Game & Comic Fanfictomei_tan
[Fic-FFVII]The Promised Land
  • Category: Angst

    Pairing:  Rufus/Reeve

    Rating: PG , Y

    Spoilers: FFVII , DOC

    ...สองมือน้อยๆ ที่ประคองดอกไม้ดอกเล็กช่างดูเปราะบาง...

    ...สัญญาน้อยๆ ซึ่งให้ไว้เมื่อกาลก่อน ต่างเปราะบางไม่แพ้กัน...


    เตาปฏิกรณ์นับสิบเรียงรายล้อมรอบบริษัทชินระ ตั้งตระหง่านสูงขึ้นไปยังท้องฟ้าไร้ดาว มองคล้ายปราการล้อมรอบปราสาท กำลังต่างผลัดกันส่งเสียงทอดถอนใจอย่างเหนื่อยล้าและเจ็บปวด แทนชายที่ไม่สามารถเอ่ยคำใดได้

    ร่างอันอ่อนแอเพราะถูกความทุกข์กัดกินขยับตัวอย่างเชื่องช้า ชายหนุ่มถอดแว่นตาสีปรอทซึ่งใช้มองทิวทัศน์แบบเดียวกับหุ่นยนต์แมวที่สร้างออก แสงจากจอมอนิเตอร์สะท้อนลงบนนัยน์ตาดำราวเม็ดนิลงามให้เห็นประกายหมองเศร้าชัดเจนขึ้น เรียวนิ้วผอมพรมป้อนข้อมูลยังคีย์บอร์ด เปลี่ยนคำสั่งจากเคลื่อนไหวอัตโนมัติของเคทซิธให้เป็นระบบสั่งการโดยตรง

    ริมฝีปากสั่นเทายื่นเข้าใกล้ไมค์ เพื่อส่งเสียงทักทายกลุ่มคนที่อยู่อีกฟากของมอนิเตอร์ หุ่นตัวเล็กชะงักเท้ายืนนิ่ง ชายหนุ่มเบื้องหลังกลืนน้ำลายผ่านลำคอที่แห้งผาก หวังว่าจะมีมือที่มองไม่เห็น เข้ามากดปิดสวิตช์ตัวเขาเองให้หยุดกระทั่งลมหายใจได้เหมือนมัน

    “ยินดีที่ได้รู้จักกลุ่มอาวาแลนซ์ทุกท่าน...ผม...รีฟ ทูเอสติ หัวหน้าแผนกพัฒนาผังเมืองของชินระคอมปานี...”

    เด็กหนุ่มผมทองหันกลับมามองอย่างตกใจ เมื่อจู่ๆเพื่อนร่วมเดินทางกลายเป็นสิ่งสื่อสารของบริษัทที่หวังทำลาย มือบอบบางกำรอบด้ามดาบเล่มใหญ่ทันที แต่ชายในชุดผ้าคลุมแดงรีบยกมือห้ามไว้อย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวด้วยเสียงละมุน

    “เดี๋ยวก่อนคลาวด์ อีกฝ่ายเผยตัวออกมาแบบนี้คงมีเรื่องสำคัญอยากจะคุยกับเรา”

    ผู้ถูกห้ามส่งเสียงมุมปากอย่างไม่พอใจ ก่อนจะลดดาบลงแล้วถามเสียงขุ่น

    “นายต้องการอะไร ?”

    นัยน์ตาสีฟ้าจ้องแมวตัวน้อยเลยผ่านไปถึงผู้ควบคุมเบื้องหลัง รีฟหลุบสายตาหนีจากแววตาซื่อ ที่พาให้คิดถึงคนที่เคยมองมาแบบเดียวกัน หากแต่ในความหมายที่ต่างกันออกไป


    นัยน์ตาพิสุทธิ์ที่มองมา กลับกักเก็บเพียงความเลวร้าย

    เมื่อรู้ดังนั้น รอยยิ้มที่สวยงามจึงไร้ความหมาย ราวอากาศอันเหน็บหนาว

    ให้ผู้ล่วงรู้สะท้านจากความเย็นชา ด้วยตระหนักถึงสิ่งที่กำลังเกิด


    “...ผมในตอนนี้ไม่พอใจกับระบบการทำงานของบริษัทชินระ จึงอยากร่วมมือโดยการส่งข้อมูลแผงผัง พร้อมทั้งระบบการป้องกันภัยทั้งหมดของบริษัทให้”

    ทันใดดาบเล่มใหญ่ก็จ่อเข้าที่คอของเคทซิธ ใบหน้าเยาว์วัยของผู้นำกลุ่มต่อต้านขมวดมุ่นบ่งแววโกรธเคือง

    “สายลับอย่างนายจะเปลี่ยนมาอยู่ข้างพวกฉันเนี่ยนะ ? ทุเรศ ! ให้เป็นตายยังไงฉันก็ไม่ขออยู่ร่วมกับนกสองหัวที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหรอก !”

    น้ำเสียงและสายตาฉายแววดูแคลน ดวงตาที่แน่วแน่ในอุดมการณ์ซึ่งเคยเห็นจากคนผู้หนึ่งเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว ช่างตอกย้ำถึงอดีตที่ไม่มีทางย้อนกลับ มือเล็กของหุ่นยนต์แมววางเบาบนคมดาบที่จ่อคออยู่

    “ผมรู้จักความเจ็บปวดของการเปลี่ยนแปลงดี จนต้องตัดสินใจทำสิ่งที่คุณกำลังเห็น”

    เสียงนุ่มระคนเศร้าถ่ายทอดออกมาอย่างรวดร้าว ทว่าพยายามไม่ให้มันสั่นเครือไปกว่าที่เป็นอยู่   "...ถึงอย่างนั้น ผมก็พร้อมจะแลกกับทุกสิ่ง เพียงเพื่อหยุดสิ่งๆเดียว”


    .......................


