fan fictionmidnightsumire
sorry, I could not travel both #tendo
  • 'และในตอนที่กำลังขับรถออกมาจากบ้านหลังนั้นด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่เท้าผมจะเหยียบคันเร่งไหว กระจกด้านขวาก็เผยภาพของหญิงสาวที่สวมชุดสีขาวกำลังสะแหยะยิ้มจนริมฝีปากของเธออ้าฉีกจนเกือบถึงใบหู และดูเหมือนเธอจะไม่สนใจว่ากองเลือดจะไหลรินออกมาจากปากนั้นมากแค่ไหน เธอกำลังวิ่ง วิ่งด้วยอัตราเร็วเกินกว่าที่คนปกติจะทำได้ และสิ่งเดียวที่เธอต้องการในตอนนั้น คือการพยายามตามผมให้ทัน .. โอ้ย น่ากลัว ไม่อ่านต่อแล้ว' เขาโยนโทรศัพท์ทิ้งจนมันหล่นลงตรงไหนสักที่บนเตียงแล้วเอามือลูบแขนทั้งสองของตัวเองที่ขนลุกซู่ในทันที 


    มนุษย์นี่ก็แปลกนัก คุณว่าไหม พวกเขาพยายามต่อสู้กับสัญชาตญาณพื้นฐานของตัวเอง ทั้งๆ ที่ในหลายๆ ครั้งผลจะออกมาล้มเหลวไม่เป็นท่า อย่างรายนี้น่ะเป็นคนกลัวผีเข้าขั้นไม่กล้าปิดไฟนอน แต่บางทีเขาก็มักลุกขึ้นมาฟังรายการวิทยุเล่าเรื่องสยองขวัญตอนตีสาม หรือไม่ก็อ่านประสบการณ์ขนหัวลุกของคนในอินเทอร์เน็ตตอนเกือบเช้าแบบนี้
    ผมเคยถามเขาว่าทำไมถึงกลัวผี เขาตอบว่าไม่รู้ ผมจึงเปลี่ยนคำถามใหม่
    “แล้วผีมันเป็นยังไง”
    'วิญญาณไง คนตาย ยังคงเวียนอยู่ด้วยความอาฆาต’
    เขาตอบก่อนยกมือทั้งสองมาประกอบท่าทางพร้อมทำหน้าทำตาโกรธแค้น ในความคิดเขาคงนึกว่าตัวเองเป็นผีที่น่ากลัวพอตัว ส่วนผมมองเห็นแค่แมวตัวหนึ่งที่พยายามขู่ฟ่อๆ แต่ไม่มีเสียงออกมาก็แค่นั้น
    นึกสงสัยในตอนที่ปลายเท้าของเขาเขี่ยขาข้างหนึ่งของผมและการพยายามดันร่างกายของตนแนบชิดกับตัวผมมากกว่าเดิม ยังคงเป็นมนุษย์ที่ประหลาดอยู่ดี คนๆนี้รู้จักความกลัวจริงไหม แล้วคำว่าผีเนี่ยมันไปไกลสุดถึงเพียงใด อยากเห็นสีหน้าของเขาตอนรู้ว่าผมผู้นี้ที่เขาถนอมไว้ในอ้อมกอดนั้นไม่ใช่คน จะนึกกลัวบ้างไหมนะ ถ้าผมบอกเขาว่าตัวผมเองก็เป็นผี


