ori-noveltomei_tan
[fic]Beyond the sky#11
  • ภายใต้ท้องฟ้าสีครามและอากาศแจ่มใส เหล่าเด็กน้อยต่างวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานบนสนามหญ้าในพื้นที่นอกอาคารสีขาวหลังใหญ่ ดูลมหนาวจะไม่มีผลกระทบอะไรกับความต้องการที่มาจากสัญชาตญาณ หรือเรียกขานอย่างไพเราะว่าเป็นความไร้เดียงสา

    มูลนิธิมูนไชล์ดตั้งอยู่ในเขตมาโคปราโน เนื่องจากเป็นเขตปริมณฑล หากขับรถเองจากเมืองหลวงโรลิมราวๆหนึ่งชั่วโมงก็ถึง ทว่าระดับความเจริญนั้นกลับแตกต่าง ราวกับว่าซิลเวเชียที่แท้จริงจะมีแค่เมืองหลวงเท่านั้น

    "ได้พักร้อนทั้งที ยังอุตส่าห์เลือกกลับมาที่นี่นะคุณชายเอลฮัดจ์"

    ในห้องรับแขกซึ่งสามารถมองภายนอกผ่านหน้าต่างบานใหญ่ มีชายสองคนกำลังนั่งเดินหมากรุกด้วยกันอยู่ ฝ่ายหนึ่งคือผู้ชายร่างหนาในชุดสูทสากลที่หลุดรุ่ยไร้ความเรียบร้อย กระทั่งผมดำที่จัดเสยยังกระเซอะกระเซิง รอยยิ้มค่อยๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าคร้ามเข้มที่มีหนวดและเคราประดับ ยามได้ย้ายอัศวินสีดำของตัวเองไปไล่กินเบี้ยของผู้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามกระดาน

    อีกฝ่ายคือชายหนุ่มอายุน้อยกว่า แต่งกายในชุดลำลองแลสุภาพด้วยสีที่ดูชื่นตาอย่างสมัยนิยม ผมสีน้ำตาลทองนั้นถูกจัดทรงอย่างพิถีพิถัน ท่ามกลางเสื้อผ้าหน้าผมที่หล่อเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า สิ่งที่ดูขัดตาสุดเห็นจะเป็นแว่นกรอบดำหนาเตอะ ดีไซน์รุ่นปู่ที่แขวนอยู่บนใบหน้าเกลี้ยงเกลา เลขาหนุ่มของนายกเลนน์สทรานเหยียดยิ้ม

    "ไม่คิดสักนิดรึ ว่าฉันอยากกลับบ้านมาเจอนาย"

    สิ้นเสียงทุ้มและนุ่มนวล คนฟังถึงกับหัวเราะลั่นจนตัวคลอน

    "พูดอย่างนี้ผมก็ตัวลอยแย่ แต่ก็เสียดายที่ว่าคุณไม่ได้ไปงานเลี้ยงขององค์ชายด้วย นึกอยากลองเต้นรำกับคุณดูสักหน"

    "ฉันเข้างานนั้นไม่ได้ เป็นแค่ซินเดอเรลล่าที่ไม่มีชุดก็ต้องเจียมตัว"

    เอลฮัดจ์ เจนนิงสัน ตอบพลางเลื่อนแว่นลงไปอยู่ที่ปลายจมูกงุ้มนิดๆ กระจกหนาแบบนี้ค่อนข้างเกะกะสำหรับผู้ที่ไม่ได้สายตาสั้นอะไร ข้อเสียร้ายแรงของมันคือบิดเบือนรูปหน้าที่ดูฉลาดเฉลียวชวนมองเสียสิ้น และเมื่อเลขาหนุ่มเปลี่ยนไปจับหมากอีกครั้ง คิงสีดำของคู่สนทนาก็ตกอยู่ในตาลำบาก

    "ปีที่แล้วคุณก็พูดแบบนี้"

    ธีโอ ฟรีแมน ผู้ดูแลด้านกฎหมายของมูลนิธิ ถึงกับต้องโน้มหน้าไปใกล้กระดานเพื่อลองมองเกมจากมุมสูงดู ยุทธวิธีแก้เกมเกิดได้ไม่ง่ายนัก แต่จากประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมา มันก็ไม่สิ้นไร้หนทางเสียทีเดียว   "... จริงสิ คุณได้ข่าวประชุมครม.เรื่องจัดงบประมาณปีนี้หรือยัง ?"

