noveltomei_tan
[fic]Beyond the sky#09
  • ค่ำนี้อากาศหนาวขึ้นกว่าคืนวาน ไอเย็นเข้ากัดแผลบนริมฝีปาก ผิวหน้า ลามลึกเข้าไปถึงในช่องหู ทาเมอร์เลนป้องมือแล้วเป่าลมหายใจอุ่นรดปลายนิ้วให้หายชา นัยน์ตาคู่สวยเหม่อมองผืนน้ำกระเพื่อมไหวขึ้นลงจากแรงลม ยามนี้พวกเขาทั้งสี่นั่งอยู่ในรถสีเทาเงินที่ดับสนิท ซ่อนตัวใต้เงามืดในหลืบหนึ่งของโกดังท่าเรือ

    สายลมกรรโชกส่งเสียงครวญคลั่งไปทั่วทุกทิศ คล้ายคำประกาศกร้าวของธรรมชาติที่หมายแช่แข็งทุกสิ่ง เมื่อร่างเพรียวข้างกายชันเข่าขึ้นข้างหนึ่งเพื่อเพิ่มความอบอุ่น นายแบบหนุ่มจึงขยับเข้าไปหาและแบ่งผ้าพันคอให้

    คุณท่านเลื่อนตามามอง แววตายังคงเปี่ยมไปด้วยความสงสัยเช่นวันวาน หากแต่ไม่มีความระแวงภัยมากเท่าเก่า จากนั้นเปลือกตาบางจึงค่อยๆปิดซ่อนนัยน์ตาสีนิลลง คล้ายต้องการลดการรับรู้บางสิ่ง กระนั้นกลิ่นหอมยังคงย้ำเตือนให้รู้ว่าอีกร่างอยู่เคียงใกล้ ริมฝีปากแห้งขยับเอ่ยเบาดั่งเสียงกระซิบ

    "นาย... ใช้น้ำหอมเสมอสินะ"

    "ปกติไม่ใช่กลิ่นนี้หรอกครับ หรือจะฉุนไป ?”

    “เปล่า ก็ดี”

    แล้วทุกอย่างก็กลับเงียบลงจนมีเพียงเสียงลมอีกครา ท่อนแขนและต้นขาขององค์ชายขยับเข้ามาแนบชิด เมื่อระหว่างผิวเนื้อไม่เหลือช่องว่างให้สายลมพัดแทรก ความอุ่นร้อนที่น่าอึดอัดจนยากจะหลับตา ก็ก่อขึ้นอย่างแช่มช้าโดยไร้ผู้ใดล่วงรู้ 

    อุณหภูมิของมนุษย์ช่างพอเหมาะในการขับไล่ความหนาว ชายผมสีอ่อนมองไปทางดวงดาวเป็นประกายอยู่ทั่วฟ้า พระจันทร์ดวงโตส่องสว่างเหนือผิวน้ำ แม้จะดึกมากแล้วแต่ทาเมอร์เลนกลับไม่ง่วงแม้แต่น้อย เรื่องราวในช่วงเย็นยังคงวิ่งวนไปมาในความคิดอย่างไม่รู้หน่าย

    นับวันยิ่งตระหนัก ว่าสิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การถูกฆ่าตาย แต่เป็นการถูกความเหงาวนเวียนทิ่มแทงจนตาย 

    ในยามเย็นของวันที่ตัวตนกำลังสูญหายไปจากโลก...นายแบบหนุ่มตื่นขึ้นพร้อมขอบตาชอกช้ำและปวดบวม เป็นครั้งแรกหลังจากการทำงานตั้งแต่วัยเยาว์ ที่อนุญาตให้ตัวเองร้องไห้ได้โดยไม่ต้องกลัวว่าหน้าตาจะทรุดโทรมเพียงใด

    เขากวาดตามองรอบห้องพักอันเงียบสงบ ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตใด มีเพียงเฟอร์นิเจอร์ที่ไร้ลมหายใจ ความว่างเปล่าค่อยๆแผ่ขยายอาณาเขตอย่างช้าๆ เมื่อรัตติกาลโรยตัวลงมาอย่างนุ่มนวล เพื่อขโมยเก็บแสงทั้งหลายให้หายสิ้นจากสายตา ความเคว้งคว้างเกิดขึ้นพร้อมความมืดมิดที่เย็นเยียบ

    ในทุ่งร้างของหัวใจ ความเศร้าและความเหงาล่อยลอยออกมา กลั่นตัวและร่วงหล่นดั่งฝนเข็มที่มองไม่เห็น ทะลุผ่านทั่วกายอย่างรวดเร็วครั้งแล้วครั้งเล่า เล็กจนไม่เห็นรอยแผล ลึกจนไม่รู้สิ้นสุดที่ใด รวดร้าวจนไม่สามารถบังคับร่างให้หนีไปไหน ทำได้แค่ร้องครวญอยู่กับที่ราวเด็กน้อยที่ไม่สามารถเอ่ยหาใคร

    ...ใครก็ได้ช่วยที...

    "ไม่..."

    ชายหนุ่มส่ายหัวเรียกสติคืนมา

    " ...เพราะโลกนี้มีเพียงผม ที่จะช่วยได้..."

