ori-noveltomei_tan
[fic]Beyond the sky#10
  • เป็นลูกสาวมาเฟียแสนลำบาก จู่ๆพ่อก็ให้เธอเตรียมตัวเป็นบอดี้การ์ดของถังกวางอี่ ผู้ที่จะบินมาทำพิธีสืบทอดกลุ่มอิงช่างลี่ที่ฮ่องกง หลังจากผู้นำคนก่อนเสียชีวิตด้วยโรคปัจจุบัน เป้าหมายนี่ชัดระดับ HD กะเอาลูกไปเสนอขายแหงๆ

    ผู้ชายอายุระดับเพื่อนพ่อ คงไม่พ้นลงพุงและเรอเปรี้ยวในแพคเกจเดียวกัน เมิ่งเจี๋ยเคยไปฟลอริดาบ่อยด้วยเรื่องงาน จึงคุ้นเคยกับคนทางนั้นดี เว้นแต่กับผู้ชายคนที่ไม่เคยเห็นหน้านี่ เป็นไปได้ว่าฝ่ายนั้นคงเก็บตัวเงียบเพื่อป้องกันการถูกปองร้าย แต่เมื่อได้พบตัวจริงเข้าก็ถึงกับตะลึง

    บิดา-ค๊ะ นั่นร่างจำลองของเทพบุตรชัดๆ 

    ผิวพรรณสะอาด นัยน์ตาดำสนิทมีหางตาตวัดเฉียงขึ้นอย่างอ่อนช้อย สันจมูกโด่งตรง เครื่องหน้าทุกส่วนล้วนได้รูปรับกันอย่างละมุนละไม แลอ่อนเยาว์และดูดีไปหมดยกเว้นความสูงที่ช่างตรงตามมาตรฐานผู้ชายจีน แต่นั่นไม่สำคัญเท่า...

    "นี่เธอเป็นผู้หญิงจริงเหรอ? ก้นก็ไม่มี นมก็ไม่มี มีเงินก็ไปหาหมอให้เขาทำให้ซะสิ"

    โลกยุติธรรมเสมอ สวรรค์เลือกยัดหมาสามหัวเข้ามาในปากพ่อเตี้ยนี่เพื่อความสมดุลด้วย หมอนี่ผิวดีไม่โดนยูวีกัดเพราะว่าวันๆเอาแต่ฮิคิโคโมริหมกตัวเล่นเกมอยู่ในห้อง ส่วนรายละเอียดชีวิตที่เหลือฝากไว้ให้เลขาทำแทนหมดไงล่ะ!

    งานเลี้ยงคืนนี้ก็ด้วย เอาแต่ปล่อยซิมงไปพูดคุยเกี่ยวกับธุรกิจด้านสว่างของตัวเอง คนเขาถึงเข้าใจผิดกันทั่ว ว่าพ่อขาวอวบคือประธานคนต่อไปของบริษัทยาและเวชภัณฑ์ออสโรฟาร์มาซูติคอล

    "ค่าเฉลี่ยความฉลาดรอบตัวฉันดูจะต่ำลงเวลาซิมงไม่อยู่"

    ตอนนี้โรคกระเพาะกำลังเข้ารุมเร้าบอดี้การ์ดสาว เมื่อเธอได้รับจดหมายจากฟร้อนท์หลังกลับมาจากห้องน้ำ ในนั้นแจ้งว่าจับประธานบริษัทออสโรฟาร์มาไป หากต้องการตัวคืนให้เอาเงินสิบล้านดอลล์มาไถ่ ทั้งที่ตัวจริงกำลังยืนหงิดอยู่

    พวกเขาไม่ได้บอกทางตำรวจซิลเวเชีย ทำเพียงแค่ใช้เฮลิคอปเตอร์ไปรับลูกน้องพร้อมเงินสดมาจากไมอามี่ โดยใช้สิทธิ์แขกร่วมงานขององค์ชายในการนำผู้ติดตามเข้ามา และจะกลับเมื่อฟ้าสาง ทีแรกเมิ่งเจี๋ยคิดว่ามันคงจะไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ เพราะพวกเขาต่างไม่ใช่คนในพื้นที่ ทั้งที่นี่ยังใช้ภาษาถิ่นในการสื่อสารอีกต่างหาก แต่ว่าเธอลืมเรื่องสำคัญไป เงินคือภาษากลางของโลกใบนี้

