ori-noveltomei_tan
[fic]Beyond the sky#08
  • ทันทีที่ปริ้นท์ชาร์มมิ่งอย่างทาเมอร์เลนตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่ทำคือการแหกปากร้องกังวาลก้องด้วยระบบเสียงดอลบี้ เมื่อจู่ๆลืมตามาปะทะกับกอรักแร้ของผู้ที่นอนปลดกระดุมโชว์แผงอกหลาไม่อายฟ้าดิน ซ้ำยังโอบเขาไว้เสียชิดติดไคลเหงื่อ เจ้าของอ้อมแขนตกใจเปิดตาตื่นทันใด

    เพียงเสี้ยววินาทีผู้ร่วมเดินทางซึ่งอยู่ห้องตรงข้าม ก็บุกเข้ามาราวชุดจู่โจมพิเศษ ทั้งสองวิเคราะห์สถานการณ์ได้ทันที ที่เห็นมักเกิ้ลนิวยอร์กวาร์ปกายหยาบไปนั่งขดตัวสั่นกับมุมห้องคล้ายถูกไฟช็อต

    คนที่หน้าซีดยิ่งกว่าโดนไฮเตอร์กัดหันไปใช้ดัชนีชี้รูมเมท ถึงไม่รู้ว่าทำไมตัวเองจึงกลิ้งร่างขึ้นไปเป็นหมอนข้างให้ชายอีกคนกอดเล่นบนเตียงได้ แต่ต้องข้องเกี่ยวกับอำนาจมืดที่กำลังนั่งเช็ดหัวตาอยู่แน่นอน 

    คุณท่านยืนเท้าเอวรอลูกเสิร์ฟเปิดประเด็น จนแล้วจนรอดพ่อมนุษย์ต่างดาวก็ยังทำได้แค่อ้าปากพะงาบๆโถ... อยากจะฟ้องเต็มแก่แต่ดันลำดับเหตุการณ์ไม่ถูก เขาจึงหันไปทางเพื่อนใช้นิ้วโป้งชี้กลับไปยังร่างตรงมุมห้อง ขมวดคิ้วบอกด้วยสีหน้าจริงจัง

    "เมื่อคืนมันละเมอ ปีนขึ้นเตียงมา"

    "หา?"   ทาเมอร์เลนอ้าปากค้าง แต่ก็ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดต่อ

    "เข้ากระชากเสื้อ น้วยนมกู"

    คนถูกกล่าวหากระอักน้ำลายพรูดกลางอากาศราวโดนตุ้ยท้อง รีบปฏิเสธเสียงหลง

    "ทำไหมผมต้องไปน้วยอะไรแบบนั้นด้วยเหล๊า!"

    ชายลาตินคนนั้นชี้ไปยังหลักฐานบนแผงอกตัวเอง

    "แล้วคราบนี้ใครทำ จะให้พิสูจน์ไหมว่าสารคัดหลั่งนี่มาจากร่างกายใคร"

    ไม่ว่าเปล่า เจ้าของดวงตาหงส์ที่มีประกายพราวเสมอ บรรจงปาดนิ้วเรียวลงไปที่ของเหลวตรงผิวอก ให้นายแบบหนุ่มรีบถลามาหาพร้อมกับผ้าเช็ดหน้า ก่อนจะมีการพิสูจน์ดีเอ็นเอผ่านปลายลิ้นเข้าจริงๆ 

    ไม่นึกไม่ฝันว่าจะต้องมาสัมผัสหัวนมผู้ชายแต่เช้า...จิตใจระบมช้ำไปหมดแล้ว 

    "กูว่ากูสนใจนี่มากกว่า"

    ซามูเอลเดินเข้าไปหยิบผ้าห่มผืนหนาที่ถูกกรีดขาดขึ้นมากางโชว์เจ้าของห้อง เนื้อเสียงดูแข็งขึ้นกว่าปกติจนทาเมอร์เลนว่าจะเหลียวไปมอง แต่ถูกมือแกร่งประคองจับหลังหัวไว้ให้อยู่นิ่ง เสียงทุ้มของคุณท่านตอบกลับไปด้วยท่าทีสบายๆ

    "แมลงสาปมันผ่านเลยมือลื่นน่ะ"

    ชายผมยาวหรี่ตาลงและดันผ้าไปให้คามิล ก่อนเดินไปดึงหลังคอเสื้อองค์ชายที่คั่นกลางการสนทนาให้ออกห่าง จากนั้นจึงพูดเน้นทีละคำ

    "งั้นไปซื้อยามาฉีดซะ"

    คนสูงกว่ายกมือยอมแพ้ เดินไปทางผู้ชายอีกคนที่กำลังถือผ้านวมที่พับอย่างเรียบร้อย จนไม่ทันเห็นว่ามีอะไรผิดปกติ ทั้งคู่สนทนาบางอย่างในระยะประชิด ได้ยินเพียงเสียงกำชับแน่นหนักสุดท้ายของคามิลว่าอย่าเข้าไปในไชน่าทาวน์

    "คงกลับมาเย็นๆ เฝ้าห้องดีๆล่ะ"

    คุณท่านหันมาปรายยิ้มที่ดูละมุนผิดภาพลักษณ์ก่อนไป ขณะที่ทาเมอร์เลนกำลังยืนนิ่งมองตามเงาที่เดินจากพลางนึกบางสิ่งอยู่ และความคิดต้องชะงักเมื่อถูกซามูเอลลากหลังคอเสื้ออีกครั้งเพื่อย้ายไปอีกห้อง

    "...ผมเดินเองได้ครับ"