    ริมฝีปากสะกดคำพึมพำซ้ำไปมาราวบทสวด พยายามฝืนจิตใต้สำนึกคืบตัวลุกจากเตียง สั่งขาที่ป่ายปัดให้ก้าวไปทางประตูนำตนไปสู่โลกภายนอก ก่อนจะรวดร้าวจนตายจากมนต์สะกดของราตรี 

    เมื่อร่างกายสัมผัสกับแสงไฟนีออนจ้าตรงบริเวณทางเดินนอกห้อง ลมหายใจที่ติดขัดและขาดเป็นห้วงๆค่อยบรรเทาลง ระหว่างจับประคองมือที่สั่นเทา เขาได้ยินเสียงจากห้องฝั่งตรงข้ามเล็ดลอดออกมา และคงจะแสร้งเมินเฉยหากไม่ถูกเอ่ยถึง

    "เราตกลงจะแลกองค์ชายไปแล้วนะ เขาจ่ายมาให้เรามาครึ่งนึงแล้ว จะมาเปลี่ยนใจตอนนี้ไม่ได้"

    เสียงของคามิลฟังดูเข้มงวดอยู่ในที ตามต่อด้วยเสียงหัวหน้าโจรที่กล่าวเบาจนฟังแทบไม่ออก หากไม่หลับตาลงเพื่อรับฟังอย่างตั้งใจ

    "ป่านนี้เลนน์ทรานยังไม่ทำสัญญากับนายเพื่อการันตีงาน ถ้าเขาไม่ปฏิบัติตามกฎ ข้อแลกเปลี่ยนจะไม่เกิด แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนใจ..."

    "เขาเป็นคนทั่วไปที่ออกสื่อสาธารณะ ให้ทำสัญลักษณ์ก็เด่น ลองคุยกันก่อนอีกทีดีไหม เผื่อจะหาจุดอะลุ่มอล่วยกัน"

    "ถ้ามันไม่ทำ เราก็ไม่ให้"   

    เสียงแหบที่เด็ดขาดของซามูเอลแทรกขึ้นมา   "อย่างนายจะไปรู้อะไรคามิล นี่เรื่องใหญ่และคนพวกนั้นไม่คิดรักษาคำพูดตัวเอง จนพวกเราโง่ตายกันเปล่าๆมาเยอะแล้ว จบนี้เกมซะ เราจะไปตามทางของเราต่อ และคุณท่าน...กูไม่เอามันแล้วนะ มึงต้องปล่อย ทุกวันนี้มีแต่แขกแม่ง ปลุกจนกูกับมึงไม่ได้นอน ค่าบริษัทกำจัดศพก็โคตรแพง เงินที่ได้มาเริ่มไม่คุ้มแล้ว แถมเจ้าชายมึงนี่ก็ทำห่าอะไรไม่เป็นเลยนอกจากกินกับสร้างความเดือดร้อน ภาระฉิบหาย!"

    "แซม... ถ้าเขาอยู่ที่นี่คนเดียวเขาจะตาย"   

    คามิลพูดต่อเสียงอ่อน พยายามอธิบายให้เพื่อนเข้าใจ   "เราจะไปเริ่มชีวิตใหม่อย่างที่ตั้งใจนี่ ซิลเวเชียเองก็เป็นประเทศที่ดี นายกเลนน์สทรานไม่เสี่ยงทำอะไรเราหรอก เขาแค่จะใช้เทมเลนเป็นเครื่องมือการเมือง ส่วนเราก็ใช้ชีวิตเป็นพลเมืองที่นั่นไป มันโอเคแล้ว"

    "...ขอฉันคิดดูอีกที"

    คุณท่านตอบอย่างราบเรียบ บทสนทนาที่หยุดลงทำให้ทาเมอร์เลนรีบเอาหูออกห่างจากประตูแล้วกลับไปนอนที่เตียงเช่นเดิม ไม่นานนักหัวหน้าโจรลักพาตัวก็ก้าวเข้ามาเปิดไฟในห้องทุกดวงจนสว่างจ้า ก่อนทอดสายตามองร่างที่ขดตัวเกร็งอยู่บนเตียง

    “ตื่นแล้วก็ลุกขึ้นมา”

    ลมหายใจของผู้ที่นอนคลุมโปงอยู่สะดุดกึก ก่อนโผล่หน้าออกมามองคนที่กำลังยืนสูบบุหรี่พิงผนังห้อง ใบหน้าคมเข้มดูกลัดกลุ้มครุ่นคิด นายแบบหนุ่มจึงคว้าผ้าพันคอขึ้นมาพันปิดจมูก เอื้อมหยิบที่เขี่ยบุหรี่บนโต๊ะข้างหัวเตียงส่งให้

    "ได้ยินแล้วใช่ไหม นายฉลาด คงไม่ยากเกินจะเข้าใจ”

    คุณท่านยกมุมปากยิ้มถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงขณะเคาะเถ้าลงบนที่เขี่ยบุหรี่

    “พวกเราหนีมา... แต่โลกใบนี้มันแคบไปจนไม่รู้จะไปทางไหนดี กระทั่งเจอนาย...องค์ชายจากประเทศที่เพิ่งเปิด ฉันเลยติดต่อส่งนายให้กับคนที่กำลังเป็นศัตรูการเมืองของน้องชายนาย ขั้วตรงข้ามนั่นแหละ เพื่อแลกสิทธิ์การเป็นพลเมือง นายจะปลอดภัย พวกฉันจะปลอดภัย ...ฟังดูดี แต่นายไม่รู้หรอกว่าตัวเองปลอดภัยได้แค่ไหนท่ามกลางเกมการเมือง พวกราชวงศ์มีสิทธิ์ถูกฆ่าและป้ายสีทุกเมื่อ..."