    "พวกลักพาตัวผิดมีแต่โจรกระจอก... บอสรอสักหน่อย พวกมันต้องติดต่อกลับมาแน่"

    ชายร่างผอมสูงกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพต่อหน้ากวางอี่ แม้จะเห็นใบหน้าไม่ชัดเพราะผมฟูหนาอย่างขนแมวที่ปรกตาอยู่ แต่เมิ่งเจี๋ยก็จำได้ว่าเขาคือคิว หนึ่งในคนที่ดูแลพวกกลุ่มวัยรุ่นของอิงช่างลี่ หญิงสาวรู้สึกว่าใบหน้าเขาดูซีดๆ หากไม่กลัวมากก็คงป่วยอยู่ 

    ฝ่ามือเล็กของบอสหนุ่มกระแทกลงบนโต๊ะเล็ก เครื่องชาส่งเสียงตามการกระดอนขึ้นมา

    "นี่ผ่านมาตั้งชั่วโมง เห็นอ้วนๆป่านนี้ก็ถูกเชือนเหลือแต่กระดูกแล้ว หรือจะลองกับพวกแกสักคน!"

    ผู้ที่นั่งอยู่บนโซฟาในที่โรงแรมหรูตวาดใส่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ประสาคนไม่เคยถูกแย่งชิงของรักของหวง ทำเอาคิวที่คิดว่าตัวเองเคยชินกับอารมณ์ร้ายของผู้เป็นนายชักเริ่มหวั่นในใจ

    "พอที ฉันจะไม่รอ ไปเรียกคนเข้ามาเพิ่ม จะยัดเงินเจ้าหน้าที่ก็ช่าง ยัดลูกปืนก็ช่าง ฉันต้องได้คนของฉันกลับในคืนนี้"

    ประธานหนุ่มพูดจบก็ดึงเสื้อจัดสูทให้เข้าที่ก่อนเปิดประตูห้องออกไป หญิงสาวกับชายอีกกลุ่มรีบตาม เพราะถ้าทำถึงขนาดนั้นได้เป็นปัญหาระหว่างประเทศแน่ เสียงส้นสูงที่รัวกระทบพื้นพรมบ่งได้ว่าอีกคนเดินเร็วไม่น้อย

    "คุณอา ถ้าจะเอาคนเราเข้ามาก็เสียเวลาอีก สู้แจ้งตำรวจทางนี้ให้เขาช่วยดีกว่าไหมคะ ...เนอะ"

    "เธอเคยเห็นมาเฟียที่ไหนขอให้หมาต๋าช่วยหา ?"

    "แต่..."

    "ไม่ต้องมาแต่! ไปทำตามคำสั่งฉัน!"

    เมิ่งเจี๋ยสะดุ้งโหยงก่อนจะเม้มปากที่ทาด้วยลิปสติกสีสวยแน่น ขณะที่คู่สนทนาย้ายตัวเองเข้าไปในลิฟต์ เธอก็เอามือไปคว้าประตูลิฟต์ไว้ไม่ให้มันปิดลงต่อหน้า

    "ไม่ต้องมาเกะกะ กลับห้องไปยัยก้นฟีบ!"

    "ไม่!"

    ตั้งแต่เกิดมาจนปูนนี้ถังกวางอี่ไม่เคยถูกขัดใจ คนสูงวัยกว่าจ้องฝ่ายที่เพิ่งก้าวเข้าลิฟต์มาเขม็ง ตากลมโตของผู้ที่อายุน้อยกว่ารึก็จ้องกลับไม่ยอมแพ้ แต่ก่อนที่ประตูลิฟต์จะเลื่อนปิดลงอีกครั้ง คิวก็วิ่งกุมชายโครงมาห้ามพวกเขาไว้อย่างพอดี

    "บอส เราเจอคุณโดโนแวนแล้วครับ ชาวประมงเห็นสลบอยู่ที่หาดเลยช่วยไว้"

    เสียงลอยๆของฝ่ายนั้นทำเอาใบหน้าตึงเครียดผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็ว ร่างนั้นยอมกลับมาจากลิฟต์อย่างโล่งอก แต่แล้วความเงียบก็ก่อตัวอีกครั้งเมื่อคิวกล่าวต่อ

