My First Storyยัยบื้อ
บนรถสีดำคันโต
  • "ถ้าเป็นยังงั้น เราห่างกันก็ได้นะ..."

    "เราไม่ได้คิดอะไรกับเธอเลย..."

    คำพูดสั้นๆที่ทำคนฟังใจสั่นสะเทือน จำได้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ตั้งแต่ที่เราก้าวขึ้นรถของเธอ นั่งกัดริมฝีปากตัวเองอยู่ครู่นึง ก่อนจะตัดสินใจระบายความในใจทุกอย่างที่มีด้วยความหวังอันน้อยนิดว่าเธออาจจะคิดตรงกันกับเรา แต่มีสมหวังก็ต้องมีผิดหวัง เพราะเมื่อทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ และเรื่องราวของเราก็จบลง ณ ที่ตรงนั้นบนรถของเธอ

    ...................................................................

    คุณเคยแอบรักใครสักคนทั้งๆที่รู้ว่าเขาจะไม่มีวันมองมาที่เราเลยไหม ฟิลตอนแอบรักมันทั้งสนุก ทั้งตื่นเต้น ทั้งนอยด์ ทั้งเสียใจ หลายความรู้สึกมาผสมกันแต่นี่แหละคือเสน่ห์ของมัน ถ้าเทียบกับอาหาร การแอบรักคงเป็นอาหารจานที่ลุ้นที่สุดแล้ว เหมือนตอนที่เราแวะเข้าร้านอาหารใหม่ๆที่ไม่เคยไปลองมาก่อน สั่งอาหารมาแล้วก็ไม่รู้จะอร่อยหรือไม่อร่อย ถ้าอร่อยก็ถือว่าโชคดี แต่ถ้าไม่อร่อยก็ถือเป็นบทเรียนไป

    พูดถึงช่วงเวลาแอบรักบ้าง เราเชื่อว่าหลายๆคนต้องเคยมีอารมณ์นี้กันบ้างแหละ แอบชอบ แอบมองอยู่บ่อยๆ เขาทำอะไรก็ดูน่ารักไปหมดในสายตาเรา แต่พอถึงจุดๆนึงซึ่งเพื่อนเราเรียกว่าเป็น..จุดอื่มตัว.. ก็เริ่มคิดแล้วล่ะว่าเราจะยังไงต่อไปตัวเลือกก็มีแค่สองอย่าง หนึ่งเก็บความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้คนเดียว แล้วเฝ้ามองเขาไปเรื่อยๆ กับ สองบอกออกไปทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่าคำตอบจากอีกฝ่ายจะเป็นยังไง หรือถึงแม้จะเดาคำตอบได้อยู่แล้วแต่ก็ยังอยากจะบอกอยู่ดี

    เราเป็นคนนึงที่ตัดสินใจเลือกช้อยส์ข้อสอง บอกออกไปทั้งๆที่รู้ว่าคำตอบจากอีกฝ่ายจะเป็นยังไง เหตุผลคือ เก็บเอาไว้มันอึดอัด มันทำตัวไม่ถูก เราเป็นที่ปรึกษาที่ดี เป็นผู้ฟังที่ดีให้กับเขามาโดยตลอดไม่ว่าจะเรื่องตลกเหงาเศร้า ลามไปถึงหนังละครเรื่องไร้สาระ หรือแม้แต่เรื่องแฟนของเขา เราก็ฟัง แต่ถ้าวันนึงเราอยากจะเป็นผู้พูดบ้างล่ะ? ไม่อยากเป็นแล้วผู้ฟังที่ดี ขอเป็นผู้พูดบ้างเถอะ ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าคำตอบจากอีกฝ่ายมันต้องไม่เป็นผลดีต่อใจเราแน่ๆ แต่ตัดสินใจแล้ว จะพูด จะบอกทุกอย่างที่เก็บไว้มานาน

    ...................................................................

    วันนั้นเป็นวันที่อากาศร้อน อบอ้าว ทั้งเขาทั้งเราต่างก็พึ่งเลิกงาน เขาชวนเรากลับบ้าน นั่งรถสีดำคันโตของเขาอย่างเช่นปกติทุกวัน

    CR: LINE DECO

    ขอข้ามช็อตที่พล่ามทุกอย่างออกไปนะ ไม่ใช่ไม่อยากพูดถึง แต่มันนึกไม่ออกว่าตัวเองพูดอะไรออกไปบ้าง จำได้ลางๆว่าเหมือนตัวเองกำลังเดี่ยวไมโครโฟนแข่งกับพี่โน้ต อุดม ส่วนเขาได้แต่นั่งฟังเงียบๆ ตอบรับในลำคอบ้างเล็กน้อยให้รู้ว่ากำลังตั้งใจฟังเราพล่ามอยู่นะ