    "ส่งผมให้เขาเถอะครับ ผมโอเค”

    ทาเมอร์เลนพูดพร้อมยิ้มให้ทั้งดวงตาบวมช้ำ ช่างชื่นหวานเสียจนสามารถปลุกดอกไม้แห้งเหี่ยวให้กลับมาเบิกบานสดใสได้ แต่นั่นกลับทำให้คนมองสะเทือนร้าวไปทั้งใจ 

    "นายเข้าใจเรื่องที่จะต้องเป็นเครื่องมือการเมือง อยู่ในกรงทองไปเรื่อยๆจนตาย โดยไม่รู้จะกี่เดือนกี่ปีไหม"

    "อา ครับ พอเข้าใจอยู่ แต่...ผมไม่ค่อยอยากเป็นภาระใครน่ะครับ"  

    คนผมสีอ่อนกล่าวอย่างสบายๆ พลางมองไปยังใต้ตาคล้ำของคู่สนทนาที่เกิดจากการนอนไม่เต็มอิ่ม
       
    "ผมมัวแต่คิดว่าตัวเองโชคร้ายที่ถูกจับมา แต่ความจริงแล้วโชคดีมากที่ได้มาเจอพวกคุณ ขอบคุณนะครับที่ช่วยเหลือมาโดยตลอด”

    ชายผิวแทนขมวดคิ้วให้กับความสุภาพนั้น ตั้งแต่เล็กจนโตเขาเจอคนมามาก... มนุษย์เราล้วนขี้ขลาดและเห็นแก่ตัว โดยเฉพาะพวกคนที่ยืนอยู่ใต้แสงสว่าง อ่อนแอจนน่าคลื่นไส้ ไม่เคยนึกอยากเฉียดใกล้ แต่กับคนตรงหน้า... บางอย่างที่หน่วงหนักยึดตรึงสายตาเขา ไม่ให้ถอนไปจากรอยยิ้มอายๆที่ดูใสซื่อ

    ...ช่างน่าหงุดหงิดเสียเหลือเกิน...

    “ถามสิ”

    “เอ๋ ?”

    "ถามสิว่าหลังจากนี้นายต้องเจอกับใครบ้าง ฉันหาข้อมูลไว้ได้แค่ไหน ประเมินสถานการณ์โดยรวมอะไรบ้างแล้ว มีใครจะช่วยนายได้ตอนถึงคราวขับคัน ถามอะไรฉันสักอย่างสิ!"

    ทาเมอร์เลนชะงักไปเมื่อจู่ๆโดนใส่อารมณ์ เขากลัว กังวล แต่ก็นิ่ง จากนั้นจึงค่อยๆถอยศีรษะห่างแล้วคิด...คิด

    "ก่อนอื่น ผมขอรู้ชื่อคุณได้ไหม?”


    ..........................................


    เมื่อถึงเวลานัดหมาย คามิลก็ยกกล้องส่องทางไกลส่องไปทางเรือสินค้าขนาดเล็กที่บ่ายหัวเตรียมเทียบท่า เขาเช็คชื่อเรือและคำนวณจากความเร็วและระยะทาง ประมาณยี่สิบนาทีคงถึงฝั่ง 

    "นั่นเรือจากซิลเวเชีย แขวนธงสีเขียวตามบอก"

    "เรือยังไงมันก็มาต้องเทียบท่าตามเวลา แต่หลังจากนี้สิ"   ซามูเอลหยิบปืนกลมือขึ้นมาเช็คก่อนจะยื่นให้คนขับ   "ลาซาด้าจัดโปรโมชั่นส่งท้ายปี ซื้อสองแถมหนึ่งให้กู"

    "ลีลามาก ซื้อมาฝากก็บอกดีๆ"

    ชายผมสีไวน์ยกยิ้มมุมปาก คว้าของที่ลอยอยู่ข้างหน้าก่อนสตาร์ทรถ พวกเขาจอดห่างจากจุดนัดหมายไกลโขเพราะไม่สามารถวางใจคู่ค้าได้ ขณะที่คุณท่านทอดสายตาไปยังสุดถนน ทาเมอร์เลนก็ยื่นขวดน้ำหอมพลาสติกให้

    "ถ้าชอบก็เก็บไว้ใช้นะ ผมให้...”

    รอยยิ้มอบอุ่นและน้ำเสียงที่อ่อนโยน ตอนนี้กลับสร้างช่องว่างในอกผู้ฟังอย่างไม่อาจทับถม หากแกล้งรับไว้แล้วฉีดใส่ก็น่าสนุกดี แต่มันเป็นเพียงความคิดชั่วครู่

    ชายผิวแทนยื่นมือไปกำขวดน้ำหอมขวดนั้นแน่น เหมือนจะหลอมมันให้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ก่อนพูดขอบคุณเบาแล้วเก็บมันไว้ที่อกเสื้อ คนเพิ่งให้ของสลดลงอย่างอดคิดไม่ได้ว่าตนสร้างภาระมากมาย แต่กลับตอบแทนได้แค่ของจากคอนวิเนียน

    ทันใดบรรยากาศยามค่ำที่พาให้เคลิ้มง่วงก็เปลี่ยนไป คนร้ายทั้งสามต่างสะดุ้งตัวขึ้น แล้วรถก็กระชากตัวพร้อมกับเหวี่ยงวงล้อบ่ายหน้าไปยังทางออก ทาเมอร์เลนเสียหลักกลิ้งลงไปนั่งตรงร่องพื้น เขาพยายามตะกายขึ้นมานั่งที่เบาะตามเดิม แต่ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ภายนอกและปืนที่กระทบตัวถังราวกับห่าฝน คิดอีกทีหลบอยู่ตรงนี้อาจจะปลอดภัยกว่าก็ได้

    "สัส ใครบอกไม่เล่นวะ เบิกตาตี่มึงสิ!"