    คนตัวผอมแสดงจุดยืนเสียงแผ่ว แต่พอถูกตาแมวดุๆตวัดจ้องก็เงียบปากทันที

    แล้วจากนั้น 10 นาที เจ้าชายแห่งวงการแฟชั่น ทาเมอร์เลน ฮิวเดแบร ก็มาอยู่ในชุดเสื้อกล้ามสีขาวเปื่อยๆ และกางเกงขาสั้นสีแสบตาที่ขอบยางย้วยจนต้องเอาหนังยางรัด ยืนเด่นเป็นสง่าในห้องอาบน้ำร่วมกับผ้าเหม็นกองยักษ์ ในมือมีผงซักฟอกหนึ่งกล่องขนาดใหญ่เท่าตำราไบเบิ้ล

    "ถ้ามีปัญหากับมันมากก็ซักซะ ซักเสร็จเมื่อไหร่ก็ได้กินข้าวตอนนั้นแหละ"

    ซามูเอลดูหงุดหงิดมาก อาจเพราะยังง่วงและเหนื่อยอยู่แต่กลับถูกปลุกแต่เช้าก็เป็นได้ ร่างนั้นลากเท้าไปทิ้งตัวนอนเตียง ปล่อยให้เพื่อนอีกคนรับมือกับตาละห้อยของชายผู้เคราะห์ซ้ำกรรมซัดแห่งปี

    "เดี๋ยวฉันจะเอาส่วนหนึ่งลงไปซักรีดด้านล่าง กับติดต่อธุระในโรงแรมอีกนิดหน่อย นายก็จัดการนี่ไปพลางๆก่อนนะ จะได้มีเสื้อผ้าสะอาดๆใช้ไง"

    คามิลยิ้มพูดอย่างใจเย็นเช่นเคย มือที่ดูนุ่มนวลลูบลงบนศีรษะของคนที่ตั้งใจฟัง แล้วเดินออกจากห้องไปบ้าง ให้คนที่ไม่เคยซักผ้ายืนงุนงงกับบทเรียนชีวิตสามัญชนบทใหม่ตามลำพัง

    อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์กล่าวไว้ ว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เขาโกยผ้าเน่าลงไปในอ่างที่เปิดน้ำจนเต็ม ก่อนเทผงซักฟอกลงไปให้หมดกล่อง กลิ่นและฝุ่นที่ฟุ้งรวมตัวกันช่างเหมือนกับพิธีกรรมต้มยา จากนั้นจึงหย่อนขาลงไปและเดินไปรอบๆ จำลองตัวเองเป็นเครื่องซักผ้าฝาบน ที่กำลังปั่นอยู่ที่เลขหนึ่ง
      
    เสียงน้ำกระเพื่อมไหวสร้างความผ่อนคลายไปในตัว... นานเหลือเกินที่ไม่ได้รู้สึกถึงความว่างของการอยู่ตามลำพัง ปกติไปทำงานก็เจอคน กลับบ้านก็เจอหมา ว่าไปนี่ก็ผ่านมาหลายวันที่ฝากหมาไว้กับเอียน ชักจะเกรงใจอย่างบอกไม่ถูก

    "เฮ้อ..."

    เสียงถอนหายใจเบาๆก็ดังได้เมื่ออยู่คนเดียว รู้สึกไม่ค่อยดีจนอยากจะรีบซักผ้าให้เสร็จ

    ...คันขาจัง

    ผงซักฟอกเริ่มกัดยุบยิบยังผิวขาที่น่าจะหนาและแข็งแรงที่สุดในร่างกาย เขาก้มลงมองอ่าง ทันใดก็ต้องตกใจตาค้าง เมื่อเห็นน้ำค่อยๆกลายเป็นสีแดงเลือด ในหัวเริ่มมีเสียงบรรยายยานคางของรายการล่าท้าผี ...หรือนี่จะเป็นคำสาปแช่งที่เกิดจากการซักผ้าผิดวิธีกันแน่ แอ้... แอ้... แอ้...

    "...."

    โน๊ววววววววววววววววววว!!!!!

    ทาเมอร์เลนร้องอย่างไร้เสียง ตาลีตาลานรีบโกยผ้าขึ้นจากน้ำที่มีสีตกในตำนานไปทั่ว แต่เท้าเจ้ากรรมดันลื่นอ่างที่ฟองฟ่อด ร่างผอมที่อุ้มผ้าหนักอยู่ทิ้งตัวกระแทกพื้นน้ำสุดความสูง คลื่นน้ำกระจายไปทั่วบริเวณดั่งวาฬที่โจนลงทะเล 

    เสียงล้มทำให้คนที่นอนอยู่บนเตียงรีบลุกมาดู ภาพที่เห็นคือความเละและพินาศเป็นวงกว้าง กับชายผมสีน้ำตาลที่ยืนมอมแมมเป็นลูกหมาหงอย ทำให้คนมองกุมขมับและรูดสองมือลงมาตามหน้าจนเกิดรอยยับยู่ไปตามแรง

    "ไป ไปอาบน้ำห้องนู้น เดี๋ยวจัดการต่อเอง"

    ซามูเอลโยนกุญแจลงอ่างล้างหน้าที่อีกคนเดินไปล้างฟองจากตาก่อนจะปัดหลังมือไล่ ทาเมอร์เลนได้แต่เดินร้องหงูงกลับห้องอย่างเจียมตัว ทว่าเมื่อกลับถึงห้องแล้วเจอกระเป๋าเป้ตัวเองเข้า เขากลับนึกอะไรขึ้นมาได้