    "อืม รายนั้นโทรมาบอกแล้ว"

    ดวงหน้าที่เฉยชาแลดูอ่อนโยนขึ้น เมื่อนึกถึงเสียงตามสายที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีจากผู้ที่ห่างไกล แม้ไม่ได้เห็นสีหน้าท่าทางชัด แต่ก็จินตนาการออกเสมอว่านิโคไลมีทีท่าเป็นเช่นใด

    "แล้วมิสเตอร์ไพร์มมินิสเตอร์บอกด้วยหรือเปล่าว่าขาหัก ?"

    แล้วนัยน์ตาสีฟ้าซีดก็เลื่อนขึ้นมาจ้องอย่างไม่อยากเชื่อตามคาด หากจะมีส่วนไหนของเอลฮัดจ์ที่ใกล้เคียงกับเจ้าฟ้าแห่งซิลเวเชียที่สุด คงเป็นแววตาที่ดุดันทรงอำนาจคู่นี้ เมื่อเห็นคนฟังทำเพียงนั่งนิ่ง คุณทนายจึงพูดต่อและเริ่มเดินหมากอีกครั้ง  

    "ผมเห็นเขาสองคนยืนคุยกันที่งานเลี้ยง อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญที่นายกเดินตกบันไดบ้านขาหัก แล้วประชุมนัดถัดมา ร่างงบประมาณประจำปีก็ผ่านอย่างเป็นเอกฉันท์ ขนาดฝ่ายค้านขององค์ชายยังช่วยยกมือ หรือคุณว่ายังไง ?"

    ท่านเลขานายกพยายามสะกดกลั้นไม่ให้แสดงออก แม้ความโกรธจะโหมกระพืออยู่ในอก ด้วยรู้ดีว่าผู้สูงศักดิ์ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องตัวเองนั้น ไม่ใช่ผู้ที่ยอมส่งผลประโยชน์ให้ใครง่ายๆโดยไร้ข้อแลกเปลี่ยน ส่วนนิโคไลก็หัวรั้นใช่ย่อย หากต้องการทำสิ่งใดให้ลุล่วงแล้ว การแลกขาสักข้างคงไม่ใช่เรื่องใหญ่

    ยิ่งนึกถึงเสียงหัวเราะผ่านโทรศัพท์ราวไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น ก็ยิ่งพาลให้หัวคิ้วขมวดหนัก นิ้วเรียวขยับหมากอย่างเฉียบขาดเพื่อปิดเกม อารมณ์ขุ่นเคืองใดไม่สามารถก่อกวนความคิดเขา ทั้งยังทำให้การเดินเกมอย่างสุนทรีย์เปลี่ยนเป็นจบอย่างรวดเร็ว ผู้ที่วางแผนคิดป่วนประสาทอีกฝ่ายถึงกับมองบนแล้วยกมือทั้งสองขึ้นยอมแพ้ 

    คนชนะยังมีสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก เอลฮัดจ์กล่าวเสียงทุ้มระหว่างหยิบมวนบุหรี่สีดำของเทรเชอเรอร์ขึ้นมาจุด เขาชอบเวลาที่สูบบุหรี่ เพียงเพราะสามารถหลบซ่อนการทอดถอนใจไปกับควันสีเทาได้

    "บางทีความคิดฉันชักสับสน ว่าควรจัดการฝ่ายไหนก่อน"   

    คนอ่อนวัยกว่ากล่าวช้าอย่างเหนื่อยหน่าย สีหน้าเครียดขึ้นเมื่อคิดถึงคราเรต์และทาเมอร์เลน เขาเคยเฝ้ารออย่างใจเย็นให้ลูกพี่ลูกน้องของตัวเองเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว แต่สุดท้ายกลับมี vip อีกคนเข้ามาแซงคิวที่รออยู่ ดูชะตากรรมจะไม่ยอมรามือจากเขาเสียจริง   "...แถมอีกไม่กี่เดือน ก็จะเป็นวันครบสัญญาระหว่างฉันและถังกวางอี่"