    "ยางๆๆๆ!"

    "น้องเคยเห็นยางหรือเปล่า~"

    "ยางมันแตกไปไม่เบา~"

    "นี่ใช่เวลาเล่นต่อมุกมั้ย!"

    รถขับฉวัดเฉวียนชวนคลื่นไส้ชนกับมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจนคนขับลอยไปด้านข้าง ก่อนมุ่งหน้าออกจากท่าเรือที่ไร้ผู้คน พวกเขาหยิบอาวุธสงครามออกมายิงผ่านหน้าต่างที่แง้มไว้พอให้มือรอดผ่าน นายแบบหนุ่มปิดหูแน่นกับเสียงที่ดังก้องราวนั่งข้างเครื่องเจาะถนน

    ไม่มีอะไรในความมืดและความเร็วจนจับทิศทางไม่ได้ สะท้อนลงบนดวงตาของคนผู้ไม่รู้เรื่องราว และพอร่างคุณท่านก้าวข้ามเบาะไปยังที่นั่งเดิมของทาเมอร์เลน เพื่อดูแลล้อรถข้างที่เหลือเพียงเส้นเดียว เสียงทุ้มก็ตะโกนสั่งลั่นอย่างตกใจ
      
    "ออกจากรถ!"

    มือแกร่งยื่นไปคว้าจับชายข้างกายโดยไม่ได้มอง และเมื่อประตูเปิดออก ประกายไฟจ้าพร้อมเสียงดังสนั่นก็เกิดขึ้น ก่อนตัวรถจะวิ่งไปถึงเพียงไม่กี่เมตร

    แรงระเบิดทำให้ร่างขององค์ชายปลิวออกมาปะทะพื้นแข็ง พร้อมกับเจ้าของมือที่เปลี่ยนมากอดปกป้องเขาไว้ยามที่ร่างทั้งคู่กลิ้งไปกับพื้น แต่ความแตกต่างระหว่างคนที่ได้รับการฝึกกับคนธรรมดา ทำให้คุณนายแบบได้แต่กุมก้นกบร้องโอย มองเรือนร่างแข็งแรงของคนที่เพิ่งช่วยตน ลุกขึ้นไปคว้าท่อนไม้ที่อยู่แถวนั้น ซัดใส่หัวคนขับมอเตอร์ไซด์ที่พุ่งเข้ามาหาได้อย่างไม่รู้สึกอะไร 

    ซามูเอลวิ่งเข้าไปเอารถที่ล้มอยู่ก่อนหันกลับไปยังคนที่เพิ่งช่วยออกมา ดวงตาคมเบิกโพลงเมื่อเห็นว่าผู้ที่คว้ามาไม่ใช่คามิล แต่เป็นตัวภาระที่อยากจะกำจัดทิ้งทุกวินาที ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีเวลาให้งุนงงนาน เขาฉุดร่างผอมที่นอนดูดาวอยู่เหวี่ยงขึ้นมอเตอร์ไซค์ แล้วกระโดดขึ้นนั่งซ้อนท้ายตามก่อนตะโกนสั่ง

    “ไป!”

    “...ผมขี่ไม่เป็น...”

    “ว้อย! เดี๋ยวจับเอง บิดให้สุดไปเลย!”

    ชายคนร้ายว่าจบก็เอามือซ้ายจับแฮนด์ด้านซ้าย ขณะที่ทาเมอร์เลนประคองจับด้านขวา แล้วมอเตอร์ไซค์ที่นั่งก็กระชากตัวยกล้อขึ้นก่อนวิ่งออกไป ตามติดมาด้วยเสียงปืนและเสียงล้มของเหล่าผู้ล่าที่กำลังไล่ตามมา

    คนผมสีอ่อนชักเริ่มขับอย่างชำนาญขึ้นด้วยหลักสูตรเร่งรัด จากปรมจารย์ด้านหลังที่กำลังขู่ฆ่าอยู่ ให้ผู้ขับเสียวสันหลังจนร้องวี๊ดในใจนาทีละสามรอบ


    .....................................................