    ผมมันเป็นผีห่วยๆ ตัวหนึ่งที่ถูกจัดอยู่ในประเภทผีดูดเลือด คำเกร่อๆ ที่เขาเรียกกันก็คือแวมไพร์ และที่บอกว่าเป็นผีห่วยๆ ก็คือห่วยจริง ความสามารถในการเป็นแวมไพร์ของผมเข้าขั้นแย่ ข้อแรก ผมไม่สามารถดื่มเลือดมนุษย์ได้ ทำร้ายร่างกายหรือฆาตกรรมนี่อย่าหวัง ก็เลือดคนมันเหม็น ใครๆ (ในที่นี้หมายถึงสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกัน) มักบอกว่าผมประหลาด และเมื่อผมเห็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ายุง บินโฉบผ่านหน้าไปพร้อมบั้นท้ายกลมป่องอัดแน่นไปด้วยของเหลวสีแดง ก็ยิ่งตอกย้ำเรื่องความห่วยของผมทุกที สัตว์ขนาดเล็กที่มีวงจรชีวิตสั้นๆ ยังทำหน้าที่นักล่าเลือดได้เก่งกว่าผีดิบอย่างผมที่มีอายุยาวนานกว่ามนุษย์สิบชั่วโคตรเสียอีก
    หากไม่กินเลือดแล้วจะมีชีวิตอยู่อย่างไร คุณอาจสงสัย ผมก็เช่นกัน จริงๆ สงสัยตั้งแต่คำว่า‘มีชีวิต’  ผีแบบผมยังสามารถใช้วลีนั้นได้อยู่อีกหรอ แค่เพียงเพราะเรายังมีแขนมีขาที่สามารถใช้การได้ และยังมีพื้นที่อยู่ในสายตาของมนุษย์บ้าง ก็สามารถเรียกว่ามีชีวิตแล้วสินะ
    ผมมักโดนคำครหาจากเพื่อนพี่น้องร่วมสายพันธุ์ว่าเป็นผีนอกคอก ไม่ใช่แค่ว่าเพราะผมไม่เป็นภัยต่อมนุษย์ หรือเลือกที่จะไม่ดื่มเลือดพวกเขา แต่ความห่วยพิลึกพิลั่นของผมข้อถัดมา คือผมมีชีวิตอยู่ได้จากการได้รับความรักจากมนุษย์


    ผมอาจเป็นภัยความมั่นคงแห่งชาติผีดูดเลือด
    มันตลกและงี่เง่าสิ้นดี คำที่ผมมักใช้นิยามสถานการณ์นี้คือ ‘โรแมนติกร้าย’ นี่มันคือโลกแห่งความย้อนแย้งชัดๆ ผมควรเป็นปรปักษ์กับมนุษย์สิวะ อย่างน้อยก็ควรมีไคร์มซีนกันหน่อยไหม แต่นี่อะไร มีแต่เลิฟซีน แถมมันทำให้ผมกลายเป็นผีดิบหวานฉ่ำเหมือนหนังรักที่นำแสดงโดยฮิวจ์ แกรนท์ยังไงยังงั้น และทุกครั้งที่ผมเจอมนุษย์เฉิ่มๆ คอยบอกกับผมว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้ ผมอยากจะบอกกลับไปว่า ผีก็เลือกเกิดไม่ได้เหมือนกันโว้ย เลือกได้ก็ขอเป็นคนธรรมดาเสียดีกว่าถ้าจะต้องมาติดแหงกอยู่ในร่างที่ไม่กินไม่นอนก็ไม่ตาย แต่ไม่มีรักแล้วจะอยู่ไม่ได้อย่างนี้ (ถ้าเป็นมนุษย์ธรรมดา อย่างน้อยผมก็อาจได้เป็นดาราดังอย่างฮิวจ์ แกรนท์หละวะ)

    ว่าไปถึงแหล่งอาหารปัจจุบัน, มนุษย์คนนี้ต่ออายุไขให้ผมมากว่าห้าปีแล้ว เขารู้จักผมในฐานะนักเขียนนิรนาม ส่วนผมรู้ว่าเขาเป็นนักร้องควบตำแหน่งมือกีต้าร์อยู่ในวงดนตรีกลางคืนของบาร์แห่งหนึ่งบนถนนเลียบชายหาดในจังหวัดเล็กๆ เราเจอกันเพราะหญิงสาวคนรักเก่าของผมชอบไปที่นั่น และวันที่เธอคนนั้นเลือกจะไม่ต่อสัญญาความรู้สึกกับผม ณ บาร์แห่งนั้น มันก็เป็นเรื่องตลกร้ายๆ ที่ทำให้ผมได้เจอกับเขา
    จะบอกอะไรให้อย่าง ผีก็อกหักเป็นนะคุณ โดยเฉพาะผีที่ไม่ถูกจำกัดด้วยอายุขัยอย่างผม มันก็มีอยู่บ้าง มนุษย์ที่รักผมและยังสามารถทำให้ผมรู้สึกแบบเดียวกัน พอรักได้ก็ต้องถูกหักอกได้แน่นอน แต่ผมคงใช้เวลาเศร้าสร้อยอ้อยอิ่งได้ไม่นาน ชีวิตปลอมๆ ห่วยๆ ของผมก็ต้องไปต่อ โดยการเริ่มหาคนรักใหม่ต่อไปหลังจากการร้างราครั้งนั้น ไม่งั้นคงมีสักวันที่ผมได้ตายเข้าจริงๆ 