    ธีโอไม่นึกว่าเรื่องในอดีตมันจะเข้ามาใกล้ปัจจุบันขนาดนี้ ร่างใหญ่ขยับตัวนั่งหลังตรงแล้วกอดอก   

    "ผมเคยได้ยินว่าเขาเคยความจำเสื่อม แถมเรื่องสัญญานี่มันก็นานมาก...ไม่แน่ว่าเขาอาจจะลืมเรื่องคุณไปแล้วก็ได้"

    "ฉันว่าเขาจำได้ และฉันจะไม่เสี่ยง"   

    เลขาหนุ่มยกหลังมือซ้ายขึ้นมาดู ตรงกลางนั้นมีรอยแผลเป็นขีดพาดกลางดั่งจารึก การลงนามสัญญาหนึ่งเดียวที่ไร้การลืมเลือน

    .................................................


    สายลมยามค่ำพัดให้กระจกหน้าต่างขยับแรงคล้ายถูกเขย่า ร่างที่เผลอหลับอยู่หน้าจอโน้ตบุ้คจึงสะดุ้งตื่นขึ้นมา คามิลมองความมืดด้านนอกก่อนจะหันกลับไปมองคนบนโซฟา ผมสีเข้มที่ไม่ได้สระมาหลายวันยามกระทบแสงไฟจึงส่งประกายมันวาว

    เขานึกโล่งใจที่เพื่อนยังนอนหลับสนิท แต่ก็ต้องผวาลุกเมื่อเห็นหยดเลือดไหลลงมาจากช่วงแขน ดวงตาสีดำของฝ่ายนั้นสบมองก่อนเอ่ยถามอย่างไม่รู้สึกรู้สา ศีรษะพิงบนผนังหยุดอยู่ตรงรอยต่อของพนักเก้าอี้คล้ายกับเจ้าของร่างไร้เรี่ยวแรงจะควบคุม

    "เจอพวกนั้นหรือยัง ?"

    "...."

    "..... ยังสินะ"

    ชายผิวแทนต่อบทสนทนาอย่างลอยๆเมื่อไม่ได้รับคำตอบอะไร ความพลาดหวังทำให้เตรียมหลับตาลงอีกรอบ พาให้ผู้ที่ยืนมองอึดอัดถึงกับต้องผ่อนลมหายใจแรง คามิลเดินไปเอาผ้ามาช่วยพันแผลให้ ด้วยความคมกริบของมีดเล่มนั้นทำให้แผลกลับสมานกันอย่างง่าย กระนั้นใบหน้าเหมือนสวมหน้ากากให้ยิ้มตลอดเวลาเริ่มปั้นสีหน้าได้ลำบาก ด้วยชั่งใจว่าจะพูดประโยคที่คิดดีหรือไม่ 

    "ฉันได้ที่อยู่แซมแล้ว ...เทมเลนก็อยู่ด้วย"

    คนฟังเบิกตาค้าง ร่างที่ดูโรยแรงดันตัวท่อนบนขึ้นมาจ้องผู้พูดเหมือนไม่แน่ใจ ไม่นานนักรอยยิ้มกว้างอย่างยินดีก็ประดับใบหน้า ไม่ต่างกับเด็กที่มีผู้ใหญ่ชวนไปเที่ยว



    ............................................



    "เฮ้ยตื่น!"

    เสียงแหบห้าวตะโกนปลุกร่างบนผ้าห่มผ้าปูที่กระจัดกระจายไปคนละทิศ สภาพตรงหน้าเหมือนเหยื่ออารมณ์ที่ถูกคนทั้งหมู่บ้านรุมโทรมมาทั้งคืนจนหมดสติ โชคดีที่ผ้าผูกเอวช่วยให้ยูคาตะยังห่อกายหยาบอยู่ ซามูเอลจะไม่แปลกใจเลย หากวันหนึ่งพบว่าเจ้าคนตรงหน้าดิ้นเสียจนกางเกงในปีนขึ้นมารัดคอตาย