    วันวานที่นภาเป็นสีฟ้าหม่น ความจริงไม่มีวันใดที่ผืนฟ้าของมิดการ์จะเป็นสีฟ้าใส ชินระทำให้ความกระจ่างของท้องฟ้าและดวงตาของเด็กคนหนึ่งเลือนหาย ช่างเป็นเรื่องน่าปวดใจของผู้ที่ทำได้เพียงมอง

    "หยุดเสียทีเถอะ”

    เด็กชายตัวน้อยหน้าตาน่าเอ็นดูสั่งเบา ขณะนั่งเล่นอยู่บนชิงช้าข้างซอกๆหนึ่งของบริษัท ชุดสูทแบบผู้ใหญ่ช่างไม่สมกับอายุ รอยฟกช้ำยิ่งไม่เหมาะที่จะอยู่บนแก้มนวล

    “จะร้องไห้ไปทำไม ทุกครั้ง...ประสาท...”

    เพราะเจ็บแผลตรงแก้ม เด็กน้อยรูฟัสจึงหยุดพูด และเบนความสนใจโดยการเหยียดขาเล็กผอมถีบพื้นไกวชิงช้าต่อ ทิ้งคนสูงวัยกว่านั่งปล่อยน้ำตาไหลไปตามใบหน้าอย่างไร้เสียง หัวคิ้วได้รูปของรีฟถูกขมวดชนเป็นร่อง

    ความเศร้าและไม่พอใจประทังขึ้นมาพร้อมกันจนชายหนุ่มทำอะไรไม่ถูก พาลโมโหทุกอย่างที่กอปรขึ้น แล้วนำพาให้เด็กที่ตนช่วยเลี้ยงดูแต่แบเบาะถูกทำร้ายอย่างน่าเจ็บช้ำ

    ประธานชินระเป็นคนอารมณ์ร้าย และคาดหวังว่าต้องได้สิ่งที่ต้องการทุกอย่างไม่ว่าด้วยหนทางใด  รูฟัสซึ่งอายุได้สิบปี จึงถูกกดดันอย่างไม่เหมาะสม ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประธานชินระ ทว่าไม่สามารถเร่งให้เด็กตัวที่สูงเลยเอวบิดาไม่เท่าไหร่ทำได้เท่าใจหวัง การดุด่าต่อว่าจึงมีมาอย่างเสมอ

    ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้หนึ่งปีที่ผ่านมารีฟไม่ค่อยได้พบกับรูฟัส อย่างมากก็ทักทายตามทางเดิน ชาย หนุ่มไม่เคยสะกิดใจว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ กระทั่งรอยช้ำที่เคยอยู่เพียงใต้เสื้อผ้าของรูฟัส เปลี่ยนมาปรากฏอยู่บนหน้าเมื่อเดือนก่อน  เด็กตัวเล็กๆคนนั้นเล่าเรื่องราวไม่ต่างจากเล่าว่าเมนูอาหารเช้าคืออะไร

    รูฟัสรู้ว่าพูดอย่างไรพ่อจึงจะหยุดมือ แต่เขาไม่ทำ เพื่อจะได้มีบาดแผลเป็นข้ออ้างในการไม่ต้องออกไปเจรจาธุรกิจที่ไหน และหนึ่งเดือนหลังมานี่ก็ได้แผลเกือบทุกวัน โดยไม่มีใครสนใจ ราวกับว่าไม่มีการทำร้ายเกิดขึ้น

    แต่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มสะเทือนใจ คือแม้แต่ตัวรูฟัสเองก็ไม่ใส่ใจว่ามันคือการใช้กำลังที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น กลับเลือกเพิกเฉยต่อความเจ็บปวด แทนความเสียใจและหวาดกลัว

    เขาไม่ควรเป็นคนเดียวที่เห็นสิ่งนี้


    ..............................



    วันรุ่งขึ้น ขณะที่เด็กน้อยในชุดสูทสีดำเข้ม ผมสีทองถูกหวีเรียบให้แนบสนิทกับศีรษะ กำลังจะเดินเข้าไปในห้องทำงานในเวลาแปดนาฬิกาโดยมีเติร์กหนุ่มติดตามเช่นทุกวัน ต่างเพียงวันนี้มีผ้าปิดแผลแผ่นใหญ่บนแก้มซ้าย และมีร่างผอมของรีฟลอยข้ามฟากจากประตูห้องทำงานของประธานชินระมายังโถงทางเดิน

    รองประธานตัวน้อยไม่ใส่ใจแม้จะปรายตามอง เพราะเดาสภาพการณ์ว่าอีกฝ่ายคงทำอะไรให้เจ้าของบริษัทไม่พอใจเป็นแน่ จึงหันหลังกลับเพื่อเลือกใช้เส้นทางอื่น ปล่อยให้ประธานชินระได้อาละวาดสมใจ ไม่คิดหาเรื่อง แม้จะบังเอิญสบตาเข้ากับคนที่เพิ่งถูกทำร้ายก็ตาม สุดท้ายรูฟัสต้องหันกลับมาเมื่อเสียงตะโกนเกรี้ยวกราดนั้นมีตนร่วมอยู่ในประโยค

    “รีฟ ! แกกล้าดียังไงมาวิจารณ์เรื่องลูกกับฉันห่ะ ?”

    เมื่อชายร่างท้วมในชุดสูทสีแดงปราดเข้ามากระชากคอเสื้อคู่กรณีขึ้นกระแทกผนัง ก็พลันเหลือบมาเห็นผู้เป็นลูกกำลังยืนนิ่งมองมา จึงพูดเสียงต่ำอย่างระงับโทสะไว้ไม่อยู่

    "แกสินะ...แกสินะที่สั่งให้ลูกน้องแกมาด่าฉัน...”