    "กลุ่มอาหารคาวพักได้จ้ะ"

    ประหนึ่งเสียงสวรรค์ เมื่อหัวหน้าเชฟอนุญาตให้พักเบรคจากเจ้าเหล่าอาหาร ที่กำลังถูกบริกรทยอยนำไปเสิร์ฟบรรดาแขกเหรื่อ ในงานเลี้ยงฉลองครบรอบวันคล้ายพระราชสมภพขององค์ชายคราเรต์ 

    อลิเซียถอยห่างจากสนามรบ แล้วแอบย่องไปดูงานเลี้ยงซึ่งจัดอยู่บริเวณชั้นสองของอาคารรับรอง โดยยืนหลบหลังแจกันใหญ่บริเวณบันไดข้างสวน เธอมีความหวังเล็กๆว่าจะได้เห็นเงาคนที่ชื่นชอบเพียงชั่วครู่ 

    หลายสิ่งหลายอย่างปนกันในใจ เมื่อแว่วเสียงดนตรีจากราชวังอันโออ่าที่ประดับด้วยแสงไฟและธงทิว มือเล็กดึงหมวกเชฟสีขาวออกมากำแน่นก่อนจะมองฟ้าพร่างดาว แม้ทุกคนคงลืมเหตุการณ์ในวันเก่าไปหมดแล้ว แต่เธอก็ยังไม่ลืมอยู่ดี

    ซ่า

    "อุ้ย ตายจริง... เห็นหัวฟูๆแล้วนึกว่าพุ่มไม้ ขอโทษทีนะ"

    ...และมีอีกหลายคนที่ไม่ลืม แถมเข้าใจผิดอีกต่างหาก...

    หญิงสาวผ่อนลมหายใจเซ็งกับเสียงขอโทษเหนือจริงมากกว่าถูกน้ำราดใส่หัวเสียอีก เดน่า ไทแรนท์ แผนกดนตรีเป็นอีกคนที่สูญเสียคนที่รักเมื่อหลายปีก่อน โดยคิดว่าเป็นฝีมือของพ่อเธอทั้งที่ไม่มีหลักฐานอะไรเลย ยังคงเป็นอีกหนึ่งคนที่ชอบหาเรื่องเธออยู่เป็นประจำ

    แต่งานนี้อลิเซียก็เลือกที่จะเฉยใส่เพราะช่วงนี้เธอเหนื่อยหลายอย่าง ทั้งงาน ทั้งน้องที่เข้ารักษาตัวโรงพยาบาลกระทันหัน ถ้าให้มาทะเลาะกันอีกนี่ก็ไม่เอาด้วย พอคิดอย่างนั้น เธอก็โดนน้ำส้มแก้วที่สองไปบำรุงรากผม

    "แฮ่ม"

    ก่อนจะมีแก้วที่สาม เสียงกระแอมก็แทรกเบาขึ้นมาในอากาศ กลุ่มคนที่กำลังมัวเมากับเกมกลั่นแกล้งรีบวิ่งหนี เมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงราชองครักษ์คนสนิทขององค์ชาย ...แคสเปอร์ ลินด์ควิสท์สบตากับหญิงที่ยืนนิ่งอยู่ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้ายื่นให้ อลิเซียส่งยิ้มบางอย่างเกรงใจ

    "ขอบคุณค่ะ แต่เดี๋ยวฉันก็กลับบ้านไปอาบน้ำแล้วล่ะ จะเปื้อนผ้าเช็ดหน้าคุณเสียเปล่า"  

    "........ นี่น่ะ เคยใช้ซับพระพักตร์เมื่อกลางวันด้วย"

    ใบหน้าที่เย็นชาอยู่เป็นนิจกล่าวอย่างเรียบเรื่อยทว่ากลับยังผลนัก หากเป็นนักมวย คู่สนทนาของเขาก็ถูกต่อยทรุดนั่งคุกเข่าในหมัดเดียว หญิงสาวครางฮือก่อนจะเข้าไปประคองรับมันไว้ด้วยสองมือสั่นเทา

    "ขอบคุณนะแคสเปอร์ คุณมาช่วยฉันไว้เสมอๆเลย"

    "ฉันแค่ทำตามหน้าที่..."   

    ดวงตาเรียบนิ่งมองคนที่เอาผ้าเช็ดหน้าแกล้งซับแบบไม่โดนสิ่งสกปรกก่อนจะรีบเก็บใส่กระเป๋า   "...ของผู้ชายคนหนึ่ง"

    ชายหนุ่มขอตัวกลับ เมื่อเห็นคนคุ้นเคยสามารถผ่านเรื่องเลวร้ายไปได้ง่ายๆด้วยผ้าผืนเล็กผืนเดียว ร่างสูงใหญ่จึงเงยหน้ามองไปยังอาคารด้านบน เมื่อไม่พบเงาร่างของนายเหนือหัวที่เพิ่งประทับอยู่ริมหน้าต่างเมื่อครู่ เขาก็รีบก้าวเท้ายาวกลับไปยังห้องจัดเลี้ยงอีกครา

    ราชกุมารแห่งซิลเวเชียไม่ได้กล่าวซักถามอะไรเพิ่มเติม จากผู้ที่เร่งรุดกลับมายืนเคียงข้างจนเหงื่อหยดไหล ผู้สูงศักดิ์ยังคงรายล้อมด้วยเหล่าสตรีรูปโฉมงดงาม ที่ต่างเข้ามาเพราะมุ่งหวังตำแหน่งคู่ครองของเจ้าฟ้า ทุกคนต่างมีความปรารถนาที่จะได้รับความรักและผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะในปีที่องค์ชายทรงมีพระชนมายุถึงเกณฑ์ตามกฎมนเฑียรบาลที่จะถึงคราวอภิเษกสมรส เว้นเสียแต่บุรุษร่างสูงโปร่งคนหนึ่งซึ่งกำลังก้าวมาใกล้ด้วยจุดประสงค์อื่น