    ภายในความเงียบสงบ มือเรียวหยิบนิตยสารแนวปลุกใจชายเล่มหนึ่งขึ้นมาแกะห่อพลาสติก แล้วเคาะเอาการ์ดโทรศัพท์ซึ่งเป็นของแถมในนั้นออกมา และเพื่อไม่ให้เกิดเสียงฝีเท้า เขาเลือกที่จะเดินลงไปหาตู้โทรศัพท์ซึ่งตั้งรออยู่นอกอาคารด้วยเท้าเปลือยเปล่า ถึงอย่างนั้นก็ไม่ลืมเอาผ้าพันคอพันปิดหน้าตัวเองลงไปด้วย

    ชายหนุ่มเดินไปเสียบการ์ดโทรศัพท์อย่างง่ายๆ และคิดว่าตัวเองน่าจะบอกวิธีการเลี้ยงดูหมากับเพื่อนทันหนึ่งนาทีตามวงเงินบัตรหากไม่ถูกแย่งพูดเสียก่อน จากนั้นค่อยกลับไปอาบน้ำทำทีไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

    แต่ในเสี้ยววินาทีที่ปลายนิ้ววางลงบนแป้นตัวเลข เขากลับเพิ่งตระหนักได้ว่าประตูสู่อิสรภาพนั้นได้เปิดออกแล้วไม่ใช่เหรอ ความคิดและเหตุผลทั้งหลายถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วจนสมองชาหนึบ ดั่งนกที่ยืนนิ่งอย่างงงงันอยู่หน้ากรงที่เปิดค้าง เบื้องหน้าคือท้องนภากว้าง

    ไปสิ...
    ...จากไป

    เม็ดเหงื่อหยดไหลตามใบหน้า สุดท้าย เขา...ยังคงกดไปหาเอียน แต่ทันทีที่มีเสียงฮัลโหลทักทายตอบรับ หูโทรศัพท์ก็ถูกยกขึ้นให้ออกจากข้างแก้ม ลอยไปวางลงบนแป้นอย่างนุ่มนวล

    ทาเมอร์เลนรู้ดีว่าเจ้าของมือซึ่งกำลังรับบัตรที่ดีดออกมาจากเครื่องเป็นใคร แต่ไม่กล้าหันกลับไปมอง ขนอ่อนตรงท้ายทอยตั้งชัน เงากระจกตู้โทรศัพท์สะท้อนฉายภาพผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังกำลังพินิจมองดูบัตรที่มีรูปดารานุ่งน้อยห่มน้อยสกรีนอยู่ รอยยิ้มที่สดใสนั้นผิดเพี้ยนไป เสียงทุ้มเยียบเย็นแฝงอันตรายที่ไม่อาจหยั่งถึงกระซิบอยู่ข้างหู

    "มุกเยอะกว่าที่คิดนี่ฮิวด์" 

    พลันหน้าผากของผู้หลบหนีก็ถูกจับโขกกับเครื่องโทรศัพท์แรงจนโลหะด้านในสะเทือน ก่อนถูกลากเข้าไปโยนอัดกำแพงในซอยหลังโรงแรม ขณะที่ทั้งมึนและเจ็บ ร่างเพรียวนั้นก็เข้ามาประชิดและยึดบีบกรามไว้
      
    "เราตกลงกันไว้ว่ายังไงนะ ถ้านายแอบไปโทรศัพท์ ฉันจะเฉือนลิ้นแล้วให้กลืนลงไปใช่ไหม?"

    ปลายมีดสีดำถูกบังคับให้เข้าไปในช่องปากที่เม้มปิดแน่น และเมื่อคมเหล็กบาดถูก ความเจ็บก็ทำให้ริมฝีปากผละเปิดออกโดยอัตโนมัติ กระนั้นคนถูกทำร้ายก็ยังฝืนกัดฟันกั้นไว้ และโต้ตอบเพียงประคองจับข้อมืออีกฝ่ายไว้ให้หยุดอย่างไม่กล้าออกแรง เพราะเกรงว่าถ้าคนตรงหน้าเพิ่มแรงขึ้นมา จะทำให้ปลายมีดลื่นเข้าไปถึงคอหอย 

    "อ้าปากสิ อ้ากว้างๆ...ให้ฉันใส่มันเข้าไป ไม่ต้องกลัว แป้ปเดียวเดี๋ยวก็เสร็จ"

    ชายผิวแทนก้มเข้าใกล้แล้วกระซิบสั่งอย่างนุ่มนวล โดยมีความคลุ้มคลั่งที่ไม่อาจควบคุมแทรกอยู่ เหล็กบางๆยังคงเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างรอยต่อของฟันบนและฟันล่างอย่างไร้วี่แววของการหยอกล้อ เป็นครั้งแรกที่ทาเมอร์เลนรู้สึกว่าอีกฝ่ายน่ากลัวจนได้แต่หลับตา 

    สุดท้ายปลายมีดก็ผ่านไปสัมผัสลิ้นนุ่ม ความเย็นของแท่งเหล็กทำให้ผู้ถูกทำร้ายลืมตามองอย่างตื่นตระหนก แต่สิ่งที่พบคือแววตาที่เศร้าหมอง

    มือแกร่งชะงักนิ่ง เมื่อดวงตาที่แปรเปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นความห่วงใย มันเป็นความผิดปกติ

    คนที่เข้าทำร้ายเริ่มตระหนักถึงสีหน้าของตัวเองซึ่งแสดงออกมาอย่างเจ็บช้ำ เขาพยายามเกร็งหน้าผากเพื่อให้คิ้วที่ขมวดติดกันจากความขัดแย้งในใจได้คลายตัวออก แต่มันไม่สำเร็จ กระทั่งรอยยิ้มลวงยังเลือนหายไปจากใบหน้า ทุกอย่างเริ่มไม่สามารถควบคุมให้อยู่ในทิศทาง 

    ได้แต่สงสัยว่าทำไมถึงได้มีความลังเล ทั้งที่ไม่เคยหวั่นไหวเวลาจะทำลายอะไรสักอย่าง มีดคอมแบตเล่มยาวถูกดึงกลับคืนมา เมื่อประเมินได้ว่าไม่ใช่เพียงลิ้นที่ต้องตัด อะไรที่ทำให้การตัดสินใจสับสนจะต้องกำจัด...