    หลังจากที่เส็งสบตากับรีฟ เติร์กหนุ่มก็คว้าแขนพาร่างเล็กวิ่งตรงไปยังลิฟต์โดยมีเสียงประธานชินระตะโกนไล่มาจากด้านหลัง แต่ร่างท้วมกลับวิ่งตามไม่ได้เพราะถูกรีฟกอดขาไว้อยู่

    “เส็ง”   รูฟัสเรียกคนข้างกาย

    “กำหนดการของวันนี้ ตอนเก้าโมงคือการร่วมงานการเปิดงานห้างสรรพสินค้าที่จูน่อน จากนั้นตอนสิบโมง...”

    “เส็ง !”

    เสียงเล็กเรียกซ้ำอีกครั้งเมื่อฝ่ายนั้นไม่สนใจเอาแต่พล่ามสิ่งที่ตนรู้และเตรียมตัวมาตั้งแต่เมื่อวาน ขณะที่ลิฟต์เลื่อนขึ้นจนถึงดาดฟ้า รูฟัสตัดสินใจกระชากแผ่นกระดาษงี่เง่านั่นออกจากมือเด็กหนุ่มผมยาว 

    “กลับไปช่วยรีฟที ! เร็ว !”

    เป็นครั้งแรกที่ได้ยินรูฟัสตะโกน รองประธานที่เส็งรู้จักเป็นเด็กสงบเงียบและทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินวัย หากแต่เส็งยังคงมีสีหน้าไม่บ่งอารมณ์เหมือนไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง และเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ

    “นั่นไม่ได้อยู่ในแพลนงานวันนี้ครับ”


    ...................



    รีฟจำได้ดี เวลานั้นท้องฟ้าเป็นสีส้มหม่น ไร้เสียงคนจอแจจากพนักงานร่วมบริษัทเช่นกลางวัน มีเพียงเสียงร้องไห้โฮดังลั่นไม่สนใจใครของผู้ที่นั่งอยู่บนชิงช้าอีกตัว ว่าไปแล้ววันนี้รูฟัสทำงานเร็วจนกลับมาก่อนกำหนดการยี่สิบนาที

    “นายจะยิ้มทำไม ?”

    เด็กน้อยของเขาหันมาแยกเขี้ยวถามอย่างหงุดหงิดระคนสะอื้น รีฟสะดุ้งโหยง พลางนึกสงสัยว่าว่าที่ประธานคนต่อไปท่าจะมีตาสับปะรด ร่างเล็กพูดต่อ

    “ไม่เข้าใจเลย ไม่เห็นจะมีอะไรให้คุณยินดีสักอย่าง...เจ็บตัว...ถูกย้ายงาน ต่อให้พยายามหยุดเรื่องงี่เง่านี่จนตาย วันพรุ่งนี้ตาแก่นั่นก็ทำเหมือนเดิม สุดท้ายไม่มีสิ่งใดที่คุณต้องการ ไม่มีอะไรได้จากผม...ช่างเป็นการกระทำที่เปล่าประโยชน์...”

    เสียงเล็กค่อยๆเบาและหยุดลง เมื่อผู้ที่กำลังถือกระป๋องน้ำอัดลมเย็นๆประคบตาซ้ายอันปูดบวมส่งยิ้มน่าประทับใจให้ แม้จะมีเฝือกสีขาวหุ้มแขนขวา และรอยพื้นรองเท้าประดับบนอก รีฟวางกระป๋องลง แล้วเอื้อมมือไปหยิบสิ่งที่ติดอยู่ตรงปกหลังคอเสื้ออีกฝ่าย

    “ดอกไม้สีขาว คงติดมาตอนเธอไปต่างเมือง”

    ชายหนุ่มก้มหน้าให้อยู่ในระดับสายตาของคนข้างๆ พร้อมยื่นดอกไม้ลงบนมือเล็ก   "ดอกไม้หลง...เขาว่ากันว่าจะนำความสุขมาให้”

    รูฟัสพูดเสียงต่ำ พลางมองสิ่งที่บอบบาง   

    "ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ความสุขคงไม่มาที่มิดการ์ ชินระทำให้ที่นี่แห้งแล้งเพื่อแลกกับความเจริญหมดแล้ว...ดอกไม้ก็เป็นได้แค่ดอกไม้ ไม่มีความจำเป็นอะไรสำหรับมนุษย์”

    รีฟส่ายศีรษะก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น ดวงตาเป็นประกายวาวใสเจือรอยยิ้ม

    “ทุกสิ่งเป็นมากกว่าแค่ตาเห็น ดอกไม้ไม่ใช่แค่ดอกไม้ แต่เป็นสิ่งแสดงความสมบูรณ์ของโลก ที่เอ่อล้นเพียงพอจะมอบพลังให้กับชีวิตอื่นๆ โลก...พลังชีวิต...ธรรมชาติ หากบริษัทชินระตัดวงจรนั้น สุดท้ายแล้วคนจะตายตามโลกไป”

    พูดจบชายหนุ่มก็ยักไหล่ขึ้น   "ฉันไม่รังเกียจที่จะถูกลดตำแหน่งไปแผนกจัดการผังเมือง บางที...ถ้ามีการจัดการที่ดี ความสมบูรณ์พร้อมที่ไม่ต้องมีการสูญเสียคงมาถึง”

    รูฟัสก้มหน้าเงียบไปราวกำลังใคร่ครวญอะไรบางอย่าง ก่อนจะลุกขึ้นจากชิงช้าแล้วเดินไปข้างหน้าสองสามก้าวทิ้งคู่สนทนาไว้เบื้องหลัง

    “บริษัทนี้เป็นของพ่อ ทุกอย่างเป็นของเขา ทั้งคน...และผม...ไม่มีอะไรเลยเป็นของผม”

    มือเล็กๆยกขึ้นปิดตราสัญลักษณ์ของบริษัทสี่เหลี่ยมสีแดงที่ประดับอยู่บนตึกรูปทรงทันสมัย ก่อนจะขยับนิ้วเข้าหากันช้าๆ แล้วกำแน่น   "...แต่สักวันทุกสิ่งที่เคยเป็นของเขา จะต้องเป็นของผม”

    ใบหน้าเยาว์วัยหันหน้ากลับมาจ้องมองชายหนุ่มด้วยแววตาที่มุ่งมั่น   "ผมจะบริหารบริษัทนี้ให้ต่างออกไป ถ้ามีคุณ ผมคงสามารถต่อวงจรที่ขาดหายไปได้ ถ้ามีคุณ...ไม่ว่าที่ไหนผมก็จะให้คุณเห็นทุ่งดอกไม้ ช่วยอยู่ข้างๆผม เฝ้าดูผม...และนี่ เป็นดอกไม้ดอกแรกที่ผมจะให้แทนคำสัญญา...”