    เวลาหกนาฬิกาสิบห้านาที แสงแดดเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาที่หน้าต่าง ผมไล่ชายหนุ่มข้างกายไปปิดม่านตรงหน้าซะ เหตุผลในหัวเขาคือผมไม่ชอบแสงแดด และผมก็ไม่ชอบจริงๆ เข้าขั้นเกลียด ถึงผมจะแปลกขนาดไหน แต่เรื่องการอยู่ใต้แสงอาทิตย์น่ะขอไว้อย่าง อาการคันยุบยิบในร่มผ้าหลังร่างกายต้องแสงน่ะแสนเลวร้าย ถ้าเลือกได้ก็อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงกับมันจะดีกว่า
    หลังปิดม่านและดับไฟบนหัวนอน เขาก็ย้ายตัวกลับมาบนเตียง แชร์พื้นที่เว้นว่างจุดเดิมข้างๆ ผม แขนยาวข้างหนึ่งของเขาเอื้อมมาโอบไหล่ผมไว้ ทำให้ปลายจมูกของผมเกือบปะทะเข้ากับซอกคอขาวนั่น ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ไม่ใช่เพราะความกระหายเลือดแต่เป็นอย่างอื่น และผมต้านทานความหิวโหยนั้นไม่ได้
    ‘ผีไม่ได้เรื่องครั้งหนึ่ง, ผีไม่ได้เรื่องตลอดไป’  หมายความว่าผมปฏิเสธที่จะเป็นผู้ชนะเข้าให้แล้วจริงๆ และหลักฐานความพ่ายแพ้มันเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่ผมพลิกตัวขึ้นคร่อมร่างของเขา ทิ้งรอยจูบไว้ทั่วกายตั้งแต่ใบหูถึงข้อเท้า ไปจบตรงน้ำเสียงที่เขาใช้เรียกชื่อผมอันหมายถึงเลขสิบในภาษาอังกฤษ และบนเตียงนั่นผมไม่ใช่นักเขียนนิรนามอีกต่อไป


    เมื่อจบศึกสงครามผมตัดสินใจออกจากบ้านหลังนั้นอย่างคนแพ้โดยที่เขายังหลับอยู่บนเตียง แสงแดดยังสว่างคาตา ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอยากสูบบุหรี่ตอนนี้ทั้งๆ ที่ปกติผมไม่แตะมันด้วยซ้ำ ผมคงติดนิสัยมนุษย์เข้าเสียแล้ว ที่เขามักว่ากันว่า cigarette after sex มันดีนัก ผมเห็นด้วยกับความจริงในข้อนี้ การเดินเลาะไปตามซอกมุมตึกที่แดดไม่ส่องใช้เวลานานกว่าการเดินตามฟุตบาตเรียบตรง แต่ผมคงต้องทำ เพราะใช่ว่าจะมีทางเลือกที่ง่ายกว่านี้ให้คว้าไว้สักหน่อย
    กว่าจะถึงซูเปอร์มาร์เก็ตผมใช้เวลาเกือบยี่สิบนาทีเห็นจะได้ หลังจากเดินเข้าประตู ผมยิ้มทักทายให้กับพนักงานสาวหนึ่งที ก่อนจะเอ่ยปากขอซื้อบุหรี่กลิ่นมิ้นต์ ในขณะที่กำลังล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์ขาดๆ เพื่อหาเศษเหรียญให้พอดีกับราคาสินค้า ผมกลับสนใจอะไรบางอย่างที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างๆ กาย สิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์อีกรูปแบบที่ดูสวยงามไม่แพ้กับมนุษย์ แล้วผมก็จ่ายเงินด้วยธนบัตรพร้อมรับเหรียญกลับมาให้รุงรังในกระเป๋าเพิ่มอีก สุดท้ายผมก็เดินออกมาจากที่นั่นพร้อมกับบุหรี่หนึ่งซองและดอกไฮเดรนเยียช่อหนึ่ง