    นิโคไลพยายามเดินช้าและสบตายิ้มทักทายหญิงสาวทุกคน ระหว่างฝ่าวงล้อมเข้าไปพบองค์ชายคราเรต์ และด้วยแรงกดดันจากบางสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ พวกเธอต่างล่าถอยหลีกทางโดยไม่ต้องมีคำกล่าวใด 

    นายกหนุ่มคุกเข่าข้างหนึ่ง ก่อนจับชายผ้าประดับไหล่ที่สั้นระดับสะโพกของราชกุมาร ขึ้นมาแตะเบายังริมฝีปาก คำนับตามแบบอย่างพระราชประเพณี กิริยามารยาทยังคงงดงามประดุจเดิม ดวงตาสีเทายังอ่อนโยนและมีแววคมกล้าแฝงในนั้นเสมอ

    "ขอเดชะ...."

    "เสียเวลาน่ะนิโคไล"
       
    ดวงเนตรสีฟ้าเย็นของผู้สูงศักดิ์ปรายมองลงยังอดีตคนสนิท คำกล่าวชะงักหยุดแต่ผู้พูดก็ยังคงรักษารอยยิ้มไว้ เขาวางชายผ้าไหมที่ยกขอบทองอย่างวิจิตรลงแล้วกลับมายืนตรงอย่างสำรวม

    "ขออภัยที่ไม่ได้มาเข้าเฝ้าท่านเลย พอออกจากที่แห่งนี้ไปแล้ว โอกาสก็หายากเหลือเกิน กระหม่อมทราบดีถึงความไม่เหมาะไม่ควรที่จะขอหารืองานราชการเรื่องการจัดสรรงบประมาณ แต่หากพระบรมฯจะทรงกรุณา..."

    แต่ไหนแต่ไรมาผู้ชายคนนี้ก็ทำให้องค์ชายคราเรต์ผ่อนลมหายใจได้เสมอ แฟ้มเอกสารที่ยื่นมาหานั้น ถูกองครักษ์คนปัจจุบันรับไว้อย่างนุ่มนวลแทน ใบหน้าของแคสเปอร์ไร้การแสดงสีหน้ายินดียินร้ายใดต่ออดีตเพื่อนร่วมงาน

    "เนื่องด้วยสมเด็จพระจักรพรรดิเมื่อสองรัชกาลก่อน ได้ทรงมอบหมายงานให้ระบอบประชาธิปไตยขึ้นตรงต่อนายกอย่างท่านเลนน์สทรานแล้ว การหารือควรเกิดในการประชุมสภาระหว่างครม.เสียมากกว่า และวันนี้เป็นวันดีที่มีผู้คนมามากมาย หากท่านต้องการพบใคร ผมจะให้คนช่วยนำทางไปหา" 

    "ผมมาที่นี่เพื่อเข้าเฝ้าองค์ชาย ผู้คนอื่นไร้ความหมาย"

    นิโคไลส่งยิ้มบางให้รุ่นน้องที่พูดยาวมากกว่าปกติ แล้วมองเลยไปทางผู้งามสง่าข้างหลัง แม้แต่เด็กน้อยก็รู้ว่าเสียงข้างมากที่มีผลต่อสภา คือผู้สืบสายเลือดของราชวงศ์บาโรเวนตรงหน้า องค์ชายแค่นยิ้มขบขัน แม้ดูเหยียดหยามในทีแต่ก็ทำให้ใบหน้าอมโรคดูมีชีวิตชีวาและเปี่ยมเสน่ห์ขึ้น

    "คิดคำพูดโน้มน้าวให้ออก แล้วค่อยมาหาฉัน"

    องค์ชายคราเรต์เสด็จไปยังระเบียง และแน่นอนว่าผู้ที่มาถึงที่นี่จะไม่ทิ้งมานะไปง่ายๆ 

    ภาพการสนทนาของระดับผู้นำประเทศทั้งสอง ตกอยู่ในสายตาของคนร่วมงานอย่างเงียบๆ รวมถึงชายร่างเล็กในชุดทักซิโด้สีดำ ซึ่งยืนพิงผนังห้องโถงใหญ่มองอยู่ เขาพยายามอยู่เฉยๆทำตัวเป็นหนึ่งเดียวกับวอลเปเปอร์ลายเถา ผู้คนหลากหลายอายุที่ต่างสนทนาเชิงธุรกิจกันอย่างสนุกสนานรอบกายนั้นทำให้เขาคลื่นไส้เบาๆ สิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ของเขาคืออาหารที่มีรสสดชื่นจากความตั้งใจของผู้ทำ

    "กวางอี่ นายมาหลบอยู่นี่เอง"

    ซิมง โดโนแวน ผู้ชายร่างอวบระยะต้นที่มีเสื้อผ้าหน้าผมล้ำแฟชั่น เดินมาพร้อมกับสุภาพสตรีผมสั้นดูทะมัดทะแมงในชุดวิบวับคล้ายกับจะขึ้นคอนเสิร์ท พวกเขาทั้งคู่ดูโดดเด่นผิดที่ผิดทางเสียจนเจ้าของชื่อที่กำลังยืนหน้าบูดอยู่เบ้ปากใส่ให้กับคนที่พูดต่อ

    "นายควรจะไปโฆษณาตัวเองบ้างนะท่านประธาน ไม่ใช่ให้ฉันคอยโปรโมตไปทั่วจนทุกคนนึกว่าบริษัทนายเป็นของฉัน เห...นายเป็นอะไรไปหรือเปล่า ?"