    "...แต่เมื่อกี้มีคนโทรมาแจ้ง ว่าตึกหลักที่ไมอามี่ถูกบุกเข้าไปวางระเบิดครับ คนของเราถูกจัดการไปส่วนนึง พวกเจ้าหน้าที่กำลังเข้ามาตรวจสอบพื้นที่อยู่"

    เรียวคิ้วงามขมวดมุ่น ด้วยว่าตึกนั้นเป็นตึกสำนักงานซึ่งซ่อนประตูทางเชื่อมใต้ดินกับท่าเรือ ไว้สำหรับการลำเลียงขนถ่ายยาเสพติดเข้าใจกลางเมืองโดยเฉพาะ

    "ประตูเป็นยังไง ?"

    "โอเคอยู่ครับ แรงระเบิดทะลุไปไม่ถึง"

    "ไปบอกไอ้ดำให้ย้ายของออกมาก่อนมันจะพัง แล้วให้คามิลสืบว่าเป็นฝีมือใคร"

    คนรับคำสั่งถึงกับหน้าซีดกว่าเดิมเมื่ออีกฝ่ายพูดถึงคนที่หนีหาย เรื่องมาป่านนี้จะให้ปิดบังอีกคงไม่ไหว

    "คุณท่านไปกับคุณแซมแล้วก็คุณคามิลครับ พอไปตาม...เขาก็ไม่กลับครับ"

    ถังกวางอี่เลื่อนดวงตาสีดำลึกขึ้นมองร่างสูงอย่างไม่เชื่อหู พาให้เป้าสายตากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

    "อารอน เอาคนส่วนนึงไปตามสินะ"

    บอสหนุ่มประเมินสถานการณ์ เขาเคยนึกเตรียมใจว่าอาจมีเหตุการณ์ประหลาดจากสวรรค์ มาทดสอบคนที่เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจ แต่เพียงเปิดเกมมา หมากของเขาก็หายไป

    "ดี...เลือกจังหวะได้ดี"   เขาแค่นยิ้มให้ใครสักคนหนึ่งด้วยอารมณ์สนุก   "ไปตามคุณท่านของแกกลับมา กุญแจยังอยู่ที่มัน"


    ...............................................



    ความเงียบของราตรีพาให้จิตใจสงบและอ้างว้าง ทาเมอร์เลนนั่งพับเพียบอยู่ตรงฟูก เคียงข้างชายที่กำลังหลับอยู่ภายในเรียวกังแสนอบอุ่น เขาจัดเสื้อผ้าให้ดีระหว่างมองผ่านหน้าต่างไปยังยอดไม้ที่พลิ้วไหวตามสายลมเหน็บหนาว ไกลออกไปมีแสงสว่างเล็กๆ คงเป็นที่พักของครอบครัวไหนสักแห่ง ควันไฟที่ลอยบางเบาออกมานั้น เกิดจากการอยู่พร้อมหน้ากันหรือเปล่า

    คำว่าพร้อมหน้านั้นฟังดูห่างไกลจากชีวิตปัจจุบัน แม้ว่าจะเลี้ยงสุนัขพันธุ์ดัชชุนไว้ถึงสองตัวก็ไม่สามารถทดแทนสิ่งที่ขาดหาย แต่น่าแปลก...ตั้งแต่ถูกลักพาตัวมา บางส่วนของใจมันเข้าใกล้ความปรารถนา

    "ถ้ากินข้าวไม่หมด ตกกลางคืนผีของกินจะมาอำนะฮิวด์"

    วันหนึ่งคุณท่านพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเซ็งเต็มประดา เมื่อเห็นนายแบบหนุ่มเขี่ยของกินที่สามารถสร้างเซลลูไลท์ทิ้งเช่นเคย ทำเอาคนถูกทักส่งเสียงสูงในลำคอบ่งความสงสัยสุดๆ คู่สนทนาจึงยิ้มมุมปากแล้วหัวเราะหึด้วยความรู้สึกเหนือกว่า  

    "ไม่เคยได้ยินดิ บ้านนอกว่ะ"