    ในระหว่างเดินทางกลับบ้านของเขา ผมพยายามตั้งสติให้มั่น เนื่องจากต้องหาทางเดินหลบเลี่ยงแสงแดดที่เริ่มจะแผดเผาไปจนเกือบทุกพื้นที่ให้ได้ ขณะเดียวกันหัวสมองของผมก็ต้องคิดอะไรหลายๆ อย่าง เช่น ผมจะหาข้ออ้างอย่างไรในการให้ดอกไม้ช่อนี้แก่มนุษย์ที่หลับอยู่บนเตียงนั่น หรือผมมีเหตุผลอะไรที่ต้องทำเรื่องแบบนี้
    เรื่องน่าแปลกก็คือในตอนที่กำลังไขกุญแจเพื่อเปิดประตูบ้าน ผมกลับรู้สึกว่าเคหาสถานแห่งนี้กลับมีไอร้อนมากกว่าอากาศภายนอกเสียอีก ผมบอกกับตัวเองว่าวงการผีห่วยแตกเข้าแล้วออกยากเสียจริง โดยไม่รู้เลยว่าเซนส์ของผมมันไม่ได้ผิด และเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวอะไรกับความห่วยแตกของผม 


    ประตูบ้านถูกเปิดออกพร้อมควันไฟพุ่งขโมงออกมาจากประตูและหน้าต่างทุกบาน เปลวเพลิงที่ลุกโชนบนโซฟา เพดานและค่อยๆ ล่ามไปยันเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่น ทำให้ผมรู้สึกมวนท้อง ผมตัดสินใจวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นสองโดยไม่ได้สนว่าความร้อนของไฟกำลังสร้างบาดแผลมากมายไว้บนร่างกายของตัวเอง ผมเห็นประตูห้องนอนที่ถูกเปิดทิ้งไว้ซ้อนทับกับภาพของมนุษย์ผู้เกือบจะได้ครอบครองช่อดอกไฮเดรนเยียในมือผม เขากำลังตะโกนร้องในกองเพลิงอย่างบ้าคลั่ง ฝ้าเพดานที่หล่นลงมาพร้อมเปลวไฟนั่นคือปราการที่ทำให้เขาไม่สามารถออกมาได้ และผมก็ไม่อาจเข้าไปได้เช่นกัน 


    ผมไม่เคยคิดเรื่องการฆ่าตัวตายของตัวเองมาก่อน แน่นอนว่าไม่เคยทำ แต่ถ้าหากในวันนี้ผมเลือกที่จะทำมันโดยไม่คิด เรื่องราวหลังจากนี้จะไปจบที่ตรงไหน ถ้าหากผมตายจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา หรือถ้าหากผมไม่ตายจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาเช่นกัน ทั้งๆ ที่สถานการณ์ตรงหน้าบอกแน่ชัดแล้วว่าอย่างไรคงต้องมีคนตายแน่ๆ เพียงแค่จำนวนผู้เสียชีวิตจะเป็นหนึ่งหรือสองเท่านั้น




    (กรุณาเลือกตอนจบ)

    1 OR 2 

    หากคุณเลือก 1 - ตั้งใจอ่านให้จบในหน้านี้

    หากคุณเลือก 2 - กรุณาเปิดหน้าถัดไป


    > 01

    >

    >

    >

    continue reading



    เหตุผลที่แวมไพร์อย่างผมมีชีวิตอยู่ยืนยาว อาจไม่ใช่เพราะว่าพวกเราพิเศษมากกว่ามนุษย์เสียเท่าไร สิ่งหนึ่งที่เราแตกต่างจากพวกเขาก็คือ เราไม่มีความกล้ามากพอที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่รู้ มันไม่เหมือนกับตอนที่เขาพยายามนั่งอ่านเรื่องผีตอนตีสามทั้งๆ ที่กลัวจับใจแบบนั้น