    ...เมื่อดอกไม้ดอกเล็กร่วงหล่นลงบนมือ...

    ...ความหวังก็เบ่งบานในใจอย่างเงียบเชียบ...



    ตี๊ดๆๆๆ....ตี๊ดๆๆๆ... ตี๊ดๆๆๆ...

    เสียงบันทึกอิเลคทรอนิคส์บนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารกองพะเนิน ดังปลุกเจ้าของให้ตื่นจากการหลับใหล รีฟรีบหยิบมันขึ้นมาอย่างตกใจ ทุกเย็นวันศุกร์เขามีนัดกินข้าวกับประธานบริษัทชินระ แต่เพราะช่วงนี้ทำงานหนัก อดตาหลับขับตานอนติดต่อกันหลายวันจนกลัวว่าจะเผลอหลับไม่ตื่น จึงตัดสินใจตั้งนาฬิกาปลุกไว้ทุกสามสิบนาทีตั้งแต่ตอนแปดโมงเช้า และตอนนี้ก็...บ่ายสี่โมงแล้ว...ยังง่วงอยู่เลย

    ...อีกสองชั่วโมงสินะ...

    "โอย เหนื่อยจัง..."

    ชายหนุ่มใช้สองมือตบหน้าตัวเอง ก่อนจะเดินโงนเงนไปล้างหน้าจัดการทรงผมอย่างลวกๆ จากนั้นจึงหันหลังมามองกองเอกสารบนและรอบโต๊ะแล้วถอนหายใจ อันที่จริงมันกระจายอยู่ตามจุดต่างๆของห้องทำงาน ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็นบ้านของเขาไปเรียบร้อยแล้ว ยังไงเสียก็ไม่มีใครรอคอยเขาอยู่ที่บ้าน ปักหลักมันที่นี่ล่ะ ไม่ต้องไปกลับให้เสียเวลาด้วย

    หลังจากรูฟัสเติบโตและขึ้นเป็นประธานบริษัท อะไรๆก็เปลี่ยนแปลง งานถูกส่งมาที่ห้องของเขาจนไม่เหลือแรงไปพูดคุยกับใคร ว่าไปหากไม่มีนัด เขาก็แทบไม่ได้ก้าวออกจากห้องเสียด้วยซ้ำ อาหารก็มีคนมาส่งให้ ราวกับถูกงานจองจำ

    “เอาเถอะ มันเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงนี่นะ”

    รีฟมองที่ทับกระดาษแก้วซึ่งบรรจุดอกไม้ดอกเล็กในกาลก่อนเอาไว้ แล้วหยิบเสื้อสูทสีน้ำเงินกรมท่ายับยู่ออกมาสะบัดเศษฝุ่น อดคิดไม่ได้ว่าน่าจะหัดจีบสาวมาเป็นแม่บ้านอยู่เคียงข้างสักคน ก่อนจะฝึกเลี้ยงลูกชายอย่างปัจจุบันนี้

    เขารวบเอกสารบางส่วนเดินออกไปนอกห้อง พลางทุบไหล่นวดหลังคอไปตามทาง หันซ้ายแลขวา นึกสงสัยทำไมคนในบริษัทดูบางตาลง รีฟยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจรีบเดินไปขึ้นลิฟต์ ก่อนการ์ดที่รูฟัสสั่งให้คอยเฝ้าและเดินตามเขาต้อยๆซึ่งกำลังยืนหาวอยู่หน้าห้องจะรู้ตัว

    ถึงจะเป็นหัวหน้าฝ่าย แต่สุดท้ายเขาก็แค่พนักงานธรรมดา ให้การ์ดมาเดินตามก็กระไรอยู่

    มือเรียวกดลิฟต์ขึ้นไปชั้นบนสุด เด็กหนุ่มคงแปลกใจน่าดูที่เขาเป็นฝ่ายขึ้นมาหาก่อนเวลานัดบ้าง ทั้งยังเอางานที่ได้รับมอบหมายมาส่งก่อนกำหนด กลับเป็นรีฟเองที่ต้องแปลกใจ ขณะที่กำลังจะเคาะประตูห้องประธานที่ปิดไม่สนิท เสียงปืนและของเหลวสีแดงข้นที่เกิดขึ้นพร้อมกันต่อหน้าต่อตาทำให้แทบหยุดหายใจ เสียงนุ่มนวลของเจ้าของห้องพูดอย่างเรียบเฉยเจือหงุดหงิด ทำให้ขาทั้งคู่ของผู้ฟังสั่นจนไม่รู้ว่าพื้นโลกอยู่ที่ใด

    “ฉันชอบดอกไม้มาก รู้ไหม ?”

    รูฟัสโยนอาวุธในมือคืนชายผมแดงที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วเดินเข้าไปใกล้ร่างไร้วิญญาณของหัวหน้าแผนกพัฒนาอาวุธพลางพินิจ สีหน้าเรียบเฉยเริ่มประดับด้วยรอยยิ้มร้ายที่ไม่เคยเห็น   

    “รุ่นนี้มันเบาไป ฉันอยากได้ปืนที่ทำให้สมองระเบิดแล้วกระจายตัวได้สวยงามกว่านี้ เป็นดอกไม้สีแดงแห่งความหวาดกลัวที่จะบานสะพรั่งทั่วมิดการ์ และพาให้โลกหมุนตามจังหวะที่ฉันกำกับ...”