    เจ้าตัวดียังคงละเมอหัวเราะคิกคักไปตามประสา อย่างไม่มีอะไรสามารถเข้าไปขัดจังหวะการนอน จนผู้ที่เอ่ยเรียกแล้วเรียกเล่า ได้แต่หรี่ตามองแล้วส่ายหัวให้อย่างอิดหนาระอาใจ ถ้าใครมาบอกว่าเป็นเจ้าชายคงจะแค่นหัวเราะถามกลับ ว่ามาจากนิทานเรื่องไหนจะได้ไม่เล่าให้ลูกให้หลานฟัง

    "กูต้องจูบมึงไหมสัส"

    ชายคนร้ายสูดลมหายใจลึกก่อนจะตัดสินใจชักเท้าเตะอีกฝ่ายเสียกลิ้ง ให้นายแบบหนุ่มสะดุ้งลุกขึ้นมาหันซ้ายหันขวาถามเสียงหลง

    "อะไร?! อะไร?!เกิดอะไรขึ้น ?!"

    ".....  อะไร? เหอะ!...เหอะ... เหอะ เหอะ" 
      
    คนปลุกพยายามออกเสียงให้เป็นเสียงหัวเราะ แต่ฟังดูเหมือนสำลักไอเพราะอะไรติดคอเสียมากกว่า ทาเมอร์เลนเริ่มจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นจึงก้มหน้างุดจัดเสื้ออย่างเหนียมอาย เมื่อหันไปมองหน้าต่างด้านนอกก็พบว่าฟ้ายังมืดอยู่

    "พวกนั้นจะมาหาเรา ลุกขึ้นมาสั่งข้าวดีๆเตรียมไว้ให้พวกมันดีกว่า"

    ซามูเอลบอกพลางเอาเท้าเขี่ยฟูกนอนไปกองเก็บที่มุมห้อง แล้วลงนั่งขัดสมาธิดูเมนูอาหารอยู่หน้าเครื่องโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ชายอีกคนจึงนั่งลงฝั่งตรงข้ามและเปิดเมนูอาหารเป็นเพื่อน

    "ครัวจะไม่ว่าเราใช่ไหมครับ ถ้าเราโทรสั่งตั้งแต่ตอนนี้"

    "ใครจะว่าอะไร ?"

    ผู้ชายร่างเล็กถามกลับด้วยสีหน้างุนงง เขาดูจะไม่เข้าใจโลกที่เต็มไปด้วยข้อห้ามจากความเกรงใจและความเหมาะสม แต่มันก็เป็นเช่นนั้น...ชายคนร้ายสามารถยกหูโทรศัพท์สั่งอาหารทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ ไม่มีคำว่าปฏิเสธ จนทาเมอร์เลนต้องรีบเปิดเมนูดูบ้าง

    "ปูสโตนแครปนี่นา" 

    ดวงตาสีบรั่นดีชะงักกึกตรงปูลิมิตเตดของดีไมอามี่บลีช ที่มีขายเพียงช่วงกลางตุลาถึงพฤษภาคมเท่านั้น ปูศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เคยได้บินมากินตรงตามซีซั่นเสียที ดูก้ามใหญ่ๆปลายสีดำที่เรียงรายอยู่บนตะกร้านั่นสิ โอ้โห~ยั่วยวนชวนมือไม้สั่น ว่าแต่แคลอรี่มันเท่าไหร่กัน

    "สโตนแครปด้วยใช่ไหม ? เฮ้ เพิ่มปูด้วย เออ ทั้งกล้ามทั้งตัวนั่นแหละ ย่างมาให้หมด"

    ซามูเอลชะโงกหน้าไปดูหน้าเมนูที่เปิดค้างไว้ในมือของเพื่อนร่วมห้อง ก่อนจะสั่งอาหารแล้ววางสายไป ไม่เปิดช่องว่างให้เอ่ยปฏิเสธตามมารยาทบ้าง แล้วไม่นานนัก อาหารก็ทยอยเสิร์ฟเข้ามาจนเต็มโต๊ะ พร้อมทั้งคุณปูแบบในรูปถ่าย ที่กำลังทำตาบ้องแบ๊วกลมป๊อกส่งออร่าช่วยกินหนูหน่อยไปยังนายแบบหนุ่มที่เอาแต่ถือส้อมค้างจ้องมองกลับด้วยใจสั่นไหว

    "จะกินไม่กิน ไม่กินก็ส่งมา" 

    ผู้ที่นั่งอยู่ข้างกายถามเจือรำคาญ มือก็ลอยข้ามจะคว้าชามปูให้ได้กินถนัดๆ แต่เจ้าตัวยุ่งกลับคว้าหมับพร้อมส่งสายตาหวงของเหมือนตอนกอดหนังสือโป๊ในคอนวิเนียนไม่มีผิด ประหนึ่งว่าถ้าแย่งไปถึงจะรักสงบก็รบไม่ขลาด คนมองได้แต่เบ้ปาก

    "เออๆ ตามสบาย! เอาแต่จ้องไม่กินสักที ต้องย้อมใจก่อนกินไหม๊?"