    และเพราะตัวผมเองก็ไม่มีความกล้ามากพอที่จะเอาชีวิตที่ถึงแม้ดูเหมือนจะเป็นของปลอมเข้าไปเสี่ยงกับความตายตรงๆ ดอกไฮเดรนเยียในมือผมจึงถูกโยนลงเข้ากองเพลิงต่อหน้าผู้ที่สมควรจะได้รับมัน ซึ่งผมหวังว่าสิ่งมีชีวิตที่สวยงามทั้งสองคงจะได้พบเจอกันสักวันหนึ่งหลังจากนี้ 


    ผมรีบก้าวขาออกมาจากบ้านหลังนั้นโดยเร็ว ไม่ลืมที่จะกระชับเสื้อแจ็กเก็ตแขนยาวให้เข้าที่รวมถึงดึงฮู้ทจากด้านหลังขึ้นมาปกปิดศีรษะให้ดีเพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าผิวหนังของผมจะต้องโดนแสงแดดให้น้อยที่สุด หลังจากพ้นพื้นที่อันตรายมาได้เล็กน้อย ผมได้ยินเสียงกรีดร้องจากเพื่อนบ้านในระแวก ปนไปกับเสียงไซเรนของรถดับเพลิงที่กำลังวิ่งเข้ามา
    จู่ๆ ผมกลับนึกถึงบทสนทนาที่เคยแบ่งปันกับมนุษย์ที่กำลังทุรนทุรายอยู่ในบ้านหลังนั้น ครั้งหนึ่งเขาเคยถามผมว่าอะไรคือสิ่งที่ผมกลัวที่สุด ผมตอบติดตลกว่าช่วงเวลาใดๆ ก็ตามที่พระอาทิตย์ยังไม่ตก และเมื่อผมย้อนกลับด้วยคำถามเดียวกัน คำตอบของเขากลับเป็นคำสั้นๆ สองพยางค์อย่างคำว่า ‘ความตาย’

    เพราะผมเองไม่เคยมีรักกับมนุษย์คนใดจนถึงวันที่พวกเขาแก่ชรา มันคงยากที่จะหาเหตุผลให้กับคนอายุแปดสิบว่าทำไมเขาจึงมีคนรักที่หน้าตาไม่ผิดเพี้ยนกับตอนอายุยี่สิบแปดเลยสักนิดอย่างผม ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะเป็นฝ่ายจากมาทุกครั้งเมื่อเห็นว่าเหยื่อของผมค่อยๆ แก่ตัวลง
    จนถึงวันนี้ผมพึ่งเข้าใจว่าผมควรตอบอะไรกลับไปในคำถามที่ว่าด้วยความกลัวนั้น
    อาจจะช้าไปเสียหน่อย ทั้งสำหรับผมและเขา แต่ผมจะตอบให้ก็ได้ว่า
    สิ่งที่น่ากลัวกว่าความตายก็คือความไม่ตายละมั้ง
    และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มกลัวความไม่ตายของตัวเอง

    อยู่ดีๆ ก็รู้สึกเหมือนตัวเองติดอยู่กับบทกวีดังของ Robert Frost แต่ผมคงเป็น The Road Not Taken ที่บิดเบี้ยว หลังจากนี้ผมก็แค่ต้องเดินหลบแดดต่อไป พร้อมกับหาที่พึ่งพิงใหม่ที่จะทำให้ตัวเองมีโอกาสได้สูบบุหรี่อีกครั้ง


    แต่นี่ คุณ, ที่บอกว่าผีก็อกหักเป็นน่ะ ผมพูดจริงๆ นะ
    และผมกล้าพูดได้เลยว่านี่เป็นครั้งที่เจ็บที่สุดเท่าที่หัวใจสิบศตวรรษของผมเคยเจอมา











    fin.



  • sorry, I could not travel both
    Alternate Ending


    > 02

    >

    >

    >

    continue reading


    ผมรู้ว่าไม่ควรเสียเวลาไปกับความคิดฟุ้งซ่านอะไรเลย ทุกวินาทีที่ผ่านไปมีค่าเท่ากับชีวิตคนๆ หนึ่งหรืออาจเป็นสอง แต่อยู่ดีๆ สมองหวานเจ้ากรรมดันตั้งคำถามขึ้นมาในฉับพลันถึงเหตุผลที่กล้ามเนื้อบนฝ่ามือของผมใช้แรงมหาศาลอย่างไม่รู้ตัวในการกำช่อดอกไฮเดรนเยียจนแทบเรียกได้ว่าบดขยี้