    "พูดตามจริง เรื่องแบบนี้มีแต่เด็กบ้านนอกเท่านั้นที่เชื่อไม่ใช่เหรอ ? ว่าคนนิวยอร์กเป็นบ้านนอก... โถ สงสัยจะเผลอวัดความเป็นเมืองหลวงที่ฟลอริด้าคีย์"

    คามิลกล่าวแซวพร้อมยกกล่องข้าวขึ้นใกล้หน้า ระหว่างใช้ส้อมม้วนสปาเกตตี้ใส่ปาก คนผิวเข้มที่กำลังถลึงตาใส่ก็ได้ที สะบัดหลังมือตบใต้กล่องข้าวนั้น ให้ทุกอย่างกระจายเต็มใบหน้าขาวและเส้นผม ทั้งคนแกล้งและคนดูต่างหัวเราะก้ากลั่นห้อง

    "สัส..."

    เหยื่ออารมณ์รอบนี้ค่อยๆปาดสปาเกตตี้ออกจากผมรองทรงสั้นสีไวน์นิ่งๆก่อนคำรามในคอ จากนั้นคนทั้งคู่ก็ลุกขึ้นวิ่งไล่กันเหมือนเด็ก

    ไม่เคยคิดว่าเสียงหัวเราะในวันนั้น จะถูกสลักเก็บเป็นความทรงจำแสนสุขให้ยิ้มออกเมื่อนึกถึง แม้จะพูดไม่ได้ว่าทุกคนเป็นคนดี แต่ก็ไม่รังเกียจเหมือนคราแรก ภาพความผูกพันฉันท์เพื่อนสนิทของคนทั้งสามที่สะท้อนลงในดวงตา กำลังพาให้รับรู้ถึงความมีชีวิตชีวาและความอิจฉาของตน

    ในคืนที่หนีมาจากกลุ่มคนตรงท่าเรือ ซามูเอลกล่าวหาว่าทาเมอร์เลนอยู่ระดับเดียวกับเพชรต้องสาป ที่ไม่มีประโยช์อะไรนอกจากสวยงามแต่เรียกความตายมาราวผึ้งแตกรัง แล้วก็ไล่องค์ชายไปพร้อมโยนเงินติดตัวให้ แต่แทนที่จะดีใจกับอิสรภาพ เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายกลับดื้อรั้น ดึงดันกอดมอเตอร์ไซค์แน่นไม่ยอมปล่อยแม้จะถูกปืนจ่อหัวไว้ก็ตาม

    "ถ้าผมเป็นตัวถ่วงมากก็ทำให้ผมไม่เป็นสิ! การไร้ความสามารถในที่ๆไม่เคยอยู่มันไม่ใช่ความผิดของผมเสียหน่อย เอาไว้ตอนที่ผมหันหลังหนีค่อยมาว่าเถอะ!"

    ใบหน้าที่เคยอ่อนโยนแปรเปลี่ยน ดวงตากลมไม่เหลือเค้าความใสซื่อ จะมีแต่เพียงความดุดันที่ลุกโชติอยู่ เป็นครั้งแรกที่ทาเมอร์เลนตะคอกใส่คนอื่น

    เหลืออดเป็นเช่นนี้

    คู่สนทนาเลือกจะส่งยิ้มที่น่าสยดสยองให้ ก่อนกำหมัดต่อยไปที่แก้มซ้ายของผู้พูดแบบไม่ออมแรง ร่างผอมได้ยินเสียงพล่อกที่ข้างหู ตัวรูดลงมานอนต่อที่พื้น 

    แสงดาวระยับขับกล่อม วาววับอยู่ใกล้แค่มือคว้า แต่เมื่อเห็นชายคนร้ายขึ้นคร่อมรถเตรียมสตาร์ทออกตัว คนเจ็บก็รีบลุกมาคว้าขาฝ่ายนั้น ใช้แรงเฮือกสุดท้ายดึงร่างคนขับลงมาจากรถ มอเตอร์ไซค์ที่ติดเครื่องวิ่งถลาไร้ทิศล้มลงโดยวงล้อยังปั่นอยู่ แล้วซามูเอลก็หันกลับมาอัดผู้ชายดื้อด้านไม่นับหมัดจนสลบ