    "ผมขอโทษ..."

    ทาเมอร์เลนกล่าวเสียงเครือ เลือดไหลซึมจากกลีบริมฝีปากทั้งบนและล่างตามการเคลื่อนไหว ยิ่งขยับก็ยิ่งหยดไหลออกมา ช่างน่าเวทนาจนรู้สึกเจ็บแน่นในอก

    "...แค่จะโทรไปบอกเพื่อนเรื่องหมาแค่นาทีเดียว... ไม่น่าผิดสัญญาจนทำให้คุณต้องลำบากใจเลย... ขอโทษนะ..."

    หลังพูดจบเจ้าตัวดีก็อ้าอ้อมแขนรวบกอดอีกร่างเอาไว้ง่ายๆ พร้อมตบหลังตุบๆปลอบทั้งที่ยังถูกมีดจ่อคออยู่ วงแขนที่สวมกอดช่างอบอุ่นนุ่มนวลจนรู้สึกถึงความปลอดภัย

    วันนี้กลิ่นกายของเจ้าชายเป็นกลิ่นผงซักฟอกราคาถูกที่หาซื้อได้ตามคอนวิเนียน แต่กลับทำให้จิตใจเริ่มผ่อนคลาย ไม่เข้าใจตัวเองนักว่าทำไมอารมณ์ถึงสั่นสะเทือนมากขนาดนี้ และทำไมถึงสงบหายได้เร็วเช่นนี้ ตั้งแต่วันที่รู้ว่าบนโลกใบนี้ก็มีสิ่งมีชีวิตที่สุขสงบอยู่ด้วย บางอย่างในตัวมันก็เพี้ยนไป...

    "พอได้แล้ว...ฉันเข้าใจแล้ว..."

    คุณท่านผละกายออก สายลมแห่งความเหนื่อยล้าพัดเข้ามาเมื่อไม่สามารถทำสิ่งที่คุ้นเคยได้ลุล่วง เขากดนิ้วมือลงขมับยามก้าวเดิน และไม่หันกลับไปมองคนที่กำลังตามหลังมาอยู่ไม่ห่าง ว่าจะเปลี่ยนใจวิ่งหนีไปหรือไม่

    เมื่อมาถึงชั้นที่พัก เขาก็เห็นร่างเล็กของเพื่อนกำลังยืนสืบบุหรี่อยู่หน้าห้อง นัยน์ตาของซามูเอลไม่ได้บ่งถึงความประหลาดใจอะไรที่เห็นคนทั้งคู่เดินกลับมาด้วยกัน เพียงแค่ทำหน้าเซ็งเล็กน้อยขณะพูดอย่างสบายๆ

    "กางเกงมึงถูกสีตกใส่ กูกู้คืนไม่ได้"

    คนเป็นหัวหน้ามองอีกฝ่ายพักหนึ่งแล้วผ่อนลมหายใจช้าก่อนหลุบตาลง จากนั้นส่งเสียงอืมตอบรับในลำคอด้วยใบหน้าที่ดูเหน็ดเหนื่อย เขาหยิบบุหรี่จากปากอีกคนมาสูบต่อและส่งคืนให้ ชายผมยาวปรายตามองไปทางองค์ชายด้านหลังวูบหนึ่งแล้วพูดกับเพื่อนในเรื่องเดิม   "...จะทิ้งหรือเอาไงต่อ คิดจบแล้วมาบอกด้วย"

    คุณท่านพยักหน้ารับก่อนกลับเข้าห้อง จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนั่งเอนกายนิ่งบนโซฟา สายตาที่เหม่อลอยไปไกลคล้ายกับครุ่นคิดอะไรอยู่ ไม่รู้ทำไมภาพที่ดูสงบและราบเรียบถึงสร้างความปวดร้าวให้กับผู้มองอย่างบอกไม่ถูก บางทีคนเราก็โง่เกินกว่าจะบังคับตนเองให้อยู่ในจุดที่สมควรทำได้

    "ไปอาบน้ำ... เดี๋ยวฉันจะพาไปที่หนึ่ง"

    ชายคนร้ายกล่าวโดยไม่ได้หันมอง ทาเมอร์เลนพยักหน้ารับรู้ก่อนเดินหงอยไปค้นกระเป๋าเป้ หยิบเสื้อผ้ากับซองกาแฟสำเร็จรูปออกมา ไม่ได้มีพิธีรีตรองอะไรมาก เพียงแค่กดน้ำร้อนชงและนำมาส่งให้ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเดินลากเท้าเข้าห้องน้ำไป คุณท่านมองของเหลวสีดำที่อุ่นร้อนในอุ้งมือแล้วหลุดยิ้มบางที่แสนเศร้าขึ้นมาให้กับการง้องอนที่เรียบง่าย

    ...............................................


