง


    เวรมหาดเล็กมีสองกะ เวรละสิบสองชั่วโมง บ่ายสี่โมงยาวไปจนถึงตีสี่และตีสี่ถึงบ่ายสี่โมงเย็น ดูจากสีหน้าแล้ว เมฆคงออกเวรมาเมื่อตีสี่ สังเกตได้จากอาการตาโรยและแดงอยู่บ้างเล็กน้อย แต่อาการง่วงงุนอยู่บ้างนั้นก็มิได้ทำให้ชายหนุ่มขาดความกระตือรือร้นไปเสียทีเดียว เมื่อทักทายเจรจากับผู้ใหญ่และเพื่อนฝูงที่มาร่วมงานมงคล เมฆก็สามารถทำสีหน้า ท่าที และน้ำเสียงสดชื่นขึ้นมาได้ทันทีอย่างแทบไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    “เดือนดูเมฆเป็นตัวอย่างไว้” พี่ชายคนโตของเดือนเอ่ย เมื่อเห็นว่าน้องชายคนเล็กของตนเองกำลังมองสหายสนิทของตนด้วยความสนใจอย่างเห็นได้ชัด “ไว้เรียนเขียนอ่านคล่องกว่านี้ ฝึกความจำให้เฉียบคมกว่านี้ อีกสักสองสามปี พี่จะให้คุณพ่อปรึกษากับคุณลุงพระสุจริตฯ ว่าจะรับเดือนไว้เป็นทนายได้หรือไม่ เพราะพี่คิดว่าเมื่อเจ้าเมฆได้เลื่อนขั้นบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นหุ้มแพรแล้ว ก็มีทางเลือกสองทางว่าจะไปให้สุดในทางมหาดเล็กหรือในทางการเป็นตระลาการตัดสินความอย่างคุณลุงพระสุจริตฯ”


    ถึงจะหูผึ่งกับเรื่องที่พี่ชายบอกเล่า แต่เดือนก็ขานรับแค่คำเดียวสั้น ๆ ว่า ‘เจ้าค่ะ’ ก่อนที่จะถูกพี่สาวคนโตและเป็นพี่สาวจากแม่เดียวกันพาตัวไปตรวจตราความเรียบร้อยของเสื้อผ้าที่พิธีตัดผมในช่วงเช้าและเป็นช่วงเกือบสุดท้ายของพิธีจะเริ่มขึ้น เนื่องจากพระสงฆ์ที่นิมนต์ไว้มาถึงและประจำอาสนะพร้อมแล้ว
    ผมที่เคยเกล้าไว้เป็นผมจุกถูกแบ่งออกเป็นสามช่อ แซมแทรกด้วยใบไม้และสิ่งมงคล พระสุจริตวินิจฉัยซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่สุดรับกรรไกรมาตัดผมปอยแรก จากนั้นก็เป็นญาติผู้ใหญ่ตามลำดับอายุ ถัดจากบรรดาพี่ชายพี่สาวก็เป็นเพื่อนสนิทของครอบครัวที่จะมาตัดผมปอยที่สองและสามกันต่อไป โดยที่ระหว่างนั้นพระสงฆ์ก็เจริญพระพุทธมนต์ไปด้วย


    ระหว่างที่เมฆเข้ามารับกรรไกรต่อและขลิบผมของเดือนออกไปช่อหนึ่ง เดือนไม่ได้พูดอะไร ได้แต่พนมมือและไหว้ขอบคุณเท่านั้น ฝ่ายเมฆก็ทำเพียงแค่พึมพำอวยชัยให้พรไปตามธรรมเนียม แต่ก่อนผละถอยออกไปเพื่อให้ช่างโกนผมที่เหลือเป็นหย่อมจากการตัดอยู่กลางกระหม่อมออกให้เรียบร้อย เมฆก็เอื้อมมือมาลูบแก้มของเดือนแผ่วเบา


    “ทีนี้ พ่อเดือนก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ” 