    บรรยากาศบนรถต่างจากเพลงของพี่ว่านมาก ไม่มีบรรยากาศฝนตกรถติด* (ระยะปลอดภัย-ว่าน ธนกฤต) ความโรแมนติกอะไรทั้งนั้น มีแต่บรรยากาศอึมครึมสลับกับเงียบงัน เขาขับรถไปเรื่อยๆ เปิดเพลงคลอเบาๆช่วยแก้บรรยากาศตรงหน้า แต่ก็นั่นแหละถ้าคนเคยอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นจะรู้ว่าต่อให้้เพลงเพราะแค่ไหนไม่ช่วยอะไรเท่าไร

    บรรยากาศเริ่มน่าอึดอัดมากขึ้นเมื่อเสียงพูดของเราเงียบลง สายตาเรามองตรงไปข้างหน้าสลับกับเหลือบมองคนขับเรื่อยๆ หวังจะให้เขาพูดอะไรสักอย่างออกมา อย่างน้อยก็แสดงความคิดเห็นกับสิ่งที่เราพูดไปบ้างก็ยังดี ปล่อยเวลาเดินผ่านไปอย่างช้าๆ 1 นาที... 5 นาที... จนเกือบจะ 10 นาที เขาก็เริ่มพูดออกมาว่า

    "ถ้าเป็นยังงั้น เราห่างกันก็ได้นะ..."

    เราได้แต่สงสัยว่าอะไรที่ทำให้เขาเลือกจะพูดประโยคนี้ออกมา ทั้งๆที่ 10 นาทีที่เราต่างคนต่างเงียบ เขาน่าจะพูดประโยคที่ดีกว่านี้ได้ สิ้นสุดความคิดเมื่อเขาคงสังเกตเห็นหน้าเรา

    "...พี่ไม่ได้คิดอะไรกับเรา ถ้าสิ่งที่พี่ทำมันจะทำให้เราอึดอัดใจ เราห่างกันก็ได้..."

    ฟังดูแล้วมันก็เหมือนการโดนปฏิเสธนั่นแหละ ไม่ต่างกัน เพียงแต่อีกฝ่ายเลือกใช้คำที่ฟังดูซอฟท์กว่านั้นล่ะมั้ง คนบื้ออย่างเราเลยไม่เข้าใจเท่าไร แต่ก็สรุปได้ว่า โอเค ชั้นโดนปฏิเสธแล้วล่ะ

    ความรู้สึก ณ ตอนนั้น จำได้ชัดกว่าบทสนทนาอีก จำได้ว่าตัวเองหน้าชาไปนิดหน่อย ความร้อนจากไหนไม่รู้ไหลมากองรวมกันอยู่บนหน้า ความรู้สึกมันปนๆกันทั้งผิดหวัง เสียใจแต่ก็โล่งใจด้วย แน่นอนแหละโดนปฏิเสธกลับมามันก็ต้องผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อีกใจมันก็โล่งที่เราได้บอกทุกอย่างที่เก็บไว้มานานออกไป


    ไม่คาดหวัง=ไม่ผิดหวัง 

    เป็นประโยคที่เห็นบ่อยมากตามโลกโชเชียล แต่นี่ขนาดเราไม่คาดหวังเรายังผิดหวังเลย ฮ่าๆ และแล้วทุกอย่างก็จบลง เรื่องราวของเราสองคนก็จบลง ณ ตรงนั้นบนถนนที่ทอดยาว บนรถสีดำคันโต ในวันอังคารหลังเวลาเลิกงาน เราไม่รู้ว่าหลังจากนี้เรื่องราวของเราจะเป็นยังไงต่อไป จะจืดจางลง จนอาจจะกลายเป็นคนไม่รู้จักของกันและกันเข้าสักวัน หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ เราไม่รู้ และเราไม่มีทางรู้เลย

    ที่เขียนเรื่องนี้เพราะอยากจะขอบคุณตัวเองที่กล้าจะพูดทุกอย่างออกไปในวันนั้น แม้ผลลัพธ์มันจะไม่สวยงามเหมือนในละคร และขอบคุณเขาคนนั้นที่ยอมนั่งฟังเราพล่ามทุกอย่างออกไปจนหมด เราไม่คิดเสียดายเรื่องราวในอดีตเลยที่เราเคยคุยกัน เคยไปไหนด้วยกัน มันเป็นความประทับใจที่ยากจะลืม

    ความเจ็บปวดมันจะสอนให้เราเข้มแข็ง แม้วันนี้จะยังไม่เห็น แต่มันจะแสดงผลในครั้งต่อไป เรื่องราวที่เกิดขึ้นบอกอะไรเรามากมายอย่างน้อยก็ได้เตือนตัวเองให้รู้ว่า ความรักมันไม่ได้สวยงามเสมอไป แต่มันก็ไม่ได้เละเทะจนเกินจะแตะต้อง คงต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้

    เหมือนกันกับการดื่มกาแฟ รู้ว่ามันขม แต่ก็ยังจะดื่ม ความรักก็เหมือนกันรู้ว่ามันไม่ได้สวยงามตลอดไปแต่ก็ยังอยากจะลองมีอยู่ดี



    เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังเรียนรู้ความรัก

    ยัยบื้อ


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in