    แท็กซี่มาจอดหน้าย่านไชน่าทาวน์ ให้นายแบบหนุ่มกระชับผ้าพันคอที่ปิดใบหน้าส่วนล่าง ก้าวตามคนที่เดินฉิวเข้าไปด้านในคล้ายเป็นคนพื้นที่ ยิ่งเข้าไปลึกก็ยิ่งมีสายตาเล็กๆของคนเอเชียจับจ้องเหมือนกับพบตัวประหลาด ที่นี้ค่อนข้างต่างจากย่านโซโฮในนิวยอร์กที่เต็มไปด้วยร้านค้าสวยๆน่าจับจ่ายใช้สอย ในนี้ดูไร้ระเบียบกว่า บางคราวได้กลิ่นปัสสาวะลอยเจือมาในอากาศ

    พวกเขาเดินเข้าซอยวกวนจนถึงบ้านซึ่งเต็มไปด้วยการตกแต่งสไตล์จีนราวกับอยู่ในหนัง เจ้าของบ้านซึ่งเป็นชายชราร่างเล็ก รีบรี่เข้ามาต้อนรับคุณท่านอย่างนอบน้อมแลมีความคิดถึงอยู่ในนั้น ทั้งคู่คุยกันเสียงดังด้วยภาษาจีนที่คนไม่รู้เรื่องได้แต่ยืนงง ถึงอย่างนั้นทาเมอร์เลนก็เริ่มยิ้มออกเมื่อเห็นอีกคนดูสดใสร่าเริงเหมือนปกติ

    "อันนี้ไว้ทาแผลที่ปาก เห็นว่ามันจะช่วยทำให้แผลไม่เป็นรอยแผลเป็น อันนี้พลาสเตอร์ ปิดไว้ไม่ให้แผลแยก"

    ระหว่างที่เขาทั้งคู่ยืนรอบางอย่างหลังจากที่ชายชราเดินไปทางหลังบ้าน คนผิวเข้มก็หันมาส่งขวดแก้วเล็กๆที่บรรจุผงสีเทาที่เพิ่งได้รับมาจากเจ้าของบ้านให้ ทาเมอร์เลนที่กำลังอยู่ในช่วงวิตกเรื่องอีกฝ่าย เพิ่งมีกะใจนึกได้ว่าใบหน้าที่เอาไว้ใช้ทำมาหากินกำลังเสียโฉม จึงเริ่มตื่นตระหนกอย่างดีเลย์

    "ขอบคุณครับ งั้น...งั้นผมรีบทาเลยดีกว่าเนอะ ว่าแต่คุณพกกระจกไหมครับ"

    "ไม่มีหรอกของแบบนั้น นายมานี่"

    คนผิวแทนว่าจบก็เชยปลายคางคนตรงหน้า เพื่อช่วยทายาให้ด้วยปลายนิ้วชี้ ความประหลาดใจเกิดขึ้น เมื่อไม่คาดคิดว่าสัมผัสของริมฝีปากเรื่อแดงนั่นจะเนียนนุ่มอย่างกับเยลลี่ ให้นึกหวั่นว่าความหยาบของปลายนิ้วจะทำให้เกิดแผลขึ้นอีก เลือดที่ซึมไหลชวนให้ความเศร้าแผ่ออกมาจากใจที่กำลังสั่น 

    และในระยะชิดใกล้จนสัมผัสถึงลมหายใจ...คนเจ็บรับรู้ถึงความเสียใจเด่นชัดจากชายตรงหน้า พลาสเตอร์แผ่นเล็กที่มักเห็นในคลินิกถูกแปะลงที่ริมฝีปาก มืออุ่นนั้นดูตั้งใจ

    "ฉันจะให้คนพานายไปโทรศัพท์อีกห้องหนึ่ง จะมีคนนั่งกับนายด้วย...อย่าพูดมากแล้วกันเดี๋ยวแผลจะเปิดอีก..."   ดวงตาสีนิลที่จ้องมองมาดูเซื่องซึม คุณท่านเม้มปาก สุดท้ายก็พูดขึ้นเหมือนสิ้นสุดการตัดสินใจ   "...เราอยู่กันที่ไชน่าทาวน์ แวนคูเวอร์"

    เมื่อมือนั้นละจาก สาวจีนที่รออยู่ก็เข้ามานำทางทาเมอร์เลนให้ก้าวลงบันไดยาวจากห้องที่ถูกฉาบด้วยสีแดงรอบด้าน สุดทางเดินเป็นประตูแบบบานพับ แต่เมื่อเข้าไปจึงได้รู้ว่าประตูไม้ที่เห็นภายนอกแท้จริงเป็นประตูเหล็กหนาขนาดครึ่งคืบ ด้านในเป็นห้องรับแขกที่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยเฟอร์นิเจอร์จากจีน เน้นที่สีดำ แดงและทอง 

    "น้ำชากับขนมค่ะ"

    เมื่อสาวสวยในชุดกี่เพ้าที่นำทางมา กล่าวเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงจีนยามเสิร์ฟอาหารว่างให้ คนที่เงียบตามมาตลอดก็เริ่มหายเกร็ง เธอนั่งลงยังฝั่งตรงข้ามด้วยกิริยาที่งดงาม และอธิบายวิธีการใช้โทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างสดใส

    "ดิฉันชื่อจวั้งเหมยจิงนะคะ จะมาดูแลคุณผู้ชายระหว่างที่พักผ่อนที่นี้ หากมีบทสนทนาที่ดูไม่เหมาะสม เหมยจิงขออนุญาตล่วงหน้าในการตัดสายสนทนา แต่ขอให้คุณผู้ชายไว้ใจ เหมยจิงสัญญาด้วยชีวิตว่าบทสนทนาใดๆในห้องนี้จะถูกเก็บเป็นความลับ"

    เธอกล่าวอย่างเป็นปกติ แต่ในประโยคนั้นสร้างความสงสัยให้คนฟังหลายจุด

    "สัญญาด้วยชีวิต? หมายความว่าถ้าคุณเหมยจิงพูดเรื่องของผม คุณจะตายเหรอครับ?"