    เสียงบ่นรัวเร็วหยุดกึกลงเมื่อคนถูกต่อว่าก้มหน้าหงอยใส่ จนผมซอยสั้นด้านหน้าเคลื่อนมาปรกตาดำ ซิมงทัดผมที่สั้นข้างยาวข้างไปหลังใบหูจนเห็นแก้มอูมของตัวชัด ก่อนเข้าไปใกล้เพื่อตั้งใจฟังเสียงงึมงำในลำคอของเจ้านายตน

    "อยากกลับบ้านที่ไมอามี่ไปนอนดู F1 ชะมัด"

    คนฟังไม่รู้จะยกมือดีดหน้าผากหรือแจกมะเหงกให้คุณชายตรงหน้าดี ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สงวนคำพูดกับประธานคนใหม่ของบริษัทยาและเวชภัณฑ์ออสโรฟาร์มาซูติคอล ที่สุดแสนจะเอาแต่ใจตัวเอง และเอาแต่ใจตัวเอง โคตรเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง ดั่งกฎข้อแรกของโลก แต่...

    “ก็ได้ กลับกัน ปะ!”

    ทว่าคุณเลขาก็รักษากฎข้อแรกของโลกไว้แม่นมั่นไม่คิดจะเดินสวนทาง ทำเอาบอดี้การ์ดสาวต้องลงมือลงไม้หยุดการเคลื่อนไหว ด้วยการรั้งหลังคอเสื้อทั้งเจ้านายลูกน้องตัวดี เธอหันไปทางท่านประธานบริษัท

    "จำไม่ได้เหรอคะ ว่าผู้อาวุโสให้คุณอาแวะมาที่นี่เพื่อดูลาดเลาทำธุรกิจ แล้วก็กลับไปที่ฮ่องกง แนะนำตัวกับคู่ค้าเดิมของเครืออีกหน คำว่าไมอามี่ต้นปีหน้านู้นกว่าจะได้กลับ เรื่องรถแข่งลืมไปได้เลยค่ะ"

    "แล้วตาแก่พวกนั้นเขาสั่งเธอมาทำอะไรนะ ใกล้ชิดองค์ชายใช่ไหม ? รีบไปทำสิยัยเด็กขี้เหร่"

    ฟางเมิ่งเจี๋ยถึงกับเส้นเลือดขมับปูด เธอเพิ่งอายุ 22 อยู่ในวัยสาวสะพรั่ง หน้าตาผิวพรรณรึก็จัดว่าสวยงามราวกับหมอช่วยศัลยกรรมให้ นี่ถ้าเจ้าคนปากเสียตรงหน้าไม่มีศักดิ์เป็นเพื่อนพ่อล่ะก็ เธอคงง้างเท้าเตะผู้ชายมินิไซส์ที่มีดีแค่หน้าตาแต่ทุกอย่างแย่เกินทนนี่ให้กลิ้งไปแล้ว

    "ว่าแต่ซิมง ช่วงนี้มือถือฉันแปลกๆ ...โทรหาดำไม่ติด หรือจะถูกใครยิงกบาลตายไปแล้วก็ไม่รู้"

    ถังกวางอี่หยิบไอโฟนให้เลขาตัวเองเช็ค ฝ่ายนั้นรับมาพลิกไปมาดูก่อนจะส่งคืนให้ แล้วเอาของตัวเองขึ้นมาดูบ้าง

    "อาจจะแค่สัญญาณไม่ค่อยดีก็ได้ ถ้ามีปัญหาป่านนี้คงมีคนในกลุ่มคงติดต่อเข้ามาบ้างแล้ว นี่ไง ไลน์ก็ไม่มีใครแจ้ง เมสเซนเจอร์ก็เงียบสุดๆ"

    "จะโทรหาคุณท่านเหรอคะ ลองใช้เครื่องฉันโทรดูไหม ? แต่ว่าฉันไม่รู้เบอร์ล่าสุดเขานะคะ"

    หญิงสาวหยิบซัมซุงรุ่นใหม่และค่ายสัญญาณคนละเครือข่ายกับทั้งสองคนขึ้นมาจากกระเป๋าถือ แต่แค่เสนอเท่านั้น ถังกวางอี่ก็จงใจหรี่ตาใส่ เท่านั้นไม่พอ เลขาที่ตามใจนายอันดับหนึ่งก็ยังทำตามด้วย พาให้ผิวหน้าเธอร้อนฉ่าขึ้นมาอย่างประหลาด   

    "ไม่โทรแล้วก็ได้ค่ะ ไม่ได้ทำเพราะอยากรู้เบอร์สักหน่อย! ฉันจะลองเข้าไปคุยกับองค์ชาย ไม่แน่ว่าฉันอาจจะไม่ต้องติดตามอาหัวล้านแล้ว!"