    พูดจบนี่โยนตะเกียบลงโต๊ะ ประชดด้วยการเทของเหลวใสจากขวดดินเผาลงถ้วยเล็กส่งให้ ทาเมอร์เลนรับแล้วดื่มอึกหมดในกรึ้บเดียว หน้าขาวนวลแดงวูบขึ้นทันใด

    "ทำไมสาเกที่นี่...แรงจัง"

    "ค็อกเทลสากิตินี่ สาเก 1 ส่วน วอดก้า 12 ส่วน แล้วก็กินนี่ตามด้วย จะได้สดชื่น ตื่นเต็มๆตา"   

    ซามูเอลว่าพลางหยิบแตงกวาฝานป้อนใส่ปากอีกคน ไม่มีเสียงตอบรับใดจากมักเกิ้ลนิวยอร์กนอกจากถ้วยเหล้าที่ยื่นตรงไปด้านหน้า แล้วเวลาขี้เมาของเราสองก็เริ่มขึ้น เจ้าคนคออ่อนเริ่มหัวเราะร่าและดื่มกินทุกอย่างไม่หยุดยั้ง ราวกับการมีอาหารตรงหน้าเป็นสิ่งเลวร้าย ต้องรีบกำจัดลงท้องโดยเร็ว แคลอรี่คืออะไร ใครแคร์~~~~

    ครืดดดด

    ประตูเลื่อนไม้ที่บุด้วยกระดาษตามแบบเรือนญี่ปุ่น ถูกพนักงานหญิงซึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ช่วยเปิดออกให้เพื่อนที่นัดไว้เดินเข้ามา คามิลเดินลิ่วนำมาด้วยท่าทีร่าเริงผิดธรรมชาติ พลางยกมือทักทายคนที่นั่งอยู่

    "โอ่ยย หิวมาก มีอะไรกินบ้าง"

    ชายผมสีไวน์ลากเสียงคำรามต่ำพยายามก้าวเร็วๆ เบี่ยงวิถีตัดหน้าชายที่มาด้วยกันเพื่อเข้าไปนั่งข้างทาเมอร์เลนอย่างเนียนๆ แต่กลับโดนอุ้งมือของคนข้างกายตะปบครอบหน้า ผลักหัวให้กลับอยู่เลนเดิม โทษฐานผิดกฏจราจรคิดแซงโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว

    ร่างเพรียวของหัวหน้าคนร้ายทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิตรงเบาะว่างข้างเป้าหมาย เสียดายไม่มีเจ้ามือเปิดรับแทงไม่อย่างนั้นคามิลคงได้เงินมาฟรีๆ คนผิวแทนนวดไหล่พลางพูดขึ้นอย่างอ่อนล้า

    "มีอะไรก็รีบๆส่งให้มันไป เฮ้อ...ให้ฉกมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ฟ้ายังไม่เปิด แล้วนี่มีเหี้ยอะไรให้กินบ้างเนี่ย?"

    "ดำ~"

    สิ้นเสียงหวานและสะกิดเรียกอย่างอารมณ์ดี คุณท่านก็คิดว่าจะหันมาแสร้งหงุดหงิดต่อปากต่อคำสักเล็กน้อยตามธรรมเนียม แต่จู่ๆริมฝีปากนุ่มก็เข้าประกบปิดปากไว้ เป็นเสี้ยววินาทีที่เกิดเสียงหลายอย่างขึ้น มีทั้งเสียงตะโกนตกใจของเพื่อนทั้งสอง กับเสียงภาชนะอะไรสักสองสามอย่างตกลงพื้น สุดท้ายแล้วเจ้าตัวยุ่งก็ถอยศีรษะออกเล็กน้อย ก่อนยิ้มกว้างโชว์ฟันขาว

    "มีจูบหวานๆของทาเมอร์เลนไง~"

    "...เป็นอาหารที่เหี้ยมาก..."