    เดือนไม่รู้ว่าตัวเองทำสีหน้าเช่นไร เขาเห็นแต่ใบหน้าของเมฆที่มองมายังเขาและยิ้มน้อย ๆ ก่อนที่อีกฝ่ายจะหันหลังกลับไป และเดินไปนั่งรวมกับแขกเหรือรุ่นราวคราวเดียวกัน เพื่อรอทำพิธีการอื่นต่อ


    ครั้นพิธีมงคลสำเร็จเสร็จสิ้นด้วยความเรียบร้อย ถือเป็นสวัสดิมงคลต่อผู้เข้าร่วมงานทุกผู้ เมื่อถวายเพล รอพระฉันเสร็จ และให้คนพายเรือกลับไปส่งที่วัด แขกเหรือทั้งหลายอิ่มหนำและสนทนากันตามอัธยาศัยครู่หนึ่งก็ทยอยลาเจ้าภาพกลับ คณะของพระสุจริตวินิจฉัยเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ขอตัว เพราะความสนิทสนมจึงพูดคุยติดพันกันไปทั้งรุ่นบิดาและบุตรชาย 


    “คุณพี่จำเรื่องที่คุณพี่ถามดีฉันได้หรือไม่เจ้าคะ” เดือนเลียบเคียงถามเมฆระหว่างเดินไปส่งที่ท่าน้ำ และเขากับอีกฝ่ายเดินคล้อยหลังทิ้งระยะห่างจากคนอื่นพอสมควร


    “เรื่องไหนล่ะ พ่อเดือน” เมฆเลิกคิ้ว ใบหน้าแต้มรอยยิ้มเวลาพูดกับเขาเหมือนเคย


    “เรื่องที่คุณพี่เคยถามว่าดีฉันอยากเป็นตุลาการเหมือนคุณพ่อของคุณพี่หรือเปล่าเจ้าค่ะ”


    “พ่อเดือนตัดสินใจได้แล้วหรือ”


    เด็กชายส่ายหน้า “อยากทราบเรื่องนี้ให้มากขึ้น เผื่อจะได้คิดแล้วตัดสินใจเจ้าค่ะ”


    คำตอบของคนอายุน้อยกว่าเรียกรอยยิ้มกว้างให้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายของคนอายุมากกว่า ก่อนฝ่ายที่โตกว่าจะวางมือลงบนไหล่ของอีกฝ่าย


    “วันหน้าวันหลัง พ่อเดือนขออนุญาตคุณอาท่านหรือให้พ่อด้วงพาพ่อเดือนมาหาพี่ วันใดไม่ต้องเข้าเวร พี่จะอธิบายหน้าที่การงานของตระลาการให้ฟัง พ่อเดือนอยากรู้สิ่งไร ถ้าพี่ตอบได้ พี่ก็จะตอบให้”


    “ขอบคุณเจ้าค่ะ” เดือนยกมือไหว้ เมฆที่รับไหว้ตอบ ก่อนลูบศีรษะของเดือนด้วยความเอ็นดู


    “พี่ไปแล้วนะ พ่อเดือน” ชายหนุ่มกล่าวลา “ไว้ค่อยพบกัน”



    To be continued.... 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
wwrytk (@wwrytk)
แสนดีเกินไปแล้วพิ่เมฆฆฆฆ
piyarak_s (@piyarak_s)
@wwrytk แง พี่เมฆเป็นคนดีค่ะ
wj_2301 (@wj_2301)
หลงพี่เมฆแล้วเหมือนกัน
piyarak_s (@piyarak_s)
@wj_2301 อ่านถึงตอนล่าสุดแล้วไม่รู้จะยังพูดแบบเดิมไหมนะคะ ><
Ornalin Eyck Pimsamsee (@fb2102545806457)
อยากเอ็นดูน้องเดือนบ้างจังเลยเจ้าค่ะ
ฝันดีแล้ว
piyarak_s (@piyarak_s)
@fb2102545806457 แบ่งกันเอ็นดูกับพี่เมฆก็ได้นะคะ ^^