    “แล้วผมจะไปหาให้ได้จากไหนล่ะคร้าบ~ คนทำก็นอนกลิ้งอยู่นี่แล้ว”   

    เรโน่บ่นอุบทำให้รูฟัสหันกลับมาหรี่ตามอง

    “อะไรที่อยู่ในเฉดสีเดียวกันมันดูสวยงาม อย่างเลือดสีแดงพุ่งจากร่างตาแก่ชุดแดงก็ตื่นตาตื่นใจดี ทำให้ฉันอยากรู้เลยว่าถ้าเลือดแดงๆ พุ่งจากหัวคนโง่หัวแดงนี่มันจะน่าดูไม่ต่างไหม ?”

    “ได้ครับท่าน เย็นนี้รุ่นใหม่ถึงมือแน่นอน”

    เรโน่ยกมือชูสามนิ้วแบบลูกเสือสามัญก่อนจะใช้ศอกกระทุ้งให้เส็งช่วยเขาหาปืนด้วย แต่พอเห็นเพื่อนยืนเงียบอยู่จึงถามด้วยความสงสัย   “เป็นไรเปล่า ?”

    “เปล่า”

    เส็งตอบพร้อมกับเบือนสายตาจากประตูมามองเพื่อน และค่อยเคลื่อนตาไปมองชายในชุดสีขาว ที่กำลังถอดเสื้อสูทตัวนอกทิ้งเพราะแขนเสื้อเปื้อนเขม่าดินปืนเป็นจุดดำ โดยไม่รู้สักนิดว่ามีคนที่กำลังพยายามปกปิดไม่ให้รับรู้เรื่องราวร้ายกาจใดๆอย่างสุดกำลัง ได้มายืนมองเสี้ยวหนึ่งของเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงบริษัทแห่งนี้อยู่ด้วยสองตาของตนเอง 

    เส็งหลับตาก่อนจะพูดเบา

    “ไม่มีอะไร”

    …………………………..


    รีฟไม่รู้ว่าตัวว่ากลับมาที่ห้องได้อย่างไร ไม่ได้ยินกระทั่งเสียงประตูห้องด้วยซ้ำ ราวกับมีช่องว่างแห่งเวลาทำให้ความทรงจำขาดหาย

    รู้ตัวอีกทีตอนกำลังอาเจียน เขาเดินอย่างทรงตัวลำบากไปกระชากผ้าปูที่นอนออก ของบนเตียงปลิวตกเหลือเพียงที่ฟูกขาวว่างเปล่า

    ชายหนุ่มทิ้งตัวล้มลงนอนขดตัวเช่นสัตว์ที่บาดเจ็บ มือขย้ำดึงผ้าปูเตียงลงมากองไว้ที่ท้องเรื่อยๆ อย่างไม่มีเหตุผล สองมือกำแน่นจนแดง ไหล่บอบบางกระตุกไหวเป็นจังหวะ เขาผล่อยหลับไป และผวาสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงเตือนของนาฬิกาทุกสามสิบนาที

    .....................................


    เป็นเรื่องประจำที่รูฟัสต้องมานั่งสั่งอาหารในภัตตาคารรอการมาของคนผู้หนึ่ง เด็กหนุ่มรู้ดีว่าอีกฝ่ายมักจะทำงานจนลืมเวลา เพียงแต่ไม่เคยมาสายเลยเวลานัดขนาดนี้มาก่อน

    “...ขอโทษที่ไม่สามารถมารับสายได้ตอนนี้ กรุณาฝากข้อความหลังเสียงสัญญาณเพื่อจะได้โทรกลับภายหลัง ขอบคุณครับ...ปี๊บ!”

    “คุณกำลังจะทำให้ผมโมโหนะรีฟ”

    เขาพูดฝากข้อความอย่างเหนื่อยหน่าย หลังจากโทรศัพท์ไปครั้งที่สามแล้วเจ้าของเครื่องยังไม่รับสาย แต่ยังไม่ทันจะกดปิด เสียงไม่คุ้นหูก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

    [“สวัสดีค่า ใครพูดสายอยู่คะ ?”]

    “เธอนั่นแหละเป็นใครถึงมารับโทรศัพท์นี้”

    เด็กหนุ่มชักสีหน้าถามกลับเสียงห้วน ทำให้คนฟังหงุดหงิดตาม

    [“อะไรกัน ! ฉันก็ไม่ได้อยากจะรับโทรศัพท์คนอื่นหรอกนะ ถ้าไม่เห็นว่าคนป่วยกำลังนอนอยู่เนี่ย ! อีกอย่างฉันเป็นคนถามคำถามก่อนนะ !”]

    รูฟัสกดปิดโทรศัพท์พร้อมวางธนบัตรส่วนหนึ่งบนโต๊ะอาหาร ลุกเดินออกจากร้านเพื่อโทรศัพท์หารู้ดให้ขับรถมารับกลับบริษัท พลันนัยน์ตาคมก็เห็นดวงไฟจ้าของรถมอเตอร์ไซด์ที่กำลังแล่นมา

    ชายผมทองเดินลงมาจากฟุตบาทลงไปยังถนนพร้อมกับเล็งช๊อตกันไปยังรถคันที่ว่า เรโน่ตกใจรีบกำเบรกมือพร้อมใช้เท้ายันพื้นถนนช่วยไว้ไม่ให้รถตนชนกับคนตรงหน้า หญิงสาวที่ซ้อนท้ายอยู่กรี๊ดลั่น

    “นี่มันอะร๊ายครับท่านประธ๊าน~!”