    เมื่อได้ยินการตอบรับอย่างเย็นชา คนเมาก็เริ่มสะอื้นลมจนไหล่ไหว ดวงตากลมที่หยาดเยิ้มเพราะฤทธิ์สุราเริ่มส่งน้ำตาให้ไหลเผาะๆไม่ขาดสายราวกับสั่งได้ แต่ไม่ถึงครึ่งนาที คุณเจ้าชายก็เริ่มหัวเราะแทบหงายหลังสะพานโค้ง ก่อนจะยิ้มถามใหม่ นิ้วจิ้มรอยลักยิ้มบนแก้มพร้อมเอียงคอให้ดูน่ารัก

    "งั้นคุณลูกค้าจะเปลี่ยนมาลองชิมตับทาเมอร์เลนดูไหมครับ?"

    ผู้ถูกถามนี่ถึงกับสำลักน้ำลายจนไอไม่หยุด แล้วคนคออ่อนก็ทรุดตัวล้มแผละลงนอนตักอุ่นคู่สนทนาเช่นเคย นัยน์ตาหงส์มองใบหน้าหวานที่หลับลึก สักพักก็หลุดหัวเราะลั่นกระตุกเท้าตบเสื่อ ก่อนกระโจนขยี้ผมสีอ่อนนั้นด้วยสองมืออย่างสนุกสนานแกมหมั่นเขี้ยว

    "เมาได้กู่ไม่กลับมากไอ้เด็กเวรนี่ ยิ่งหิวๆอยู่ยังหาเรื่องกระเทือนท้องอีก เฮ้ย กินๆรออะไร ?"

    ความเบิกบานเกิดขึ้นในใจทำให้ใบหน้าซูบผอมดูอิ่มเอิบด้วยรอยยิ้มชวนมอง เจ้าตัวอารมณ์ดีขนาดที่ว่าหากมื้อนี้ไม่มีกับข้าว ก็ยังคงกินข้าวเปล่าๆได้สักสามสี่ถ้วย คิ้วเข้มของซามูเอลขมวดมุ่นก่อนจะหันใบหน้าเปี่ยมด้วยความสงสัยไปทางเพื่อนอีกคน ซึ่งพยายามไม่มองไม่รู้ไม่เห็นอะไรเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินลูกเดียว เมื่อเห็นแบบนั้นจึงส่งเสียงแหบเรียก

    "นี่-เหี้ย"

    "เงียบไว้น่า มันยังไม่รู้"

    คามิลกระซิบเสียงต่ำรัวเร็วพลางส่ายหัวอย่างรีบเร่ง ด้วยกลัวว่าบุคคลที่สามซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจะผิดสังเกต แต่ซามูเอลกลับเขยิบหัวเอียงเข้าไปใกล้คนข้างกาย จนเส้นผมแข็งจากผมรองทรงสูงนั้นทิ่มเข้าหน้าผากมนของตัวเอง

    "บอกมัน กูว่ามันควรรู้"

    "อย่า! กูไม่เห็นประโยชน์!"

    "ประโยชน์คือกูสนุก~"

    "......... พวกมึงสุมหัวนินทาอะไรกู?"

    หัวข้อสนทนารอบนี้หันมาส่งตาขวางใส่อย่างสงสัย แต่เมื่อคนทั้งคู่ส่ายหัวปฏิเสธ เขาก็ไม่คิดไล่เบี้ยหาความให้เสียเวลา ก้มสำรวจใบหน้าคนหลับบนตักด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข ใบหน้าหวานเต็มไปด้วยรอยช้ำจากการถูกชก ริมฝีปากที่สวยงามยังเหลือรอยจางของคมมีด บาดแผลเต็มไปหมด ช่างแตกต่างจากตอนแรกที่พบกันจนน่าใจหาย 

    ระหว่างที่ค่อยๆเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากของนายแบบหนุ่ม คุณท่านหยิบมืออีกฝ่ายขึ้นมาพินิจรอยบางอย่างใกล้ ก่อนหันไปถามซามูเอลที่นั่งกินปูอยู่ แบบที่กะว่าจะเหลือแต่กระดองไร้แคลอรี่ให้ทาเมอร์เลนดูดเล่นไป
     
    "มึงสอนมันยิงปืน ?"