    ผมทิ้งดอกไม้ในมือ แล้วเลือกที่จะเดินถอยหลังสองก้าว

    ‘ให้ตายสิวะ’

    วิ่งไปข้างหน้าสามก้าว

    ‘เออ ให้ตายจริงๆ’

    และกระโดดข้ามซากปรักหักพังกลางกองไฟนั่นเพื่อจะเข้าไปหาเขา


    ซึ่งน่าเสียดายที่ดันไปไม่ถึง


    ผมล้มลงบนพื้นห้อง สาบานได้เลยว่าเปลวไฟน่ะร้อนและร้ายแรงกับผิวหนังมากกว่าแสงอาทิตย์เสียอีก ดวงตาของผมหนักอึ้งลงไปทุกที สิ่งสุดท้ายที่ผมเห็นคือภาพระยะไกลฉายใบหน้าซีดเซียวของเขาที่ถูกประดับไปด้วยรอยน้ำตาและแสดงอาการหวาดหวั่นผ่านรูปปากบิดเบี้ยวเพราะการกรีดร้อง ผมคงเป็นผีที่แปลกจริงๆ อย่างที่ใครเขาว่า เพราะถึงอย่างนั้น ถึงจะเห็นแบบนั้น ผมก็ยังคงคิดว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สวยงามอยู่ดี สุดท้ายดวงตาทั้งของผมก็ดับวูบลงไปพร้อมกับความร้อนและแสงสว่างวาบจากเปลวเพลิง 

    จนกระทั่งมีบางอย่างสัมผัสลงบนแผ่นหลังของผมอยู่สองสามครั้ง

    'คุณ คุณครับ'


    แล้วผมก็ตื่น 

    เพื่อพบว่าตัวเองพึ่งฟื้นหลังจากนอนฟุบหลับอยู่บนบาร์พร้อมกับแก้วเปล่าสองสามใบข้างตัว ในขณะที่บาร์เทนเดอร์และมนุษย์อีกสามสี่คนที่ดูเหมือนจะเป็นพนักงานในร้านแห่งนี้กำลังพยายามจ้องมองผมอยู่ ผมหันไปมองนาฬิกาบนข้อมือด้วยความสะลืมสะลือก่อนจะเห็นว่าเป็นเวลาตีสี่ครึ่งแล้ว

    ‘ไหวไหมครับ ให้ผมไปส่งไหม’ 

    ชายคนหนึ่งที่หน้าตาดูคุ้นเคยกล่าวกับผม มือข้างหนึ่งของเขาแตะที่หัวไหล่ของผมค้างอยู่อย่างนั้นและสัมผัสของเขาเหมือนจะยาวนานกว่าความเป็นจริง ในขณะที่มืออีกข้างจับสายคล้องกระเป๋าหนังที่แบกบางอย่างไว้บนหลัง ดูจากรูปร่างก็น่าจะเดาได้ว่าเป็นกีต้าร์ แต่ไม่รู้ว่าเป็นไฟฟ้าหรือคลาสสิก 

    เท่าที่จำได้ เป็นคลาสสิก

    ผมพยักหน้า ก่อนจะตอบรับคำเชิญด้วยประโยคที่ว่า‘งั้นรบกวนด้วยนะครับ’ เขายิ้มออกมาเพื่อแทนคำตอบว่า ‘ไม่เป็นไร’ 

    เรื่องมันควรจะจบตรงที่เขาเลือกจะไปส่งผมที่บ้านของเขาและเราร่วมรักกันจนเช้า แล้วผมก็แทบไม่ได้กลับห้องตัวเองอีกเลยหลังจากนั้น รู้ตัวอีกทีเราสองคนก็ใช้ชีวิตร่วมกันที่บ้านหลังนั้นในฐานะคู่รักมานานกว่าห้าปีแล้ว 

    แต่ยังไม่ทันพ้นจากบาร์ ในขณะที่ประตูรถฝั่งผมถูกปิดลง ชายคนนี้กลับพูดขึ้นมาว่า


    'คุณลืมไปหรือเปล่า'

    'แวมไพร์ที่ไหนเขาหลับกันล่ะ'











    fin.

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in