    "ถ้าเหมยจิงทำตัวไม่ดี เชิญคุณผู้ชายเอาชีวิตน้อยๆนี้ไปได้เลยค่ะ"

    "แล้ว...ถ้าผมต้องการแค่ลิ้นของคุณล่ะครับ"

    "ถ้าอย่างนั้นนับแต่นี้ ลิ้นของเหมยจิงจะเป็นของคุณผู้ชายค่ะ"

    เธอยิ้ม คำพูดนั้นดูเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ไม่มีการไหวติงเลยสักนิด เหมือนมันเป็นเรื่องปกติที่จะคำสัญญาใดๆนั้นจะต้องถูกตอบสนอง คนถามเริ่มที่จะเข้าใจบางอย่างที่แสนสำคัญ

    "แล้วสมมติว่า เอ่อ สมมติเฉยๆนะครับ ถ้าคุณเหมยจิงเอาเรื่องผมไปพูด แล้วผมก็รู้แต่กลับไม่เอาลิ้นคุณ คุณจะว่ายังไงครับ?"

    เธอดูงง ตาเรียวชั้นเดียวแบบสาวจีนเบิกกว้างขึ้นกับคำถามประหลาด หญิงสาวถึงกับเอานิ้วแตะคางคิดหนัก

    "ฉันคงคิดว่าตัวเองโชคดีมากน่ะค่ะ แต่คุณอาจจะโชคร้ายมากก็ได้ถ้าใครมารู้เข้า อาจถึงขั้นไม่มีที่ให้อยู่... นั่นไม่ดีเลยนะคะที่ตัดสินใจแบบนี้ คนเราไม่ควรกลับกลอกไปมาขนาดนั้นนะคะ ทางที่ดีคุณควรจะตัดลิ้นฉันดีกว่าค่ะ!"

    เธอแทบถลาเข้ามาเสนอตัว จนคนฟังรีบยกทั้งสองมือขึ้นห้ามโดยเร็ว

    "เอ่อ...ไม่เป็นไรครับ คุณยังไม่ได้ผิดคำพูดใดๆกับผมนี่ แล้ว...สิ่งที่ผมไม่ควรพูดจนคุณอาจจะตัดสายผมล่ะครับ"

    "มีเพียงเรื่องความลับทางธุรกิจของที่นี่น่ะค่ะ"   เธอนั่งลงตามเดิม

    "อ้อ โอเคครับ"   ชายหนุ่มพยักหน้ารัว   "ถ้าอย่างนั้น ผมอยากต่อสายไปที่เบอร์นี้น่ะครับ"

    ชายหนุ่มจดเบอร์ให้ บริกรสาวจึงใส่เฮดโฟนก่อนก้มลงสอดนิ้วหมุนเบอร์โทรศัพท์รูปทรงโบราณ มันดูเหมือนเครื่องประดับ แต่กลับสามารถโทรได้จริงๆ

    ["สวัสดีครับ"]

    "อ๊ะ เอียนนี่"

    ["เหยยยยย เทมเล๊น นั่นนายจริงๆเหรอ!? รอบที่แล้วจู่ๆก็หายไป ฉันนึกว่านายคงถูกรถบรรทุกวิ่งเข้าเสยตอนโทรศัพท์เหมือนไฟนอลเดสติเนชั่นแล้ว แล้วนี่ตอนนี้นายอยู่ไหน!?"]

    "เอ่อ..."

    '...เราอยู่กันที่ไชน่าทาวน์ แวนคูเวอร์...'

    คนถูกลักพาตัวชะงักเมื่อรู้ความนัยว่าทำไมจู่ๆผู้ที่พามาจึงพูดถึงสถานที่ให้ฟัง ทั้งที่ปกติไม่เคยบอกข้อมูลใดๆเลยว่าจะไปที่ไหน อยู่ที่ไหน นี่มันเหมือนต้องการให้ตนบอกให้เพื่อนรู้ จะได้รีบมารับกลับไปเสียให้พ้นหน้า

    ["ว่าแต่นายมาโทรศัพท์แบบนี้แสดงว่าหนีมาได้แล้วใช่ไหม? ถ้าไม่รู้สถานที่เรียกว่ายังไงก็บอกจุดสังเกตมาก่อนก็ได้เดี๋ยวฉันจะให้ตำรวจไปรับ"]

    "ไม่ต้องหรอกเอียน..."

    ทาเมอร์เลนบอกเสียงเศร้า เขาพยายามยิ้มโดยลืมไปว่าอีกฝ่ายไม่สามารถเห็นใบหน้าตัวเอง ความเสียใจเริ่มมากระจุกรวมอยู่ที่กลางอก

    "ผมไม่ได้หนีมาแต่เขาให้ผมยืมใช้โทรศัพท์น่ะ คือ...ไม่ได้หนี แต่..."

    เขาไม่รู้จะพูดอย่างไรจึงจบประโยคเพียงเท่านั้น ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งเพราะตกใจกับคำตอบ เอียนยิ้มให้พร้อมกับเริ่มบทสนทนาที่ไม่มีความตื่นเต้นลนลานปนอยู่อย่างตอนแรก 

    ["เอาเป็นว่าถ้าจบเรื่องแล้ว เราไปตั้งหม้อไฟกินกัน"]


    .............................................


    ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมจีน ผู้ชายลาตินคนนั้นกลับนั่งดื่มชาอย่างสง่างามอยู่ตรงโต๊ะไม้เล็กๆ เป็นทั้งความกลมกลืนและขัดแย้งที่ตรึงตาตรึงใจอย่างน่าประหลาด คุณท่านค่อยๆหันมองคนที่กำลังเดินตรงมา พูดบางอย่างก่อนดึงผ้าพันคอที่คล้องคอขาวนวลอยู่ให้ขึ้นมาปิดถึงปลายจมูก แล้วดุนหลังคนที่ดูเหม่อลอยขึ้นรถ

    กว่าทาเมอร์เลนจะรู้ตัวอีกทีก็กลับมานั่งอยู่บนเตียงในห้องพักแล้ว และรูมเมทของเขาก็กำลังจะออกไปทำธุระข้างนอกอีกหน แต่หัวหน้าคนร้ายก็ต้องชะงักเมื่อถูกจับข้อมือไว้

    "... มีอะไร ?"

    คนถูกรั้งหันมาถาม แต่อีกคนไม่ตอบและไม่ยอมปล่อยด้วย คุณท่านออกเสียงจิ๊มุมปากอย่างหงุดหงิดก่อนจะยอมนั่งลงข้างๆ เมื่อเป็นเช่นนั้นอีกฝ่ายจึงยอมคลายมือออก

    เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรในช่วงเวลาที่ไร้คำพูด คุณท่านจึงเอาอาวุธตัวเองมาทำความสะอาด คนข้างกายหันมองแล้วได้แต่คิดว่าเศษชิ้นส่วนพวกนั้นดูเหมือนหลุดออกมาจากในหนัง น่ากลัวแต่ก็ชวนมอง

    "ขอผมนอนหนุนตักได้ไหมครับ?"

    "ไม่ได้"

    เสียงทุ้มตอบกลับโดยไม่ยอมมอง กระนั้นผู้ร้องขอก็ขยับร่างวางศีรษะลงบนหน้าขานั่นอยู่ดีจนเจ้าของตักขยับปากสบถอย่างไร้เสียง นายแบบหนุ่มนอนสักพักก่อนกล่าวช้าและเบา สายตาที่มองออกไปตรงหน้าเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง

    "ดูเหมือนว่าเดซี่กับลาเวนเดอร์...หมาของผมจะป่วยเพราะผมไม่กลับบ้าน แต่เพื่อนผมบอกว่ามันก็เริ่มดีขึ้นบ้างแล้ว"

    "อืม ...ก็ดีแล้วนี่"

    ".... อันที่จริงคริสต์มาสนี้ผมมีเดินแบบที่มิลานด้วย เป็นงานที่ผมตั้งตารอมาตั้งหลายปี แต่เหมือนว่าชื่อผมจะถูกถอดออกเสียแล้วล่ะครับ..."

    "...."

    "...งานอื่นๆในปีถัดไปก็เหมือนกัน ... เดินแบบ ถ่ายนิตยสาร โฆษณา...ทั้งหมดเลย ผม...กำลังหายไป"

    เสียงนั้นค่อยๆเครือขึ้นทีละนิดและหยุดลงเมื่อไม่สามารถกล่าวได้อย่างปกติ 

    เจ้าของตักเหมือนจะพูดบางสิ่ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกมา จะคำปลอบ คำขอโทษ หรือจะไล่ให้ไกลห่าง สิ่งที่ได้ฟังมันเป็นเรื่องราวสามัญแต่เข้าใจยาก ทาเมอร์เลนโอบเอวคอดซุกซ่อนใบหน้าโศก สักพักลมหายใจอุ่นก็เริ่มไหลรินรดผิวสีข้างผู้ที่นั่งอยู่ และกระชั้นหนักขึ้นตามแรงสะอื้นที่พยายามกลั้นไว้

    นัยน์ตาหงส์หลุบลงมองนิ่งเมื่อสัมผัสได้ถึงความรวดร้าวที่ถ่ายทอดมาคล้ายทะลักไม่มีสิ้นสุด เขาไม่เข้าใจ มันดูไร้เหตุผล

    ...หากไม่ตายก็ไม่มีอะไรน่าเสียดายไม่ใช่เหรอ? 

    "นายไม่ได้หายไปเสียหน่อย ยังอยู่ที่นี่...กับฉัน"

    คุณท่านบอกแผ่ว แล้วค่อยวางอุปกรณ์ลงข้างกายก่อนโน้มตัวก้มกอดอีกฝ่ายกลับคืน ประคองโอบร่างที่สะท้านไหวอยู่ในอ้อมอก โดยหวังว่าตนจะมีความอบอุ่นหลงเหลือ ให้คนที่แสนพิสุทธิ์ซึ่งผลัดหลงเข้ามายังดินแดนของเขาได้คลายความโศกเศร้าลงบ้าง


    ..........................................................


    "ก็เคยได้ยินข่าวลักพาตัวเหมือนกัน แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะมาถึงที่นี้ได้ยังไง และจะมาทำไม"

    ร้อยตำรวจโทมิเชล เคียกล่าวขึ้นด้วยเสียงลอยๆฟังดูเซ็กซี่ ขณะนั่งทานจั๊งก์ฟู๊ดเป็นอาหารกลางวันกับเพื่อนเก่าในห้องทำงานส่วนตัว เอฟบีไอหนุ่มยิ้มมองหญิงสาวตรงหน้าที่กินซอสเป็นว่าเล่น และเขาก็มีหน้าที่ฉีกซองเติมให้เหมือนสมัยก่อน

    "หน่วยข่าวส่งให้ฉันมาน่ะ"