    ชายผมแดงถามเสียงหลงกับคนที่กำลังเก็บปืนใหม่กลับเข้าที่ เรโน่รู้ดีเลยว่าถ้าเขาไม่เบรคในระยะยี่สิบเมตรสุดท้ายก่อนจะถึงตัวเด็กหนุ่มล่ะก้อได้มีโป้งกันแน่

    “ลงจากรถ”

    ผู้เป็นนายสั่งเสียงเรียบ ทำเอาพนักงานกินเงินเดือนเช้าชามเย็นชามถึงกับคอตก   “ผู้หญิงข้างหลังด้วย”

    ก่อนที่เสียงกรี๊ดกร๊าดต่อว่าต่อขานไม่พอใจของหญิงสาว ที่พ่อหนุ่มหัวแดงเพิ่งจีบติดจากบาร์เหล้าจะดังขึ้น เรโน่ก็รีบตะครุบปากเธอไว้ก่อนจะไม่ได้พูดอีก ประธานหนุ่มขึ้นคร่อมตัวถังรถอย่างไม่คุ้นเคย มันกระชากเล็กน้อยเมื่อบิดเร่งเครื่อง

    “ให้ขับไปส่งไหม ?”

    เจ้าของรถยักไหล่ถามเพราะรู้ว่ารถตัวเองแต่งเครื่องเสียจนเพี้ยนจากเดิม แถมดูอีกฝ่ายท่าจะไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซด์มานานแล้วด้วย

    “ไม่ต้อง ฉันแค่ขาดอุปกรณ์”

    รูฟัสหันมาดึงแว่นกันลมออกจากศีรษะคู่สนทนามาใส่ แล้วจึงบิดเกียร์เร่งเครื่อง ลากล้อให้เสียดกับท้องถนนเป็นครึ่งวงกลม เกิดเป็นเสียงกรีดร้องเสียดโสตประสาท ก่อนจะบิดเสียสุดมือแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว เรโน่มองตามตาปริบๆ

    ....................................


    หญิงสาวผมสีน้ำตาลละมือจากการเปลี่ยนผ้าบนหน้าผากให้รีฟที่นอนอยู่ รีบเร่งมาเปิดประตูห้องให้กับเสียงเคาะเรียก และต้องแปลกใจเมื่ออีกฝ่ายคือรูฟัส และเหมือนเธอจะคิดและสรุปได้เอง ว่าเจ้าเด็กก้าวร้าวที่เธอเพิ่งพูดโทรศัพท์ด้วยท่าจะเป็นคนตรงหน้า แต่ประธานบริษัทจอมโฉดที่ไล่เก็บพนักงานคนแล้วคนเล่านั้น ไม่สนใจแม้จะเหลือบสายตามองมาด้วยซ้ำ ชาลัวร์จึงคิดว่า....เพื่อชีวิต...หนีดีกว่า...

    เด็กหนุ่มไม่ใส่ใจหญิงสาวที่เพิ่งออกไป เขาเดินตรงไปยังเตียงเล็กที่มีโต๊ะทำงานต่างหัวเตียง ยืนมองใบหน้าของคนที่หลับใหลอยู่เนิ่นนานก่อนกวาดตามองไปรอบห้อง

    นานทีเดียวที่ไม่ได้มาที่นี่...ทั่วห้องถูกทับถมด้วยกองเอกสารสีขาว เช่นเดียวกับใบหน้าซีดเซียวของรีฟ เขา...ไม่รู้ว่าจะเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายด้วยคำใดดี

    มือที่เริ่มกล้าแกร่งจนต้องใช้ถุงมือหนังซ่อนรอยไหม้จากความร้อนของปืนและบาปที่ชโลมอยู่ ค่อยๆ เลิกผ้าชื้นที่ปิดหน้าผากของเจ้าของห้องออกอย่างช้าๆ ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปใกล้...

    บางทีแล้วเพื่อมุ่งไปยังเส้นทางข้างหน้าอย่างรีบเร่ง กลับทำให้มองข้ามสิ่งสำคัญไป

    “...อีกไม่นานแล้วล่ะรีฟ...”

    ...เสียงนุ่มนวลนั้นทับซ้อนกับเด็กตัวเล็กที่โอบอุ้มอยู่บนบ่า เข้ากระซิบเบาอยู่ในความฝันของผู้หลับใหล...

    ทันใดเสียงปืนก็ลั่นขึ้น อกของรีฟเป็นสีแดงชาดด้วยอาวุธที่อยู่ในมือน้อยๆ เลือดรินไหลเป็นกลีบดอกไม้สีเลือดที่มีกลิ่นหอมจรุง 

    รอยยิ้มงดงามที่มีให้ ไม่มีอะไรลึกซึ้งไปเกินกว่าการเปลี่ยนรูปของใบหน้า สร้างความปวดร้าวที่บีบคั้นจิตใจให้ออกจากบาดแผลลึกจนไม่เหลือสักหยาดหยด

    ...แล้วกลิ่นหวานเศร้าก็อบอวล...

    แพขนตาของชายหนุ่มขยับเปิดมองโลกแห่งความจริงอย่างเหนื่อยล้า นัยน์ตาเศร้ามองดูดอกกุหลาบสีแดงที่วางอยู่ข้างหมอน 

    เขาสะดุ้งตัวลุกขึ้นนั่ง จึงรู้ว่ากลิ่นหอมชื่นใจแท้จริงมาจากกุหลาบสีขาวนับร้อยนับพัน ที่วางปะปนไปกับกองเอกสารรอบๆห้อง 

    สีขาวพร่าตา...ทุกอย่างแลดูกลมกลืนจนยากจะสังเกตเห็น แต่เขารับรู้ได้ว่ามันสวยงาม แม้ว่าน้ำตาจะไหลรินจนต้องปิดตา...ก็ยังรู้ว่ามันงดงามเพียงใด...

    ...แต่มันไม่ใช่...รูฟัส...

    ...ไม่ใช่...

    ...หากมีเพียงดวงตาคู่นี้ที่เห็น ก็คงมีแค่สองมือนี้ที่จะหยุดยั้งเธอไว้...



    “ยินดีที่ได้รู้จักกลุ่มอาวาแลนซ์ทุกท่าน...ผมรีฟ ทูเอสติ หัวหน้าแผนกพัฒนาผังเมืองของชินระคอมปานี...”