    เธอกล่าวเสียงแข็งก่อนจะเดินโมโหไปหามุมสงบสติอารมณ์จากการป่วนของสูงวัยทั้งสองคน ประธานหนุ่มที่กำลังกลั้วหัวเราะตามหลังถึงกับสะดุดกึก 

    "ยัยเด็กเมื่อวานซืน ...ส่งเรียนตำรวจอยู่ฮ่องกงก็เรียนไม่จบ ตาแก่เจิ้นก็ช่างหาเรื่องยัดเยียดลูกมาให้ฉันดูแล ตัวฉันเองยังดูแลตัวเองไม่ได้เลย"

    "เขาก็อยากส่งให้มาเปิดหูเปิดตาน่า เดี๋ยวฉันไปตามเธอก่อนแล้วกัน นายก็อยู่นี่ดีๆ"

    "เออๆ"

    ถังกวางอี่ขมวดคิ้วพลางส่งเสียงตอบรับอย่างหงุดหงิด ซิมงยิ้มอ่อนแล้ววางมือลูบผมที่ปรกหน้าผากอีกคนขึ้นแล้วบรรจงวางหน้าผากตัวเองลงไป จากนั้นจึงกล่าวอีกครั้งด้วยเสียงนุ่มละมุน

    "เดี๋ยวฉันกลับมา"

    ดวงตาคมลึกที่ประดับด้วยคอนแทรคเลนส์สีม่วงหยีลงอย่างอ่อนโยนยามแย้มยิ้ม ฟันเขี้ยวเล็กๆมุมปากที่ถูกจัดทำขึ้นมาช่างดึงดูดสายตา

    "อืม...เดี๋ยวรออยู่แถวนี้แหละ" 

    เมื่อคุณเลขาแน่ใจว่าบอสตรงหน้าคลายอารมณ์ขุ่นเคืองลงแล้วจึงค่อยยอมผละจาก เขาเดินกวาดตามองหาร่างหญิงสาวที่เพิ่งเดินหนีไปทั่วงาน แต่เมื่อไม่พบจึงลองออกไปหาด้านนอกอาคารดู และสิ่งสุดท้ายที่รับรู้ได้คือไฟฟ้าที่ช็อตลงมาตรงท้ายทอยกับภาพที่พร่าเลือน


    ...........................................................

    tbc

    Author's note ::

    อยากลองเขียนฟิคที่มีคำราชาศัพท์เยอะๆจังค่ะ แต่ก็ไม่ค่อยเก่ง มันก็เลยกลัวขึ้นมา ประกอบกับว่าถ้าใส่เข้าไปเยอะๆมันจะดูแปลกๆไหมนะ จะต้องกาดอกจันแล้วมาอธิบายข้างล่างเยอะๆไหม พอคิดอย่างนี้ก็เลยไม่กล้าเขียนเข้าไปใหญ่เลยค่ะ 55555 

    สุดท้ายก็ตัดใจฮึ้บๆ เพราะเลี่ยงมาตั้งแต่ตอนที่องค์ชายคราเรต์ปรากฏตัวตั้งสองรอบแล้ว เหมือนเห็นภาพเขากอดอกมองต่ำลงมาเลย พอเขียนเข้าจริงๆ สิ่งที่ยากไม่ใช่ภาษาแล้วล่ะค่ะ เป็นการคุมไม่ให้ลิเกเกินไป แววววว เลยปรับๆภาษาให้มันไม่กระโดดเกินไป น่าจะพอโอเคนะคะ (ฮา)

    เมื่อไม่นานมานี้ลองไปสำรวจดูเว็บโพสต์ฟิคอื่นๆมาน่ะค่ะ แต่ด้วยความที่ไม่รู้จะโปรยเนื้อเรื่องว่ายังไงดีไม่ให้สปอยล์เนื้อหาตัวเอง ก็เลยคิดว่าจะโพสต์แต่ที่นี่น่ะค่ะ แล้วก็เพิ่งมารู้ตัวว่าชื่อเรื่องหาในกูเกิ้ลซ้ำเยอะมากมาย 55555 พอดีว่าชื่อเรื่องมาจาก live นี้น่ะค่ะ

    เนื่องจากมีต้นแบบคุณท่านอยู่ในเพลง ถ้าใครไม่อยากเสียจิ้นในหัว ข้ามไปได้นะคะ ; w ; )


    พอดีเป็นแฟน T&T น่ะค่ะ (ฮา) ดังนั้นทาเมอร์เลนก็เอาต้นแบบมาจากทาคิซาว่าคุงค่ะ ดังนั้นถึงจะงดงามกินพืชแต่ก็สมชายและถึกทนพอควร 555555 เชิญคลิกหากไม่ว่ากระไรดูให้ถึงนาทีที่ 1 นะคะ #ฮา

    พอดีมีคนบอกว่าคำว่าคุณท่านดูแก่  ถถถถถ ความจริงถ้าเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษแล้ว จะเรียกแค่ Sir เฉยๆค่ะ เรียกแบบไม่รู้ตัวตน เรียกให้รู้ว่าเรียก ทาเมอร์เลนเลยไม่ยอมเรียก บอสเขายิ่งไม่เรียกใหญ่ 5555 บางทีสนิทๆก็เรียก Mr.Sir (อย่างกวนๆ) แต่พอเป็นภาษาไทยเลยใช้คำนี้น่ะค่ะ #เอาตะพดให้ถือ---- 


    ปีใหม่ปีนี้ ก็อยากขอพรให้ฟิคเรื่องนี้อยู่รอดปลอดภัยจนจบค่ะ

    ขอบคุณที่ติดตามค่า ,, U 3 U ) *kiss*

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in