    "อื้อ มันมั่นว่าไม่ใช่พวกขี้หนีเลยลองสอนเอาบุญ คราวนี้กูเห็นมันหนีนะจะได้ลั่นหัวอย่างสะดวกใจ"

    "สัส อย่าทำแบบนั้น"   หนุ่มลาตินหัวเราะเบาพร้อมวางมือคนหลับลงดีๆ   "แล้วนี่เลือกอะไรให้ ?"

    "กูยกโรมิโอให้มันใช้"

    คนตอบพูดถึง Para-Ordnance p13 ดัดแปลงจนเป็นปืนรูปลักษณ์แบบเดียวกับในหนังเรื่องโรมิโอ+จูเลียต ปืน.45 ศูนย์ยิงดีอีกกระบอกที่คู่สนทนาพกติดตัวตลอด และนั่นทำให้คนฟังตกใจไม่น้อย

    "เหี้ยคิวต้องช็อกตายห่าแน่ ขนาดกูยังช็อกเลย..."

    เขาพูดถึงเด็กในแก๊งที่ชอบตามเพื่อนต้อยๆจนเพื่อนยอมสอนยิงปืนให้ ซามูเอลนึกสนุกยกยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์ขึ้นมา แล้วพูดขณะท้าวคางลงบนหลังฝ่ามือที่กำตะเกียบไว้อยู่

    "ก็แค่ให้มันไว้ป้องกันตัว เป็นมึงจะเลือกอะไรให้ล่ะ"

    คุณท่านมองมักเกิ้ลจากแดนสงบสุขอีกครั้ง เอาเข้าจริงไม่มีปืนไหนดีที่สุด แล้วแต่การใช้งานตามสถานการณ์ไม่ต่างจากพู่กันระบายสีทั้งนั้น แต่ปืนหากคัสต้อมแล้วมีอยู่สองอย่างคือ เก็บไว้โชว์ที่บ้านกับติดกายอย่างจริงจัง การที่เพื่อนมอบให้คงติดใจอีกฝ่ายไม่น้อย

    หากมือนั้นจะกอบกำ Para p13 เพื่อป้องกันตัวเขาก็ไม่ขัด สีขาวเจือทองนั่นคงเหมาะสมน่าดูชมกับรูปลักษณ์ อยากเห็นเล่นสักครั้งแต่ใจจริงไม่อยากให้จับต้องนัก... หากจะมีปืนใดที่เหมาะสมอยู่ข้างกายนี้ คงเป็นปืนจากมือของเขาซึ่งจะไม่ห่างไปไหน

    "...."

    สิ้นความคิดไม่กี่อึดใจ รอยยิ้มที่มีให้ยามจับจ้องใบหน้าของผู้ที่หลับไปเพราะฤทธิ์เหล้าก็แขวนป้ายปิดทำการทันที

    ...เดี๋ยวนะ... 

    "มึงตอบกูช้า คิดมากอย่างกับจะลองยัดเยียดปืนใต้เอวให้มันไปใช้"

    เพื่อนที่รู้จักกันมาเป็นยี่สิบปี ย่อมรู้ว่าจังหวะไหนควรพูดอะไรอย่างไม่ยากเย็น แล้วนัยน์ตาสีนิลของคนเป็นหัวหน้าก็เบิกค้าง รู้ตัวอีกทีก็เผลอชักเท้าถีบหัวคนที่นอนอยู่บนตักให้ปลิวห่าง แล้วกระเด้งตัวมายืนหันหลังพิงผนังเสียแล้ว

    หนุ่มลาตินที่ยืนหน้าซีดคล้ายถูกใครมาบีบคออยู่นั้น มองไปทางซามูเอลที่กำลังตีสีหน้างงกลับมา เมื่อเลื่อนตาไปอีกนิด ก็เห็นคามิลกำลังก้มหน้าก้มตาดูเมนูอาหารอย่างตั้งใจราวกับอ่านหนังสือเตรียมสอบ สมองที่มึนงงเข้าข้างตนเองอย่างรวดเร็วว่าเพื่อนคงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ในเมื่อเขาเองยังไม่รู้เลยว่าทำไมถึงมีเสียงอื้ออึงดังอยู่ข้างหู เมื่อมองไปทางทาเมอร์เลนอีกครา ใบหน้าก็ร้อนวูบจนต้องเอามือตะครุบปิด เลือดในกายกำลังสูบฉีดแรง