    ดาวงี้พร่างพราวยิ่งกว่าแสงแฟลช

    พอฟื้นขึ้นมาอีกทีฟ้าก็สว่างแล้ว แต่แทนที่จะนอนอยู่บนพื้นซีเมนต์ข้างถนน นายแบบหนุ่มกลับมานอนอยู่ในห้องพักแบบญี่ปุ่นที่ดูหรูหรา ทั้งแก้มซ้ายแก้มขวามีถุงน้ำแข็งประคบช่วยลดบวม 

    น้ำตารื้นออกมาเมื่อเห็นซามูเอลเดินมาหาในชุดลำลอง เจ็บก็ส่วนนึง โล่งอกก็ส่วนนึง ฝ่ายนี้คงรู้ว่าทาเมอร์เลนฟื้นจากพนักงานผู้ที่เฝ้าไข้อยู่เดินไปบอกข่าว

    "อยากเรียนฆ่าคนไหม ถ้าอยากก็รีบลุกขึ้นมา"

    เป็นคำชวนที่แปลกประหลาด คนเจ็บลุกขึ้นด้วยความระบมช้ำทั้งร่าง เดินแก้มโย้เป็นกระรอกตามอีกฝ่ายไปยังสนามยิงปืนชั้นใต้ดิน เขาซ้อมตั้งแต่รุ่งสางยันฟ้ามืด ยิงจนคิดอะไรไม่ออก หลายต่อหลายวันมือนุ่มนิ่มเริ่มพองและแดงจากไอร้อนของอาวุธที่ใช้สังหารคนได้จริง

    "เจ็บ..."

    ตุ่มน้ำตรงข้อนิ้วพองแล้วก็แตกซ้ำๆ ข้างในเป็นน้ำใสที่มีกลิ่นของสนิมเหล็กปนอยู่ แต่พอมันสัมผัสกับยาจีนที่ได้รับมาแผลก็เจ็บน้อยลง บางส่วนของฝ่ามือเริ่มด้านแข็งเพื่อปรับตัวรับกับการฝึกซ้อมในวันใหม่

    ตรงแก้มมีรอยหมัดเพิ่มขึ้นอีกรอยจากความไม่พอใจของผู้ฝึกสอน ทาเมอร์เลนไม่อยากฆ่าใคร แค่อยากจะป้องกันตัวและช่วยเหลือคนอื่นๆได้บ้าง จึงลองหัดยิงบริเวณไหล่และมือของเป้าซ้อมเหมือนในหนัง ทั้งที่ถูกสั่งให้เล็งที่หัวกับท้องเท่านั้น พออีกฝ่ายเห็นเข้าจึงโดนต่อยเสียล้ม

    "นึกว่ายิงไหล่ขวาฉันแล้วฉันจะโยนปืนไปมือซ้ายแล้วยิงแกต่อไม่ได้เหรอไง ไอ้ควาย! "

    เป็นครั้งแรกที่โดนด่าตรงๆ...ซึ่งก็ถูก เขาเคยเห็นคุณท่านเปลี่ยนการถือมีดจากมือขวาไปมือซ้ายอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวที่น่ากลัวแต่แสนตรึงใจ

    ในหนังกับความเป็นจริงช่างห่างไกล ลำพังให้ยกปืนขึ้นมาเหนี่ยวไกไปที่เป้าหมายยังโดนด่าว่าช้า มันช้าลงทุกครั้งที่เปลี่ยนเป้าซ้อม จากวงกลมเป็นรูปเงาคน แล้วก็เป็นรูปหน้าทาเมอร์เลนเอง ก็ขำดี แต่พอเปลี่ยนเป็นคนอื่นมันก็ชะงักเอาเสียดื้อๆ

    "ปืนยิงง่าย ถูกเป้าก็ง่าย แต่ทำใจยาก"

    พอได้ฟังแบบนั้นเลยรู้สึกว่าตรรกะอีกฝ่ายไม่ได้เสียหายเท่าไร ซามูเอลเล่าว่าใช้ปืนตั้งแต่เด็กพร้อมๆกับคุณท่าน เพราะเล็กเกินไปจึงไม่รู้สึกผิดบาป โตมาก็ชินชา แต่ความจริงมันเป็นการสะกดจิตตัวเองให้คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ จะได้ไม่เจ็บปวด