    ...เสียงของตนที่ได้ยินผ่านหู ราวกับมันเป็นเสียงคนอื่น...

    ...อยากจะหยุดตัวเองเสียเหลือเกิน...


    .................................


    ใบหน้าเยาว์เริ่มมีรอยยับยุ่งครุ่นคิดเมื่อรายงานบางอย่างส่งถึงมือ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความวุ่นวายจนทำให้ผู้คนวิ่งอย่างโกลาหลตอนนี้

    “น่ารำคาญ !”

    รูฟัสโยนแฟ้มลงบนโต๊ะไม้อย่างไม่พอใจ   “กับแค่เวปอนตัวเดียว รีบยิงทิ้งให้สิ้นเรื่องราวไปเซ่ !”

    “ท่านประธานรูฟัสครับ ซิสเตอร์เรย์ขัดข้องใช้ไม่ได้ครับ !” 

    ทหารนายหนึ่งกล่าวอย่างร้อนรน ทำให้เขาต้องลุกจากเก้าอี้อย่างหัวเสียก่อนจะพูดเสียงเรียบ

    “เดี๋ยวฉันไปดูเอง”

    ร่างสูงโปร่งไม่รอใครรีบวิ่งขึ้นลิฟต์ไปยังหอบังคับการอย่างรวดเร็ว  ความหงุดหงิดไม่รู้จบล้วนเกิดจากเรื่องราวที่เพิ่งรับรู้จากรายงาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โตขนาดเอาไปเทียบกับไดมอนด์เวปอน แต่มันกลับรบกวนจิตใจเขามากกว่าโลกใบนี้จะแตกเป็นเสี่ยงเสียอีก

    ...รีฟ...

    “ว่ายังไงเกิดอะไรขึ้น ?”

    ประธานหนุ่มตะโกนถามอย่างไม่เจาะจงหลังจากเปิดประตูเดินเข้าไปในหอบังคับการ แต่ไม่มีคำใดจากเหล่าทหารที่หลับใหล รูฟัสจึงรีบหันมาก่อนจะนิ่งค้างเมื่อเห็นหน้าคนที่กำลังนึกกังวลอยู่ยืนหัน ปากกระบอกปืนมาจากฟากเดียวกับประตู

    “คนพวกนั้นแค่ถูกปืนยาสลบซึ่งไม่ใช่กระบอกนี้แน่” 

    รีฟบอกช้าๆ ใบหน้าของชายหนุ่มดูซูบผอมกว่าเดิมมากจนน่าใจหาย   “และด้วยระบบที่ฉันตั้งไว้ ซิสเตอร์เรย์จะใช้งานได้เองในอีกสองนาที ไม่มีอะไรต้องกังวล ที่เธอต้องทำในตอนนี้คือวางปืนลง...”

    “เรื่องที่คุณทรยศผมเป็นเรื่องจริงสินะ”   เด็กหนุ่มกัดฟันถาม ริมฝีปากสั่นด้วยความโกรธ   “เพราะอะไร ?... เพราะอะไร ?!”

    เสียงตะโกนแหบพร่าทำให้คนฟังสะดุ้ง สีหน้าปวดร้าวของเด็กน้อยของเขาที่ไม่รู้ว่าได้ทำความผิดอันใดทำให้ใจสั่นสะท้าน

    “...ฉันต้องหยุดเธอ...เพื่อไม่ให้โลกเสียหายไปมากกว่านี้...”

    คนที่เพิ่งถูกยื่นข้อกล่าวหาร้ายแรงยืนตะลึงงันก่อนจะหัวเราะในลำคอ เขาทิ้งปืนในมือแล้วยืดตัวตรง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงขื่นขม

    “ถ้าอย่างนั้นก็ยิงสิ”

    เด็กหนุ่มชี้ไปที่หัวใจ เสียงสั่นเครือขึ้นทุกพยางค์ที่เอ่ยราวกับถูกคำพูดของตนกัดกร่อนร่าง 

    “เห็นทหารล้มกันจนไม่ได้ยินเสียงปืนแบบนี้แสดงว่ายิงแม่นดีนี่ แล้วทำไมถึงไม่ยิงผมไปด้วยเลยเล่า จะได้ไม่ต้องมาเห็นคุณ คุณคนเดียวในโลกนี้...ที่ผมไม่อยากให้...”

    หยาดน้ำใสเอ่อล้นลงมาจากนัยน์ตาสีฟ้าไหลปาดลงแก้ม รีฟส่ายศีรษะช้าก่อนจะนำอาวุธในมือจ่อไปที่ขมับของตัวเอง

    “จริงๆ แล้วฉันไม่รู้วิธีที่จะหยุดเธอ เพราะฉันไม่เคยคิดที่จะทำร้ายเธอและใคร แต่ฉันทำได้แค่หยุดมองและลงโทษตัวเอง...”

    ดวงตาสีนิลยังคงวาวใสและอ่อนโยนเช่นวันวาน 

    “ฉันรู้ว่าเธอมองอะไรบ้าง และฉัน...ก็มีความสามารถแค่นี้...ให้ฉันเป็น ชีวิตสุดท้ายที่เธอจะพรากเถอะ...ท่านประธานรูฟัส...”