    "ก....กูไปห้องน้ำ" 

    ว่าจบก็วิ่งโร่หนีออกไปให้ไกล ตามสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดจากแรงสะท้อนในอก ที่โถมเข้ามาระลอกแล้วระรอกเล่าตามระยะทางความชิดใกล้ของสิ่งเร้า เสียงหัวเราะเพื่อนที่เริ่มทนกลั้นต่อไปไม่ไหวแว่วตามมา

    "สมน้ำหน้าเสือกแย่งหญิงกู บาปกรรมมีจริง กินถั่วไปเหอะมึง โอ้ย!"

    ซามูเอลถึงกับสะดุ้งหลังตรงเมื่อถูกตะเกียบคู่ของคนข้างกายฟาดใส่ จากนั้นก็ส่งสัตว์เลื้อยคลานศักดิ์สิทธิ์ให้ตรงดิ่งเข้าหูอีกคน

    "ไอ้เหี้ยยยยยยยยยยยยยย! ของมันไม่มีทางได้กันมึงจะไปแหย่ให้มันรู้ทำซากอะไร คนนึงก็จะส่งเข้ากรงทอง อีกคนก็ต้องอยู่ด้านนอก แล้วลูกมึงสติดีนักนี่ จิตป่วงจนคุมตัวเองแทบไม่ได้อยู่แล้ว จบงานนี่รอให้มันเชือดคอโชว์ให้ดูเลยมะ?" 

    สิ้นเสียงโมโหที่ดังจนแก้วหูร้องวิ๊งๆ ร่างเล็กที่กำลังลูบหลังป้อยๆก็ชะงักไป ดวงตาคมกรอกวนไปรอบหนึ่งก่อนจะเฉหนีไปด้านข้างบ่งให้รู้ว่าเริ่มเห็นด้วยตามคำบอก แต่ก็ยังตีหน้าขรึม เอาตะเกียบชี้วนไปที่กับข้าวมากมายบนโต๊ะ หนีบเสียงเบาอย่างสุภาพ

    "...คิดมากเว้ย...กินๆ"

    และอาการแบบนี้ทำให้คนฟังปึ๊ดแตก ด้วยมันหมายความว่าเพื่อนเวรกำลังหนีความจริง 

    จึงต้องมีการอัญเชิญสัตว์เทพทั้งหลายลงมายังโลกมนุษย์ ให้สิ่งมีชีวิตเดินดินหูชา



    .............................................


    TBC


    ,,T D T )
    ปืนนนนนนนนนนนนน ปืนของคุณชายทาเมอร์เลน Para-Ordnance p13
    โอ้ย คิดภาพแล้วดีต่อใจ (ฮา)

    ตอนแรกก็คิดอยู่คุณแซมจะพกดาบของโรมิโอติดตัวจริงๆเหรอ แต่อาเฮียแกติ่งไอเทมหนัง แล้วในซีรี่ย์ Romeo+Juliet 1996 อันนี้ก็จืดสุดแล้ว คู่ควร~~

    //กอดขาอ้อนเฮีย เฮียทำหน้าเซ็งใส่



    ส่วนนี่ Treasurer ที่คุณเอลฮัดจ์ใช้ค่ะ 


    ความจริงการหาไอเทมให้เหมาะกับคาร์ ก็เป็นเรื่องที่สนุกมากเลยค่ะ เดี๋ยวบุหรี่ของคนอื่นๆอาจจะตามมานะคะ งุงิ

    สุดท้าย ปูหินฟลอริดาค่ะ ; w ; ) น่ากินนนนนนนน



    เจอกันตอนหน้าค่า ขอบคุณที่ติดตาม ,,U 3 U ) *kiss*

    ปล. ช่วงปีใหม่ลงไปสองตอนนะคะ ระวังเผลออ่านข้ามเน้อ
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in