    "มันดูสุภาพดี ว่าไหม? มีแค่ควันปืนกับไอร้อนนิดหน่อย รู้ตัวอีกทีเป้าหมายก็ล้มเหมือนเป็นลม แล้วเลือดก็ไหลออกมา แต่ว่ามันหนักน่ะ เหมือนเงาของลูกตะกั่วที่ยิงไปแต่ละครั้งมันย้อนมาฝังอยู่ รู้ตัวอีกทีก็จมลงไปทั้งๆที่ยังยืนอยู่บนพื้นดิน"

    นัยน์ตาของผู้พูดดูเศร้าลงเล็กน้อยจับสังเกตแทบไม่ทัน ทาเมอร์เลนไม่ได้พูดอะไรต่อ บางทีคนที่ยืนอยู่ข้างหลังตนอาจจะอยากระบายความในใจ ทั้งที่รู้ว่าไม่สมควรพูดออกมาให้ใครฟังก็ได้

    แต่ละคนย่อมมีเหตุผลต่างกันไป คนขี้แกล้งคนนั้นบอกว่าหนีมา เป็นอีกครั้งที่ใจนึกเป็นห่วงว่าฝ่ายนั้นจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่


    ................................................


    สายลมโชยเข้ามาเบาๆปะทะผ้าม่านสีอ่อนให้พลิ้วไสว เผยให้เห็นร่างเพรียวที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนโซฟานั่งคนเดียว สีหน้านั้นเรียบเฉยเจือเศร้าคล้ายยอมแพ้ต่ออะไรบางอย่าง ดวงตาสีดำหรี่ลงมองผ่านหน้าต่างไปยังฟ้าด้านนอก

    คืนนี้เหมือนเช่นหลายคืนที่ผ่าน ที่ชายหนุ่มนั่งพ่นควันบุหรี่เป็นสายอยู่ในความมืด ทอดสายตาไปสู่ความเวิ้งว้างของท้องฟ้ายามค่ำ สมองรับรู้ว่ากำลังหดหู่ ทำไมความเศร้าถึงได้หมั่นมากระซิบเตือน กับแค่ต้องพลัดจากคนที่ได้พบหน้ากันไม่ถึงเดือน

    วันนี้ไม่มีรอยยิ้มที่งดงาม ไม่มีคนให้หยอกเย้า

    เขาเพิ่งเข้าใจ ...ว่าการอยากโทรศัพท์หาหมาที่บ้านเป็นแบบนี้

    คุณท่านผลาญบุหรี่ไปหลายมวนทั้งที่ลำคอขมและแห้งผาก เขาพะอืดพะอม...อาจเป็นเพราะไม่ได้กินอะไรมาหลายมื้อ แต่ถึงมีอะไรมาวางต่อหน้าตอนนี้ก็กินไม่ลงอยู่ดี

    "...เป็นยังไงบ้าง?"

    "ยังไม่เจอ"

    คามิลตอบโดยไม่ได้ละสายตาไปจากจอคอมพิวเตอร์ มันจะไม่แปลกหากว่าไม่ต้องตอบคำถามนี้นับครั้งไม่ถ้วน คนถามคงไม่รู้ตัวว่าพูดอะไรและกำลังเป็นอะไร ในเมื่อก่อนหน้าไม่เคยมีหัวใจให้ใช้ 

    เมื่อไม่มีจิตใจแยกแยะ ความเด็ดขาดจึงมีมากกว่าผู้อื่น คามิลยังจำได้ถึงภาพในอดีต เด็กวัยรุ่นร่างบางดวงหน้าพริ้มเพลาที่กำลังยืนงุนงงท่ามกลางศพมากมาย

    "มีดเนี่ยดีนะ ไม่ต้องห่วงว่ามันจะหมดเหมือนปืน แค่หนวกหูกับเสียงร้องแล้วก็เปื้อนนิดหน่อย หืม? พวกนั้นตายทรมานกว่าเหรอ? คิดมาก ตายคือหยุดการเคลื่อนไหว ไม่มีอะไรมากกว่านั้นหรอก"

    ผิวสีน้ำผึ้งอาบไปด้วยเลือด รอยยิ้มใสซื่อช่างน่าหวาดกลัว แต่ก็คิดว่ามันเหมาะสมแล้ว หากว่าเพื่อนจะเดินอยู่ในที่ๆแสงส่องไม่ถึง การมองไม่เห็นหัวใจใครถือเป็นพรสวรรค์ ไม่ต้องรับรู้ถึงความผิดปกติ ไม่รู้สึกผิดบาป ไม่มีความเจ็บช้ำ

    มันควรจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป แต่สิ่งที่ปิดบังดวงตาคู่นั้นก็เกิดรอยปริขาดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เมื่อรู้ว่าความตายที่ไร้การเจ็บปวดนั้นไม่มีจริง ผู้กระทำจึงต้องแบกรับความทรมานที่ไม่เคยคาดคิด

    มันควรหยุดอยู่แค่นั้น ...ไม่ควรเห็นสิ่งใดเพิ่มเติมอีก

    "หมอนั่นขาวไปทั้งตัว ตกใจเลย นึกว่าเทวดาวิ่งตามมา"

    วันนั้นคนเป็นหัวหน้านั่งยองๆเท้าคางมองคนสลบที่ถูกมัดติดเก้าอี้อย่างสนใจ รูปลักษณ์ของทาเมอร์เลนยามหลับช่างสว่างไสวชวนตรึงตา แต่ยามที่ตื่น หมอนั่นสามารถเสกรอยยิ้มละมุนให้มาประดับอยู่บนหน้าคนที่แสนว่างเปล่าได้ 

    อันที่จริงคามิลรู้ที่อยู่ของซามูเอลแล้ว เพื่อนพักในที่ๆความปลอดภัยสูงพอกับค่าที่พักแพงสุดกู่ ขณะที่คุณท่านแทบจะอาละวาดตายในโรงแรมชั่วคราว เพราะเดาว่าเพื่อนต้องทิ้งนายแบบหนุ่มเอาไว้ข้างทางแน่

    "มันคงไม่ใจจืดใจดำขนาดนั้นหรอก นายก็รู้นิสัยมันดี"

    ระดับหน่วยข่าวกรองของอิงช่างลี่กล่าวอย่างใจเย็น สบนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเศร้าสร้อยสลับไปมาอย่างแปรปรวน คนที่เดิมเคยนิ่งอยู่ตลอดกลับตะโกนด้วยอารมณ์รุนแรงอย่างไม่คิดจะยั้ง ดังก้องทำลายทุกอณูความเงียบของที่พัก

    "ก็เพราะอยู่ด้วยกันเกือบทั้งชีวิตเนี่ยแหละถึงรู้ว่ามันทิ้งแน่! แค่จะทิ้งไว้เฉยๆ หรือยิงทิ้งเท่านั้นแหละ !"

    คนฟังก็ว่าอย่างนั้น ซามูเอลแน่วแน่ใช่ย่อย และถ้าตัดสินใจแล้วว่าจะทำสิ่งใดสักครั้ง การเปลี่ยนใจทีหลังคงเป็นเรื่องของปาฏิหารย์ และเขาก็ไม่อยากเห็นเพื่อนทั้งสองผิดใจกัน

    "เทมเลนไปไหนก็เด่น เดี๋ยวฉันจะเช็คให้"

    ไปไหนที่ว่านั่นหมายถึงถ้าตายก็คงรู้ข่าว คนที่กำลังคุ้มร้ายอยู่เริ่มขบฟันแน่นจนรู้สึกเจ็บลึกๆในขมับ ริมฝีปากซีดกลืนเสียงบอกว่าเข้าใจแล้วลงไปในลำคอ ก่อนจะกระแทกตัวบนโซฟานั่งมองฝ่ามือตนเองแล้วฟุบหน้าลงบนนั้น ร่างเพรียวไม่ได้เขยื้อนกายไปไหนตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้

    ...คนที่ไม่รู้จักย่อมไม่สามารถเอ่ยถูกว่ามันคืออะไร...

    ....ได้แต่ถูกแรงดึงดูดให้จับจ้องจนตาพร่า....

    อีกครั้งที่คุณท่านยกขวดน้ำหอมขวดเล็กขึ้นมาฉีดให้ผสมไปในอากาศ แล้วเอ่ยขำๆเหมือนเช่นเคยว่าไม่เห็นจะหอมเลย จากนั้นก็นอนหลับคล้ายเร่งเวลาให้ผ่านพ้น 

    คามิลได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินไปปิดไฟตรงเหนือโซฟาให้


    ...................................................

    tbc
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in