    “ ไม่! ”

    ความรวดร้าวเอ่อท้นออกมาด้วยคำเพียงคำเดียว เป็นวินาทีเดียวกับซิสเตอร์เรย์กลับทำงานอีกครา แรงสะเทือนทำให้รีฟชะงัก รูฟัสจึงชักปืนพกออกมาจากแขนเสื้อ ลั่นไกยิงไปที่ปืนในมืออีกฝ่าย ก่อนปราดเข้าประชิดตัวจับข้อมือที่ชาจนไม่รู้สึกของรีฟ แล้วดันให้แผ่นหลังนั่นชิดกับกำแพง

    ชายหนุ่มพยายามบิดและสะบัดมือออก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องดวงตาคู่สวยที่มีความเศร้าฉายชัดในแววตา ส่วนสูงที่ต่างออกไปจากเดิมทำให้เพิ่งรู้ว่าเด็กน้อยของเขาในตอนนี้เติบใหญ่และแข็งแกร่งขึ้นมากเพียงใด ใบหน้างามใกล้เพียงคืบแต่ไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมา และก็ไม่มีตลอดไปเมื่อมีลำแสงหนึ่งจากเวปอนพุ่งตรงเข้ามาหา

    มือสวยงาม นิ้วมือที่เริ่มจะยาวเก้งก้างเข้าจับข้อศอกรีฟ เหวี่ยงเข้าไปในช่องที่เหมือนกับใช้สำหรับหลบซ่อนยามฉุกเฉิน เสียงนุ่มจากด้านนอกที่ไม่แน่ใจว่าใช้เสียงของรูฟัสหรือเปล่าดังขึ้นเบาๆ

    ...จากนั้นเวลาที่ยาวนานที่สุดในชีวิตก็เกิดขึ้น...

    ร่างอ่อนแอกระแทกกับผนังห้องนิรภัยครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่กล้าคาดเดาว่าจะออกมาเจอกับอะไร เมื่อประตูนั้นถูกเปิดออก รีฟเดินงุ่มง่ามออกมาแล้วหมุนตัวมองโดยรอบ ...รอบแล้วรอบเล่าจนเสียหลักทรุดนั่งลงบนพื้น

    ด้านนอกไม่มีสิ่งใดอยู่เลยราวกับว่าหลุดเข้าไปในมิติอื่น...ทุกอย่างเงียบสงบ... เหลือเพียงเศษซากของตึกที่เคยสวยงาม และเศษผ้าสีขาวชิ้นเล็กที่กำลังปลิวปรายอยู่เหนือร่างที่สั่นเทา กับประโยคที่ไม่แน่ใจ...

    'คุณคือดอกไม้ที่หลงมาของผม'

    เสียงร้องโหยไห้ราวกับลืมภาษามนุษย์ดังขึ้นอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ และเลือนหายควบคู่ไปกับสายลมหวีดหวิว ที่โชยพัดผ่านครั้งแล้วครั้งเล่า

    ...จากวันนั้น...ไม่สามารถทำใจให้รับรู้ได้ว่าผ่านมานานเท่าใด...


    …………………..



    “กินข้าวซะนะรีฟ”

    ชาลัวร์ชะโงกหน้าจากประตูห้องมาดูอาการของเพื่อนร่วมงานหลังจากวางจานข้าวไว้บนโต๊ะข้างประตู อีกฝ่ายอยู่ในชุดนอนสีขาว นั่งพิงเก้าอี้อยู่หน้าหน้าต่างที่เปิดอยู่อย่างเหม่อลอยเกือบตลอดวัน

    ชายหนุ่มยังคงอยู่ในโลกของตัวเองเหมือนเคย โดยไม่สนใจว่าใครจะเข้ามาในห้อง หญิงสาวยักไหล่ขึ้นแล้วกลับออกไปเมื่อเห็นรีฟดูอาการดีขึ้นกว่าที่เจอครั้งแรกมาก แม้จะไม่พูดสื่อสารกับใครเลยก็ตามที

    เมื่อเสียงฝีเท้าที่เกิดจากรองเท้าส้นสูงค่อยๆ จางหาย ชายผู้มีสายตาเลื่อนลอยก็เปิดลิ้นชักออกช้าๆ แล้วหยิบช็อตกันขนาดพอเหมาะมือขึ้นมาพักไว้ข้างๆ หนังสือพิมพ์ที่มีข้อความพาดหัวข่าวว่า 'ทุ่งดอกไม้กำลังบานทั่วโลกด้วยกองทุนมูลนิธิ R อ่านต่อหน้า 12'

    รีฟนั่งฟังเสียงผู้คนและดนตรีจากงานเทศกาลที่ผ่านเข้ามาในห้อง ก่อนจะหยิบอาวุธขึ้นมาใกล้ใบหน้าอย่างเฉื่อยชา

    ...สองมือน้อยๆ ที่ประสานประคองดอกไม้ดอกเล็กดูเปราะบาง...

    ...สัญญาน้อยๆ ...ที่ให้ไว้เมื่อกาลก่อน...


    ...........................................

    ปัง!

    “สวยจังเล้ย~”

    ยุฟฟี่กระโดดโลดเต้นเมื่อเห็นดอกไม้ไฟถูกจุดขึ้นไปบนนภา แสงไฟหลากสีระยิบระยับคล้ายดวงดาวกำลังเต้นรำ ส่องประกายสว่างไสวในดวงตา

    ปัง! ปัง! ปัง!

    “นี่ดูสิๆ สวยจังเลยน๊อ~เมื่อกี้เหมือนมิกกี้เมาส์เลยว่าไหม ?”

    เธอวิ่งเข้าไปเกาะแขนเพื่อนคนนู้นคนนี้ที่ต่างทำหน้าไม่นำพาอารมณ์ ทำให้เด็กสาวเปลี่ยนเป้าหมายไปยังสิ่งที่ไม่ใช่คนแทน

    “เนอะเคทซิธเนอะ”

    แต่เจ้าหุ่นยนต์แมวกลับนอนนิ่งอยู่บนหลังม๊อก ไม่พูดจาอะไร เธอกระพริบตามองก่อนจะทำปากจู๋ครางเสียงต่ำ   “หุ่นยนต์หลับด้วยเหรอเนี่ย ?”

    “ชาร์ตพลังงานมั้ง ? พรุ่งนี้เดี๋ยวก็ตื่นขึ้นมาเองล่ะ”   ทีฟายิ้มให้   “เอาเถอะ ไปเที่ยวต่อดีกว่า”

    สายลมเย็นยังคงพัดเช่นดังเมื่อวาน หากแต่วันนี้พัดพาดอกไม้ดอกน้อยมากมายปลิวปรายมากับสายลม

    ......................................


    fin


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in