    เอริค จอห์นสัน หยิบแผ่นกระดาษออกมาจากซองเอกสารแล้วยื่นส่งให้   "นี่เป็นภาพที่ได้จากกล้องวงจรปิดที่มีมิสเตอร์ฮิวเดแบรอยู่ร่วมกับคนร้าย ภาพไม่ค่อยชัดเท่าไหร่แต่ก็พอเก็บลักษณะได้ จากนั้นเลยสืบกลับไปที่ต้นทาง จนมาถึงที่นี่"

    มิเชลใช้ปลายนิ้วที่เพิ่งหยิบไก่ทอดกินไปเมื่อครู่จับปลายเอกสารขึ้นมาดู ใบหน้างามมุ่นคิ้วก่อนผ่อนลมหายใจหนัก ริมฝีปากสีแดงสดเม้มเล็กๆ

    "พูดยากนะ มีหนุ่มลาตินผิวแทนที่ไถข้างไม่น้อยเข้าออกไมอามี่"   

    เธอเปลี่ยนกระดาษเพื่อดูรูปถัดไป ดวงตาที่ปัดมาสคาร่าและกรีดอายไรเนอร์อย่างเฉียบหรี่ลงมองรูปการกอดรัดฟัดเหวี่ยงของทาเมอร์เลนและซามูเอลในคอนวิเนียน   "...ดูสนิทสนมกัน ไม่มีวี่แววการขอความช่วยเหลือหรือหลบหนี ใช่ไหม?"

    เอริคส่ายหัว

    "ยังมีการถกเถียงในกลุ่ม ว่ามิสเตอร์ฮิวเดแบรอาจจะหนีไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนก่อนยอมกลับไปรับตำแหน่งรัชทายาทที่ซิลเวเชียหรือเปล่า"

    "น่าสงสาร FBI จัง ที่จะต้องมาตามเรื่องโอละพ่อ"   

    ผู้หมวดสาวอมยิ้มก่อนจะประสานนิ้วเรียวแล้วเอาคางวางบนหลังมือ แค่เอียงคอเพิ่มก็ทำให้เธอดูมีเสน่ห์มากแม้ว่าจะกินไก่ค้างอยู่ก็ตาม   "...แล้วเธออยู่ฝั่งไหน?"

    "สัญชาตญาณฉันบอกว่ามันน่าจะเป็นเรื่องจริงน่ะสิ"

    ดวงตาสีทองแดงของชายหนุ่มยิบหยีลง รอยยิ้มทำให้ใบหน้าที่เข้มขรึมดุดันกลายเป็นอ่อนโยน มิเชลเอนกายพิงเก้าอี้พินิจรูปอีกครั้งก่อนจะเปรยขึ้นมา   

    "ช่วงนี้ถ้าเธอจะไปสืบที่ไหนอยากให้ถามฉันก่อน เพราะตอนนี้แก๊งในไมอามี่อยู่ในช่วงอ่อนไหว พอรู้ตัวอีกทีอาจจะลงไปอยู่ในท้องจระเข้ไม่ก็ฉลามแล้วก็ได้"

    "เกิดอะไรขึ้นเหรอ ?"

    "ที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวประกอบด้วยคนหลายชาติ แก๊งเองก็หลากหลายเหมือนกัน แย่งพื้นที่ทำกินกันไม่เว้นแต่ละวัน คิวบา สเปน รัสเซีย ...แล้วเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหัวหน้าใหญ่ของกลุ่มคนจีนตายไป ลูกชายเขาต้องขึ้นสืบทอดต่อ ตอนนี้กลับไปสาขาใหญ่ที่ฮ่องกง แล้วให้ลูกน้องดูแลพื้นที่ตรงนี้อยู่"

    "ที่บอกว่าอ่อนไหวเพราะจ้องจะแย่งชิงพื้นที่ขายยากันสินะ"

    "ใช่ ทางตำรวจลาดตระเวณหนักมาหลายคืนแล้ว เป็นไปได้ว่าเจ้าที่องค์นี้แรง สถานการณ์เลยยังคงดูปกติ...แต่ภายนอกน่ะนะ ช่วงนี้ฉันรู้สึกว่ากลุ่มคนจีนพวกนั้นดูเคลื่อนไหวแปลกๆ ดังนั้นเธอจงระวัง..."   นิ้วงามชี้ไปที่ปลายจมูกโด่งอีกฝ่าย   "...อย่าเผลอไปเป็นสาเหตุสงครามแย่งชิงเข้า"

    "โยนศพ FBI เข้าไปในพื้นที่ศัตรู เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบจนทำการค้าไม่ได้ อืม...เป็นคนค้ายานี่ก็น่าสนุกนะ"   เอริคหัวเราะ   "ไม่ต้องกังวล ฉันจะรอสืบแค่เรื่องการลักพาตัวเฉยๆ และจะดูแลตัวเองให้ดีด้วย"


    .........................................................

    tbc


    Author note : 

    ส่วนตัวไม่เคยไปไชน่าทาวน์ในแวนคูเวอร์หรอกค่ะ ไมอามี่ก็ไม่เคยไป อาศัยกูเกิ้ลช่วยด้วยกับ csi miami น่ะค่ะ 555555 ,,T D T ) ดูแล้วก็ติดเนอะคะ ลุงโฮราชิโอ้น่ารักมาก ควรติดแทค csi หล่อบอกต่อด้วยจริงๆเลยค่ะ #ฮา

    หลังจากนี้ก็จะแฟนตาซีขึ้นเรื่อยๆ พื้นฐานใดๆคงหายโหม๊ดดด (ฮา)

    ขอบคุณที่ติดตามค่ะ เจอกันตอนหน้าค่า  เมอรี่คริสต์มาส แอนด์ แฮปปี้นิวเยียร์ค่า 
    ,,U w U )








Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in